[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 18 : 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 เม.ย. 63

18

 

                กองทัพหลวงเมืองพยองจูตีเมืองรายทางก่อนถึงเขตนครหลวงเมืองคูซันแตกพ่ายจนหมด และกองเรือเมืองพยองจูก็ได้เข้ายึดน่านน้ำเมืองคูซันเอาไว้แล้ว เขตนครหลวงที่ปิดประตูทางเข้าออกทุกทิศ จึงถูกล้อมให้โดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรู เพราะกองทัพเมืองพยองจูได้ตั้งค่ายประชิดเขตนครหลวง ส่วนเรือรบก็ตั้งปากกระบอกปืนใหญ่ หันเข้าทางประตูเมืองเขตนครหลวงฝั่งตะวันออก

                พระราชาฮยังถูกทูลเชิญให้เสด็จกลับจากพระอารามหลวงไปประทับในวังหลวง ชาวบ้านที่เคยอยู่ชานเขตนครหลวงต่างอพยพหนีกองทัพเมืองพยองจูเข้าไปอยู่ภายในเขตกำแพงเมือง

                พระราชาซงมินโฮมีรับสั่งให้ตั้งค่ายขึ้นที่ใกล้แม่น้ำซูจิก ที่ไหลผ่านกลางเขตนครหลวงเมืองคูซัน และให้พักไพร่พลอยู่สองวันเต็ม เพื่อรอดูท่าทีของเมืองคูซัน ว่าจะตอบโต้อย่างไร แต่นอกจากทหารที่คุมอยู่บนกำแพงเมืองแล้ว ก็ไม่พบว่าพระราชาฮยังทรงแต่งทัพออกมาปล้นค่ายของเมืองพยองจูแต่อย่างใด

                ในพลับพลาหลวง เหล่าแม่ทัพเมืองพยองจู อีซึงฮุน และอีจีอึนมาเข้าเฝ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ผลงานการต่อสู้ของสองพี่น้องชาวคูซัน ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน ทั้งในเรื่องฝีมือ และกลยุทธ์ ตรงกลางพลับพลามีแผนผังจำลองเขตนครหลวงเมืองคูซันตั้งอยู่ พระราชาเมืองพยองจูประทับทอดพระเนตรแผนผังจำลองนั้นอยู่นาน ก่อนรับสั่งขึ้น

                “ที่จริงเขตนครหลวงเมืองคูซัน ถือว่าได้เปรียบเรื่องชัยภูมิมากทีเดียว เพราะฝั่งตะวันออกติดทะเลตะวันออก หากจวนตัวก็เอาเรือออกจากเมืองหลวงไปได้”

                “เพราะฝ่าบาททรงปรีชา มีรับสั่งให้กองเรือของเราโจมตีทางทะเลจนกองเรือเมืองคูซันแตกพ่าย ทำให้ปิดทางออกทางทะเลไปได้ทางหนึ่งพะยะค่ะ”

                ขุนทหารคนหนึ่งเอ่ยทูลขึ้น พระราชามินโฮไม่รับสั่งสิ่งใด แต่ทรงทอดพระเนตรแผนผังนครหลวงอยู่นาน สีพระพักตร์ดูครุ่นคิดลึกซึ้ง

                “ฝ่าบาท กระหม่อมขอกราบทูลพะยะค่ะ” อีซึงฮุนทูลขึ้น

                “เชิญท่านแม่ทัพอี”

                “ยามนี้เราตั้งกองทัพอยู่บริเวณประตูเมืองทิศตะวันตก แม้ที่ตั้งกองทัพใกล้แม่น้ำซูจิกจะทำให้กองทัพเราไม่กันดารน้ำใช้ แต่หากต้องต่อสู้ยืดเยื้อกระทั่งถึงช่วงฤดูหนาว กองทหารของเราที่ตั้งค่ายอยู่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากฝ่าบาทมีพระประสงค์จะโจมตีเขตนครหลวง ก็ควรเริ่มทำในเวลานี้พะยะค่ะ”

                “ข้าเองก็กังวลเช่นกัน ว่าหากสงครามยืดเยื้อถึงช่วงฤดูหนาว ทหารของเราจะล้มตายเพราะป่วยมากกว่าตายเพราะทำศึก แต่ปราการนครหลวงเมืองคูซันแน่นหนา ยากที่เราจะหักลงได้ง่ายๆ”

                “กระหม่อมเห็นว่าเราควรเลือกทำลายกำแพงเมืองฝั่งใดฝั่งหนึ่งก่อนพะยะค่ะ” อีซึงฮุนเอ่ยทูล เมื่อเห็นว่าพระราชาเมืองพยองจูไม่รับสั่งขัด จึงเอ่ยต่อ “ทางที่ง่าย และเร็วที่สุดคือการโจมตีประตูเมืองฝั่งตะวันออก โดยใช้ปืนใหญ่จากกองเรือพยองจูระดมยิงเข้าไปในเขตนครหลวง”

                “แต่เท่าที่เราส่งหน่วยสอดแนมเข้าไป ประตูเมืองฝั่งตะวันออก มีทหารคุ้มกันหนาแน่นเท่ากับประตูเมืองฝั่งที่เราตั้งค่ายอยู่ทีเดียวนะ ท่านแม่ทัพอี”

                ขุนทหารเอ่ยขัดขึ้น พระราชามินโฮทรงทอดพระเนตรเหล่าทหารก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงเฉียบขาด

