[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 16 : 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 มี.ค. 63

16

 

                คังยูตื่นบรรทมตั้งแต่แสงแรกยังไม่แรจับขอบฟ้า องค์ชายหนุ่มเสด็จออกจากห้องบรรทม ไปยังห้องพักของอีซึงฮุนที่จัดไว้ทางปีกขวาของเขตพระตำหนักส่วนใน อากาศเย็นของต้นฤดูใบไม้ร่วงทำให้คังยูต้องทรงกระชับเสื้อขนคลุมขนสัตว์ที่ทรงอยู่ให้แน่นขึ้น เมื่อไปถึงหน้าห้องพักของอีซึงฮุน ก็เห็นแสงตะเกียงวาววาม ทำให้รู้ว่าเจ้าของห้องตื่นแล้วเช่นกัน

                พระหัตถ์ขาวนวลยกขึ้นเคาะหน้าบานประตูเบาๆ ก่อนจะรับสั่งเรียก

                “ท่านอี ข้าเอง”

                เสียงกุกกักในห้องดังแว่วมาก่อนบานประตูจะเลื่อนเปิดออก อีซึงฮุนยืนอยู่หลังบานประตู แต่งกายเตรียมพร้อมออกรบเกือบเสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงชุดเกราะที่ยังไม่ได้สวม

                “วอนจา ใยจึงตื่นบรรทมไวนัก ยังไม่รุ่งสางเลย”

                “ท่านอีก็ตื่นแล้วนี่นา ขอข้าเข้าไปในห้องหน่อย”

                อีซึงฮุนเบี่ยงกายหลบให้คังยูเสด็จเข้าไปในห้อง และผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญให้คังยูประทับที่ชุดเก้าอี้รับแขกในห้อง เมื่อคังยูประทับบนเก้าอี้แล้ว อีซึงฮุนจึงรินน้ำชาและเลื่อนถ้วยชาร้อนหอมกรุ่นมาตรงเบื้องพระพักตร์คังยู

                “วันนี้กองทัพหลวงออกเดินทางแล้ว” คังยูรับสั่งก่อนยกถ้วยชาขึ้นเสวย และรับสั่ง “ตกลงว่าฝ่าบาทมินโฮ ให้ท่านอีนำทัพหน้าหรือ”

                “พะยะค่ะ วอนจา”

                “ท่านอี ข้าไม่ใช่วอนจาอีกต่อไปแล้ว”

                คังยูรับสั่งเรียบๆ สายตาของอีซึงฮุนมองสำรวจดวงหน้าที่คุ้นตา และรู้สึกว่าเวลาเกือบปีที่ไม่พบกัน คังยูดูเจริญชันษาขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่ ดวงพักตร์ที่เคยอ่อนหวานร่าเริงอยู่เป็นนิตย์นั้น บัดนี้กลับดูเคร่งขรึมกว่าเก่า

                “หากฝ่าบาทมินโฮทรงมีชัยเหนือเมืองคูซันคราวนี้ บัลลังก์คงว่างลง”

                “ท่านอีคิดเช่นนั้นหรือ”

                อีซึงฮุนไม่ตอบ แต่ส่ายหน้าเบาๆ คังยูแย้มสรวลเศร้าๆ ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงราบเรียบเช่นเดิม

                “ข้าคิดว่า ฝ่าบาทมินโฮมีรับสั่งให้ท่านอีเป็นทัพหน้า และทรงคุมกองทัพหลวงเสด็จไปทำศึกในครานี้ คงไม่ปล่อยให้พวกขององค์ชายฮยังรอดไปได้ และคงจะบดขยี้นครหลวงเมืองคูซันจนราบแน่” คังยูทอดพระเนตรใบหน้าของอีซึงฮุน “ท่านอีได้โปรดให้ฝ่าบาทมินโฮทรงละเว้นการเผาทำลายสุสานหลวงด้วย

                “วอนจา มิคิดจะกลับไปครองบัลลังก์เมืองคูซันหรือ”

                “เมืองพยองจูคิดรวบกินเมืองคูซันไว้เป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่แผ่นดินก่อน ทูลกระหม่อมพ่อของข้า ทรงยอมเสียเปรียบแต่ต้นมือ ยอมรับไมตรีเพื่อรักษาเมืองคูซันไว้ แต่คราวนี้ฝ่าบาทมินโฮทรงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำศึก เพราะองค์ชายฮยังทรงประหารทหารเมืองพยองจูถึงยี่สิบนาย ทั้งยังขับไล่ราชทูตอีก แม้จะไม่รับสั่ง แต่ข้าก็รู้ว่าทรงหมายจะรวมสองเมืองเข้าด้วยกันหลังจากศึกนี้ เพราะหากอาณาเขตของพยองจูขยายไปถึงน่านน้ำของคูซันได้ กรมท่าของพยองจู จะเก็บกินผลประโยชน์และเปิดการค้าทางทะเลได้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะอ่าวฝั่งคูซันเหมาะแก่การเข้าจอดเรือมากกว่าพยองจู”

