[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 2 : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 85
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    1 เม.ย. 63

2

 

                ท้องพระโรงหลวงวันนี้เนืองแน่นด้วยขุนนาง ทั้งระดับขั้นเสนาบดี และขุนนางระดับกลาง เนื่องจากเหล่าขุนนางได้ได้รับหมายเรียกให้เข้าเฝ้าอย่างพร้อมเพรียง อิมซึงจุน เสนาบดีกรมคลัง ที่เป็นพระสัสสุระ[1] ของพระราชา นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูง และโดดเด่นที่สุดในท้องพระโรงหลวง

                คิมจินอู นั่งอยู่เกือบปลายสุดท้องพระโรง เพราะเป็นขุนนางผู้น้อย เพิ่งได้เข้ารับราชการที่กรมยุติธรรม ชายหนุ่มจึงถูกจัดให้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มข้าราชการใหม่ จินอูนั่งยิ้มๆ ฟังชายที่นั่งข้างตัวคอยพูดสรรเสริญทั้งเขา และคิมฮยอก ผู้เป็นบิดาและเป็นเสนาบดีกรมยุติธรรม โดยฝ่ายนั้นเอาแต่พูดว่า สกุลคิมของจินอูเป็นสกุลเก่าแก่ที่น่านับถือ จินอูจึงรับคำแล้วเยินยออีกฝ่ายกลับไปด้วย เพื่อสร้างความสนิทสนม ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกอยยากสนิทสนมด้วยตามที่พูด

                แต่จินอูถูกฝึก ถูกสอนอย่างเข้มงวด ให้เก็บความรู้สึกไว้ในใจ เพราะสร้างมิตรมากมาย ย่อมดีกว่าศัตรู

                “คุณชายคิม ท่านรู้หรือไม่ ว่าทำไมวันนี้ฝ่าบาทถึงเปิดท้องพระโรงหลวง เรียกเหล่าขุนนางทั้งหลายเข้ามาเฝ้าฝ่าบาททั้งฝ่ายกรมเมือง และกรมคลัง”

                “ท่านยุน ข้าไม่รู้มาก่อนเลย” จินอูเรียกอีกฝ่ายอย่างยกย่อง และทำหน้าใส่ซื่อ

                “ไม่เอาน่า ใครๆ ก็รู้ว่าท้องพระโรงหลวง ไม่ได้ใช้ว่าราชการ แต่ใช้ทำพิธีที่เกี่ยวกับการบูชาบูรพกษัตริย์เท่านั้น พอต้องมานั่งในท้องพระโรงแห่งแรกตั้งแต่ตั้งเมืองพยองจูนี่ ข้าใจคอไม่ดีเลย” ฝ่ายนั้นกระซิบ เมื่อเอนตัวมาใกล้ “ท่านพ่อของท่านเป็นถึงเสนาบดียุติธรรม มีอะไรก็บอกพวกเราหน่อยเถอะ เราเป็นผู้น้อย จะได้ทำตัวถูก”

                เสียงหัวเราะอย่างเยาะหยันเบาๆ จากขุนนางหนุ่มที่เดินมานั่งแถวข้างๆ กัน ทำให้เหล่าขุนนางใหม่หันไปมอง และกระซิบกระซาบกันด้วยเสียงไม่เบานัก คิมจินอูมองอีกฝ่าย และเอ่ยทักทาย

                “นึกว่าใคร ออมฮยองนิมนี่เอง” คิมจินอูทักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฮยองนิม ไม่พบกันเสียนาน ท่านเดินทางไปตรวจการเมืองคูซันคราวนี้ เรียบร้อยดีหรือขอรับ”

                “คุณชายคิม” ออมฮงชิกตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ข้าสบายดีตามอัตภาพ คุณชายคงสบายดี”

                “ข้าสบายดีขอรับ” คิมจินอูหันไปหาเหล่าขุนนางใหม่ที่เฝ้ามองอยู่ ก่อนจะแนะนำ “ทุกท่าน ท่านผู้นี้คือ ท่านออมฮงชิก สังกัดกรมท่า ตำแหน่งผู้ตรวจการควบคุม ตรวจสอบบัญชีอากรที่เราเก็บจากการค้า และเมืองคูซัน”

                “ยินดีที่ได้รู้จักท่านออม” ขุนนางใหม่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ที่แท้ก็ท่านผู้ตรวจการนี้เอง อย่างนั้นคุณชายคิม ก็ไม่ใช่คนอื่นไกลกับท่านผู้ตรวจการ เพราะข้าเคยได้ยินว่า คุณชายออมเคยหมั้นหมายกับคุณหนูจีซู สกุลคิม แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายนั้นโดนลงโทษประหารทั้งครอบครัว...”

                คนที่ถูกพูดถึงหันหน้าไปมองคนพูดช้าๆ สายตาของออมฮงชิกไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า

                “ข้ากับคุณหนูสกุลคิมที่ตายไปแล้ว ยังไม่เคยหมั้นหมายกัน นางตายลงตามครอบครัวไปตั้งแต่ยังเล็ก ก็นับว่าไม่มีเรื่องใดเกี่ยวข้องกับข้า” ดวงตาเรียวของออมฮงชิก สบตากับจินอูตรงๆ เมื่อเอ่ยปาก “จริงหรือไม่ คุณชายคิม”

                “นับว่าถูกแล้ว เพราะเป็นเพียงเรื่องที่ผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่เอ่ยปากทาบทาม ลูกพี่ลูกน้องของข้าอาภัพ จึงไม่อาจได้เคียงคู่ท่านออมได้”

                “ข้าขออภัย คุณชายทั้งสอง...”