                “แผนของท่านแม่ทัพอีนับว่าไม่เลว ข้าเองก็เห็นด้วย แต่ก่อนอื่นก็คงจะต้องสร้างเหตุจลาจลขึ้นในเขตนครหลวงเสียก่อน” พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรอีจีอึน จนหญิงสาวที่นั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่นั้นรู้สึกตัว เมื่อสบตากัน พระราชาเมืองพยองจูก็รับสั่งเรียบๆ “ท่านหญิงอี ท่านพอจะทำอะไรให้ข้าสักอย่างได้หรือไม่”

                “ฝ่าบาทมีพระประสงค์สิ่งใดหรือเพคะ”

                “ข้าได้ยินว่า ท่านหญิงอีเคยทำให้พระราชาเมืองคูซันหวาดกลัวขนาดหนัก จนถึงขั้นเสด็จหนีไปประทับที่พระอารามหลวงมาแล้ว”

                “เรื่องนั้น ถ้าทำอีก เห็นจะไม่เป็นผลนะเพคะ”

                “ไม่ต้องทำอีกก็ได้ แต่ต้องปล่อยข่าวให้เลื่องลือกันไปทั้งเมืองอีกรอบ เมื่อข่าวกระจายไปทั่ว เราจะได้เริ่มโจมตีเมืองคูซันได้”

                ดวงตาของอีจีอึนเป็นประกายวิบวับ เมื่อได้ยินพระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเช่นนั้น พี่สาวของอีซึงฮุนยิ้มในหน้า เมื่อเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

                “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย หม่อมฉันจะจัดการเรื่องนี้เองเพคะ”

 

                เช้าวันนั้นทั่วทุกหัวระแหงในเมืองคูซันต่างตกอยู่ในความตระหนก เมื่อพบว่ามีซากวัวถูกฆ่าตายอยู่กลางถนนสายหลักที่มุ่งเข้าสู่พระราชวังหลวง ไม่มีผู้ใดพบเห็นว่าใครเป็นคนสังหารวัวเคราะห์ร้ายนั้น แต่รอยเลือดสาดเป็นทางยาว เครื่องในของวัวกระจัดกระจายอยู่บนพื้นเป็นที่สะอิดสะเอียนแก่ผู้พบเห็น

                ชาวบ้านต่างหวาดกลัว เมื่อมีหญิงร่างทรงผู้หนึ่งแหวกฝูงชนที่มุงดูซากวัวอยู่ หญิงร่างทรงกรีดร้องโหยหวย และเอ่ยปากโวยวายวายเป็นลางร้ายว่าผู้บริสุทธิ์จะถูกเข่นฆ่า ชาวบ้านชาวเมืองที่ขวัญผวาเพราะกองทัพข้าศึกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินข่าวนี้เข้า ก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจเป็นกำลัง

                สองวันถัดมาจากข่าวเรื่องลางร้าย ก็มีเสียงปืนใหญ่กึกก้องจากกองเรือเมืองพยองจูที่ยิงเข้ามาให้ตกในระยะขอบกำแพงนครหลวงฝั่งตะวันออก ยิ่งทำให้ชาวบ้านอกสั่นขวัญแขวน จนกระทั่งไม่กล้าออกจากบ้านเรือน ภายในเขตนครหลวงเมืองคูซันจึงไม่ต่างจากเมืองร้าง

                ค่ำวันนั้นกองทหารเมืองพยองจู อาศัยความมืด เคลื่อนพลเข้าไปประชิดประตูเมืองฝั่งตะวันตก และเริ่มโจมตีทางบก ทหารบนเชิงเทินระดมยิงธนูลงมาใส่ทหารที่บุกมาโจมตีประตูเมืองเบื้องล่าง แต่กองทัพหน้าที่นำโดยอีซึงฮุนใช้โล่ และแผ่นกระดานขนาดใหญ่ กำบังตัวเองจากธนู และกรวดทรายคั่วร้อนจัดที่เทลงมาเบื้องล่าง

                “ขนซุงบุกเข้าไป”

                อีซึงฮุนตะโกนสั่งกองทหารที่แบกท่อนซุงขนาดใหญ่มาด้วย เสียงกลองศึกจากฝั่งกองทัพเมืองพยองจูลั่นเป็นสัญญาณบุกเต็มรูปแบบ มีเสียงสัญญาณให้ป้องกันประตูเมืองคูซันดังแรกขึ้น กรวดและทรายคั่วจนร้อนจัดถูกเทลงมาอีกระลอก ทหารหลายนายที่แบกซุงอยู่ถูกกรวดกับทรายร้อนเข้า จึงล้มลงเพราะผิวหนังถูกความร้อนลวก

                “คนใหม่เข้าไปช่วยแทรก อย่าแตกกระบวน”

                แม่ทัพอีซึงฮุนร้องสั่ง ก่อนที่กองทัพฝั่งเมืองพยองจู ตีกลองให้สัญญาณโจมตี ทหารที่ทำหน้าที่แบกซุงจึงวิ่งมุ่งหน้าไป ใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่กระแทกประตูเมืองฝั่งตะวันตกของเมืองคูซันอย่างแรง ก่อนถอยออกมาตามสัญญาณกลองศึก และยกท่อนซุงกลับไปกระแทกประตูเมืองใหญ่