                “แต่ถ้าวอนจาทูลกับฝ่าบาทมินโฮโดยตรงว่ามีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปครองเมืองคูซัน กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทมินโฮคงจะไม่ขัดพระประสงค์”

                “ขุนนางที่เป็นพวกเราล้วนถูกประหารไปสิ้น ถ้าฝ่าบาทมินโฮทรงยึดเมืองคูซัน ก็คงประหารขุนนางเมืองคูซันที่เหลือจนสิ้นเช่นกัน” คังยูรับสั่งเรื่อยๆ “หากข้ากลับไปครองราชย์หลังจากที่ฝ่าบาทมินโฮทรงทำศึก เหล่าราษฎรเมืองคูซันที่ต้องเดือดร้อนเพราะการศึก คงมองข้าไม่ต่างจากทรราชย์คนหนึ่ง ที่อาศัยกองทัพศัตรูมายึดบัลลังก์”

                “วอนจา” อีซึงฮุนเอ่ยเสียงเบา มีความรู้สึกผิดฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมคาย “เป็นเพราะกระหม่อมไร้ความสามารถในการปกป้องบัลลังก์ไว้ให้วอนจาได้”

                “ไม่ใช่หรอกท่านอี เป็นเพราะโลกนี้มีคำว่า ไร้วาสนา ต่างหาก จึงเป็นเหตุให้เรื่องราวต่างๆ บังเกิดขึ้น เพราะข้าไร้วาสนา จึงต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน บัลลังก์เมืองคูซันอาจไม่ใช่ของข้าตั้งแต่แรก จึงไม่อาจได้ครอบครอง”

                “แล้วถ้าเสร็จศึก วอนจาจะประทับที่นี่ตลอดไปหรือ”

                “ท่านอีกับท่านพี่หญิงเล่า เสร็จศึกแล้วจะไปพักกันที่ใด” คังยูรับสั่งถาม และแย้มสรวลบางเบา

                “ท่านพี่หญิงคงไม่ยอมย้ายจากเมืองคูซันไปไหน” อีซึงฮุนพูดเรียบๆ “ถ้าวอนจามีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปยังเมืองคูซัน กระหม่อมกับท่านพี่หญิง ก็ยินดีจะถวายการดูแลให้ทรงเป็นสุข อย่างไรเสีย วอนจาก็ยังมีกระหม่อมกับท่านพี่หญิงอยู่”

                คังยูไม่รับสั่งสิ่งใด แต่ทอดพระเนตรดวงหน้าเคร่งขรึมของอีซึงฮุนอยู่นาน เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วแว่วเข้ามาในห้อง แสงอรุณแรกลอดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดไว้ เมื่อตะวันวาดแรสีผืนฟ้าราตรีให้เปลี่ยนเป็นทิวาวาร คังยูจึงได้รับสั่งเสียงเรียบๆ

                “ข้าจะรอท่านอี กับท่านพี่หญิงอยู่ที่นี่ ขอให้กลับมาหาช้าอย่างปลอดภัยทั้งสองคน”

 

                เสียงมโหรี และเสียงกลองอึกทึกไปทั่วบริเวณปะรำพิธีสำหรับบวงสรวงเทพประจำเมืองพยองจู กองทหารสองพันห้าร้อยนายยืนตั้งแถวตามกรมกองของตนในชุดออกรบเต็มยศ เตรียมเคลื่อนทัพออกจากเมืองพยองจูตามฤกษ์ที่โหรหลวงกำหนด คังยูได้รับการจัดที่นั่งให้ประทับรวมกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเมืองพยองจู เยื้องมาทางเบื้องหลังจากตำแหน่งของพระพันปีหลวง และพระมเหสีโมรัน

                องครักษ์โจในชุดเตรียมออกศึกเต็มยศเดินเข้ามาในพลับพลา และพุ่งตรงมาที่คังยูก่อนจะเอ่ยทูลเสียงเบา

                “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้องค์ชายคังยูไปเฝ้าพะยะค่ะ”