                เสียงของขุนนางหนุ่มผู้นั้นถูกกลบไปด้วยเสียงตะโกนบอก เปิดข้างพระที่นั่ง และมีเสียงตะโกนรับกันเป็นทอดๆ ก่อนที่ขุนนางกรมวังประกาศว่าบัดนี้พระราชา แห่งเมืองพยองจูเสด็จถึงท้องพระโรงหลวงแล้ว เหล่าเสนาบดี ขุนนาง และบัณฑิตต่างยืนขึ้น ถือป้ายประจำตัว และโค้งทำความเคารพ

                “เชิญทุกท่านนั่งลงได้”

                พระราชาเมืองพยองจูประทับบนบัลลังก์ที่ตั้งอยู่บนยกพื้นสูง มีนางข้าหลวงยืนหลบมุมข้างยกพื้น เพื่อรอฟังรับสั่ง และมีองครักษ์ประจำพระองค์ยืนประกบนางข้าหลวงทั้งสองคน พระราชามินโฮกวาดสายพระเนตรไปยังขุนนางร่วมร้อยคนที่นั่งอยู่ประจำที่ด้านล่าง ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงมั่นคง

                “วันนี้ข้าเชิญขุนนางกรมเมือง ได้แก่ กรมเมือง กรมตำรวจนครหลวง กรมยุติธรรม ส่วนกรมคลัง ได้แก่ กรมภาษีอากร กรมท่า ข้าจึงยินดียิ่งนักที่ทุกท่าน ทั้งเสนาบดีผู้ใหญ่ และขุนนางรุ่นใหม่ ได้มารวมตัวกันในวันนี้” พระราชามินโฮรับสั่งต่อเรื่อยๆ “ข้าได้สุราชั้นเลิศมาจากแคว้นฉิน ส่งมากับเรือที่ค้าขายกับท่าเรือของเรา อยากให้ทุกท่านได้ชิมคนละจอก ท่านเสนาบดีกรมวัง จัดการด้วย”

                เสนาบดีกรมวังทูลสนองรับสั่ง เพียงพริบตาเดียว นางข้าหลวงหมู่ใหญ่ก็กระจายกันรินเหล้าใส่จอกเคลือบบางเฉียบอย่างดี วางไว้ให้ที่โต๊ะของขุนนางแต่ละคน ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้รับสุราพระราชทานกันครบถ้วน อิมซึงจุน ที่เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ ยกจอกขึ้นจะกล่าวถวายพระพร พระราชาหนุ่มแย้มพระสรวลที่มุมพระโอษฐ์ ยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม ทำให้เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันอย่างงุนงน

                “สุราที่อยู่ในมือทุกท่านตอนนี้ แทนคำสัตย์ปฏิญาณต่อข้า พระราชาแห่งเมืองพยองจู” พระราชามินโฮกวาดสายพระเนตรไปทั่วท้องพระโรง และจึงเห็นสีหน้าของเหล่าขุนนางอย่างชัดเจน “ก่อนดื่มสุราจอกนี้ ขอให้ทุกท่านกล่าวปฎิญาณต่อหน้าข้า ต่อหน้าป้ายพระนามพระราชาผู้ล่วงลับทุกพระองค์”

                นางข้าหลวงที่ยืนหลบมุมอยู่ เปิดฉากกั้นหลังบัลลังก์ออก ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายได้เห็นว่า แม้แต่พระราชาเมืองพยองจู ก็ยังประทับอยู่ต่ำกว่าป้ายพระนามอดีตพระราชาที่เรียงรายอยู่ด้านบน ตะเกียงประทีบส่องสว่างไสวจนมองเห็นพระนามของราชาแต่ละองค์ชัดเจน

                “ท่านทั้งหลายจงกล่าวตามคำของข้า” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งช้าๆ และกวาดพระเนตรมองไปอย่างไม่เจาะจง “ข้าพเจ้า ขอสาบานต่อเบื้องพระพักตร์พระราชาเมืองพยองจู และต่อดวงพระวิญญาณของบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ ว่าข้าพเจ้าจะดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี เพื่อรักษาความสุขสงบของบ้านเมือง และพระราชวงศ์เมืองพยองจู”

                พระราชามินโฮทรงรอจนกระทั่งเสียงพูดตามนั้นเงียบลง ก่อนจะรับสั่งต่อ

                “หากข้าพเจ้า ทรยศต่อบ้านเมือง ฉ้อโกงประชาชน หรือกระทำการใดๆ ให้เกียรติยศของพระราชวงศ์เมืองพยองจูต้องมัวหมอง” พระพัตกร์ของพระราชาเมืองพยองจูมีรอยแย้มสรวลทำให้อ่อนโยน เมื่อรับสั่งต่อ “ข้าพเจ้ายินดี มอบทั้งชีวิตตนเอง และผู้ที่อยู่ในวงศ์สกุลของข้าพเจ้าทุกคน เพื่อไถ่โทษต่ออาญาแผ่นดินด้วยความเต็มใจ”

                เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน ก่อนจะพูดตามคำของพระราชาอย่างเสียไม่ได้ พระราชาหนุ่มเสวยสุรา เหล่าขุนนางเองจึงดื่มตาม ภายนอกท้องพระโรงมีเสียงฟ้าร้องคำรามราวกับฟ้าจะถล่มลง และมีเสียงฟ้าผ่าลงอย่างแรงจนทำให้ผู้ที่อยู่ในท้องพระโรงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ตะเกียงประทีบที่แขวนส่องให้ความสว่างตรงชั้นวางป้ายพระนามบูรพกษัตริย์ด้านบนไหวอย่างน่ากลัว

                “ข้าคิดว่า ดวงพระวิญญาณบูรพกษัตริย์ทรงรับรู้ถึงคำปฎิญาณของเหล่าขุนนางของข้าแล้ว”

                เบื้องล่างเหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะจู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยกระจ่าง กลับมีพายุฟ้าคะนอง ตามด้วยสายฝนที่โปรยลงมาอย่างหนักหน่วงจนนางข้าหลวงต้องช่วยกันปิดหน้าต่างกันละอองฝน คิมฮยอนจุน ที่นั่งใกล้บิดากระซิบด้วยท่าทางร้อนใจ

                “ท่านพ่อ ข้า...”