                เสียงกลองแจ้งเตือนภัยดังขึ้นจากฝั่งตะวันออกของเมืองคูซันพร้อมๆ กับสถานการณ์ที่ถูกโจมตีอย่างหนักที่ประตูเมืองตะวันตก เพราะกองเรือเมืองพยองจูเคลื่อนเข้ามาใกล้เขตชายฝั่งเมืองคูซัน ในช่วงที่กำลังโกลาหลนั้นเอง พลุสีเขียวสามนัดถูกยิงขึ้นเหนือท้องฟ้าฝั่งตะวันออกของเมืองคูซัน

จากนั้นจึงมีเสียงปืนใหญ่จากกองเรือเมืองพยองจูยิงเข้ามาที่ประตูเมืองฝั่งตะวันออกอีกหลายสิบนัด

ขุนทหารของเมืองคูซันเริ่มระส่ำระสาย เนื่องจากฝั่งประตูตะวันตก ก็ถูกโจมตีอย่างหนัก พลธนูของเมืองพยองจู ตั้งแถวระดมยิงธนูไฟข้ามกำแพงเมืองเข้ามาเหมือนสายฝนเพลิง ลูกศรบางส่วนปักลงบนหลังคาบ้านเรือนที่ทำด้วยไม้ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่บริเวณเขตตะวันตกของนครหลวง

“บุกเข้าไป”

อีซึงฮุนประเมินสถานการณ์แล้วว่าประตูเมืองฝั่งตะวันตกจวนพังลงแล้ว เพราะแรงกระแทก จึงใช้ทหารคนสนิทให้หาจุดที่เหมาะสมยิงพลุสีแดงขึ้นฟ้าสามนัดเป็นสัญญาณ เมื่อพลุจางไปจากสายตา แม่ทัพหนุ่มจึงออกคำสั่งให้กองทหารขนซุงไปทำลายประตูเมืองอีกครั้ง

แม่ทัพกองเรือหลวงเห็นพลุสีแดงทั้งสามนัด จึงได้ส่งสัญญาณให้เรือหลวงทั้งหมดที่หยุดยิงไปครู่หนึ่ง เคลื่อนเข้าไปใกล้เขตชายฝั่งเมืองพยองจูมากขึ้น เมื่อเห็นพลุสีเขียวอีกสามนัดแตกกระจายบนท้องฟ้าบริเวณชายฝั่ง แม่ทัพกองเรือหลวง จึงให้สัญญาณ

ปืนใหญ่บนเรือหลวงเมืองพยองจูระดมยิงเข้าใส่กำแพง และประตูเมืองฝั่งตะวันออกของเมืองคูซันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่กำแพงซีกหนึ่งจะทะลายลงจนเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ทหารที่อยู่บนเรือต่างลงเรือเล็ก และพายเข้าฝั่งพร้อมอาวุธครบมือ

อีซึงฮุนเห็นพลุสีเขียวนัดเดียวบนฟากฟ้าฝั่งตะวันออก จึงออกคำสั่งให้กองทหารทุ่มแรงใช้ซุงกระแทกประตูเมืองฝั่งตะวันตกอีกครั้ง จากแรงกระแทกครั้งสุดท้าย บานประตูเมืองคูซันก็หลุดออก

เสียงโห่ร้องกึกก้องจากฝั่งกองทัพเมืองพยองจู ตามด้วยเสียงวิ่ง และเสียงฝีเท้าม้า ที่บุกทะลวงเข้าไปภายในเมืองคูซัน

 

คังยูตื่นจากบรรทมกลางดึก พระเส*หลั่งทั่วทั้งองค์จนฉลองพระองค์แลเส้นพระเกศาดำสนิท ยาวจรดกลางหลังเปียกชุ่ม ทำให้คังรู้ทรงรู้สึกร้อน จนต้องลุกจากแท่นบรรทมมาประทับนั่ง ในห้องบรรทมมืดสลัว พระทัยของคังยูยังคงเต้นแรงอย่างน่ากลัว แม้จะทรงพยายามเรียบเรียงพระสุบิน*ที่ทำให้ต้องตื่นบรรทม แต่ก็ไม่สามารถเรียบเรียงเรื่องราวได้อย่างปะติดปะต่อนัก

คังยูเสด็จไปที่โต๊ะรับแขกในห้องบรรทมโดยไม่จุดโคม เพราะไม่ต้องการให้องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องบรรทมเข้ามา ทรงรินน้ำในกาบนโต๊ะขึ้นเสวยจอกหนึ่ง น้ำเย็นเฉียบทำให้พระทัยที่กังวลโดยไม่ทราบสาเหตุนั้นผ่อนคลายลง องค์ชายจากเมืองคูซันจึงเสด็จไปประทับยืนริมบานหน้าต่างที่เปิดไว้กว้าง สบายลมเย็นฉ่ำต้องพระองค์

เมื่อทอดพระเนตรบนท้องฟ้า จึงทรงเห็นว่าดวงจันทร์ซ่อนอยู่หลังเงาเมฆ มีเพียงแสงสลัวเรือนรางส่องลงมายังพื้นโลก

 

ท้องฟ้าเหนือเขตนครหลวงเมืองคูซันแดงฉานราวกับเวลากลางวันเพราะมีเหตุเพลิงไหม้ที่ฝั่งตะวันตกของเมือง ชาวเมืองที่หลบภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเขตกำแพงเมืองต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ทหารที่ป้องกันเมืองยังพยายามต่อสู้กับกองทัพจากเมืองพยองจูอย่างสุดความสามารถ แต่กองกำลังของแม่ทัพอีซึงฮุน และกองทัพหลวงที่นำโดยพระราชาซงมินโฮ ต่างมุ่งตรงไปตามถนนที่ตัดสู่พระราชวังเมืองคูซัน

