[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 19 : 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 63

19

 

                “ถวายพระพรองค์ชายยูเพคะ”

                เสียงเบาๆ อ่อนหวานของพระมเหสีโมรันดังขึ้นจากเบื้องหลัง คังยูเงยพระพักตร์จากการทอดพระเนตรองค์ชายยองขึ้นไปหาพระมเหสีเมืองพยองจูที่เสด็จมาพร้อมแถวนางข้าหลวงขบวนใหญ่ องค์ชายหนุ่มประคององค์ชายยองให้ประทับยืนตรง ก่อนจะค่อยๆ จับองค์ชายน้อยโค้งลงช้าๆ พลางรับสั่งแทนองค์ชายยอง

                “วอนจานิม ถวายพระพรสมเด็จแม่”

                องค์ชายยองที่อยู่ในวัยหัดเดินทำตามคังยูก่อนจะแย้มสรวลจนเห็นพระทนต์ซี่เล็กๆ พระมเหสีโมรันแย้มสรวลอย่างอ่อนหวาน แล้วรับสั่งเรียกพระโอรส

                “วอนจานิม มาหาแม่เร็ว”

                องค์ชายยองทอดพระเนตรพระมารดาที่กำลังปรบพระหัตถ์ส่งเสียงเรียกความสนใจ พระหัตถ์เล็กๆ ขององค์ชายยองปล่อยจากพระหัตถ์ของคังยูที่ทรงจับไว้ ในวินาทีที่มือน้อยนั้นห่างไปจากองค์ คังยูทรงรู้สึกพระทัยหายอยู่ลึกๆ แต่องค์ชายหนุ่มก็ทอดพระเนตรองค์ชายยองค่อยๆ ก้าวช้าๆ ไปยังอ้อมพระกรของพระมเหสีโมรัน

                พระมเหสีโมรันแย้มสรวลสดใส และทรงอุ้มพระโอรสไว้ เมื่อประทับยืน จึงรับสั่งกับคังยูอย่างสุภาพ

                “เย็นนี้พระพันปีหลวงรับสั่งให้เชิญฝ่าบาทร่วมเสวยด้วยนะเพคะ”

                “กระหม่อมทราบแล้ว ใกล้เวลาจะเข้าไปเฝ้าพะยะค่ะ”

                “เช่นนั้น หม่อมฉันทูลลา”

                “ถวายพระพรพระมเหสี”

                คังยูรับสั่งเรียบๆ แล้วประทับยืนทอดพระเนตรพระมเหสีโมรันทรงอุ้มรัชทายาทเมืองพยองจูเสด็จห่างออกไปเรื่อยๆ องค์ชายยองหันกลับมาทอดพระเนตรทางคังยู กระทั่งขบวนเสด็จของพระมเหสีโมรันลับสายพระเนตรไป คังยูจึงใช้พระดรรชนีแตะเบาๆ บนพระธำมรงค์หยกขาวที่ทรงอยู่

                ในพระทัยของคังยู ชืดชาด้วยความรู้สึกขมขื่นที่ผุดขึ้นมาอย่างเงียบๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นพระราชามินโฮ องค์ชายยอง หรือแม้กระทั่งแผ่นดินเมืองคูซันต่างหลุดลอยไป ไม่มีสิ่งใดที่คังยูจะทรงสามารถรั้งไว้กับพระองค์เองได้แม้แต่สิ่งเดียว

                องค์ชายหนุ่มปัดความรู้สึกเหล่านั้นออกจากพระทัย และไปประทับอ่านบันทึกมากมายที่ให้ข้าหลวงส่งมาจากกรมราชบัณฑิต ทรงคัดลอกบางจุดที่ต้องมีการชำระแก้ไขเอาไว้ด้วย คังยูประทับทรงงานอยู่เงียบๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาว่าใกล้ยามที่จะปิดประตูวังแล้ว คังยูตั้งพระทัยจะหยุดทรงงาน เพื่อเตรียมไปเฝ้าพระพันปี ทว่ามีเสียงคนวิ่งเข้ามาที่เฉลียงหน้าห้องบรรทม ก่อนที่ประตูห้องบรรทมจะถูกผลักเปิดออก

                คิมจินอูยืนอยู่หน้าประตู ขุนนางหนุ่มหอบหายใจเพราะวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ข้างหลังเป็นขันทีที่มีหน้าที่ดูแลห้องบรรทมของคังยู กำลังหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย บ่งบอกว่าเจ้าตัวคงวิ่งตามคิมจินอูมา ขุนนางกรมยุติธรรมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

                “ฝ่าบาท อิมจองฮยอนแขวนคอตาย”

                “ฮยองนิม ว่าอย่างไรนะ” คังยูรับสั่งถามทวน เพราะเข้าพระทัยว่าทรงได้ยินผิดไป คิมจินอูจึงเอ่ยอีกครั้ง

                “อดีตพระมเหสีจองยอน แขวนคอตาย คนของกระหม่อมไปสืบความมา ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง”

                คังยูทรงนิ่งขึงไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะรับสั่งกับขันทีที่ยืนรออยู่ด้านนอก