                “นิ่งเสีย ไว้ไปคุยที่บ้าน”

                “ขอรับท่านพ่อ”

                ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ความกังวลแล่นเป็นริ้วอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก อิมฮยอนจุนได้ข่าวมาจากคนในกรมวังว่ามีฎีการ้องเรียนเรื่องที่เขาเรียกเก็บภาษีจากชาวบ้านทางตอนเหนือ ทั้งที่น้ำท่วมที่นาของพวกชาวบ้านจนเสียหาย ทางวังหลวงประกาศงดเว้นภาษีส่งมาถึงเขา ซึ่งเป็นผู้ดูแลหมู่บ้านทางเหนือ คนที่เป็นสายข่าวยืนยันว่าได้เก็บฎีกานั้นให้พ้นพระเนตรพระกรรณอย่างแน่นอน

                ทว่าท่าทีของพระราชาเมืองพยองจูในวันนี้กลับทำบุตรชายคนโตของเสนาบดีใหญ่กังวล

                แต่ไม่มีทางเป็นไปได้แน่ อิมฮยอนจุนบอกตัวเองอย่างหนักแน่น ในเมื่ออำนาจการปกครองหมู่บ้านทางเหนือทั้งหมดเป็นของสกุลอิมมาช้านาน ทั้งยังมีบิดาที่ยังกุมอำนาจเหนือขุนนาง และน้องสาวของเขาเป็นพระมเหสีองค์ปัจจุบันที่กุมอำนาจฝ่ายในอยู่ในมือ

                “วันนี้นอกจากดื่มเหล้ากับทุกท่านแล้ว ข้าก็มีเรื่องน่าหนักใจอยากขอความเห็น”

                “ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีรับใช้ฝ่าบาท โปรดมีรับสั่ง” อิมซึงจุน เสนาบดีกรมคลังเอ่ยทูลขึ้นทันที พระราชาเมืองพยองจูแย้มสรวลน้อยๆ ให้เสนาบดีผู้ใหญ่ แล้วรับสั่งต่อ

                “ข้าได้รับรายงานเรื่องเรือโจรสลัดที่ลอบเข้ามาในน่านน้ำของเรา และน่านน้ำของเมืองคูซันที่เราคุมอยู่”

                “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมออมยองจุน เสนาบดีกรมเจ้าท่า ขอพระราชาทานอนุญาตพะยะค่ะ”

                “เชิญท่านเสนาบดี”

                “ตามปกติ ในน่านน้ำมีโจรสลัดเข้ามาอยู่เสมอ แต่ระยะนี้เห็นจะเป็นเพราะเรามีเรือเข้าออกหลายลำจากฝั่งแคว้นฉิน จึงเป็นที่หมายตาของพวกโจรสลัด กระหม่อมได้จัดกองเรือ ร่วมกับกองเรือของเมืองคูซันเข้าไปต่อตีอยู่ แต่ยังไม่ได้รับรายงานพะยะค่ะ”

                “ถ้าเช่นนั้น ท่านเสนาบดีไปสอบความมา อีกสองวัน ท่านกลับมาพบข้าใหม่”

                “รับด้วยเกล้า พะยะค่ะ”

                พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์รับ ก่อนเสด็จขึ้น และเสด็จหายลับไปทางด้านข้างของท้องพระโรง เหล่าขุนนางลุกถวายบังคมตามธรรมเนียม แล้วจึงมีเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ อิมซึงจุนเดินออกมาพร้อมกับบุตรชาย และขุนนางที่อยู่ในกลุ่มอำนาจเดียวกัน คิมจินอูรอบิดาของตัวเองที่เดินมาพร้อมเสนาบดีกรมท่า ออมฮงชิกเอง ก็ยืนรออยู่ใกล้ๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใด

                ชายหนุ่มทั้งสองโค้งทำความเคารพ เมื่อเสนาบดีกรมคลังเดินผ่านไป

                “ฟ้าใสทีเดียว เมฆสักก้อนก็ไม่มี ทั้งที่เมื่อครู่ฝนตกราวกับฟ้าจะถล่ม” ออมยองจุนพูดขึ้น ทำให้บุตรชาย และเสนาบดีกรมยุติธรรม เงยหน้าขึ้นมองฟ้า

                “ฝนหลงฤดูในฤดูร้อน ก็มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ” เสนาบดีกรมยุติธรรมกล่าวเรียบๆ ก่อนจะเอ่ย “ฮงชิก รู้จักกับจินอู ลูกชายของอาแล้วใช่หรือไม่”

                “ขอรับ ท่านอา” ออมฮงชิกรับคำ ส่วนผู้เป็นพ่อที่เป็นเสนาบดีกรมท่าก็เอ่ยขึ้นอย่างยินดี

                “คนหนุ่มรู้จักกันไว้ไม่เสียหลาย จินอู หลานชายช่วยพาพี่เขาออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ฮงชิก ลูกชายของลุง หากไม่ไปทำงานก็เก็บตัว อ่านตำราอยู่แต่ในบ้าน มีเพื่อนน้อยนัก”

                “จินอูรับคำท่านลุง” คุณชายสกุลคิมยิ้มในหน้า ก่อนหันไปพูดกับชายหนุ่มรุ่นพี่ “ฮยองนิมได้โปรดให้เกียรติข้า คืนนี้คิมจินอูขอเชิญท่านไปร่วมพูดคุยที่โรงน้ำชาฮงรยอน”

                “ข้า...” ออมฮงชิกอึกอัก แต่ผู้เป็นบิดากลับตัดบท

                “ไปสิ จินอู เจ้าแวะมารับพี่เขาที่เรือนของอาแล้วกันนะ”

                “ขอรับ”