กองทัพหน้าของแม่ทัพอีซึงฮุนเข้าไปต่อสู้กับทหารรักษาวังหลวงอยู่ครู่ใหญ่ ประตูวังหลวงทุกทิศปิดสนิท และเหล่าทหารองครักษ์ต่างอยู่ในสถานการณ์พร้อมรบทุกขณะ พระราชามินโฮทรงนำกองทหารม้ามาร่วมรบด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับอีซึงฮุนที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงใหญ่กับเหล่าทหาร จนได้ประดาบกับหัวหน้าทหารองครักษ์ที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อฝ่ายนั้นเห็นอีซึงฮุน สวมเครื่องแบบที่มีตราแผ่นดินเมืองพยองจู ก็กระหน่ำฟาดดาบลงโดยไม่เห็นแก่น้ำใจไมตรีในหนหลัง

แม้การสู้รบจะเป็นไปอย่างดุเดือด แต่อีซึงฮุนกลับเลือกจะตั้งรับมากกว่าเป็นฝ่ายรุกเพื่อชิงชัย กองทหารรักษาวังหลวงที่ประตูหน้าถูกสังหารจนเหลือไม่กี่นาย แม้กระทั่งหัวหน้าทหารองครักษ์ที่ต่อสู้กับอีซึงฮุนอยู่นาน ก็ดูอ่อนล้ามากแล้ว สุดท้ายอีซึงฮุนจึงตวัดดาบฟันที่ต้นขาของอีกฝ่ายไปแผลหนึ่งทำให้หัวหน้าทหารองครักษ์ทรุดลงนั่ง

ดาบของซึงฮุนจึงพาดอยู่ที่คอของอีกฝ่าย

“ฆ่าข้าเสีย”

เสียงของหัวหน้าทหารองครักษ์แหบแห้ง เมื่อพูดกับอีซึงฮุน แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองเห็นทหารเมืองพยองจูจำนวนหนึ่งปีนข้ามกำแพงไปด้านในเขตพระราชวังเมืองคูซันสำเร็จแล้ว จึงละสายตากลับมาหาหัวหน้าทหารองครักษ์

“เห็นแก่ไมตรีของเราตั้งแต่ยังเยาว์ ข้าจะขอละเว้นโทษตายให้ท่าน”

หัวหน้าทหารองครักษ์ยิ้มหยันทั้งที่ยังมีดาบพาดอยู่ที่คอ ก่อนพูดต่อคำ

“ถ้าข้าไม่ตาย คงไม่มีวันยอมให้ทหารของศัตรูเข้าไปในเขตวังหลวงได้ เจ้าเป็นชาวคูซัน ใยถึงยอมได้กันเล่า ซึงฮุน”

“นับตั้งแต่พระราชาเมืองคูซันสังหารครอบครัวของข้า ข้าก็ไม่นับว่าตนเป็นคนของเมืองคูซันอีก” อีซึงฮุนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ามีชีวิตอยู่ เพื่อองค์ชายคังยูเท่านั้น”

พระราชาซงมินโฮประทับอยู่บนหลังม้า ทอดพระเนตรเห็นอีซึงฮุนประหารชายที่ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ เมื่อร่างไร้วิญญาณของชายผู้นั้นล้มลงกับพื้น ทหารเมืองพยองจูที่ปีนกำแพงพระราชวังเข้าไป ก็เปิดประตูพระราชวังได้สำเร็จ อีซึงฮุน และทหารที่เหลือจึงเป็นทัพหน้าบุกทะลวงเข้าในภายในเขตพระราชฐาน

กองทัพม้าของพระราชามินโฮกรีธาผ่านประตูพระราชวังเมืองคูซันเมื่อดาวประกายพรึกปรากฎที่ปลายท้องฟ้าฝั่งตะวันออก

 

เสียงปลายดาบลากไปตามพื้นไม้ดังก้องภายในทางเดินไปสู่ท้องพระโรงกลางเมืองคูซัน อีจีอึนจดจำแผนผังทางเดินในท้องพระโรงกลางแห่งนี้ได้ขึ้นใจ เมื่อเข้าไปภายในอาคาร หญิงสาวจึงไม่หวั่นเกรงกับการที่ต้องประดาบกับเหล่าทหารองครักษ์ที่คุ้มกันท้องพระโรงแห่งนี้

เลือดแดงฉานสาดกระเซ็นไปตามฉากกั้นกระดาษสาชั้นดี ร่างไร้วิญญาณขององครักษ์หลายนายที่ถูกฟันตรงจุดตายล้มลงบนพื้นกระดาไม้ขนาดใหญ่กว่าสามศอกปูเรียบชิดกัน เลือดข้นไหลเป็นสีคล้ำบนผิวไม้ที่อาศัยแรงคนขัดถูจนเป็นมัน อีจีอึนตวัดดาบใส่ทุกคนที่ขวางหน้า

                ใครก็ตามที่บังอาจปกป้องสองแม่ลูกสกุลอี แห่งองซาน ก็นับเป็นศัตรูกับตนทั้งสิ้น

 