                คังยูเหลือบไปทอดพระเนตรพระพันปีหลวง และพระมเหสีโมรัน ก่อนจะเสด็จออกจากปะรำพิธี ลัดไปยังกระโจมหลวงที่ประทับของพระราชาเมืองพยองจู พระราชาหนุ่มทรงเครื่องออกศึกอย่างเรียบร้อย เมื่อทอดพระเนตรเห็นคังยูเสด็จเข้ามาในกระโจมที่ประทับ ก็แย้มสรวลให้หน่อยหนึ่ง และรับสั่งเมื่อคังยูเสด็จมาประทับที่เบื้องพระพักตร์

                “ฝ่าบาท มีรับสั่งหากระหม่อมหรือ” คังยูทูลถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                “ใช่” ซงมินโฮทอดพระเนตรดวงพักตร์คังยู แล้วยกพระหัตถ์ไปแนบพระปรางขาวนวล “ข้าขอฝากสมเด็จแม่ ฝากลูกไว้กับฮยองนิมด้วย”

                “กระหม่อมจะถวายการอารักขายองวอนจานิม และพระพันปีอย่างสุดความสามารถ ส่วนยาที่กระหม่อมปรุงไว้ ยาลูกกลอนใช้รักษาอาการแก้ไข้หนาว แก้ไอ มียาสำหรับพอกแผลสดด้วย กระหม่อมได้มอบให้องครักษ์คิมรักษาไว้ให้ฝ่าบาท หากฝ่าบาทประสงค์จะใช้ เรียกหาจากองครักษ์คิมได้” คังยูรับสั่งเหมือนจะล้อพระราชาหนุ่ม ซงมินโฮทอดพระเนตรมาด้วยความกังวล และรับสั่ง

“ฮยองนิมรักษาตัวให้ดี ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”

                “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะไม่หลบลี้หนีไปที่ใดแน่”

                คังยูไม่ได้เบือนพระพักตร์หลบ เมื่อพระราชาหนุ่มโน้มพระพักตร์เข้ามาใกล้ พระโอษฐ์อิ่มถูกจุมพิตดูดดื่ม ทว่าอ่อนโยน กระทั่งเมื่อริมฝีปากละออกจากกัน พระทัยของคังยูก็ยังเต้นรัวด้วยความรู้สึกอ่อนไหว

                “แหวนนี้ที่ข้าให้ ฮยองนิมใส่ติดกายไว้ให้ดี” พระราชาเมืองพยองจูกุมพระหัตถ์ของคังยูไว้พลางรับสั่งกำชับ “รอข้ากลับมานะ”

                “กระหม่อมจะรอ ฝ่าบาทโปรดถนอมพระวรกายด้วย” องค์ชายหนุ่มรับสั่งเบาๆ และบีบพระหัตถ์แข็งแรงแล้วหยิบถุงเครื่องหอมถุงหนึ่งสอดเข้าในอกเสื้อของพระราชาเมืองพยองจู และรับสั่งต่อ “ในถุงหอมนี้ มีสมุนไพรหลายอย่าง นอกจากหอมแล้วยังไล่แมลงริ้นไรได้ ฝ่าบาทโปรดเก็บถุงหอมนี้ไว้แทนตัวกระหม่อม ตอนนี้ใกล้ได้ฤกษ์แล้ว กระหม่อมจะไปรอส่งเสด็จที่ปะรำพิธี”

                คังยูทรงผละจากพระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูด้วยความอาวรณ์ แต่ทรงกลั้นพระทัยเสด็จกลับไปประทับที่ปะรำพิธีอย่างปกติ เพียงไม่นานเสียงมโหรีและเสียงกลองก็ยิ่งเร่งจังหวะบรรเลงด้วยท่องทำนองกระชั้นขึ้น พระราชาเมืองพยองจูเสด็จขึ้นบนแท่นพิธี ทรงรินเหล้าบวงสรวงเทพประจำเมือง เมื่อเสร็จพิธี ก็ทรงประทับยืนบนพระแท่นสูงที่ทหารทั้งสองพันห้าร้อยนายได้เห็นมองเห็นพระราชาเมืองพยองจูกันอย่างถ้วนทั่ว

                พระราชาหนุ่มประทับยืนตรงบนพระแท่น และดึงพระแสงดาบออกจากฝัก ก่อนจะรับสั่งด้วยสุรเสียงอันดัง

                “ทหารทั้งปวงของข้า จงไปเอาชัยเหนือเมืองคูซัน เพื่อชดใช้ให้กับพี่น้องทหารทั้งยี่สิบนายของเราที่ต้องตายไป”