                คิมจินอูรับคำ แต่ออมฮงชิกวางหน้าแทบไม่ถูก เมื่อบุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมหลิ่วตาให้ ก่อนจะแยกจากกัน

 

/ใส่โลโก้เล็กคั่น/

 

                “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ข่าวว่าฝ่าบาททรงเรียกลมเรียกฝนได้ เป็นความจริงหรือ”

                เสียงเบา แต่อ่อนโยนทูลถามขึ้นขึ้น ขณะที่พระราชาเมืองพยองจูทรงดำเนินช้าๆ ในสวนของเขตพระราชฐานชั้นในเมืองพยองจู ซงมินโฮทอดพระเนตรดวงพักตร์นวลลออของฮยองนิมที่อยู่ข้างพระองค์ ก่อนรับสั่งกลั้วรอยสรวล

                “ฮยองนิม ข้าเป็นคนเดินดินธรรมดา จะเรียกลมเรียกฝนได้อย่างไร”

                “ก็กระหม่อมได้ยินคนพูดกันทั้งวัง ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้เปิดท้องพระโรงหลวง ทรงนำขุนนางสาบานตนต่อหน้าป้ายพระวิญญาณบูรพกษัตริย์ แล้วเกิดฝนตก ฟ้าคะนอง กระหม่อมอยู่กรมราชบัณฑิต ก็เห็นฟ้าร้อง ฟ้าผ่ากับตา”

                “ข้าก็เห็นว่าฝนตกเช่นกัน” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งแล้วทรงหยุดเพื่อทอดพระเนตรดอกบัวในสระ ก่อนผินพระพักตร์ไปหาคังยู ที่ประทับยืนอยู่ห่างจากพระองค์ก้าวหนึ่ง “แต่ฝนฟ้าเหมือนหัวใจมนุษย์ กำหนดไม่ได้”

                รอยหวาน แต่เศร้าลึกพาดผ่านบนพระเนตรดำขลับ คังยูทรงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น จึงแย้มสรวลบางๆ ก่อนเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงสดใส

                “ฝ่าบาท ทรงคิดว่ากระหม่อมไม่รู้หรือ หลายวันมานี้ ท่านอาจารย์กงเข้าไปพบฝ่าบาทอยู่บ่อยๆ บรรดาลูกศิษย์ต่างรู้ว่าท่านอาจารย์ทำนายฟ้าฝนได้แม่นยำ วันนี้ฝ่าบาทเรียกขุนนางเข้าเฝ้า เพราะท่านอาจารย์บอกว่าฝนจะตกล่ะสิ ทรงเขียนเสือให้วัวกลัวแท้ๆ ยังรับสั่งว่ากำหนดไม่ได้อีกหรือ”

                “วัวสันหลังหวะ ก็ย่อมกลัวแร้งกาบินผ่าน แต่นี่ข้าเห็นไม่มีใครสันหลังหวะสักคน สบถสาบาน แถมยกเหล้ากันได้หน้าตาเฉย”

                “ฝ่าบาท รับสั่งคมคายไม่เบา แต่วัวที่ไหนเล่า จะยอมรับออกมาตรงๆ ว่ามีแผลติดตัว”

                คังยูทรงแกล้งเย้า แต่พระราชามินโฮไม่สรวลตาม หากอยู่กันตามลำพัง คังยูคงอดพระทัยไม่ให้นวดลงบนพระอังสาที่ตั้งตรงนั้นไม่ได้ แต่เพราะมีองค์รักษ์อีกสองนาย คอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง รัชทายาทเมืองคูซันจึงทรงสงวนกริยา

                เพราะทุกอย่างเป็นเช่นนี้เสมอมาจนเกือบกลายเป็นความเคยชิน แม้คังยูจะเป็นคนที่พระราชาซงมินโฮวางไว้ใกล้พระทัยแค่ไหน ระยะห่างระหว่างกันก็ยังคงชัดเจน

                ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คังยูคนนี้ ต้องอยู่หลังพระราชาเมืองพยองจูก้าวหนึ่งเสมอ

                “ฝ่าบาท จวนบ่ายแล้ว เสด็จกลับตำหนัก แล้วเสวยกระยาหารเที่ยงเถอะ กระหม่อมไม่อยากฟังฮวันซังกุงบ่น ว่ากระหม่อมเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทให้เสวยไม่ได้”

                “ฮวันซังกุงก็วุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องกินๆ นอนๆ ของข้าเสมอ ฮยองนิมยังไม่ชินอีกหรือ”

                ซงมินโฮทรงแย้มสรวล เมื่อรับสั่งถึงซังกุงผู้ใหญ่ในพระตำหนัก พระราชาหนุ่มดำเนินตรงไปตามทางในสวนที่เป็นดินถมหินบดอัดจนเรียบ ทำให้สะดวกแก่การเดินในทุกฤดู เบื้องหลังร่างสูงตรงของพระราชาซงมินโฮ มีร่างสูง แต่ผอมบางของรัชทายาทเมืองคูซันอยู่ใกล้ๆ ห่างออกไปเป็นองครักษ์ที่ทำหน้าที่เป็นมหาดเล็กไปด้วยในตัว

                “ฮวันซังกุงคอยวุ่นวาย ก็เพราะเป็นห่วงพระพลานามัยของฝ่าบาท” คังยูรับสั่งถึงซังกุงที่เอ่ยค้างเอาไว้ พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์รับ แล้วรับสั่ง

                “จริงของฮยองนิม สมเด็จแม่ของข้าไม่ค่อยแข็งแรงนัก ฮวันซังกุงจึงเลี้ยงข้ามาแต่เกิด จนถึงตอนนี้ หากพูดกันตามตรง ฮวันซังกุง ก็เป็นเหมือนแม่อีกคนของข้า”

                “ฮวันซังกุงคงปลื้มใจมาก หากได้ยินฝ่าบาทรับสั่งเช่นนี้”