                “เจ้าไปเฝ้าพระพันปีหลวง ทูลเรื่องอดีตพระมเหสีอิมจองยอนปลิดชีพตนเอง และทูลด้วยว่าวันนี้ข้าจะไม่ได้ร่วมสำรับเย็นกับพระพันปีหลวงแล้ว แต่คืนนี้จะออกไปค้างที่วังหน้า” คังยูรับสั่งจบ ขันทีหนุ่มน้อยจึงทูลลาออกไปตามรับสั่ง คังยูจึงหันไปรับสั่งกับคิมจินอู “ฮยองนิมรอประเดี๋ยว ข้าจะไปผลัดชุด เดี๋ยวเราค่อยออกไปนอกวังก่อนประตูวังปิด”

                “พะยะค่ะ ฝ่าบาท”

                องค์ชายคังยูใช้เวลาไม่นานนักในการเปลี่ยนพระภูษา เมื่อเสด็จออกมาที่หน้าตำหนักเขียวพร้อมคิมจินอู และองครักษ์จู คังยูจึงทอดพระเนตรเห็นฮวันซังกุงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ สีหน้าของซังกุงผู้ใหญ่ดูหวั่นวิตก คังยูทรงคะเนว่าฮวันซังกุงคงได้ยินข่าวร้ายดังกล่าวแล้ว เมื่อมาหยุดยืนต่อเบื้องพระพักตร์ ฮวันซังกุงจึงทูลถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

                “องค์ชายยู หม่อมฉันได้ยินว่า อดีตพระมเหสีสิ้นชีพเสียแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ”

                “จริง” คังยูรับสั่งเรียบๆ “คุณชายคิมไปตรวจสอบมาแล้ว”

                “บาปกรรมจริงๆ”

ฮวันซังกุงพึมพำเบาๆ คังยูจึงเอื้อมหัตถ์ไปกุมมือของบางของฮวันซังกุงไว้ และทรงบีบเบาๆ แล้วรับสั่ง

“วันนี้ข้าจะออกไปทำธุระกับคุณชายคิม คงกลับเข้าวังก่อนประตูวังปิดไม่ทัน ฝากฮวันซังกุงดูแลองค์ชายยองด้วย”

“ฝ่าบาทจะเสด็จไหนเพคะ”

สีหน้าของฮวันซังกุงดูหวั่นวิตก มือเรียวกุมหัตถ์อุ่นๆ ของคังยูไว้ คังยูจึงแย้มสรวลอ่อนโยน ก่อนจะทรงลูบมือบางที่เริ่มเย็นเฉียบ

“ข้าออกไปทำธุระ ฮวันซังกุงอย่ากังวลเลย”

“ต้องระวังพระองค์นะเพคะ”

“ฮวันซังกุงอย่ากังเวลยขอรับ ข้าจะถวายอารักขาองค์ชายคังยูให้ดี องครักษ์จูก็อยู่ทั้งคน”

                คิมจินอูเอ่ยให้ฮวันซังกุงคลายใจ แต่ซังกุงผู้ใหญ่ยังกุมหัตถ์ของคังยูเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัดเจน คังยูจึงรับสั่งสำทับอีกหน

                “ไม่มีอะไรหรอกฮวันซังกุง ไม่ต้องห่วง”

                “ฝ่าบาทมินโฮรับสั่งฝากฝ่าบาทไว้กับหม่อมฉัน” ฮวันซังกุงเอ่ยเบาๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ต่อให้ฝ่าบาทมินโฮไม่รับสั่ง หม่อมฉันก็ไม่อยากให้ฝ่าบาทออกไปนอกวังในเวลาเช่นนี้เลย อย่างน้อยในวังหลวงก็ปลอดภัยกว่ามาก”

                “อย่าห่วงเลย ข้าจะรักษาเนื้อรักษาตัว”

                สุดท้ายฮวันซังกุงก็ยอมปล่อยมือจากคังยู และเฝ้ามองอยู่จนกระทั่งองค์ชายหนุ่ม คิมจินอู และองครักษ์จูออกไปพ้นเขตวังหลวง ฮวันซังกุงเดินเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในเมื่อมีเสียงระฆังบอกเวลา ตามด้วยเสียงกลองย่ำค่ำ เป็นสัญญาณว่าประตูทั้งหมดในเขตพระราชวังเมืองพยองจูจะปิดตาย ไม่เปิดให้ผู้ใดผ่านเข้าออกจนกว่าดวงตะวันจะเยี่ยมขอบฟ้าในวันใหม่

                เมื่อบานประตูหนาหนักปิดลง ตัดขาดเขตพระราชฐานชั้นในออกจากโลกภายนอก ในเขตพระราชฐานที่กว้างใหญ่ และงดงามโออ่าแห่งนี้ ฮวันซังกุงเคยรู้สึกคุ้นเคยกับมันยิ่งกว่าบ้านเดิม เพราะใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้มาเกินครึ่งชีวิต