                เสียงทหารตะโกนร้อง และพลหอกกระแทกปลายด้ามหอกลงกับพื้น เสียงตะโกนกึกก้องคลอไปกับเสียงกลองศึกที่ดังเป็นจังหวะ ทัพหน้านำโดยอีซึงฮุน และอดีตทหารเมืองคูซันห้าสิบนาย ควบม้านำผ่านประตูเมืองออกไป พระราชาเมืองพยองจูทรงม้านำทัพหลวงที่เหลือ ปิดท้ายด้วยกองทหารพลาธิการ

                ฝุ่นจากการเดินของทั้งกองทัพม้า และกองทหารราบ ฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณอยู่เป็นเวลานาน เมื่อฝุ่นผงหายไป กองทัพก็ออกพ้นเขตนครหลวงไปแล้ว บัดนี้เมืองพยองจูอยู่ภายใต้การอารักขาของหน่วยรักษาความสงบนครหลวง เสียงตีกลองส่งสัญญาณปิดประตูเมืองดังขึ้นตามคำสั่งของโนมินฮวาน ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครหลวง เพราะจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดผ่านเข้าออกนครหลวงจนกว่ากองทัพหลวงจะยกกลับมา

                คังยูประทับทอดพระเนตรประตูทางทิศใต้ที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ เคลื่อนปิด บานประตูหนาหนักเลื่อนปิดสนิท ก่อนจะถูกลงดาน ทหารยามวิ่งขึ้นประจำเชิงเทินเฝ้าระวังเมืองอย่างแข็งขัน บรรยากาศในเมืองบัดนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ประชาชนที่มาเฝ้ารอดูการเคลื่อนทัพต่างพากันแยกย้ายเข้าบ้านเรือน

                พระพันปีหลวง กับพระมเหสีโมรัน ทรงหันมารับสั่งกับคังยูที่ยังประทับอยู่ในปะรำพิธีโดยตรง

                “องค์ชายยู” พระพันปีที่บัดนี้ได้รับการสถาปนาเป็นพระพันปีหลวงผู้สำเร็จราชการแทนพระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง “เที่ยงนี้เสด็จเข้าไปเสวยพระกระยาหารในวังหลวงกับข้า และพระมเหสีเถิด”

                “เสด็จเถอะนะเพคะ องค์ชายไม่ได้พบยองวอนจานิมนานแล้ว ยามนี้วอนจา ทรงประทับยืนได้แล้วนะเพคะ”

                “เช่นนั้นวันนี้ กระหม่อมขอฝากท้องไว้ที่ตำหนักพระพันปีหลวงด้วยพะยะค่ะ”

                องค์ชายหนุ่มจึงเสด็จตามพระพันปีหลวง และพระมเหสีโมรันเข้าไปยังวังหลวง ขบวนหลวงที่มีการอารักขาแน่นหนา เหลือเพียงเหล่าขันทีกับนางข้าหลวงประดับยศพระมเหสี กับพระพันปีหลวง เมื่อเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน พระพันปีหลวงจึงรับสั่งถามขึ้น

                “ฝ่าบาททรงรับสั่งอะไรไว้กับองค์ชายยูบ้างหรือไม่”

                “ทรงฝากให้กระหม่อมตรวจตราความปลอดภัยวังหลวงพะยะค่ะ”

                พระพันปีหลวงพยักพระพักตร์เป็นเชิงรับรู้ เนื่องจากพระราชาหนุ่มมีรับสั่งไว้ว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวผิดปกติของกลุ่มอำนาจสกุลอิม นับตั้งแต่เรื่องที่มีนักฆ่าพยายามปลงพระชนม์คังยู ทำให้พระราชาหนุ่มทรงมั่นพระทัยว่านักรบรับจ้างแคว้นฉินน่าจะแทรกซึมเข้ามาภายในวังหลวงแล้ว

                จึงนับได้ว่าบัดนี้สถานการณ์ในวังหลวงกำลังตึงเครียดอย่างหนัก

                เนื่องจากพระพันปีหลวง มาจากสกุลโน ทรงถูกฝึกฝนทั้งการรบ และวิชาดาบมาตั้งแต่ยังเยาว์ แม้จะทรงห่างเหินจากการวางแผนการรบมานาน แต่ก็ยังเป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บ ยิ่งเมื่อได้คังยูคอยช่วยสอดส่องต่างพระเนตรพระกรรณ การคุ้มกันความปลอดภัยให้องค์ชายยอง ก็นับว่ายังพอไว้ใจได้