                ทหารรักษาวังหลวงจำนวนหนึ่งขวางไม่ให้กองทัพของพระราชาเมืองพยองจูผ่านเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน พระราชามินโฮทรงลงจากหลังม้า และร่วมต่อสู้กับอีซึงฮุน กับเหล่าทหารอย่างเต็มที่ อีซึงฮุนอาศัยจังหวะที่ตั้งรับ ขยับเข้าไปใกล้พระราชาเมืองพยองจู และเอ่ยทูล

                “คนที่เป็นหัวหน้าคืออีมินซอก เป็นน้องชายของพระพันปีเจฮยอนพะยะค่ะ”

                พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์เป็นเชิงว่าทรงรับรู้ จากนั้นเหล่าทหารักษาวังหลวงเมืองคูซัน ต่างได้เห็นว่า พระราชามินโฮแห่งเมืองพยองจูมีความสามารถในเชิงดาบไม่ด้อยกว่าผู้ใด เหล่าทหารชั้นผู้น้อยหลายคนที่อาจหาญเข้าไปต่อสู้ มีทั้งล้มตาย และได้รับบาดเจ็บ แต่เป้าหมายของพระราชามินโฮคือน้องชายของพระพันปีเจฮยอนเท่านั้น

                อีซึงฮุนพอเข้าใจได้ว่าพระราชามินโฮทรงมุ่งจะสังหารอีมินซอก จึงช่วยจัดการเหล่าทหารชั้นผู้น้อยทั้งหลาย ไม่ให้เข้าไปขัดขวางการต่อสู้ระหว่างพระราชาเมืองพยองจูกับอีมินซอก

                พระราชามินโฮทรงประเมินคู่ต่อสู้ในพระทัย และทรงลงความเห็นว่าอีมินซอก แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่มีฝีมือในการต่อสู้ไม่น้อย เห็นได้จากที่ไม่เพลี่ยงพล้ำในการตั้งรับเพลงดาบ จึงตัดสินพระทัยเปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง ฝ่ายคู่ต่อสู้เมื่อเห็นพระราชามินโฮทรงถอย จึงได้ทีรุกหนักขึ้น

                แต่ด้วยชั้นเชิงการต่อสู้ที่ไม่เป็นรองของพระราชามินโฮ รวมทั้งวัยที่อ่อนกว่า ทำให้ทรงคล่องแคล่วในการหลบหลีก และรุกกลับได้อย่างรวดเร็ว

                อีมินซอกฟันดาบลงไปเต็มแรงหมายจะให้คมดาบได้ดื่มโลหิตพระราชาเมืองพยองจู แต่ซงมินโฮทรงเบี่ยงพระองค์หลบ ทำให้อีกฝ่ายซวนเซ ก่อนที่อีมินซอกจะตวัดดาบอีกครั้ง พระแสงดาบของพระราชามินโฮก็ฟันลงตั้งแต่บริเวณไหล่ลงมาถึงหน้าอกของอีมินซอกเป็นแผลลึก เลือดข้นๆ สาดกระจายเปื้อนไปทั่วก่อนที่ร่างของอีมินซอกจะล้มพุบลงกับพื้นดิน

 

                ทหารองครักษ์คนสุดท้ายในโถงทางเดินภายในท้องพระโรงกลางล้มลงสิ้นใจกับพื้น อีจีอึนใช้เสื้อของศพใกล้ๆ เช็ดเลือดเหนียวข้นเหล่านั้นออกจากใบดาบ และใช้เท้าถีบบานประตูท้องพระโรงเปิดออก พระพันปีเจฮยอนประทับอยู่บนบัลลังก์ ทรงประคองพระราชาฮยังไว้ นายทหารคุ้มกันที่เหลือเพียงสิบนายพุ่งเข้ามาหมายจะสังหารหญิงสาวผู้บุกรุก อีจีอึนทั้งรุกและรับโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ นานราวสี่ก้านธูปไหม้* ทหารทั้งสิบคนก็เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ นอนทอดร่างอยู่บนพื้นท้องพระโรง

                อีจีอึนหรี่ตามอง และเห็นว่าพระราชาฮยังซบอยู่ที่พระอังสาของพระมารดา หญิงสาวจึงเอ่ยเสียงไม่ดังนัก แต่เสียงนั้นสะท้อนก้องในความเงียบ

                “องค์ชายฮยัง เจริญชันษาเพียงนี้แล้ว ยังต้องหลบอยู่หลังพระมารดาอีกหรือเพคะ”

                “อีจีอึน เจ้าหรือ”

พระพันปีเจฮยอนรับสั่งถามอย่างเยือกเย็น แม้สายพระเนตรจะจับอยู่ที่ปลายดาบที่จีอึนปล่อยให้ลากพื้นท้องพระโรงขณะที่เดินเข้าไปใกล้แท่นบัลลังก์

“เพคะ หม่อมฉันเอง อีจีอึน”

“ธิดาเจ้าคุณทหาร เก่งกาจเหลือเชื่อ”

พระพันปีเจฮยอนรับสั่ง ทั้งที่ยังประคองพระราชาเมืองคูซันไว้ เมื่อเข้าไปใกล้ อีจีอึนจึงได้เห็นว่าพระราชาฮยังทรงซบอยู่ที่พระอังสาของพระมารดาด้วยพระอาการไม่ปกติ พระเนตรหลับสนิท แต่พระพักตร์ขาวซีด พระโอษฐ์ซีดจนเป็นสีขาวอมม่วง ยามนั้นเองที่อีจีอึนระลึกได้ว่า พระราชาเมืองคูซันน่าจะต้องพิษบางอย่าง