                ทว่ายามนี้ ความยิ่งใหญ่ และงดงามของพระราชวังหลวง กลับทำให้ฮวันซังกุงรู้สึกโดดเดี่ยวจับใจ

 

                กองกำลังที่พระราชาเมืองพยองจูเตรียมไว้นับหกร้อยกว่านายกระจายกันซ่อนตัวอยู่รอบเขตนครหลวง อาวุธที่ลอบผลิตมาหลายปีถูกจัดแบ่งไปให้กำลังพลทั้งหมดเตรียมพร้อมรับคำสั่ง คังยูลอบเสด็จออกมาทางชานเมืองพร้อมกับคิมจินอู และองครักษ์จู เพื่อนัดพบกับอดีตแม่ทัพโนจองโมที่รออยู่ในจุดที่กำลังพลกว่าร้อยห้าสิบนายหลบซ่อนตัวอยู่

                อดีตแม่ทัพโน และออมฮงชิกออกมาต้อนรับขบวนของคังยู และพาหลบเข้าไปในบ้านร้างแห่งหนึ่งที่มีเพียงแสงเทียนเล่มน้อยให้ความสว่าง

                “ถวายบังคม องค์ชายยู” อดีตแม่ทัพโน มีสีหน้าเคร่งเครียด “กระหม่อมได้ยินข่าวอดีตพระมเหสีแล้ว”

                “ข้าก็เพิ่งทราบเรื่องจากคุณชายคิมจินอู” คังยูรับสั่ง “แต่ไม่ทราบโดยละเอียด”

                “กระหม่อมส่งคนไปสีบมา ได้ความอดีตพระมเหสี เมื่อแรกถูกเนรเทศกลับบ้านเดิมของมารดานอกเขตนครหลวง ก็อาละวาดทุบตีคนรับใช้ทุกวัน หลังจากนั้นก็เริ่มเซื่องซึมอย่างหนัก จนล้มป่วย แม้เมื่ออาการป่วยทางกายเริ่มดีขึ้น สภาพจิตใจกลับไม่ดีขึ้นตาม คนที่ไปสืบเรื่องได้ความว่า คนพบศพคือท่านหญิงมารดา”

                ออมฮงชิกรายงานอย่างละเอียด คังยูสังเกตเห็นว่าขุนนางกรมท่าเองก็มีท่าทีเซื่องซึมไปมาก หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่โรงน้ำชาฮงรยอน หลังจากฮงชิกรายงานจบ อดีตแม่ทัพโนก็เอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ

                “กระหม่อมได้ข่าวไม่สู้ดี ก่อนข่าวอดีตพระมเหสีจะปลิดชีพตนเอง”

                “ท่านอดีตแม่ทัพ คงได้ยินเรื่องที่อิมซึงจุนส่งคนไปหาองค์ชายซอกยงกระมัง”

                คังยูรับสั่งเรียบๆ อดีตแม่ทัพเห็นว่าคังยูน่าจะทรงทราบแล้ว จึงเอ่ยต่อ

                “พะยะค่ะ กระหม่อมได้ข่าวมาว่าเช่นนั้น ที่จริงเรื่ององค์ชายซอกยงนี้ ทำให้ฝ่าบาทมินโฮไม่สบายพระทัยมาตลอด เพราะถ้านับกันตามจริง พระปิตุลา[1]จุนฮวาน เป็นพระโอรสองค์โตของพระอัยกา[2]ของฝ่าบาทมินโฮ แต่พระปิตุลาจุนฮวานมั่วสุมกับนางคณิกา จนทำให้ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะกึมโด พระบิดาของฝ่าบาทมินโฮจึงได้ครองราชย์แทน และองค์ชายซอกยงที่เป็นพระโอรสของพระปิตุลาจุนฮวานก็เป็นหอกข้างแคร่ของฝ่าบาทมินโฮมาตลอด เพียงแต่พวกขุนนางที่สนับสนุนพระปิตุลาจุนฮวานไม่กล้าออกหน้านัก เพราะอย่างไรพระปิตุลาก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เหลือเพียงองค์ชายซอกยง”

                “การที่อิมซึงจุนส่งคนไปหาองค์ชายซอกยงเช่นนี้ คงหมายใจจะก่อกบฏ ยกองค์ชายซอกยงขึ้นครองบัลลังก์เมืองพยองจูแทนฝ่าบาทมินโฮกระมัง”

                ถ้อยรับสั่งของคังยู ทำให้คนที่อยู่ในที่นั้นเงียบเสียงกันไปหมด องค์ชายหนุ่มทอดพระเนตรใบหน้าของข้าราชการที่เป็นกำลังของพระราชามินโฮทีละคน ใบหน้าของทุกคนมีความเคร่งเครียด และกดดันอย่างเห็นได้ชัด คังยูเคาะพระดรรชนีลงกับโต๊ะเบาๆ เหมือนกำลังทรงครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ก่อนรับสั่ง