                “ฮยองนิม ข้าเคยได้ยินมา” ซงมินโฮทรงหยุดทอดพระเนตรผีเสื้อสีแปลกตาที่กำลังเกาะอยู่บนดอกไม้เพื่อดูดน้ำหวาน “คนเก่าแก่ในวังเคยเล่าว่า ที่จริงฮวันซังกุง เป็นคนรักของทูลกระหม่อมพ่อ ตั้งแต่ยังเยาว์ แต่ทูลกระหม่อมปู่ไม่โปรดให้รับเป็นสะใภ้ ฮวันซังกุงเลยได้เป็นแค่ซังกุง ทำงานในวังมาตลอด”

                “ไฮ้! ฝ่าบาท รับสั่งอะไรอย่างนั้น” คังยูทรงอุทานแล้วรับสั่งขัด “ในวังหลวงเต็มไปด้วยผู้หญิง ก็นิยมชมชอบเล่าเรื่องแปลกๆ กัน พอเล่ากันไปจากแมวก็กลายเป็นเสือ เรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงฮวันซังกุงมัวหมองเช่นนี้ อย่ารับสั่งไปให้ฮวันซังกุงได้ยินเชียว ถูกฮวันซังกุงทำโทษเหมือนเมื่อก่อน กระหม่อมไม่ช่วยรับผิดนา ครั้งยังเป็นองค์ชายมิน ทรงชนแจกันเครื่องเคลือบตกแตก กระหม่อมรับผิดแทนให้ โดนฮวันซังกุงดัดมือลงโทษ เจ็บอย่างกับอะไร คราวนี้ไม่เอาแล้ว”

                ซงมินโฮสรวลเบาๆ เมื่อคู่สนทนารับสั่งถึงความหลัง พระราชาเมืองพยองจูทรงดำเนินข้ามสะพานหิน ก่อนจะทรงรู้พระองค์ว่าคนที่เดินเคียงกันมาตลอดไม่ได้เดินตามมาด้วย จึงหันไปทอดพระเนตร ก่อนรับสั่ง

                “ฮยองนิม ไปกินข้าวกัน”

                “ทูลเชิญเสด็จฝ่าบาท กระหม่อมต้องส่งเพียงตรงนี้”

                ถ้อยรับสั่งนั้นของคังยู ทำให้พระราชาเมืองพยองจูทรงหยุดนิ่ง ก่อนจะทรงระลึกได้ว่าพระองค์กำลังประทับอยู่บนสะพานหินที่ทอดข้ามสระขุดขนาดใหญ่ ที่ใช้เป็นทั้งสระให้ความร่มรื่น และใช้กั้นอาณาเขตพระราชฐานฝ่ายในและฝ่ายหน้า แม้จะไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ธรรมเนียมปฎิบัติคือ ฝ่ายในทั้งหมด ได้แก่ พระมเหสี พระมารดา พระธิดา พระญาติฝ่ายหญิง รวมทั้งเหล่านางข้าหลวงจะไม่ก้าวข้ามสะพานหินนี้มายังเขตพระราชฐานฝ่ายหน้า และจะไม่มีเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางฝ่ายหน้าคนไหนก้าวข้ามเพื่อไปยังฝ่ายในเช่นกัน

                สะพานนี้มีผู้เดียวที่ใช้ได้คือ พระราชา แม้แต่มหาดเล็ก องครักษ์ที่ติดตาม ก็จะต้องเดินอ้อมสวน ไปเข้าทางประตูที่กั้นไว้สำหรับฝ่ายหน้า ส่วนพื้นที่ปลายฝั่งของสะพานในเขตพระราชฐานชั้นในจะมีขันทีนั่งประจำการ รอถวายการรับใช้พระราชาแทนองครักษ์ที่ไม่อาจล่วงเข้ามาได้ตามธรรมเนียม

                “เช่นนั้นเอง ฮยองนิม มากับข้าไม่ได้นี่เอง”

                พระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง ส่วนพระพักตร์ของรัชทายาทเมืองคูซันนั้นดูเป็นปกติ พระราชามินโฮจึงเสด็จกลับมาทางที่คังยูประทับยืนส่งเสด็จอยู่ เมื่อเสด็จมาถึงเบื้องพระพักตร์ของคังยู ซงมินโฮก็รับสั่งเสียงเบาให้ได้ยินกันเฉพาะสององค์

                “เป็นพระราชานี่เป็นงานที่ยาก เพราะหาความสุขไม่ได้เลยสักน้อย แม้แต่กับคนที่รัก ก็ไม่อาจอยู่ใกล้”

                “ฝ่าบาท”

                โอษฐ์อิ่มของรัชทายาทเมืองคูซันสั่นน้อยๆ ยิ่งเมื่อสบพระเนตรคมกริบที่ทอดมาตรงๆ ปรางแก้มและพระกรรณของคังยูก็ร้อนผ่าวราว พระทัยเต้นแรงราวกับวิ่งมาจากที่ไกลๆ ซงมินโฮแย้มสรวล ก่อนรับสั่งสั้นๆ แต่ดังพอให้ทั้งองครักษ์ และขันทีที่ยืนรอรับอยู่อีกฟากได้ยิน

                “ข้าเบื่อกินข้าวคนเดียวเต็มที ขอกินข้าวกับฮยองนิมที่วังหน้าแล้วกัน”

                “ฝ่าบาท เอาแต่พระทัย”

                “อะไรกัน แค่ขอกินข้าวด้วย มาหาว่าข้าเอาแต่ใจได้อย่างไรกันฮยองนิม วังหน้าไม่มีข้าวให้กินเลยหรือยังไง” ซงมินโฮทรงแสร้งทำเป็นกริ้ว “ใครมันปล่อยให้ฮยองนิมอดอยาก น่าจับไปลงโทษนัก”

