[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 17 : 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 เม.ย. 63

17

 

                สายฝนหลงฤดูที่สาดกระหน่ำลงมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้ท้องฟ้าเหนือเขตนครหลวงเมืองพยองจูเป็นสีเทาซึมเซา ชาวเมืองต่างเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน เพราะเสียงกลองแจ้งสัญญาณเตือนไฟไหม้เพิ่งเงียบไปเมื่อย่ำรุ่ง รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนออกจากประตูวังหลวง วิ่งฝ่าสายฝนหนาหนักไปตามเส้นทางมุ่งสู่ทิศใต้ของเขตนครหลวง

                เมื่อรถม้าลุเข้าสู่ย่านตรอกโรงน้ำชา ซึ่งตามปกติจะมีร้านค้าแผงลอยตั้งขายของกิน ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ตลอดแนว แต่วันนี้กลับไม่มีคนค้าขายเนื่องจากฝนที่ตกหนัก และเพราะเหตุเพลิงไหม้โรงน้ำชาขนาดใหญ่ในย่านนี้ด้วย

                ชายสารถีหยุดม้าหน้าโรงน้ำชาฮงรยอน ที่บัดนี้ตัวอาคารสูงสามชั้นหายไป เหลือแต่ซากไม้เสาไม้ไหม้เกรียม และซากอาคารที่ถล่มลงมากองอยู่กับพื้น อาคารที่อยู่ติดกันทั้งสองฟากถูกเพลิงไหม้จนเสียหายไปเช่นกัน เพลิงลุกไหม้อยู่ตลอดคืนจนดับลงเมื่อรุ่งสาง เนื่องจากสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาช่วยดับความพิโรธของพระเพลิงที่เผาผลาญอาคารและชีวิตของผู้คน

                เจ้าหน้าที่กรมรักษาความสงบนครหลวง และชาวบ้านที่มาช่วยกันดับเพลิงต่างนั่งหลบฝนกันอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ หลายคนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนเขม่าควัน บางคนมีแผลถูกไฟลวกปรากฏอยู่บนเนื้อตัว คนทั้งหมดมีท่าทางอ่อนล้า เพราะไม่ได้หยุดพักกันเลยตลอดทั้งคืน

                ชายหนุ่มที่ก้าวลงจากรถม้า กางร่มกระดาษชุบน้ำมันที่ใช้กันน้ำฝนได้ ก่อนเดินฝ่าสายฝนไปช้าๆ น้ำที่เอ่อนองอยู่บนพื้นถนนเป็นสีดำเหมือนถ่าน เพราะสายฝนได้ชะเอาเศษเถ้าจากซากโรงน้ำชาฮงรยอนลงมาด้วย ฉลองพระบาท[1] ผ้าของคังยูจึงเปรอะเปื้อนน้ำ และคราบสกปรกเป็นวงใหญ่

                คิมจินอูนั่งอยู่กับพื้นบริเวณถนนหน้าโรงน้ำชาฮงรยอน เสื้อผ้าของเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ตรงปลายแขนเสื้อถูกไฟไหม้จนเป็นรอยยับย่น เมื่อมีร่มกั้นสายฝนไม่ให้ตกกระทบตัว จินอูจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำ ริมฝีปากขาวซีด และใบหน้าดูอิดโรย เมื่อเห็นดวงพักตร์ของคังยู จินอูจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบห้าว

                “ฝ่าบาท”

                “ฮยองนิม ข้าได้ข่าวตั้งแต่เมื่อคืน แต่ออกจากวังหลวงไม่ได้” คังยูย่อพระองค์ลงไปประทับนั่งในระดับสายตาของจินอู แล้วรับสั่งต่อ “พอประตูวังเปิด ข้าก็รีบออกมาทันที ทำไมท่านมานั่งอยู่ตรงนี้ เปียกชุ่มไปหมดทั้งตัว ประเดี๋ยวก็เจ็บไข้กันพอดี”

                “ฝ่าบาท ฮงรยอนติดอยู่ในกองเพลิงเมื่อคืน พวกกระหม่อมพยายามช่วยกันดับไฟ แต่ไม่สามารถทำได้ สุดท้ายจึงได้แต่กันไม่ให้เพลิงลามไปติดบ้านเรือนหลังอื่น ไฟเพิ่งมาสงบเมื่อฝนตกนี่เอง” จินอูพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ยามนี้คุณชายออมกลับไปที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวงกับท่านโนมินฮวาน ไปเอาคนมาช่วยรื้อซาก ค้นหา...”

                น้ำเสียงของจินอูขาดห้วงไป แต่คังยูเข้าพระทัยดีว่า ออมฮงชิก และผู้บัญชาการรักษาความสงบนครหลวง จะเริ่มค้นหาศพที่ติดอยู่ในซากอาคาร องค์ชายจากเมืองคูซันจึงไม่รับสั่งสิ่งใด นอกจากทรงบีบไหล่จินอูเบาๆ ทีหนึ่ง และหันรับสั่งกับสารถีรถม้าทรง กับองครักษ์ที่ติดตามมา

                “เอาพลั่วลงมาจากรถมา ระหว่างรอท่านผู้บัญชาการรักษาความสงบนครหลวง เราจะขุดกวาดซากอาคารไปพลางๆ ก่อน สารถี เจ้าเอาเสื้อผ้าแห้งที่ข้าเตรียมมา แจกจ่ายให้คนที่มาช่วยดับไฟผลัดเปลี่ยนก่อน ยายาสมุนไพรไล่ไอเย็นกันไข้ก็รินแจกจ่ายกันไป อีกประเดี๋ยวพ่อบ้านที่วังหน้า คงจะขนอาหารตามมาถึง องครักษ์จู เจ้ามาช่วยข้าก่อน”

                “พะยะค่ะ”

                หนึ่งในองครักษ์ที่พระราชาเมืองพยองจูทรงบัญชาให้ถวายอารักขาคังยูตลอดเวลา รีบหยิบพลั่วจากในรถม้าทรงออกมาถวายให้คังยู องค์ชายเมืองคูซันจับมือเย็นชืดของจินอูให้กำด้ามร่มไว้ ส่วนคังยูกับองครักษ์จูต่างถือพลั่วเข้าไปกวาดซากไม้ที่กองระเกะระกะออก ไม้บางชิ้นเป็นไม้ขื่อขนาดใหญ่ ตัวไม้ที่ถูกไฟเผามาทั้งคืนจึงยังอมความร้อนเอาไว้ เมื่อถูกสายฝนสาด ก็คายควันจางๆ กับไอร้อนออกมา