อีจีอึนจึงหลุดหัวเราะเสียงดังก้องไปทั้งท้องพระโรง หญิงสาวเห็นแววตื่นตระหนกในดวงเนตรของพระพันปีเจฮยอนแวบหนึ่ง ก่อนจะเห็นว่าในพระหัตถ์ถือขวดยาไว้ เพียงไม่ถึงอึดใจ อีจีอึนก็วิ่งพรวดขึ้นไปถึงพระองค์ของพระพันปีเจฮยอน แล้วบิดข้อพระกรบอบบางนั้นอย่างแรงจนขวดยาหล่นลงพื้น

หญิงสาวแตะหาชีพจรที่พระศอของพระราชาเมืองคูซัน เมื่อไม่พบชีพจร หญิงสาวจึงชี้ปลายดาบไปทางพระพันปีเจฮยอนก่อนเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม

“ช่างเป็นพระมารดาที่รักพระโอรสเหลือเกินนะเพคะ”

พระพันปีเจฮยอนไม่รับสั่งตอบ อีจีอึนก็ไม่เอ่ยถามต่อ หญิงสาวแทงดาบเข้าไปที่ร่างของพระพันปีเจฮยอนโดยเลี่ยงจุดตาย ก่อนจะเอ่ยปาก

“แผลนี้สำหรับความผิดที่พระพันปีปลงพระชมน์พระราชาคังยอนโจ”

มีเสียงสำลักเล็กน้อยจากพระพันปีเจฮยอน เมื่ออีจีอึนดึงดาบออก หญิงสาวจึงแทงซ้ำเข้าไป และเอ่ยเรียบ

“แผลนี้สำหรับความแค้นที่พระพันปีทรงประหารครอบครัวของหม่อมฉัน”

เลือดสดๆ จำนวนมากไหลออกจากบาดแผล ย้อมฉลองพระองค์ของพระพันปีเจฮยอนให้กลายเป็นสีแดงคล้ำ อีจีอึนดึงดาบออก และแทงซ้ำไปที่ตำแหน่งหัวใจ

“แผลนี้สำหรับความผิดที่บังอาจแย่งบัลลังก์เมืองคูซันไปจากคังยูวอนจานิม”

อีจีอึนดึงดาบออกโดยไม่สนใจเลือดจำนวนมากที่พุ่งออกมาจากบาดแผล หญิงสาวจิกเส้นผมของพระพันปีเจฮยอนไว้ และออกแรงโยนร่างไร้ชีวิตนั้นออกจากบัลลังก์เมืองคูซัน ก่อนจะใช้เท้าถีบร่างของพระราชาฮยังตามลงไป

ดวงตาของหญิงสาวจับจ้องอยู่ที่ไม้สลักปิดทองคำที่อยู่เบื้องหลังบัลลังก์ หงส์เพลิงที่เป็นตราแผ่นดินเมืองคูซันส่งประกายแวววับอยู่ท่ามกลางแสงสลัว และกลิ่นคาวเลือดคนที่คลุ้งไปทั่วท้องพระโรง ในจดหมายฉบับหนึ่งที่คังยูทรงฝากมาส่งให้อีจีอึน มีเพียงข้อความสั้นๆ แต่หญิงสาวจดจำทุกสิ่งได้อย่างดี

ข้าไร้วาสนา ท่านพี่หญิงโปรดถนอมตัวให้ดี จนกว่าจะได้พบกัน

                ไหล่บอบบางของหญิงสาวสั่นน้อยๆ หยาดน้ำใสๆ เอ่อกบดวงตา ในความคิดคำนึงอันแสนสับสนของอีจีอึน หญิงสาวคิดได้อย่างหนึ่งว่า เป็นเพราะคังยูถูกชิงบัลลังก์ไป ทำให้ครอบครัวทั้งหมดของนางต้องสิ้นชีวิต และเป็นเพราะคังยูถูกชิงบัลลังก์ไป วอนจานิมที่นางรักเหมือนน้องชายแท้ๆ จึงต้องทรงยอมแพ้ต่อโชคชะตา และยอมสละบัลลังก์ เพราะไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นทรราชย์ที่ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยชัยชนะของกองทัพศัตรู

หญิงสาวเดินลงจากยกพื้นที่ตั้งบัลลังก์เมืองคูซัน และใช้ดาบตวัดตัดพระเศียรของพระราชาฮยังกับพระพันปีเจฮยอนจนขาดสะบั้น มือบางเช็ดน้ำตาจากแก้ม แล้วคว้าตะเกียงน้ำมันอันหนึ่งในโถงท้องพระโรง และโยนมันขึ้นไปบนบัลลังก์ ตะเกียงตกแตก น้ำมันภายในไหลนองพื้น เพียงพริบตาเดียว ประกายไฟก็ลุกโชติขึ้น อีจีอึนก้มลงจับเส้นพระเกศาของพระเศียรของพระราชาฮยังกับพระพันปีเจฮยอนมาถือไว้มือหนึ่ง อีกมือถือดาบเดินออกจากท้องพระโรงหลวงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้