                เมื่อทั้งสามพระองค์เสด็จไปจนถึงตำหนักพระพันปี นางข้าหลวงยกเครื่องเสวยขึ้นเทียบ พระมเหสีโมรันจึงรับสั่งขึ้นระหว่างเสวยพระกระยาหาร

                “ในระยะนี้ องค์ชายยูเสด็จมาประทับที่เขตพระราชฐานชั้นนอกดีหรือไม่เพคะ จะได้ไม่ต้องเสด็จไปกลับวังหลวงกับวังหน้าบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัยด้วย”

                “จริงของโมรัน” พระพันปีรับสั่งอย่างเห็นด้วย “ตำหนักเขียวในเขตพระราชฐานชั้นหน้าว่างอยู่ และน่าสบายพอใช้ ข้าจะให้พวกนางข้าหลวงไปจัดเตรียมทำความสะอาด คืนนี้ก็ประทับได้เลย องค์ชายยูต้องใช้สิ่งใด ก็สั่งกับขันทีจูให้ไปบอกพ่อบ้านวังหน้าให้เตรียมของให้”

                “ดีเหมือนกันพะยะค่ะ เพราะว่ากระหม่อมก็ค่อนข้างกังวลอยู่ ถ้าอยู่ตำหนักเขียว ก็จะใกล้ประตูทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน มีอะไรจะได้เข้ามาได้ทันท่วงที”

                “เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้”

                พระพันปีหลวงรับสั่ง และทรงเรียกขันทีคนสนิทเข้ามาสั่งความ ฝ่ายนั้นรับคำ ก่อนจะถอยออกไปจัดการตามพระราชเสาวนีย์ คังยูใช้เวลาเสวยพระกระยาหารกับพระมเหสี และพระพันปีครู่ใหญ่ ขันทีจูจึงเข้ามาทูลว่าจัดการตำหนักเขียวไว้เรียบร้อยแล้ว และรายงานว่าส่งคนไปรับข้าวของส่วนพระองค์ของคังยูมาจากวังหน้าแล้ว

                คังยูได้ทูลลามาประทับพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักเขียว เมื่อเปิดบานหน้าต่างในตำหนัก ก็ทอดพระเนตรไปเห็นเก๋งในสวนที่คังยูเคยชมจันทร์กับพระราชาเมืองพยองจู ปลายพระขนง*เกลี่ยไปกับแหวนที่สวมติดพระดรรชนีอย่างเลื่อนลอย แต่กลับรวบรวมพระสติได้เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กเล็ก

                เมื่อหันไปทอดพระเนตร จึงเห็นฮวันซังกุงอุ้มรัชทายาทยองเข้ามาในพระตำหนัก องค์ชายพระองค์น้อยมีพระทนต์ซี่หน้าเล็กๆ ทั้งด้านบน และด้านล่างขึ้นข้างละสองซี่ เมื่อได้เห็นองค์ชายยู ก็แย้มพระสรวลกว้าง และยกพระกรขึ้นเหมือนกำลังขอให้คังยูรับไปอุ้ม

                “ยองอ่า” คังยูรับสั่งเรียกเบาๆ พลางรับองค์ชายยองเข้ามาในอ้อมพระกรทำให้องค์ชายยองสรวลเสียงดัง “ยิ้มแป้นเชียว เจ้าขนมต๊อก ตัวอ้วนขึ้นหรือเปล่านี่”

                “ช่วงเดือนนี้ทรงสมบูรณ์ขึ้นเพคะ หม่อมฉันจะอุ้มแทบไม่ไหวอยู่แล้ว” ฮวันซังกุงทูลเบาๆ “ฝ่าบาทประทับเล่นกับองค์ชายยองไปก่อนนะเพคะ หม่อมฉันขอไปจัดการเรื่องความเรียบร้อยในตำหนักให้สักครู่”

                คังยูพยักพระพักตร์รับ ฮวันซังกุงจึงลุกออกไปจากห้อง คังยูจึงทรงพาองค์ชายยองไปประทับเล่นบนพระแท่นบรรทม องค์ชายพระองค์น้อยที่มีพระโฉมประพิมพ์ประพายพระบิดาเป็นอย่างมาก ทรงคลานมาเกาะบนพระเพลา** และเอื้อมพระหัตถ์ขาวๆ เล็กๆ ขึ้นพยายามจะแตะพระปรางของคังยู

                “ปา ปา”

พระโอษฐ์สีชมพูอ่อนบางเฉียบขยับเป็นคำง่ายๆ คังยูทรงยกองค์ชายยองมาไว้บนพระเพลา และรับสั่งถามอย่างอ่อนโยน