                คังยูจึงทรงระมัดระวังอย่างยิ่งขณะที่ทรงช่วยกันกับองครักษ์จู รื้อกองไม้ออก เพราะไม้ด้านล่างที่สุมทับกันไม่ถูกน้ำฝน จึงยังอมความร้อน ไม้บางท่อน ยังติดไฟระอุเป็นเหมือนก้อนถ่านแดงๆ คนที่มาช่วยดับไฟหลายคน รู้ว่าคังยูเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เมื่อเห็นคังยูทรงงานโดยไม่มีท่าทีรังเกียจความสกปรก หรือความร้อนจากเศษอาคาร ชาวบ้านจึงทำเพียงดื่มยาจนหมดจอก แต่ยังไม่รับผ้าแห้งที่สารถีรถม้านำมาแจกให้ผลัดเปลี่ยน เพราะพากันลุกไปช่วยลงมือรื้อซากอาคาร

                สารถีไปประคองจินอูให้ลุกขึ้นไปหลบฝน และรินยาสมุนไพรไล่ไอเย็นที่คังยูทรงเตรียมมาให้จินอูดื่มเข้าไปก่อน ยารสขมจัด แต่เมื่อกลืนเข้าไปแล้วกลับรู้สึกอุ่นขึ้นทั้งร่าง ทำให้จิตใจซึมเซาของจินอูค่อยๆ มีเรี่ยวแรงขึ้น ชายหนุ่มดื่มยาจนหมดจอก ก่อนจะหาพลั่วไปช่วยกวาดเศษซากอาคารเพื่อเปิดทางสำหรับค้นหาร่างคนที่ติดอยู่ภายใน

                สายฝนยังตกกระหน่ำไม่หยุดยั้ง แม้จะทำให้ทำงานได้ยาก แต่มีข้อดีตรงที่ทำให้ความร้อนในซากอาคารลดลง คังยูทรงบัญชาให้เก็บกวาดแยกเศษไม้ขนาดใหญ่ออกมากองไว้ ส่วนซากขี้เถ้า และเศษไม้ขนาดเล็กแยกไว้ฝั่งหนึ่ง ทำให้เมื่อเกวียนของพ่อบ้านวังหน้ามาถึง บริเวณหน้าโรงน้ำชาฮงรยอนที่เคยมีซากอาคารระเกะระกะก็เริ่มมีพื้นที่เปิดโล่ง

                พ่อบ้านของวังหน้าเป็นคนละเอียดรอบคอบ เมื่อคังยูทรงบัญชาให้เตรียมอาหารมาเลี้ยงคนที่ช่วยงาน ก็ได้สั่งตระเตรียมอาหารจำพวกน้ำแกงใส่เนื้อไก่ต้มร้อนๆ มาหลายหม้อ และมีข้าว กับเครื่องเคียงที่กินสะดวก นอกจากนั้นก็ยังเตรียมไม้ และผ้ามาสำหรับกั้นพื้นที่ทำเพิงเล็กๆ กันฝนมาด้วย

                เมื่อพ่อบ้านและข้ารับใช้วังหน้ากั้นเพิงเสร็จ ก็ตั้งกระถางไฟขนาดใหญ่สองกระถางใส่ฟืนให้ระอุเพื่อให้ความอบอุ่น แล้วตั้งเตาต้มอุ่นน้ำแกงขึ้นที่ถนนฝั่งตรงข้ามโรงน้ำชาฮงรยอน ชายพ่อบ้านกำกับให้ข้ารับใช้จัดการจนเรียบร้อย ก่อนจะเดินฝ่าฝนมาเฝ้าคังยูที่ยังทรงง่วนอยู่กับการรื้อกองไม้เพื่อค้นหาศพ

                “ฝ่าบาท ฉลองพระองค์ชุ่มน้ำฝนไปหมดเช่นนี้จะประชวรได้นะพะยะค่ะ”

                “ไม่เป็นไร ท่านพ่อบ้าน”

คังยูรับสั่งตอบ แล้วเงยพระพักตร์ไปหาเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวงกับชาวบ้านที่มาช่วยรื้อ และรับสั่งเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน

“ทุกท่านวางมือ แล้วไปกินข้าวเช้าเสียก่อน คุณชายคิม ท่านด้วย” คังยูรับสั่งด้วยสุรเสียงเฉียบขาด “เข้าไปพักกินข้าว แล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ผ้าชุดเก่าก็เอาไปผึ่งข้างกระถางไฟให้แห้ง พักให้เนื้อตัวอุ่นก่อน แล้วค่อยมาช่วยใหม่ คุณชายออม กับท่านโนมินฮวาน คงจวนมาถึงแล้ว”

คิมจินอูทำหน้าที่ต้อนผู้คนไปทยอยกันไปพัก แล้วจึงเดินเข้าไปใกล้คังยู และเอ่ยทูล

“ฝ่าบาทก็ทรงพักก่อนเถอะ เกิดประชวรขึ้นมา กระหม่อมจะถูกฝ่าบาทมินโฮรับสั่งกุดหัวเป็นแน่ ข้อหาที่ทำให้ฝ่าบาทประชวร”

“ข้ากินข้าวเช้ามาแล้ว ยังพอทำไหว” คังยูรับสั่ง และทรงตบบ่าคิมจินอู “ฮยองนิมไปกินข้าวเช้าเสียหน่อย งานยังมีอีกมาก อิ่มแล้วจะได้มาช่วยกัน”ถุ

บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมพยักหน้ารับ และเดินจากไปร่วมวงกินมื้อเช้า น้ำแกงไก่รสดีใส่สมุนไพรและโสม รวมทั้งใส่พริกไทยไปด้วยเพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อน เมื่อได้นั่งข้างกระถางไฟอุ่นๆ คนของหน่วยรักษาความสงบนครหลวง และชาวบ้านที่มาช่วยดับไฟทั้งคืนก็ดูมีกำลังวังชากว่าเก่า