                “เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่าบาทมินโฮไม่ได้ทรงคะเนมาก่อน ที่ผ่านมาองค์ชายซอกยงเก็บองค์เงียบๆ อยู่ที่เกาะกึมโด เพราะว่าขุนนางที่สนับสนุนพระปิตุลาจุนฮวานแทบไม่เหลือแล้ว แต่ยามนี้ถ้าหากอิมซึงจุนนำบัลลังก์เมืองพยองจูไปถวายให้ถึงพระหัตถ์ ต่อให้องค์ชายซอกยงมิปรารถนา ก็เห็นจะปฏิเสธได้ยาก”

                “เช่นนั้นกระหม่อมขออาสา ไปดูท่าทีองค์ชายซอกยงให้เองพะยะค่ะฝ่าบาท”

                ออมฮงชิกเอ่ยทูลขึ้น คังยูเหลือบไปทอดพระเนตรชายหนุ่ม ก่อนพยักพระพักตร์ แล้วรับสั่ง

                “เช้านี้จะมีเรือโดยสารสองลำออกจากท่าเรือ ลำหนึ่งไปเมืองคูซัน ลำหนึ่งไปเกาะกึมโด คุณชายออมเดินทางไปท่าเรือย่านตรอกโรงไหมเถอะ”

                “พะยะค่ะ”

                “คุณชายออมเอาใครไปด้วยสักคนเถอะ อย่างน้อยก็จะได้เป็นหูเป็นตา” คังยูทรงเสนอ โนจองโมจึงเอ่ยปาก

                “คุณชายออม ให้ฮงแดฮี คนสนิทของข้าเดินทางไปกับคุณชายเถิด แดฮีคุ้ยเคยกับการสืบราชการ น่าจะช่วยคุณชายได้มากทีเดียว”

                “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านอดีตแม่ทัพแล้ว”

                ออมฮงชิกรับคำ ก่อนจะเดินออกจากกระท่อมหลังเล็กออกไปกับอดีตแม่ทัพโนจองโม คังยูหันไปรับสั่งกับองครักษ์จูให้ออกไปเฝ้าระวังด้านนอก เมื่อในบ้านร้างที่เป็นที่ฐานลับนั้นเหลือเพียงคังยู และคิมจินอู คังยูจึงรับสั่งถามเรียบๆ

                “ฮยองนิมเป็นอะไรไป ข้าเห็นสีหน้าท่านไม่สู้ดีตั้งแต่เมื่อครู่ตอนที่ฮงชิกฮยองนิมอาสาจะไปดูองค์ชายซอกยงแล้ว”

                “ฝ่าบาท” คิมจินอูอึกอัก และหลบสายพระพักตร์ของคังยู “ฝ่าบาทจำเรื่องจำนวนศพที่พบในโรงน้ำชาฮงรยอนได้หรือไม่”

                “จำได้ ชายสิบแปด หญิงหนึ่ง มีอะไรหรือไรฮยองนิม”

                “คือว่า ฝ่าบาทจำจุนโฮได้หรือไม่”

                “เด็กรับใช้ที่รอดชีวิตจากโรงน้ำชาฮงรยอนนั่นน่ะหรือ”

                “พะยะค่ะ คือจุนโฮมาพูดกับกระหม่อมเมื่อหลายวันก่อน ว่าคืนที่ไฟไหม้ พวกทหารแคว้นฉินบุกเข้าไปฆ่าหญิงรับใช้คนหนึ่งในโรงน้ำชา ฮงรยอน ฮงจุน และจุนโฮได้ยินเสียงกาน้ำที่หญิงรับใช้คนนั้นถือไว้ตกแตก จึงรู้ว่ามีเรื่องไม่ดีขึ้น และตอนที่ไฟโหมหนักๆ ทางออกลับข้างหลังโรงน้ำชายังไม่ถูกไฟไหม้”

                คิมจินอูอึกอัก ก่อนเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตร สีหน้าชองชายหนุ่มไม่สู้ดีนัก แต่เมื่อเห็นคังยูยังทอดพระเนตรมาด้วยสีพระพักตร์เรียบนิ่ง แต่บ่งบอกว่ากำลังรอฟังเหตุผล คิมจินอูจึงกลั้นใจเอ่ยทูล เนื้อความที่ได้ทูลไปนั้น ทำให้พระขนงขององค์ชายหนุ่มขมวดมุ่น ก่อนที่สีพระพัตกร์จะเปลี่ยนแปลงด้วยความตกพระทัย

 

                ยามเช้าตรู่ที่ท่าเรือตรอกโรงไหมมีผู้คนพลุกพล่าน กลิ่นหอมหวานจากหม้อน้ำแกงร้านบะหมี่ข้างทาง ลอยปนอยู่กับกลิ่นขนมที่ทำสดใหม่ที่เตรียมมาขาย ผู้คนที่จะเดินทางส่งเสียงตะโกนโหวกเหวกขณะที่กำลังขนถ่ายสัมภาระ และสิ่งของขึ้นไปบนเรือที่มีกำหนดจะออกท่าในยามสาย ออมฮงชิก และฮงแดฮีสวมเสื้อผ้าสีมอๆ ไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดของใคร

                ชายทั้งสองนั่งอยู่ที่ร้านบะหมี่ที่น้ำแกงส่งกลิ่นหอมหวน เจ้าของร้านยกบะหมี่สองชามมาวางตรงหน้าชายหนุ่ม แม้ออมฮงชิกจะไม่หิวนัก แต่ก็ลงมือกินบะหมี่ที่ปรุงได้รสดี เพื่อไม่ให้ท้องว่างขณะที่ต้องเดินทางข้ามน้ำไปหลายชั่วยามกว่าจะถึงเกาะกึมโด ฮงแดฮีที่ร่วมเดินทางด้วยกันก็ไม่ใช่คนช่างพูด ชายทั้งสองจึงลงมือกินบะหมี่ตรงหน้าไปเงียบๆ

                ออมฮงชิกเงยหน้าขึ้นมองไปทางเรือสองลำที่ทอดสมออยู่ตรงท่าเรือ เรือที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นเรือที่จะแล่นข้ามน่านน้ำไปเมืองคูซัน ดวงตาของฮงชิกทอดมองไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ใช้เสื้อคลุมปิดบังเรือนผมและใบหน้าเดินไปทางเรือลำที่จะไปเมืองคูซัน ลักษณะของหญิงสาวสะกิดใจให้ออมฮงชิกหวนนึกถึงหญิงสาวที่สิ้นชีพไปในกองเพลิงที่โรงน้ำชาฮงรยอน แต่เมื่อพยายามจะเพ่งมองให้ชัด ลูกเรือคนหนึ่งก็ยกสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้นส่งให้คนบนเรือ บดบังร่างของหญิงสาวคนนั้น เมื่อสัมภาระขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นเรือเรียบร้อย หญิงสาวที่ฮงชิกพยายามมองหา ก็หายไปจากสายตา

                “คุณชาย มองหาอะไรหรือขอรับ”

                “เปล่า ไม่มีอะไรขอรับ”

                ออมฮงชิกตอบ ก่อนก้มหน้า จำกัดสายตาให้อยู่เพียงแค่ที่ชามบะหมี่เท่านั้น บุตรชายเจ้ากรมท่าตำหนิตนเอง ที่ไม่สามารถทำใจกับการตายของฮงรยอนได้อย่างที่สมควรทำ หลายคืนที่ผ่านไป ออมฮงชิกตื่นขึ้นเพราะความฝันที่เห็นฮงรยอนจมหายไปในกองเพลิง แม้กระทั่งยามนี้ ยังมองเห็นหญิงสาวแล้วเข้าใจว่าเป็นหญิงเจ้าของโรงน้ำชาที่สิ้นชีพไปแล้ว

                ลำคอของชายหนุ่มตีบตันด้วยความรู้สึกหดหู่และเจ็บปวด จึงไม่อาจฝืนใจกินบะหมี่ที่เหลือกว่าครึ่งชามต่อไปได้ เรือลำใหญ่ที่จะออกเดินทางไปเมืองคูซันเก็บบันไดลิงขึ้นเรือ และเตรียมออกจากฝั่ง เสียงบริเวณท่าเรือจึงมีทั้งเสียงผู้คน และเสียงเรือดังเซ็งแช่ เด็กขอทานท่าทางซอมซ่อเดินมาเมียงๆ มองๆ เมื่อสบตากับฮงชิก เด็กตัวเล็กที่อายุไม่น่าเกินแปดขวบ รูปร่างผอมแห้ง เนื้อตัวมอมแมมก็วิ่งเข้ามาหาฮงชิก ในขั้นแรกฮงชิกเข้าใจว่าเด็กชายจะเข้ามาขอเงิน หรืออาหาร แต่มือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบดินกลับยื่นถุงผ้าไหมเล็กๆ มาให้ฮงชิก

                “นายท่าน พี่สาวคนนั้นให้ข้าเอาของนี่มาให้นายท่าน”

                “พี่สาวคนไหน”

                ฮงชิกถามแล้วสบตากับฮงแดฮี เด็กขอทานชี้มือไปทางเรือลำใหญ่ที่กำลังขยับออกจากท่า ฮงชิกหยิบเหรียญเงินเหรียญหนึ่งใส่มือเด็กน้อย ฝ่ายนั้นโค้งขอบคุณอยู่หลายหน ก่อนวิ่งหายลับไป ออมฮงชิกสบตากับฮงแดฮี ก่อนจะเปิดถุงผ้าไหม ออมฮงชิกรู้สึกชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เพราะของที่อยู่ในถุงผ้าไหมเป็นหยกสีเขียวอ่อน ร้อยด้วยพู่ไหมสีคราม รัดด้วยข้อทองคำตีเป็นลายประแจจีน

                พู่หยกชิ้นนี้เป็นของติดตัวฮงชิกมานานหลายปี ก่อนที่บุตรชายเสนาบดีกรมท่าจะมอบให้กับฮงรยอน