                “ฝ่าบาท รับสั่งพระราชาคือคำสั่ง อย่ารับสั่งไปเรื่อย ภายหน้าเหล่าข้ารับใช้จะไม่เชื่อถือ”

                “ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ ฮยองนิมเชื่อข้าคนเดียวก็พอ”

                “โธ่! ฝ่าบาท รับสั่งแบบนี้กระหม่อมโดนค่อนแคะไม่ขาดแน่”

                เสียงสรวลของพระราชาเมืองพยองจูดังก้องในสวนจน องครักษ์ที่เดิมตามหลังมาไม่ไกลยังรับรู้ได้ว่า พระราชาซงมินโฮกำลังสำราญพระทัย และคนที่ทำให้พระราชาเมืองพยองจูสำราญพระทัยได้ ก็มีแต่รัชทายาทจากเมืองคูเพียงผู้เดียว

               

/ใส่โลโก้เล็กคั่น/

 

                ออมฮงชิกพบว่า การออกมากับคิมจินอู บุตรชายเสนาบดียุติธรรมนั้นไม่น่าเบื่อหน่ายอย่างที่คิดไว้ โรงน้ำชาฮงรยอน ไม่ใช่ที่มั่วสุม เต็มไปด้วยหญิงคณิกา แต่เป็นห้องสำหรับนั่งสำราญ ภายในห้องที่จัดไว้เป็นส่วนตัว ตกแต่งเรียบง่าย แต่งดงามด้วยลวดลายดอกบัวหลวง ภายในห้องจุดอัจกลับรูปดอกบัวหลวงไว้ให้ความสว่าง เหล่าหญิงรับใช้มารยาทงดงาม อ่อนน้อม ไม่แสดงกริยาเล่นหูเล่นตา เป็นกริยาที่สมกับข้ารับใช้บ้านขุนนางระดับสูง มากกว่าหญิงโรงน้ำชา

                คิมจินอูชวนบัณฑิตหนุ่มอีกหลายคนมาร่วมดื่มน้ำชาด้วย และฮงชิกสังเกตเห็นว่า เหล่าบัณฑิตหนุ่มนั้นดื่มสุราน้อยมาก ส่วนใหญ่จะดื่มน้ำชา กับของว่างเสียมากกว่า ไม่มีการเรียกหญิงสาวมานั่งรินเหล้า หรือพูดจาคึกคะนองตามประสาหนุ่ม

                กระทั่งหัวข้อการสนทนา ก็เป็นเรื่องปรัญชาที่น่าสนใจอยู่หลายส่วน

                “ข้าเคยศึกษาเรื่องปรัชญาจากนักปราชญ์ เห็นว่าแนวคิดของท่านขงจือน่านับถือ ในเรื่องที่ว่า บัณฑิตแสวงหาสิ่งที่เป็นความถูกต้อง ส่วนทุรชนแสวงหาแต่ผลประโยชน์ตน” บัณฑิตหนุ่มอายุน้อยกล่าวขึ้น คิมจินอูที่นิ่งฟังอยู่สะบัดพัดในมือ ก่อนจะถาม

                “บัณฑิตจอง กล่าวน่าฟัง แต่ฮยองนิมคนนี้ มีข้อสงสัย” คิมจินอูยกถ้วยชากระเบื้องเคลือบเนื้อบางขึ้นจิบก่อนพูดต่อ “ดีชั่ว แยกแยะอย่างไร การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่หากฆ่าเพื่อดำรงชีวิตเล่า จะนับว่าดีหรือชั่ว”

                “บัณฑิตคิม ทำให้ข้าต้องคิดหลายส่วนทีเดียว” บัณฑิตจองยิ้มละไม “การฆ่าเพื่อดำรงชีวิต ย่อมยากที่จะนับเป็นความชั่ว เพราะไม่มีเจตจำนงในการทำเพื่อความสนุก หรือทำเพื่อต้องการทรมานสัตว์นั้น แต่ทำเพื่อต่อชีวิตตน แต่เมื่อคิดถึงส่วนนี้ ทำให้ข้านึกต่อไป หากเป็นเหตุบิดาฆ่าผู้ที่มาทำร้ายบุตรจนตาย เพื่อล้างแค้น จะนับว่าดีหรือชั่ว”

                “นับว่าชั่ว”

                ออมฮงชิกกล่าว ทำให้สายตาทุกคนในห้องมองชายหนุ่มเป็นตาเดียว คิมจินอูยิ้มถูกใจ สะบัดพัดเขียนลายรูปภูเขาในมือ และนิ่งรอฟัง ออมฮงชิกรู้ว่าตนกลายเป็นเป้าความสนใจ จึงตัดสินใจกล่าวความเห็น

                “บิดาปกป้อง คุ้มครองบุตรที่ถูกทำร้าย จนทำให้คนร้ายถึงแก่ความตายนั้นไม่อาจนับเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่หากบุตรถูกทำร้ายตายลงก่อน บิดาตามไปฆ่าคนทำร้ายจนตายตาม นับเป็นการผูกอาฆาต มิใช่วิสัยนรชน”

                “น่านับถือๆ” คิมจินอูพูดพร้อมกับปรบมือ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้น “ในฐานะบัณฑิต ข้าขอคารวะฮงชิกฮยองนิม มีความคิดและหลักการน่านับถือจริง”

                ออมฮงชิกยกน้ำชาร่วมดื่มกับเหล่าบัณฑิต จากนั้นมีบัณฑิตท่านหนึ่งเล่าถึงการเดินทางไปแคว้นฉิน ได้พบเห็นวิธีการหล่อเครื่องสำริดอันพิสดารที่นั่น ต่างคนต่างแสดงความเห็น รวมถึงถกเถียงถึงกรรมวิธีการหล่อสำริด และความเป็นไปได้ที่จะหล่อเครื่องสำริดบ้างในเมืองพยองจู