โนมินฮวานกับออมฮงชิก คุมเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความสงนครหลวงมาอีกยี่สิบนาย และเตรียมอุปกรณ์มาช่วยรื้ออาคาร เมื่อมีคนและเครื่องมือมากพอ แม้สายฝนจะยังคงพร่างพรมไม่ขาดสาย การรื้อซากอาคารก็รุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ชายคนหนึ่งตะโกนโหวกเหวกว่าพบโครงกระดูกที่ถูกไฟเผาจนเนื้อไหม้ละลายไปเกือบหมด ทำให้เริ่มมีการไล่ค้นหาศพในบริเวณใกล้เคียง

สายฝนหยดสนิทไปเมื่อตะวันตรงหัว โครงกระดูกที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรจากกรมตำรวจนครบาลช่วยระบุว่าเป็นชายมีทั้งหมดสิบแปดร่าง และโครงกระดูกหญิงอีกหนึ่งร่าง คังยูทอดพระเนตรนิ่งๆ ส่วนโนมินฮวานถวายรายงานให้ฟังเสียงเรียบ

“หน่วยรักษาความสงบนครหลวงไล่ตามคนร้ายไปสามคนไป จับตัวได้ หลังจากสอบสวน คนร้ายสารภาพว่ามาด้วยกันยี่สิบคน เหลือรอดสามคน”

“เช่นนั้น ร่างชายคนที่สิบแปด กับหญิงอีกคนเล่า” คังยูรับสั่งถาม

“ฮงจุน กับแม่นางฮงรยอน”

ออมฮงชิกทูลตอบสั้นๆ คังยูจึงเหลือบพระเนตรไปทอดพระเนตรคิมจินอู เด็กหนุ่มรับใช้ในโรงน้ำชาที่ชื่อจุนโฮซึ่งจินอูช่วยออกมาร้องไห้เงียบๆ คังยูทรงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันไปรับสั่งกับโนมินฮวาน

“ท่านผู้บัญชาการ ข้าต้องการไปฟังการสอบสวนคนร้ายที่เหลือรอดด้วย รบกวนท่านนำทางไป” คังยูรับสั่งด้วยสุรเสียงเยียบเย็น “ทางนี้ รบกวนคุณชายคิมจินอู กับคุณชายออมฮงชิกจัดการขนซากอาคาร และทำพิธีทางศาสนาให้แก่ศพทั้งหมดด้วยแล้วกัน”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

ออมฮงชิกกับคิมจินอูรับสนองพระบัญชาของคังยูพร้อมกัน องค์ชายจากเมืองคูซันเสด็จไปขึ้นรถม้า และรับสั่งให้สารถีออกรถมุ่งหน้าไปทางสำนักงานของกรมรักษาความสงบนครหลวง

 

บรรยากาศชายแดนเมืองพยองจูกับเมืองคูซันตึงเครียด หมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นหมู่บ้านชายแดนบางหมู่บ้านถูกทิ้งร้าง เพราะราษฎรหวาดกลัวการรบที่อาจจะติดพันมาจนถึงหมู่บ้านของตน พระราชามินโฮรับสั่งให้กองทัพหลวงพักตั้งค่ายอยู่บริเวณหมู่บ้านอึงชอล ชาวบ้านที่ในหมู่บ้านนั้นไม่ได้อพยพไปที่อื่น พระราชาเมืองพยองจูจึงมีรับสั่งให้องครักษ์คิมพาชาวบ้านหลบขึ้นไปบนภูเขาใกล้ก่อนเพื่อความปลอดภัยจากภัยสงคราม ทั้งยังพระราชทานเสบียงจำนวนหนึ่งไว้ให้ด้วย

ในพลับพลาที่ประทับ พระราชาหนุ่มทรงคลี่กระดาษอ่านสารลับที่ถูกส่งมาด้วยม้าเร็วที่ออกจากเมืองหลวงตั้งแต่เช้าตรู่ คังยูทรงแจ้งเหตุฆาตกรรมและเพลิงไหม้ที่โรงน้ำชาฮงรยอน คาดว่าแม่นางฮงรยอน และฮงจุนถึงแก่ความตายในกองเพลิง พระหัตถ์ของพระราชาหนุ่มเลื่อนแผ่นกระดาษจู่กับเปลวไฟ แล้วทิ้งกระดาษนั้นลงในกระถางไฟ เฝ้าทอดพระเนตรกระทั่งกระดาษนั้นกลายเป็นธุลี

“ฝ่าบาท ตะวันตรงหัวแล้ว แต่ท่านแม่ทัพอีซึงฮุนที่เป็นทัพหน้า ยังไม่มีคำสั่งบุกเมืองชายแดนเมืองคูซันเลยพะยะค่ะ”

ขุนทหารคนหนึ่งทูลด้วยความร้อนใจ ขุนพลอีกท่านจึงเอ่ยสำทับขึ้น

“ข้าส่งคนไปสอดแนม ได้ความว่าท่านแม่ทัพอีซึงฮุนกับทหารอีกห้าสิบนาย เพียงแต่ตั้งแถวอยู่หน้ากำแพงเมืองในระยะห่างเกินวิถีลูกธนูจะยิงถูก ทหารราบที่จะบุกทะลวงประตูเมืองร้อยนาย ยังได้รับคำสั่งให้รั้งไว้ที่ห่างออกมาพอควร ฝ่าบาท โปรดมีรับสั่งให้เคลื่อนทัพด้วยพะยะค่ะ”

พระราชาเมืองพยองจูทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทอดพระเนตรสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเหล่าแม่ทัพที่เข้ามาเฝ้าภายในพลับพลาที่ประทับ แล้วรับสั่งเรียบๆ

“รอดูไปก่อน”

 

พลธนูบนเชิงกำแพงเขตชายแดนเมืองพยองจู มองกองทหารเพียงหยิบมือเดียวที่ตั้งแถวอยู่ห่างออกไปเกินระยะวิถีลูกศรจะยิงถึงมาตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งตะวันตรงหัว ฝ่ายศัตรูที่ชูธงเขียนลายภูเขาสามลูกของเมืองพยองจูก็ยังไม่มีท่าทีจะเคลื่อนพล นอกจากยืนม้าตั้งกระบวนแถวอยู่เฉยๆ