                ออมฮงชิกผุดลุกออกวิ่งไปยังท่าเรือตรงที่เรือลำใหญ่ที่จะออกไปเมืองคูซันเพิ่งออกจากท่า เรือยังออกไปได้ไม่ไกลนัก จึงยังพอมองเห็นคนบนเรืออย่างชัดเจน ร่างของหญิงสาวที่ใช้เสื้อตัวนอกคลุมศีรษะไว้ยืนอยู่ตรงท้ายเรือ ออมฮงชิกเห็นมือเรียวของหญิงสาวค่อยๆ เลื่อนเสื้อที่คลุมบังใบหน้าลง ดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นเจิดจ้าบนท้องฟ้า ลำแสงสีทองทอดลงบนเรือลำใหญ่ที่อยู่บนผืนน้ำ แสงจ้านั้นทำให้ออมฮงชิกต้องพยายามเพ่งตามอง จนกระทั่งแน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป

                ดวงหน้างดงามของฮงรยอน เจิดจ้าอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน

 

                พระพันปีหลวงประทับอยู่ในพระตำหนัก และทรงหยอกล้อกับองค์ชายยองที่เริ่มหัดเดิน นางข้าหลวงทั้งปวงต่างรู้ดีว่าพระพันปีหลวงสกุลโนโปรดองค์ชายยองมาก เพราะเป็นพระนัดดาองค์เดียว ซ้ำองค์ชายยองยังประพิมพ์ประพายไปทางพระราชามินโฮ ที่เปรียบดังพระทัยของพระพันปีหลวง

                ดวงเนตรคม ดุ ที่ถ่ายทอดไปยังพระโอรสทอดตรงไปยังองค์ชายคังยูที่เพิ่งเสด็จเข้ามาเฝ้า พระพันปีหลวงประทับนั่งตรง ก่อนรับสั่งถามอย่างอ่อนโยน

                “องค์ชายยู เสด็จไปประทับวังหน้ามาหรือเพคะ”

                “พะยะค่ะ บังเอิญกระหม่อมมีราชการด่วน ออกไปเมื่อก่อนปิดประตูวัง กลับเข้ามาไม่ทัน จึงกลับไปพักที่วังหน้า”

                “เช่นนั้นเอง”

                พระพันปีหลวงทรงสังเกตเห็นว่าองค์ชายยูยังทรงนิ่ง จึงทรงทราบทันทีว่าองค์ชายคังยูคงมีเรื่องที่ต้องการกราบทูลตามลำพัง พระพันปีหลวงจึงรับสั่งเรียบๆ

                “ฮวันซังกุง พาองค์ชายยองไปให้แม่นมเถอะ น่าจะใกล้ได้เวลาเสวยแล้ว”

                “เพคะ”

                ฮวันซังกุงสนองพระเสาวนีย์[3] แต่เมื่อจะลุกไปอุ้มรัชทายาทเมืองพยองจู องค์ชายยองกลับเสด็จไปเกาะชายพระภูษาขององค์ชายคังยู และแหงนพระพักตร์ขึ้นไปแย้มสรวลกว้างอวดพระทนต์ซี่เล็กๆ แล้วรับสั่งคำสั้นๆ

                “ปา ปา”

                “องค์ชายยองติดฝ่าบาทเสียแล้ว”

พระพันปีหลวงรับสั่งขันๆ สีพระพักตร์บ่งบอกว่าพอพระทัย เมื่อทอดพระเนตรองค์ชายคังยูที่ทรงอุ้มองค์ชายยองให้มาประทับนั่งบนพระเพลา[4] พระหัตถ์เล็กๆ ขององค์ชายยองจับที่สายพระมาลาขององค์ชายยูเล่น

“พวกเจ้ามีอะไรก็ไปทำเสีย” พระพันปีโบกพระหัตถ์ไล่นางข้าหลวงที่เฝ้าแหนอยู่ “ฮวันซังกุง ช่วยดูหน้าทางเข้าห้องนี้ให้ข้ากับองค์ชายยูด้วย ส่วนวอนจานิมก็ให้ประทับเล่นกับองค์ชายยูก่อน”

“เพคะ”

ฮวันซังกุงเอ่ยปาก แต่เหลือบตามององค์ชายหนุ่มที่ประทับอยู่ตรงเบาะรับแขก ก่อนจะถอยออกไปเฝ้าหน้าห้องตามที่ได้รับคำสั่ง พระพันปีหลวงรอกระทั่งฮวันซังกุงปิดประตูแล้ว จึงทอดพระเนตรองค์ชายคังยู และรับสั่งถาม

“มีเหตุอันใดหรือเพคะ องค์ชายถึงต้องเสด็จออกนอกวัง”

“เรื่องสืบเนื่องมาจากที่อดีตพระมเหสีจองยอนแขวนคอตายพะยะค่ะ” คังยูทูลเสียงเรียบ และหยิบตุ๊กตาผ้าให้องค์ชายยองเล่นไปด้วย “กระหม่อมสังเกตความเคลื่อนไหวของอิมซึงจุนอยู่พักหนึ่งแล้ว พบว่ามีการส่งคนไปหาองค์ชายซอกยงตั้งแต่ฝ่าบาทมินโฮเสด็จไปทำศึก กระหม่อมจึงไม่วางใจ ยามนี้ได้คุณชายออมฮงชิก บุตรเสนาบดีกรมท่าไปสืบเรื่องให้ ถ้ามีความเคลื่อนไหวจากทางองค์ชายซอกยง เราจะได้เคลื่อนไหวทันท่วงที”