                กระทั่งพระจันทร์เด่นกระจ่างกลางฟ้าในเวลาดึก บัณฑิตทั้งหลายจึงแยกย้ายกัน ออมฮงชิกเดินออกมาพร้อมคิมจินอู ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้ให้คนรับใช้นำรถม้ามารอ เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่เอิกเริก จึงตัดสินใจเดินกลับพร้อมกัน อากาศเย็นสบาย มีแสงจากโคมไฟกระดาษรูปดอกบัวหลวงที่ชายหนุ่มทั้งคู่ถืออยู่ช่วยส่องทาง

                “เป็นอย่างไรขอรับฮยองนิม” คิมจินอูถามพลางโบกพัดในมือ “วันนี้สนุกหรือไม่”

                “ดี”

                ออมฮงชิกตอบสั้นๆ คิมจินอูจึงพยักหน้า และยิ้มเหมือนจะเย้าอีกฝ่ายที่รักษาสีหน้าเรียบเฉยด้วยการพูดต่อ

                “โรงน้ำชาฮงรยอนไม่ใช่ที่มั่วสุม ข้ากับเหล่าสหายบัณฑิตนัดแนะไปพบกันบ่อยๆ เพราะไม่อยากรบกวนบ้านของใครคนใดคนหนึ่งตลอด ผลัดกันเป็นเจ้ามือเพื่อความเท่าเทียม วันนี้ต้องขอบคุณฮยองนิมมาก ที่เป็นเจ้ามือ”

                “ไม่เป็นไร”

                “โธ่! ฮยองนิม วันนี้เราออกมากินน้ำชาด้วยกัน นับเป็นพี่น้องกันแล้ว ท่านพูดน้อยอย่างนี้ ข้าชักเก้อๆ แล้ว”

                “ก็เงียบเสีย แล้วเดิน”

                “แต่ฮยองนิม” จินอูทำท่าค้าน แต่ผู้ตรวจการหนุ่มเอ่ยเสียงดุ

                “เงียบ!

                ยามนั้นเองที่จินอูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในสีหน้าของออมฮงชิก ชายหนุ่มสบตาอีกฝ่าย เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเองก็ได้ยินเสียงคนเดินตามหลังมาเช่นเดียวกัน จินอูเงี่ยหูฟังและได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ตามมา มือของบัณฑิตหนุ่มกำก้านไม้แขวนโคมขนาดเหมาะมือไว้มั่น

                ไม้นี้ถึงจะเปราะง่าย แต่เขากับออมฮงชิกมีสองคน อาจพอช่วยกันปะทะได้ แม้อีกฝ่ายมีอาวุธ

                เมื่อเห็นขุนนางหนุ่มทั้งสองหยุดยืนนิ่ง คนที่ตามมาในความเงียบจึงปรากฏตัวขึ้น ฝ่ายนั้นสวมชุดดำ คาดผ้าปิดหน้าเหลือแต่ลูกตา และดาวยาวสีเงินยวงที่สะท้อนแสงจันทร์ ตรอกที่ฮงชิกและจินอูเดินผ่านนั้นเป็นร้านค้าขายเฉพาะกลางวัน กลางคืนปิดเงียบไร้ผู้คน

                ชายร่างสูงขยับเข้าหาอย่างรวดเร็ว ปลายดาบตวัดตัดโดนปีกหมวกของจินอูขาดสะบั้น ชั่วอึดใจนั้นเอง ออมฮงชิกดึงเชือกผูกโคมกระดาษทิ้ง และใช้ไม้ในมือฟาดลงเต็มแรงบนไหล่ชายที่เข้ามาประทุษร้าย จินอูเองก็ใช้ไม้ฟาดเข้าที่หน้าแข้งของอีกฝ่ายอย่างจัง

                แต่คมดาบตวัดผ่าน ทำให้ขุนนางหนุ่มทั้งสองต้องรีบถอย แต่เมื่อดาบจากชายในชุดดำตวัดหมายเอาชีวิตอีกครั้ง กลับมีดาบอีกเล่มขวางไว้ เจ้าของดาบที่เข้ามาขวางสวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ ใช้ผ้าสีขาวคาดปิดบังใบหน้า เห็นเพียงผมดำขลับรวบเป็นมวยไว้กลางศีรษะมีเพียงปิ่นไม้เสียบไว้

                ประดาบกันเพียงชั่วครู่ คนที่มาใหม่ก็ดันใบดาบเข้าไปที่ช่องท้องชายชุดดำ จินอูได้ยินเสียงชายเคราะห์ร้ายนั้นกระอัก และเหมือนนักดาบคนนั้นก็จะได้ยินเช่นกัน ข้อมือที่กุมดาบไว้จึงบิดดาบหมุน และดึงดาบออกในจังหวะที่เหมือนกับคว้านหน้าท้องอีกฝ่าย ชายชุดดำล้มลงสิ้นใจกลางพื้นอย่างเงียบเชียบ เลือดแดงฉาน เหนียว และคาวข้นไหล่คลั่กบนพื้นดิน

                นักดาบที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ผ้า หันกลับมาหาจินอูและฮงชิก ก่อนจะยื่นมือทำท่าแสดงความเคารพอย่างอ่อนน้อม ออมฮงชิกเห็นหยดเลือดข้นไหลลู่ตามใบดาบที่ชี้ลงดิน และหยดเลือดหยดหนึ่งร่วงลงพื้น

                “คุณชายทั้งสอง ปลอดภัยดีใช่ไหมเจ้าคะ”

                นักดาบถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และเอื้อมมือไปปลดผ้าที่คาดปากอยู่ออก ออมฮงชิกนิ่งอึ้งเมื่อเห็นใบหน้านวลละออกลางแสงจันทร์ หากแต่ข้อมือเรียวของสตรีที่งดงามราวกับภาพวาดกุมดาบยาวไว้มั่น เลือดเปื้อนบนใบดาบ และกระเซ็นซึมติดบนแขนเสื้อผ้าฝ้าย

                “ฮงรยอนเจ้านั่นเอง” คิมจินอูพูดอย่างโล่งอก ทำให้ออมฮงชิกมองอีกฝ่าย จินอูจึงรีบพูด “ฮยองนิม นี่คือนายหญิงฮงรยอน เจ้าของโรงน้ำชาฮงรยอน นางกับข้านับถือเป็นพี่น้องกัน”

                “พี่น้อง..”