ขุนนางที่เป็นผู้ควบคุมเมืองเขตชายแดนนี้ เป็นพระญาติของพระพันปีเจฮยอน สกุลอี ชื่ออีบยองยัง ชายวัยกลางคน รูปร่างค่อนข้างอ้วน หอบหายใจอย่างแรง เมื่อเดินขึ้นบันไดที่ทั้งสูง และชันขึ้นมาสังเกตการณ์แถวทหารของอีซึงฮุนที่ยืนม้าอยู่ด้วยความกังวล เขาส่งสารขอความช่วยเหลือไปถึงเขตนครหลวงตั้งแต่ได้ยินข่าวศึก พระพันปีเจฮยอนส่งทหารสองร้อยนายมาช่วยตรึงกำลัง คุ้มกันเมืองชายแดนจากกองทัพ อีบยองยังจึงกระจายทหารไปคุมประตูเมืองทิศใต้หนึ่งร้อยนาย และให้ประจำที่ประตูทิศเหนือนี้อีกร้อยนาย

แต่อีบยองยังได้ข่าวมาว่า พระราชาซงมินโฮทรงนำทัพหลวงมาด้วยทหารสองพันกว่านาย และลูกพี่ลูกน้องของเขาที่คุมเขตชายทะเลก็ส่งข่าวมาว่า กองเรือหลวงของพยองจูกว่าร้อยลำ ตรึงกำลังลาดตระเวนอยู่ไม่ห่างจากน่านน้ำของเมืองคูซัน ในขณะที่กองเรือหลวงเมืองคูซันนั้นมีเรือไม่ถึงห้าสิบลำเสียด้วยซ้ำ

ชาวเมืองชายแดนแห่งนี้ ต่างพากันอพยพไปเมืองหลวงตั้งแต่มีข่าวศึก ในเมืองจึงเหลือแต่ทหารสองร้อยนายที่ป้องกันเมือง เจ้าเขตเมืองชายแดน และขุนนางอีกไม่กี่คน ชาวบ้านที่เหลือ ก็เป็นเพียงพวกขอทาน คนแก่ที่ไม่มีลูกหลาน หรือคนป่วยหนักเท่านั้น

เมื่อตะวันตรงหัว อีบยองยังได้ยินเสียงหวีดแหลม คล้ายเสียงร้องของนกเหยี่ยวดังมาจากฝั่งของศัตรู ทหารที่ประจำบนเชิงเทินต่างแหงนหาเหยี่ยว แต่ไม่เห็นแม้แต่เงา ท่ามกลางความสับสน ธนูจำนวนมากก็ถูกยิงเข้าใส่ทหารหลายคนที่ประจำอยู่ที่เชิงเทิน จนบางคนล้มลงร่วงตกสู่พื้นดิน อีบยองยังกับอาลักษณ์คนสนิททรุดตัวลงหมอบแนบพื้นเพื่อหลบลูกธนู ทำให้ถูกร่างไร้วิญญาณของทหารที่ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษล้มทับ

ขุนนางผู้ใหญ่เบ้หน้าเมื่อเลือดคนตายเปรอะเปื้อนชุดผ้าไหมชั้นดี ทหารที่เหลือในเขตกำแพงเมืองพยายามค้นหามือธนู แต่ไม่พบ เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะ และเสียงต่อสู้กันด้วยอาวุธดาบ เพราะคนเพียงไม่ถึงยี่สิบคน วิ่งเข้าไล่ฆ่าฟันทหารที่ด้านล่างเชิงเทินอย่างไม่คิดชีวิต

อาลักษณ์คนสนิทพยายามช่วยอีบยองยังให้ลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนี หลังจากที่เห็นด้านล่างมีการต่อสู้กันอย่างตะลุมบอน ฝ่ายที่ผูกผ้าดำไว้ที่แขนกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงไปทางประตูเมือง เสียงกลองเตือนภัยที่ประตูเมืองที่ถูกโจมตีดังขึ้นท่ามกลางความอลม่านนั้น ทหารรักษาประตูเมืองพยายามต่อสู้ แต่กลับถูกฝ่ายที่ผูกผ้าดำไว้ที่แขนสังหารจนสิ้น

อีซึงฮุนที่ยืนม้าคอยอยู่ มองเห็นประตูเขตเมืองชายแดนค่อยๆ แง้มออก ก่อนจะเห็นร่างหนึ่งบนเชิงเทิน ใช้ผืนธงลายหงส์เพลิงของเมืองคูซันจุดกับกระถางไฟ แล้วโบกธงที่ติดไฟนั้นสามครั้ง

ดาบที่อีซึงฮุนคล้องไว้ข้างกายถูกดึงออกจากฝัก แม่ทัพหนุ่มตวัดดาบไปข้างหน้า และตะโกนเสียงสนั่น

“บุกได้!

อึดใจเดียวเท่านั้น เสียงฝีเท้าม้าทั้งห้าสิบตัวก็กระแทกพื้นดินดังสนั่น ประตูเขตชายแดนเมืองคูซันถูกเปิดออกกว้าง เมื่อขบวนม้าผ่านซุ้มประตูไป การต่อสู้เป็นไปอย่างเข้มข้น ทหารที่เหลือของเมืองคูซันบางส่วน วิ่งขึ้นบนเชิงเทิน และพยายามยิงธนูใส่ศัตรู ทำให้ทหารที่มากับอีซึงฮุนบาดเจ็บไปหลายนาย

คนที่จุดไฟให้สัญญาณรบนั้นวิ่งไล่ล่าอีบยองยัง และอาลักษณ์คนสนิทไปตามแนวเชิงเทิน เจ้าเขตชายแดนเมืองคูซันล้มลงเมื่ออาลักษณ์ถูกฟันจากด้านหลังจนสิ้นชีพ ชายวัยกลางคนพยายามกระเสือกกระสนหนีเท่าที่ร่างจะอำนวย แต่ไม่เป็นผล เพราะผมถูกกระชากอย่างแรงจนใบหน้าแหงนหงาย คนที่ประทุษร้ายเอ่ยถามเสียงเหี้ยมเกรียม

“จะไปไหนเล่า ท่านเจ้าเขต”

“ปล่อยข้าไปเถอะ” อีบยองยังระล่ำระลัก “ข้า... ข้าเป็นพระญาติพระพันปี ถ้าเจ้าทำร้ายข้า เจ้าจะโดนประหารแน่”

“โอ!