                “ทูลกระหม่อมพ่อขององค์ชายไปทำศึก อีกไม่นานก็จะเสด็จกลับ ตอนนี้อยู่กับท่านพ่อไปก่อนนะองค์ชาย”

                องค์ชายยองทรงแย้มสรวลอวดพระทนต์ซี่เล็ก คังยูจึงอดไม่ได้ที่จะกอดร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้แนบพระอุระ และนึกว่ายามนี้บ่ายแก่แล้ว ขบวนกองทัพหน้าที่ควบม้าเต็มอัตราศึก คงไปถึงเมืองชายแดนคูซัน ส่วนกองทัพหลวงที่เดินทางช้ากว่าคงจะตามไปสมทบในไม่ช้า

                แม้ไม่อยากคิด แต่คังยูทรงอดรู้สึกสะท้อนพระทัยไม่ได้ว่า ไฟสงครามกำลังจะเผาผลาญเมืองคูซันที่คังยูทรงจากมาให้พังภินท์ลง

                “ปา ปา”

                องค์ชายยองทรงคว้าสายหินโมราสีขาวที่ร้อยประดับพระมาลาของคังยูไว้ ทำให้องค์ชายจากเมืองคูซันดึงพระทัยจากความโศกเศร้าที่ทรงซุกซ่อนไว้ มาสนใจองค์ชายน้อยที่กำลังเจริญชันษาขึ้นตรงหน้า

                “เจ้าก้อนต๊อก” คังยูรับสั่งเรียกพลางกดพระนาสิกลงบนพระปรางนุ่มนิ่ม “นี่แน่ะๆ เจ้าก้อนต๊อก”

                องค์ชายยองทรงสรวลเสียงดังอย่างชอบพระทัย ฮวันซังกุงที่กลับมาจากการตรวจตราความเรียบร้อยของตำหนักเขียวลอบมององค์ชายยูทรงเล่นกับองค์ชายรัชทายาทเมืองพยองจู ใบหน้างดงามของซังกุงผู้ใหญ่ มีรอยยิ้มบางเบาด้วยความเอ็นดูองค์ชายทั้งสอง

                องค์หนึ่งเป็นเพียงทารกน้อยที่นางยังต้องคอยโอบอุ้ม ส่วนอีกองค์เป็นองค์ชายหนุ่มน้อยที่นางอยากปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง

 

                ราตรีหลังจากขบวนกองทัพหลวงยกออกไปจากเมืองพยองจู และเมืองทั้งเมืองถูกปิดตาย ไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ทำให้ประชาราษฎรเมืองพยองจูเก็บตัวอยู่ในบ้านเงียบๆ ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน ถนนที่เคยคึกครื้นร้างไร้ผู้คน โรงน้ำชาที่เคยคลาคล่ำด้วยประชาชนที่มานั่งดื่มชาสังสรรค์กลับปิดเงียบราวกับเมืองร้าง

                โรงน้ำชาฮงรยอนเอง ก็ปิดเงียบเช่นกัน

                ชายกลุ่มหนึ่งราวยี่สิบคน สวมชุดดำปิดพรางหน้าตา ค่อยๆ ลัดเลาะซ่อนตัวตามเงามืดพร้อมด้วยดาบในมือ มุ่งตรงไปยังโรงน้ำชาขนาดใหญ่ในตรอกโรงน้ำชาของนครหลวงเมืองพยองจู ชายกลุ่มนี้ได้รับคำสั่งจากอิมซึงจุน อดีตเสนาบดีผู้เฒ่าที่สืบรู้มาว่า โรงน้ำชาฮงรยอนเป็นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารชั้นดีของกลุ่มขุนนางผู้สนับสนุนการโค่นอำนาจสกุลอิม

                อิมซึงจุนจึงเลือกราตรีแรกที่มีการปิดเมือง เป็นจังหวะลงมือเพื่อสร้างความหวาดหวั่นให้พรรคพวกของพระราชามินโฮในเขตนครหลวง จึงเริ่มการปั่นป่วนด้วยการกำจัดโอฮงรยอน หญิงสาวเจ้าของโรงน้ำชาที่มีส่วนรู้เห็นในการช่วยเหลือลักลอบขนอาวุธไปส่งให้หน่วยรักษาความสงบนครหลวง