“คนของเราที่ฝ่าบาทมินโฮเตรียมไว้มีเท่าไหร่เพคะ” พระพันปีหลวงรับสั่งถามด้วยอาการสงบ ปราศจากความตื่นกลัว “อาวุธเล่าเพคะ”

“อาวุธมีมากพอสมควรพะยะค่ะ คนมีอยู่ราวหกร้อยคน กระจายกันอยู่ทั่วเขตเมืองหลวง พร้อมบุกเข้าวังหลวงมาถวายการอารักขาทันทีที่มีเหตุร้าย”

“ได้ยินเช่นนี้หม่อมฉันก็เบาใจ”

พระพันปีหลวงรับสั่ง ทั้งที่จริงตั้งพระทัยจะรับสั่งต่อ แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นองค์ชายคังยู ทรงโอบกอดองค์ชายยองที่ประทับยืน และใช้พระกรเล็กๆ โอบรอบพระศอของคังยู พระพันปีหลวงก็เปลี่ยนพระทัย สีพระพักตร์ และสุรเสียงที่เคยเคร่งขรึมก็อ่อนโยนลงหลายส่วน

“องค์ชายยู ดูจะโปรดวอนจานะเพคะ”

คังยูเงยพระพักตร์ขึ้นสบพระเนตรของพระพันปีหลวง ก่อนรับสั่ง

“กระหม่อมไม่มีน้องเล็กๆ ไว้เล่นเมื่อเป็นเด็ก จึงชอบเด็กเล็กๆ ยองวอนจานิมก็ทรงน่ารัก กระหม่อมจึงเอ็นดูเป็นพิเศษ”

“พูดเรื่องนี้แล้ว นึกถึงเมื่อฝ่าบาทมินโฮยังเยาว์” พระพันปีหลวงรับสั่งอย่างอ่อนโยน “ก่อนที่องค์ชายยูจะมาประทับที่เมืองคูซัน ฝ่าบาทมินโฮเอาแต่พระทัยมาก และไม่โปรดบรรดาพี่สาวที่เป็นพระธิดาของฝ่าบาทองค์ก่อนกับพระสนมอื่น ฝ่าบาทมินโฮมักรับสั่งบ่อยๆ ว่าพวกพี่สาวเอาแต่หัวเราะคิกคัก เมื่อฝ่าบาทองค์ก่อนพาองค์ชายมาประทับในวังหลวง หม่อมฉันจำได้ว่าฝ่าบาทมินโฮดีพระทัยมาก รับสั่งหาแต่องค์ชายทุกวัน จนฝ่าบาทองค์ก่อนรับสั่งให้ฮวันซังกุงดูแลองค์ชายกับฝ่าบาทมินโฮด้วยกัน”

“ยามนั้นฝ่าบาทมินโฮคงโปรดกระหม่อม เพราะได้เล่นอะไรแบบเด็กผู้ชายด้วยกันพะยะค่ะ” คังยูทูลตอบยิ้มๆ ก่อนจะปล่อยองค์ชายยองให้ประทับเล่นของเล่นอยู่ข้างๆ ก่อนจะรับสั่งต่อ “อีกอย่าง ตอนนั้นพระธิดาของฝ่าบาทองค์ก่อนล้วนเป็นสาวแล้ว เล่นกับเด็กน้อยก็คงไม่สนุก”

“แต่กระทั่งยามนี้ ฝ่าบาทมินโฮ ก็ยังโปรดองค์ชายยูมากนะเพคะ”

ถ้อยรับสั่งของพระพันปีหลวงทำให้คังยูต้องละสายพระเนตรจากองค์ชายยองขึ้นไปสบสายพระเนตร พระพันปีหลวงแย้มสรวลอ่อนโยนก่อนรับสั่งต่อ

“ฝ่าบาทรับสั่งกับหม่อมฉันหมดแล้วเพคะ เรื่องพระทัยของฝ่าบาทที่อยู่ที่องค์ชายยู”

คังยูทรงรู้สึกว่าพระปรางทั้งสองข้างร้อนผ่าว เพราะจู่ๆ บทสนทนาเรื่องวี่แววการก่อกบฏของอิมซึงจุน ก็กลายเป็นเรื่องของพระองค์กับฝ่าบาทมินโฮ พระพันปีหลวงทรงแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อเห็นปรางแก้มขององค์ชายคังยูแดงเรื่อซับสีโลหิต

“องค์ชายอย่าน้อยพระทัยเลยนะเพคะ ที่หม่อมฉันต้องส่งเสริมพระมเหสีโมรัน เพราะการที่พระราชามีมเหสี ย่อมส่งผลเรื่องการเมืองอย่างไม่อาจเลี่ยง และอย่างไรเสียองค์ชายก็เป็นพระโอรสของพระราชาคังยอนโจ หากหม่อมฉันไม่คัดค้าน ไม่ห้ามไม่ให้ฝ่าบาทพาองค์ชายมาไว้ข้างองค์ เห็นทีคงจะเป็นเรื่องอื้อฉาวให้เสียพระเกียรติทั้งฝ่าบาทและองค์ชายยู”

“พระพันปีหลวง กระหม่อม...”