คนที่กุมตัวเจ้าเมืองไว้อุทานเหมือนตกอกตกใจ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากผมของชายวัยกลางคน มือข้างที่ถือดาบของคนผู้นั้น ดึงผ้าที่คาดบังใบหน้าลง เผยให้เห็นดวงหน้างดงามอ่อนเยาว์ของหญิงสาว อีจีอึนยิ้มเย็นก่อนเอ่ยถาม

“จำข้าได้หรือไม่”

“ท่านหญิงอี” อีบยองยังพูดเสียงเบาหวิวเมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายอย่างถนัด เหงื่อมากมายไหลท่วมทั่วตัว “ไว้ชีวิตด้วย”

“เมื่อครู่ เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นพระญาติพระพันปีหรือ” อีจีอึนพูดเสียงเหี้ยมเกรียม “ดีทีเดียว ข้าตั้งปณิธานไว้ ว่าจะสังหารพวกสุนัขสกุลอี แห่งองซานของพระมเหสีเจฮยอนให้หมดทุกคน เพื่อเซ่นสรวงแก่ดวงวิญญาณคนในสกุลอี แห่งจงโนของข้า เช่นนั้น เจ้าเป็นคนแรกเลยแล้วกัน”

อีจีอึนกระชากร่างของอีบยองยังให้กระแทกกับขอบเชิงเทิน ขุนนางผู้ใหญ่จึงได้เห็นว่าเบื้องล่าง แม่ทัพอีซึงฮุน และกองทหารม้ากำลังเข่นฆ่าทหารที่เข้ามาปะทะอยู่ แต่อีบยองยังมองได้ไม่นานนัก เพราะถูกฝ่าเท้าของอีจีอึนกระแทกลงอย่างแรงที่กลางหลัง ก่อนจะมีเสียงวัตถุแหวกอากาศ

ศีรษะของอีบยองยังร่วงลงไปสู่การต่อสู้เบื้องล่าง แต่ร่างไร้ศีรษะบนเชิงเทินสั่นกระตุกเหมือนยังมีชีวิต เลือดไหลพุ่งกระเซ็นไปทั่วบริเวณราวกับน้ำพุที่เหนียวข้น อีจีอึนใช้หลังมือปาดเลือดที่กระเซ็นมาถูกข้างแก้ม ก่อนพูดกับตนเอง

“เลือดสุนัขสกุลอี แห่งองซานนี่ เหม็นคาวจริงๆ”

หญิงสาวตวัดดาบฟันทหารเมืองคูซันคนหนึ่งบนเชิงเทิน เมื่อเห็นว่าไม่เหลือผู้ใดรอดบนเชิงเทินแล้ว อีจีอึนจึงยิงพลุนัดหนึ่งขึ้นท้องฟ้า เพียงไม่ถึงอึดใจก็ได้ยินเสียงอึกทึกมาจากชายป่า กองหนุนเมืองพยองจูหนึ่งร้อยนาย วิ่งดาหน้าเข้ามาช่วยกองหน้าของอีซึงฮุน ที่ยังต่อสู้ติดพันกับทหารเมืองคูซัน อีจีอึนวิ่งลงจากเชิงเทิน และพุ่งไปช่วยน้องชายฝาแฝดที่บัดนี้ลงจากหลังม้ามาต่อสู้แล้ว สองพี่น้องต่างระวังภัยให้กันและกัน ไม่นานนัก ทหารราบเมืองพยองจูก็บุกเข้ามาสมทบ

ตะวันกล้าอยู่กลางฟ้า กระทั่งบ่ายคล้อย เสียงต่อสู้จึงค่อยสงบลง จึงมีม้าเร็วนายหนึ่งถือธงตราประจำเมืองพยองจูวิ่งผ่านลานสมรภูมิ มุ่งตรงไปยังค่ายหลวงของพระราชาซงมินโฮ

 

โนมินฮวานเคยนึกสงสัยว่า เหตุใดจึงเป็นที่เล่าลือกันว่าพระราชาเมืองพยองจูโปรดองค์ชายยูจากเมืองคูซันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครบาลเห็นว่า คังยูเป็นองค์ชายที่ไม่ถนัดการรบ และยังทรงรับตำแหน่งขุนนางกับกรมราชบัณฑิต พระราชามินโฮอาจจะโปรดปรานความเฉลียวฉลาดก็เป็นได้

แต่วันนี้หลังจากจัดการสถานที่เกิดเหตุ องค์ชายคังยูเสด็จมาที่หน่วยรักษาความสงบนครบาลพร้อมกับตน หลังจากเสด็จไปสรงน้ำ เปลี่ยนฉลองพระองค์ และเสวยยาไล่ไอเย็น กันไข้หนาวแล้ว ก็เสด็จลงมาประทับเป็นประธานในการทรมานนักโทษทั้งสามคนที่จับได้ด้วยพระองค์เอง

การทรมานเพื่อให้รับสารภาพในชั้นแรกนั้นเป็นการหนีบเท้าด้วยไม้ซีกขนาดใหญ่จนกระทั่งคนร้ายทนไม่ไหว โนมินฮวานสังเกตเห็นว่าคังยูประทับทอดพระเนตรนิ่งๆ แม้กระทั่งยามที่ได้ยินเสียงกระดูกเท้าคนร้ายถูกหนีบแตกก็ยังมีสีพระพักตร์เป็นปกติ

“พอก่อน” คังยูรับสั่งขึ้นเรียบๆ “พวกเจ้ามาจากไหน”

ไม่มีคำตอบ มีแต่เพียงเสียงครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดจากคนร้าย โนมินฮวานสังเกตเห็นสีพระพักตร์ของคังยูยังคงเป็นปกติ เมื่อรับสั่งถามต่อ

“ท่านผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครบาล นอกจากหนีบเท้าแล้ว ท่านมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ ข้าไม่ชอบเสียงกระดูกแตก มันหนวกหู”

“เอ่อ มีพะยะค่ะ” โนมินฮวานทูลตอบอย่างอึกอัก “ยังมีอีกหลายวิธี ก็มีเลาะหนังตรงนิ้วมือ ถลกออก และราดน้ำเกลือ ค่อยๆ ทำไปทีละนิ้วๆ จนกว่าจะรับสารภาพ ส่วนใหญ่คนที่ถูกทรมานเช่นนี้ มักจะพิการ ใช้งานนิ้วมือไม่ได้อีก...”