                ชายหนุ่มอุทาน แล้วนิ่งเสีย เพราะรู้ว่าไม่เหมาะสม หากจะเอ่ยถามว่าบุตรชายเสนาบดีชั้นสูง เหตุใดจึงสมาคมกับหญิงสาวที่เป็นเจ้าของโรงน้ำชา แต่ฮงรยอนไม่แสดงท่าทีใดๆ นอกจากใช้ปลายดาบเปื้อนเลือดของตนเขี่ยเปิดตามเสื้อผ้าของคนตาย ก่อนจะก้มลงหยิบของบางอย่างออกจากอกเสื้อศพ

                “ป้ายหงส์เพลิง” หญิงสาวกล่าว พลางยื่นมือที่มีป้ายไม้เปื้อนเลือดวางอยู่มาข้างหน้า บนป้ายทั้งสองอันสลักรูปหงส์เพลิงเอาไว้ “ป้ายประจำตัวที่ชาวคูซันใช้ผ่านแดนมาเมืองพยองจู”

                “ชาวคูซันหรือ” ออมฮงชิกถาม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างศพ จับข้อมือซ้ายของชายที่สิ้นใจขึ้นดู “ชายคนนี้ไม่ใช่ชาวคูซันแน่ ชาวคูซันเชื่อถือโชคลาง ชายหนุ่มทุกคนจะต้องสักลายเพลิง หรือลายพระอาทิตย์ไว้ที่ข้อมือ แต่ชายคนนี้ไม่มี”

                “แล้วเหตุใด คนที่แสร้งทำเป็นชาวคูซัน จึงมาโจมตีเราเล่า”

                คิมจินอูถาม และมองหน้าออมฮงชิก คนถูกถามรู้แก่ใจว่างานที่ตัวเองทำอยู่ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลายส่วน หากตนเองที่เป็นผู้ตรวจการอากรตายด้วยฝีมือชายชาวคูซัน อาจสร้างความร้าวฉานต่อความสัมพันธ์ทั้งสองเมืองขึ้นมาได้ง่ายๆ

                “แต่ป้ายมีสองอัน” ออมฮงชิกพูดขึ้น

                “สำหรับสองศพอย่างไรล่ะเจ้าคะ คนร้ายคงมุ่งหมายทำร้ายคุณชายทั้งคู่” ฮงรยอนตอบเสียงเรียบ ก่อนมองหน้าจินอูและฮงชิก “คุณชายทั้งสองรีบไปจากตรงนี้เสีย ฮงรยอนจะจัดการที่เหลือเอง”

                “จัดการอย่างไร คนตายทั้งคน”

                ออมฮงชิกถามด้วยความตกใจกึ่งสงสัย เขาคิดว่าหญิงสาวอาจจะนำศพไปแจ้งแก่ทางการ เช่นนี้แล้วเจ้าของโรงน้ำชาคงไม่พ้นจากอาญาแผ่นดินเป็นแน่ หญิงสาวยิ้มอ่อนบางก่อนตอบเสียงเบา

                “ผู้ตรวจการออม มือสังหารผู้นี้ มาสังหารท่านทั้งสองเพียงลำพัง ไร้ร่องรอย ไร้ผู้รับรู้ หากสูญหายไปไร้ร่องรอย ผู้ที่ส่งมาย่อมไม่กล้าปริปาก ผู้ตรวจการโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเอง”

                “ลำบากเจ้าแล้วนะ ฮงรยอน” คิมจินอูพูด และหญิงสาวพยักหน้ารับ แต่ออมฮงชิกกลับค้าน

                “หากถูกจับได้ โทษของแม่นางฮงรยอนเท่ากับตัดหัวทีเดียวนะ”

                “คุณชายออม” ฮงรยอนส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ดวงตากลมใสเป็นประกายรับแสงจันทร์ “โปรดอย่าห่วงข้าเลย ฮงรยอนผู้นี้ ไม่อาจตายได้อีกแล้ว คุณชายทั้งสองรีบไปเถิด เชื่อข้า คุณชายใหญ่เชิญพาคุณชายออมไปเถิดเจ้าค่ะ”

                ออมฮงชิกแม้รู้สึกว่าคำพูดของเจ้าของโรงน้ำชาแปลกประหลาด แต่ไม่อาจขืนได้เมื่อคิมจินอูออกแรงฉุดให้เดินไปตามแสงจันทร์ สุดท้ายแล้วชายหนุ่มยังเหลียวไปแลหญิงสาวที่ยืนเป็นเงาตะคุ่มกลางแสงจันทร์ผู้นั้นจนลับตา รอยยิ้ม และดวงตาสุกใสที่ได้เห็นเมื่อครู่ คุ้นตาบุตรชายเสนาบดีกรมท่าอย่างประหลาด



[1] พระสัสสุระ หมายถึง พ่อตา

 

anonym_minyoon

 

 

 

 

anonym’s message : ตอนสองมาแล้วค่ะ มาไว เพราะเขียนสนุกมากๆ เรื่องอาจจะมีตัวละครเยอะ และไม่ได้มีพาร์ทมินยูนเท่าไหร่สำหรับตอนนี้ เพราะกำลังปูเข้าเรื่องค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามนะคะ คุยกันได้ที่ #แผนลวงวังหน้า ขอบคุณค่ะ ^^


01.04.2020 Re-write for printing 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(