                หญิงสาวเดินออกมาถึงบริเวณลานหน้าท้องพระโรง และพบว่ากองทัพของพระราชามินโฮยึดพระราชวังหลวงเมืองคูซันไว้ได้สำเร็จแล้ว แสงอาทิตย์เรื่อเรืองที่ปลายขอบฟ้า ดวงหน้าของอีซึงฮุนโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางดวงหน้าที่ไม่คุ้นตานับร้อยนับพัน

                “ท่านพี่หญิง”

                อีซึงฮุนตะโกนเรียกเมื่อเห็นพี่สาวของตนเองเดินออกมาจากอาคารที่ไฟกำลังลุกไหม้ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนเลือดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มือหนึ่งถือดาบ อีกมือหนึ่งถือพระเศียรของพระราชาฮยังกับพระพันปีเจฮยอนไว้

พระราชามินโฮ เสด็จนำอีซึงฮุนไปจนถึงตัวอีจีอึน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเอ่ยอย่างอ่อนล้า

                “หม่อมฉันเอาพระเศียรของพระราชาฮยังกับพระพันปีเจฮยอนมาถวายฝ่าบาทตามสัญญาแล้ว ฝ่าบาทโปรดทรงรักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้กับหม่อมฉันด้วย”

                พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์รับคำของอีจีอึน หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนทรุดลงหมดสติในอ้อมแขนของอีซึงฮุน

พระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าเต็มดวง ท้องฟ้าเหนือเมืองคูซันสว่างไสว เสียงกลองศึก เสียงสัญญาณเตือนภัยสงบลงแล้ว ธงลายหงส์เพลิงของเมืองคูซันถูกปลดลงจากแนวกำแพงเมือง มีธงลายทิวเขาสามลูกของเมืองพยองจูถูกปักขึ้นแทนที่ กองทหารเมืองพยองจูจำนวนหนึ่งถอยออกจากเมืองกลับไปพักรักษาตัวยังค่ายนอกเมือง

ม้าเร็วถือธงเมืองพยองจูจำนวนห้าตัวถูกส่งออกนอกกำแพงเมือง ม้าเร็วสี่ตัวแยกไปตามเขตต่างๆ ว่า บัดนี้พระราชาเมืองคูซัน เสวยยาพิษสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเมืองคูซันอยู่ภายใต้อาณัติของเมืองพยองจูแล้ว

 

ม้าเร็วมาถึงพระราชวังเมืองพยองจูเมื่อบ่ายแก่จวนได้เวลาปิดประตูวังในหนึ่งวันให้หลังจากที่กองทัพพระราชาเมืองพยองจูมีชัยเหนือเมืองคูซัน ทหารผู้รักษาประตูเห็นม้าเร็วที่ใช้ในราชการศึกมาถึง และแจ้งว่ามีของจากพระราชามินโฮ จะต้องนำขึ้นถวายองค์ชายคังยู ทหารรักษาประตูจึงรีบพาม้าเร็วไปเข้าเฝ้า

ขณะนั้นคังยูประทับอยู่พระองค์เดียวที่ตำหนักเขียวในเขตพระราชฐานฝ่ายหน้า เมื่อขันทีมาทูลว่ามีม้าเร็วนำของมาถวาย จึงรับสั่งให้เข้ามาเฝ้าทันที ม้าเร็วได้นำห่อผ้าที่ผูกด้วยผ้าสีดำปักลายมังกรห้าเล็บที่สงวนไว้ให้ใช้สำหรับพระราชาเท่านั้นมาถวาย คังยูทรงรับไว้ และทรงรอกระทั่งทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้ว จึงทรงแกะห่อผ้าออกด้วยพระหัตถ์สั่นเทา

ภายในห่อผ้าเป็นกล่องไม้ฝังมุกลายหงส์เพลิง ภายในกล่องเป็นตราหงส์เพลิง ทำด้วยทองคำ ซึ่งเป็นตราประจำแผ่นดินเมืองคูซันที่มีแต่พระราชาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ประทับตรานี้บนพระราชโองการต่างๆ ในห่อผ้านั้นมีกล่องไม้อีกอัน ขนาดไม่แตกต่างจากกล่องใส่ตราแผ่นดินเมืองคูซัน เมื่อคังยูเปิดออกทอดพระเนตร จึงได้เห็นตราประทับอีกอันที่ทำด้วยทองคำเช่นกัน แต่ลวดลายนั้น เป็นลายทิวเขาสามลูกของเมืองพยองจู แต่ที่แปลกตาไปคือดวงอาทิตย์ที่โดดเด่นอยู่เหนือทิวเขาสามลูกนั้น ภายในดวงอาทิตย์เป็นลวดลายหงส์เพลิงของเมืองคูซัน

ในกล่องไม้นี้ มีกระดาษจดหมายที่ลายพระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูที่คังยูจดจำได้ขึ้นใจ ข้อความในจดหมายกระชับ แต่กลับทำให้พระเนตรของคังยูรื้นขึ้น

ท่านอี และท่านหญิงอีบาดเจ็บเล็กน้อยจากการศึก แต่ได้พักสักหลายวันก็คงหายดี และจะไปพบฮยองนิมที่เมืองพยองจู ส่วนข้าไม่ได้บาดเจ็บที่ไหน ฮยองนิมวางใจได้