“เอาวิธีนี้แล้วกัน ลงมือได้”

คังยูรับสั่งขึ้นทั้งที่โนมินฮวานยังเอ่ยทูลไม่จบ เจ้าหน้าที่จึงลงทัณฑ์ตามรับสั่ง ทั่วคุกใต้ดินมีแต่เสียงกรีดร้องโหยหวน และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง นักโทษรายหนึ่งถึงกับหมดสติไป คังยูจึงรับสั่งเรียบๆ

“หมดสติเสียแล้ว เอาน้ำสาดให้ตื่น แล้วลงโทษต่อไป”

ยามนี้แม้กระทั่งโนมินฮวาน ก็รู้สึกคร้ามเกรงต่อความดุดันภายใต้สีพระพักตร์เรียบๆ ของคังยู เมื่อถลกหนังนักโทษเสร็จไปนิ้วหนึ่ง คังยูจึงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงให้หยุด และรับสั่งถาม

“พวกเจ้ามาจากไหน”

“แคว้นฉิน” นักโทษคนที่สลบไปเมื่อครู่เอ่ยอย่างอ่อนแรง

“อ้อ! แคว้นฉิน ทหารรับจ้างหรือ” คังยูรับสั่งถามเรียบๆ ชายผู้นั้นจึงพงกศีรษะเป็นเชิงรับ “ใครจ้างมา”

“อิมซึงจุน”

“อิมซึงจุน” คังยูรับสั่งทวนชื่อเบาๆ ก่อนจะรับสั่ง “มีพวกเจ้าในเมืองกี่คน”

“ประมาณสองร้อย ตอนนี้กระจายอยู่ทั่วเมือง มีบางส่วนอยู่ในวังหลวงด้วย ปลอมตัวเป็นทหารยาม”

“อ้อ! เก่งกาจทีเดียว”

คังยูรับสั่งเบาๆ แล้วหันไปรับสั่งกับโนมินฮวานโดยตรง

“ท่านผู้บัญชาการ ข้าเสร็จธุระกับคนพวกนี้แล้ว ท่านจัดการส่งกลับไปให้ท่านอดีตเสนาผู้เฒ่า อิมซึงจุนก็แล้วกัน”

“ส่งอย่างไรหรือฝ่าบาท”

คังยูทรงหยุดทอดพระเนตรผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครบาลหน่อยหนึ่ง ก่อนจะแย้มสรวลโดยไม่รับสั่งสิ่งใด

 

กองทัพหลวงของพระราชาซงมินโฮเคลื่อนพลเข้ายึดเขตชายแดนเมืองคูซัน เจ้าเขตชายแดนถูกอีจีอึนสังหาร ทหารสองร้อยนายที่รักษาเมือง เหลือรอดเพียงสิบห้านาย ที่เหลือล้วนตายในสนามรบทั้งหมด ทหารของอีซึงฮุนสิ้นชีพไปห้านาย แต่ทหารกองหนุนของเมืองพยองจูมีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บ พระราชามินโฮไม่ได้มีรับสั่งให้หยุดพัก แต่กลับรับสั่งให้เคลื่อนพลต่อไป เพื่อเข้าไปให้ใกล้เขตนครหลวงยิ่งกว่าเก่า

เช้าตรู่วันถัดมา กองทหารนับพันของพระราชาเมืองพยองจูก็เคลื่อนเข้าประชิดเมืองที่ต่อจากเมืองชายแดน หากพิชิตเมืองนี้ได้ เดินทางข้ามเมืองอีกเพียงสองเมือง ก็จะลุเข้าสู่เขตนครหลวงเมืองคูซัน

เขตเมืองนี้มีเชิงเทินประตูเมือง และวางกำลังป้องกันเมืองอย่างแน่นหนา ในกระโจมที่ประทับของพระราชาเมืองพยองจูจึงมีขุนทหาร อีซึงฮุน และอีจีอึนสองพี่น้องเข้าเฝ้าอยู่

“เขตพุลซันนี้มีการป้องกันเข้มแข็งกว่าเขตชายแดนอย่างซกซันนัก” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง ก่อนทอดพระเนตรไปทางขุนทหาร “พวกท่านคิดว่าเราจะหักเอาเมืองนี้มาได้อย่างไร”

“แผนการเดิมที่ส่งคนบุกเข้าไปเปิดประตูเมืองคงทำไม่ได้แล้ว” ขุนทหารคนหนึ่งของพยองจูเอ่ยทูลขึ้น อีจีอึนเลิกคิ้วอย่างเบื่อหน่าย ก่อนเอ่ยปาก

“ทำไมไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะพุนซันเป็นเมืองใหญ่ มีเจ้าเขตที่เชี่ยวชาญการรบ ทั้งชัยภูมิของเมืองยังดีมากด้วย”

อีซึงฮุนเห็นแม่ทัพเมืองพยองจูทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจจึงเอื้อมมือไปจับข้อมือพี่สาวเป็นเชิงให้หยุดพูด หญิงสาวจึงเงียบไปไม่ต่อคำ พระราชามินโฮทอดพระเนตรเหตุการณ์โดยตลอด จึงรับสั่งขึ้น