                ชายชุดดำสะเดาะบานประตูใหญ่ และพากันย่องเข้าไปพลางปิดประตูอย่างไร้เสียง โรงน้ำชาขนาดใหญ่สามชั้น เมื่อจุดโคมตะเคียงไว้แค่ดวงเดียว ก็ดูมืดทะมึนราวกับโพรงปากของสัตว์ร้าย การเคลื่อนไหวอย่างไร้เสียงของชายที่บุกรุก ทำให้หญิงสาวรับใช้ที่ลงมาเติมน้ำร้อนในกาไม่ทันระวังตัว เมื่อคมดาบประชิดถึงตัว เพียงอึดใจเดียว เลือดก็สาดกระเซ็นจากลำคอของหญิงสาว ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงลงกองกับพื้น พร้อมเสียงแตกเปรื่องของกาน้ำชา

                เพราะโรงน้ำชาอยู่ในความเงียบ ฮงรยอนที่ซ่อนตัวอยู่ชั้นบน จึงได้ยินเสียงประหลาดแว่วมาจากด้านล่าง ดวงใจของหญิงสาวสั่นด้วยความกลัวอย่างประหลาด ในห้องโถงที่ใช้เป็นที่นอนไม่เหลือของมีค่าใดๆ เพราะฮงรยอนได้ใช้ให้ฮงจุนเคลื่อนย้ายสมบัติทั้งหมดออกไปแล้ว

                หญิงสาวคว้าดาบประจำตัว และเปลี่ยนเป็นชุดที่คล่องตัวกว่าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดห้องไต่บันไดลงมาเบื้องล่างของโรงน้ำชา

 

                โนมินฮวาน คิมจินอู และออมฮงชิกที่อยู่ด้วยกันที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวงถึงกับสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงกลองลั่นแจ้งเหตุร้าย อึดใจเดียวลูกน้องของโนมินฮวานก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่ามีตำรวจบ้าน แจ้งเหตุปล้นชิงที่โรงน้ำชาฮงรยอน

                ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครหลวงสั่งความลูกน้องเพื่อเตรียมผู้คน ในขณะที่คิมจินอู และออมฮงชิกต่างคว้าดาบประจำตัว และวิ่งขึ้นควบม้าทะยานฝ่าราตรีไปโดยไม่รอกองหนุน ในใจของชายหนุ่มทั้งสองจดจ่ออยู่ที่ความปลอดภัยของหญิงสาวคนเดียวกัน

                ม้าฝีเท้าดีควบทะยานจากกลางเมืองสู่ย่านตรอกโรงน้ำชาเมืองพยองจูที่บ้านเรือนโดยรอบปิดสนิทเพราะความหวาดกลัวจากกลองสัญญาณเตือนภัยที่ถูกตีแจ้งเหตุ

 

                คังยูทรงเสื้อคลุมตัวหนา และดำเนินเร็วๆ ไปที่หน่วยรักษาการณ์วังหลวง โนจุนยองรีบทำความเคารพองค์ชายหนุ่ม และทูลรายงานสถานการณ์

                “เสียงกลองสัญญาณเตือนภัยดังจากหอกลองฝั่งตะวันตก ม้าเร็วมาส่งรายงานว่าเกิดเหตุปล้นที่โรงน้ำชาฮงรยอนในตรอกโรงน้ำชา ยามนี้หน่วยรักษาความสงบนครหลวงได้พากำลังไปแล้วพะยะค่ะ”

                “แม่นางฮงรยอน” คังยูรับสั่งเบาๆ เหมือนจะรำพึงกับพระองค์เอง เมื่อตั้งสติได้มั่น องค์ชายหนุ่มก็รับสั่งอย่างเฉียบขาด “ส่งทหารองครักษ์ไปตรึงรอบตำหนักพระพันปีหลวง พระมเหสี และองค์รัชทายาทด้วย หากมีบุคคลที่ดูไม่ชอบมาพากล อนุญาตให้ตัดหัวได้ทันที”

                โนจุนยอง และองครักษ์หลายคนมีสีหน้าละล้าละลัง คังยูจึงทรงหยิบป้ายทองคำตราแผ่นดินเมืองพยองจูที่ด้านล่างเป็นพระนามพระราชาซงมินโฮออกมาจากแขนเสื้อ และถือไว้ในพระหัตถ์ ป้ายทองคำนี้นับเป็นป้ายอาญาสิทธิ์ ผู้ที่ถือป้ายนี้กระทำการสิ่งใด เท่ากับเป็นการกระทำภายใต้พระราชอำนาจพระราชาเมืองพยองจู ป้ายทองคำนี้เป็นของสำคัญที่พระราชาเมืองพยองจูไม่เคยให้ผู้ใดถือไว้ได้โดยง่าย กระทั่งพระพันปีหลวงผู้สำเร็จราชการก็ยังไม่ได้รับพระราชทานไว้