ตราแผ่นดินเมืองคูซัน ข้าพบจากท้องพระโรงกลาง หลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อกองทัพเมืองพยองจูบุกยึดพระราชวังหลวง ขอมอบให้ฮยองนิมรักษาไว้ สมบัติอื่นๆ ที่เป็นของราชสกุลคังของฮยองนิม ข้าได้ให้ท่านอีเป็นผู้ควบคุมทำบัญชี และจะส่งกลับไปให้ฮยองนิมเลือกไว้ก่อนว่าจะเก็บชิ้นใดไว้ แล้วจึงค่อยนำมาจัดสรร เพื่อซ่อมแซมเมืองขึ้นใหม่ เพราะประตูเมืองฝั่งตะวันตก และตะวันออกพังลงไปทั้งสองฝั่ง คงต้องใช้ทุนไม่น้อยในการฟื้นฟู

ข้าคงต้องรั้งอยู่ในเมืองคูซันอีกหลายวัน จะได้จัดการเรื่องราวทางนี้ให้เรียบร้อย ส่วนสุสานหลวงที่ฮยองนิมขอให้ละเว้นไว้นั้น ไม่มีมีส่วนใดพังเสียหาย ไว้เมื่อเรื่องต่างๆ เรียบร้อย เราค่อยมาสักการะสุสานของพระบิดา และพระมารดาของฮยองนิมด้วยกันอีกหนก็น่าจะไม่ติดขัดสิ่งใด ในระหว่างนี้ฝากฮยองนิมดูแลเจ้าก้อนต๊อก และสมเด็จแม่ด้วย

ตราแผ่นดินชิ้นใหม่ที่ข้าส่งมาให้ จะประกาศใช้ในภายหลังจากที่ข้าประกาศรวมเมืองคูซันเป็นหนึ่งเดียวกันกับเมืองพยองจูอย่างเป็นทางการ ดังนั้นแผ่นดินของฮยองนิมคือแผ่นดินของข้า แผ่นดินของข้าก็คือแผ่นดินของฮยองนิม จากนี้ เราสองจะไม่ต้องพรากจากกันอีก แม้ฮยองนิมจะไม่ได้ครองบัลลังก์เมืองคูซัน แต่ข้าก็จะมิมีวันให้ฮยองนิมด้อยกว่าผู้ใดในแผ่นดินเมืองพยองจูเช่นกัน

ฮยองนิมโปรดถนอมตัวให้ดี เพราะหัวใจของข้าฝากไว้กับฮยองนิม หากฮยองนิมเจ็บป่วยลง ข้าคงเจ็บปวดใจไปด้วย

รอยแย้มสรวลอ่อนโยน แต่มีรอยเศร้าลึกแต้มอยู่บนดวงพักตร์นวลลออของคังยูเมื่อทรงอ่านจดหมายจบ แสงโคมในห้องส่วนพระองค์สะท้อนตราแผ่นดินทองคำทั้งสองอันเป็นประกายจับตา

               

พระเสโท หมายถึง เหงื่อ

พระสุบิน หมายถึง ความฝัน

หนึ่งก้านธูปไหม้ตามหน่วยนับเวลาของจีนอยู่ที่ประมาณ 15 นาที

 

Anonym_minyon

 

Anonym’s message: มาอีกแล้วค่ะ 55 ฟิตมาก หวังว่าจะยังไม่เบื่อกันนะคะ ช่วงนี้เราขยันเขียน แม้จะไม่ได้ WFH แต่อย่างใดค่ะ 555 ตอนนี้คือตอนที่ 18 แล้ว หมายความว่า อีก 2 ตอนก็จะถึงตอนจบของเรื่องนี้แล้ว แต่...เรื่องยังไม่จบง่ายๆ แน่นอนค่ะ เพราะฉะนั้นฝากติดตามองค์ชายคังยู และพระราชามินโฮไปจนถึงตอนที่ 20 ด้วยนะคะ รับรองว่ายังต้องเอาใจช่วยกันต่อไป จนถึงตอนสุดท้ายเลยทีเดียว

สำหรับการรวมเล่ม ตอนนี้เราเริ่มตรวจ และปรับแก้เนื้อหาบางส่วนไปแล้วประมาณ 5 บท ถ้ามีใครไปย้อนอ่านจะเห็นว่าตอนที่ 1 กับ 2 ที่ออนไลน์อยู่ตอนนี้ มีการปรับแก้แล้วนะคะ และติดต่อนักวาดคือคุณ @gagoijaii ให้ออกแบบหน้าปก โปสการ์ด และที่คั่นไว้แล้วค่ะ ตอนที่ 20 เราจะแจ้งหน้าหนังสือคร่าวๆ พร้อมราคาให้ลองพิจารณา และสั่งจองกันนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม #แผนลวงวังหน้า เจอกันตอนหน้าค่ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #33 Midnight1010 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 02:42

    รออยู่น้าหลายวันแล้ว คิดถึงแล้วค่ะ
    #33
    2
    • #33-1 anonym_minyoon(จากตอนที่ 18)
      24 เมษายน 2563 / 18:14
      มาแล้วค่า พอดีช่วงนี้ยุ่งๆ เลยนานเลยค่ะ ♡
      #33-1
  2. #32 tnk_ikn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 19:22
    พระราชามินโฮนี่รักฮยองนิมของเค้ามากจริงๆ
    #32
    0
  3. #31 Midnight1010 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 19:03
    รออุดหนุนแล้วค่ะ สังหรณ์ฝั่งเมืองพยองจูยังไงไม่รู้สิคะ หรือเรากังวลเกินไป🤔
    #31
    0