“ต่อให้ทำได้ ข้าก็ไม่ส่งกองกำลังของท่านแม่ทัพอีซึงฮุน และท่านหญิงอีจีอึนไปเป็นทัพหน้าอีก มันเสี่ยงเกินไป สายของเรารายงานว่ามีทหารคุ้มกันเมืองอยู่ถึงห้าร้อยนาย ข้าลองตรองดูแล้ว เขตพุนซันตั้งอยู่บนเนินเขา เรามาประชิดเมืองเช่นนี้ นับว่าเสียเปรียบหลายส่วน ยิ่งถ้าหักเอาเมืองไม่ได้ภายในเร็ววัน ก็อาจจะถูกโจมตีได้ง่าย”

“เช่นนั้นกระหม่อมเห็นว่าเราควรรุกเข้าไปทำลายประตูเมืองให้ได้ไวที่สุดพะยะค่ะ”

ขุนทหารสูงวัยเอ่ยทูลพระราชาเมืองพยองจู พระราชามินโฮทรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนรับสั่ง

“พวกท่านลองเสนอหนทางทำลายประตูเมืองมาดูที ข้าจะลองพิจารณาดู ว่าวิธีไหนที่เสี่ยงน้อยที่สุด”

 

                พ่อบ้านใหญ่ของจวนอดีตเสนาบดีกรมคลังเมืองพยองจูหัวเสียตั้งแต่เช้าตรู่ เนื่องจากบ่าวรับใช้ได้เข้าไปเรียกให้มาดูห่อของที่ถูกคนนำมาวางไว้หน้าประตูจวนในช่วงที่คนเฝ้ายามไม่ทันสังเกต พวกบ่าวไม่กล้าเปิด เพราะของห่อผ้าไหมอย่างดี ผูกปมและผนึกปมเชือกมัดด้วยดินเหนียว กระดาษเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่าส่งให้อิมซึงจุน

                พ่อบ้านจึงให้บ่าวไพร่ช่วยกันยกกล่องไปข้างใน ขณะนี้เป็นเวลาหลังจากที่ท่านเจ้าบ้านรับมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เมื่อพ่อบ้านยกของเข้ามา อิมซึงจุนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

                “ห่ออะไร”

                “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยไม่ทราบ แต่ของถูกวางไว้หน้าจวน ข้าน้อยเห็นมีจดหมายระบุว่าเป็นของใต้เท้า และยังห่อไว้แน่นหนา จึงไม่กล้าถือวิสาสะเปิด”

                “ยกเข้ามา”

                ห่องของทั้งสามห่อถูกยกไปวางตรงหน้าอิมซึงจุน และท่านหญิงภรรยา อดีตเสนาบดีผู้ใหญ่จึงเอ่ยปากบอกให้ภรรยาช่วยแกะห่อหนึ่ง ส่วนตนแกะอีกห่อออก ท่านหญิงภรรยาแกะผ้าออก และเปิดกล่องลงรักในห่อผ้านั้นออก ก่อนหวีดร้องสุดเสียง และผลักกล่องออกห่างจากตัวสุดแรงจนของที่อยู่ในกล่องไม้กลิ้งหล่นออกมา พ่อบ้านที่ตามปกติระมัดระวังกริยาอย่างยิ่ง เมื่อเห็นของที่หล่นออกมาจากกล่อง ก็ส่งเสียงสบถลั่น

                ศีรษะมนุษย์สามคนถูกส่งมาในกล่องไม้นี้โดยไม่มีผู้รู้เห็น

                อิมซึงจุนกัดฟันกรอดเมื่อเห็นใบหน้าคุ้นตาของทหารรับจ้างแคว้นฉินที่ส่งไปจัดการโรงน้ำชาฮงรยอนเมื่อคืนนี้ แม้จะได้ข่าวว่าฮงรยอนตายในกองไฟ แต่กลับไม่นึกว่าจะถูกย้อนรอยส่งหัวของทหารรับจ้างที่รอดจากกองเพลิงกลับมาเช่นนี้ ศีรษะไร้ชีวิตนี้เป็นการประสาทสงครามอย่างชัดเจนว่า ทุกการกระทำของอิมซึงจุน มีผู้รู้เห็นอยู่ตลอดเวลา

                อดีตขุนนางผู้ใหญ่กำมือแน่น จนเห็นเส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือ

 

                หลังจากไฟไหม้โรงน้ำชาฮงรยอนสี่วัน คังยูก็ได้รับข่าวศึกจากพระราชาเมืองพยองจู เนื้อความในสารนั้นรวบรัด แต่เก็บความทั้งหมดมาว่า หลังจากอีซึงฮุนและอีจีอึนพากองทัพผ่านเข้าเขตซกซันแล้ว พระราชาเมืองพยองจูก็ทรงนำทหารบุกเข้าไปทำลายประตูเมืองพุลซันที่อยู่ถัดมา และได้ชัยชนะการศึก ขณะนี้กองทัพหลวงกำลังมุ่งหน้าเข้าไปเพื่อยึดนครหลวงเมืองคูซัน ส่วนกองทัพเรือเมืองพยองจูได้รุกเข้าไปในน่านน้ำคูซัน และตีกองเรือคูซันจนแตกพ่ายไปแล้ว

                คังยูประทับนิ่งๆ ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างห้องบรรทมในตำหนักเขียวครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงพับกระดาษของพระราชาเมืองพยองจูเก็บใส่กล่อง และทรงวางลูกสนลูกเล็กๆ ที่พระราชาเมืองพยองจูส่งมาด้วย ถ้อยความส่วนท้ายที่พระราชาซงมินโฮทรงเขียนมานั้นยังย้อนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในพระทัย

ลูกสนภูเขานี้เก็บมาจากระหว่างทางเดินทัพ ท่านแม่ทัพอีซึงฮุนแนะนำจุดที่พักกองทัพหลังออกจากเมืองพุลซันมาราวสิบลี้ และบอกว่า ฮยองนิมเคยหยุดพักที่นี่เช่นกันเมื่อเดินทางไปพยองจู ท่านแม่ทัพอีว่า ฮยองนิมชอบลูกสนที่นี่เป็นพิเศษ ถึงกับเก็บติดตัวไปพยองจูด้วย ข้าเห็นเข้าจึงเก็บฝากส่งฮยองนิม แทนความคิดถึงจากข้า