คังยูทรงอับจนถ้อยคำที่จะรับสั่ง จึงได้แต่ก้มพระพักตร์นิ่ง พระพันปีหลวงทรงแย้มสรวลน้อยๆ และรับสั่ง

“ยามนี้มีพระมเหสี มีรัชทายาทแล้ว พระทัยของฝ่าบาทมินโฮจะฝากไว้ที่ผู้ใด หม่อมฉันก็คงห้ามไม่ได้ ที่เคยได้ยินว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกได้เพียงตัว แต่บังคับหัวใจไม่ได้ เป็นจริงเช่นนี้นี่เอง” พระพันปีหลวงรับสั่งต่อ เมื่อคังยูเงยพระพักตร์ขึ้น “อย่างไรเสีย องค์ชายโปรดเมตตาองค์ชายยอง เหมือนพระโอรสขององค์ชายเองด้วยนะเพคะ”

“กระหม่อมรักองค์ชายยองอยู่แล้วพะยะค่ะ” คังยูรับสั่งเบาๆ พระพันปีหลวงจึงรับสั่งถามต่อ

“แล้วฝ่าบาทมินโฮ โอรสของหม่อมฉันเล่าเพคะ”

คังยูไม่ได้รับสั่งตอบ แต่สีพระพักตร์แดงยิ่งกว่าเก่า พระพันปีหลวงสรวลเสียงใสจนคังยูแอบคิดว่า พระราชาเมืองพยองจูได้รับพระนิสัยช่างแกล้ง ช่างเย้าเช่นนี้มาจากพระมารดานี่เอง องค์ชายยูหลบสายพระเนตรของพระพันปี โดยทรงแสร้งหยอกล้อกับองค์ชายยองที่เริ่มเอาของเล่นมาเขย่าและยื่นมาใส่พระหัตถ์ของคังยู

รัชทายาทเมืองพยองจูเงยพระพักตร์ขึ้นหาคังยู เมื่อเห็นพระพักตร์ที่ละม้ายกับพระบิดาขององค์ชายยอง คังยูก็ทรงคะนึงหาพระราชาซงมินโฮอย่างจับใจ

 

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: #แผนลวงวังหน้า มาแล้วค่ะ มาพร้อมเรื่องตื่นเต้น แม่นางฮงรยอนยังไม่ตาย! 555 ใช่แล้วค่ะ ถ้าย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 16 กันดีๆ จะเจอว่า คนที่ตายคนแรกในโรงน้ำชาฮงรยอน คือหญิงรับใช้ที่ลงมาเติมน้ำ ศพของหญิงที่พบคนเดียวในซากอาคารจึงเป็นศพของหญิงคนนั้นค่ะ ส่วนแม่นางฮงรยอนหนีออกไปได้อย่างไร และไปเมืองคูซันทำไม ยังไม่เฉลยในตอนนี้ค่ะ เพราะคิดว่าจะเขียนแบบละเอียดในตอนพิเศษค่ะ ^^

 

ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะเขียน 20 ตอนจบ แต่พอลงมือเขียนตอนที่ 19 แล้วคิดว่ายังไม่อยากเอาเนื้อหาส่วนสำคัญของเมืองพยองจูมาใส่ไว้ในตอนที่ 19 นี้ ไม่อย่างนั้นจะหนักหน่วงเกินไป เพราะฉะนั้นตอนนี้ถือว่ามาเพื่อพักยก ผ่อนคลายกันก่อนจะเข้าสู่พาร์ทสุดท้ายของเรื่องกันนะคะ ตอนนี้พระราชามินโฮไม่ได้ซื้อแอร์ไทม์มา เลยได้มาแค่ชื่อค่ะ 555

 

ขอบคุณคอมเมนต์ คำติชม และความรู้สึกของทุกคนที่มีต่อ #แผนลวงวังหน้า นะคะ ทุกๆ ข้อความของคุณ เป็นกำลังใจให้เราเสมอเลยค่ะ เจอกันตอนหน้านะคะ :)



[1] พระปิตุลา หมายถึง ลุง หรืออา

[2] พระอัยกา หมายถึง ปู่ หรือตา

[3] พระเสาวนีย์ หมายถึง คำสั่ง

[4] พระเพลา หมายถึง ตัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #36 แม่เจ้าฮุน (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 19:55

    เค้ารออ่านทุกวันเลยนะ

    #36
    0
  2. #35 Midnight1010 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 03:05

    เขินใหญ่เลยนะคะองค์ชายคังยู5555 คิดถึงพระราชามากสิท่า
    #35
    0
  3. #34 tnk_ikn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 01:44
    แม่มินโฮนี่ขี้แกล้งมากอะ แต่ดีใจนะที่เค้ายอมรับคังยูได้
    #34
    0