รอยแย้มสรวลบางๆ ยังแต้มอยู่บนพระโอษฐ์เมื่อฮวันซังกุงอุ้มรัชทายาทเมืองพยองจูเข้ามาเฝ้า คังยูรับสั่งกับองค์ชายยองที่ทรงแย้มสรวลกว้าง และอ้าพระกรเพื่อขอให้คังยูอุ้ม

“วอนจานิม เสด็จมาเล่นเป็นเพื่อนกระหม่อมแล้วหรือ”

คังยูรับสั่งถามเมื่อทรงรับองค์ชายยองมาจากฮวันซังกุง ซังกุงผู้ใหญ่ปิดประตูห้องบรรทม ก่อนเดินมานั่งชิดพระแท่นที่คังยูประทับอยู่ และทูลถามด้วยความร้อนใจ

“ฝ่าบาท ได้รับจดหมายจากฝ่าบาทมินโฮหรือเพคะ”

“ใช่”

“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ”

“กองทัพเมืองพยองจูอยู่ระหว่างทางไปนครหลวงเมืองคูซัน”

“แล้วจะไม่เป็นไรหรือเพคะ”

คังยูทรงละสายพระเนตรจากองค์ชายยองที่ทรงคลานเล่นอยู่บนเบาะเหนือพระแท่น ไปทอดพระเนตรฮวันซังกุงที่ดูเป็นกังวล องค์ชายจากเมืองคูซันทรงแย้มสรวล และรับสั่งถามอย่างอ่อนโยน

“อะไรไม่เป็นไรหรือ ฮวันซังกุง”

“โธ่! ฝ่าบาทก็ ถ้าฝ่าบาทมินโฮทรงยึดเมืองคูซันได้ ฝ่าบาทจะทำอย่างไรล่ะเพคะ”

“ก็ไม่ทำอย่างไร ก็อยู่ไปอย่างนั้นเอง” คังยูรับสั่งเรียบๆ พลางใช้พระดรรชนีเขี่ยปรางแก้มกลมยุ้ยขององค์ชายยอง “ข้ากลับไปครองบัลลังก์หลังจากฝ่าบาททรงยึดเมืองคูซันไม่ได้หรอกฮวันซันกุง ถ้าฝ่าบาททรงมีชัยเหนือเมืองคูซันแล้ว ข้าคิดว่าทรงวางแผนจะให้คูซันกลายเป็นเขตหนึ่งของเมืองพยองจู ก่อนเสด็จไปศึก เคยเห็นทรงร่างตราแผ่นดินใหม่ไว้แล้ว”

“แล้วฝ่าบาทไม่เป็นไรแน่หรือเพคะ ฝ่าบาททรงมุ่งมั่นเพื่อจะกลับไปครองเมืองคูซันมาเสมอ”

“ข้าไร้วาสนาเสียแล้วล่ะฮวันซังกุง”

“ฝ่าบาท”

ฮวันซังกุงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก คังยูจึงหันไปทอดพระเนตรอีกหน และพบว่าดวงตาของซังกุงผู้ใหญ่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ คังยูจึงลดพระองค์จากพระแท่นลงมาประทับบนพื้นข้างฮวันซังกุง และทรงโอบฮวันซังกุงเอาไว้ในอ้อมพระกร แล้วรับสั่งเย้าเบาๆ

“ดูสิ ร้องไห้เป็นเด็กๆ เสียแล้ว เมื่อก่อนข้าร้องไห้ทีไร ถูกฮวันซังกุงดุทุกที”

องค์ชายยองทรงคลานมาใกล้ และทอดพระเนตรคังยูกับฮวันซังกุงด้วยพระเนตรใสแจ๋ว คังยูจึงทรงอุ้มองค์ชายยองมาประทับบนพระเพลา แล้วรับสั่งปลอบใจฮวันซังกุง

“อย่าสงสารข้าเลยฮวันซังกุง อยู่ที่นี่ ข้าก็มีฮวันซังกุง มีฝ่าบาท มียองวอนจานิมด้วย”

ฮวันซังกุงปาดน้ำลวกๆ และพยายามหยุดร้องไห้ คังยูจึงแย้มสรวลให้น้อยๆ แล้วหันไปอุ้มองค์ชายยองไปทอดพระเนตรของเล่นที่ทรงเตรียมเอาไว้ให้ เสียงรับสั่งอ่อนโยน สลับกับเสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กน้อย ทำให้ฮวันซังกุงต้องพยายามข่มความรู้สึกในใจ

แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามาในห้องบรรทมของคังยู สะท้อนคังฉ่องสำริดที่วางไว้มุมห้อง ทำให้เห็นภาพองค์ชายเมืองคูซันกำลังทรงยกองค์ชายยองขึ้นสูง เพื่อเล่นให้องค์ชายตัวน้อยสรวลเสียงดังกว่าเก่า

 

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: มาแล้วค่ะ ตอนที่ 17 แล้ว เหลืออีก 3 ตอนเท่านั้น #แผนลวงวังหน้า ก็จะจบแล้วค่ะ ขอบคุณที่ทุกคนมีความสุขกับฟิคนะคะ เราจะอัพเดทเรื่องรูปเล่มให้เรื่อยๆ หลังจากนี้ค่ะ

เจอกันตอนหน้านะคะ :)



[1] ฉลองพระบาท หมายถึง รองเท้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #30 tnk_ikn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 00:10
    ตอนนี้เศร้ามากเลยค่ะㅜ_____ㅜ หน่วงใจมาก เรื่องการรบดูจะไปได้ดีแต่เรื่องที่พระนครเกิดการสูญเสียขึ้นเยอะมากในตอนนี้ แต่แปลกใจและตกใจที่ได้เห็นคังยูในมุมที่จริงจังแบบนี้ มันตื่นตันที่เค้าสามารถทำหน้าที่ดูแลคนในวังและชาวบ้านได้ดีมากๆ จินตนาการได้เลยว่าถ้าได้เป็นพระราชา คังยูจะต้องเป็นพระราชาที่มีแต่คนรักแน่ๆ
    #30
    0
  2. #29 Midnight1010 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 16:00
    พระราชาไปรบ ส่วนศึกที่วังหน้าที่องค์ชายคังยูสินะ ร่วมด้วยช่วยกันแบ่งหน้าที่กันเนอะ ดูแลตัวเองกันดีดีนะ
    #29
    0