                เหล่าองครักษ์เห็นป้ายทองคำนั้นจึงรับพระบัญชาของคังยู และกระจายกำลังไปเฝ้าตำหนักต่างๆ ตามที่คังยูมีรับสั่ง ทหารองครักษ์ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม และซื่อสัตย์อย่างยิ่งหลายนาย วิ่งกรูเข้าไปจนถึงพระแท่นที่บรรทมของพระพันปีหลวง พระมเหสี และองค์ชายยองเพื่อถวายความอารักขาจนกว่าเสียงกลองแจ้งเหตุจะเงียบลง

                เวลาแต่ละนาทีเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า และเสียงกลองแจ้งเหตุยังคงดังรัวเหมือนพระทัยของคังยูที่เต้นแรงด้วยความกังวล

               

                คิมจินอูและออมฮงชิกกระโดดลงจากหลังม้า เมื่อถึงหน้าประตูโรงน้ำชาฮงรยอนที่เปิดคาไว้บานหนึ่ง ทำให้เห็นการต่อสู้ภายในโรงน้ำชาได้ถนัดถนี่ ฮงรยอน ฮงจุน และเด็กหนุ่มที่ชื่อจุนโฮกำลังต่อสู้กับชายที่มีอาวุธดาบในมือนับยี่สิบคนที่โถงชั้นหนึ่งของโรงน้ำชา ผู้หญิง และเด็กรับใช้วัยรุ่นต่างส่งเสียงกรีดร้อง หนีตายกันอลหม่าน

                เมื่อจินอู และฮงชิกวิ่งเข้าไปภายใน ชายคนร้ายกลุ่มหนึ่งจึงละจากการตะลุมบอนกับกลุ่มของเจ้าของโรงน้ำชา มาจัดการชายหนุ่มทั้งสอง แม้ทั้งคู่จะเป็นข้าราชการพลเรือน แต่ระยะนี้นับว่าได้ฝึกปรือฝีมือมาพอสมควร การปะทะด้วยเพลงดาบจึงนับว่าสูสี แต่คนร้ายรายหนึ่งกระโดดขึ้นโต๊ะโรงน้ำชา หมายฟันลงบนไหล่จินอู ชายหนุ่มที่มัวแต่ตั้งรับคนร้ายตรงหน้า ไม่ทันระวังจึงได้แต่ตะลึงงัน

                ทว่าดาบหนึ่งพุ่งจากด้านหลัง ทุละออกมาที่หน้าอกของชายคนร้ายจนขาดใจทันที เมื่อร่างนั้นล้มลง จินอูจึงได้เห็นว่าเป็นดาบของฮงรยอนที่จ้วงแทงคนร้าย เลือดจากศพเมื่อครู่กระเซ็นเปื้อนใบหน้า และเสื้อหญิงสาวเป็นทางยาว แต่ฮงรยอนกลับวิ่งไปช่วยจุนโฮที่กำลังเพลี่ยงพล้ำเสียก่อน

                ออมฮงชิกที่ยังตวัดดาบฟันกับคนร้ายตะโกนขึ้นดังพอให้หญิงสาวได้ยิน

                “แม่นางฮงรยอน ถอยก่อนเถอะ หน่วยรักษาความสงบนครหลวงจะมาแล้ว”

                ฮงรยอนไม่เอ่ยตอบ แต่ตวัดดาบบั่นคอคนร้ายไปอีกคนหนึ่ง ฮงจุนถูกแทงเข้าที่ท้องเป็นแผลฉกรรจ์ มีเลือดออกจำนวนมาก แต่ยังกำดาบไล่ฟันคนร้ายได้อีกหลายคน จำนวนคนร้ายที่ยังเหลือรอดชีวิตยามนี้ มีเพียงห้าคนจากยี่สิบ เลือดจากศพที่นอนเกลื่อนกลาดไหลนองพื้น

                คนร้ายคนหนึ่งคว้าตะเกียงน้ำมันที่อยู่ใกล้มือ และเขวี้ยงตะเกียงไปยังมุมห้องที่มีผ้าม่านไหมตกแต่งไว้อย่างสวยงาม บริเวณนั้นมีตะเกียงน้ำมันหลายดวงแขวนไว้ เมื่อไฟลุกจากตะเกียงดวงแรก แล้วลามไปที่ม่าน ความร้อนทำให้ตะเกียงน้ำมันอีกหลายดวงติดไฟขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

                ยามนี้เพลิงกองย่อมๆ กำลังลุกโหมขึ้นไปตามฉากไม้ ควันไฟ และความร้อนพวยพุ่งขึ้น ฮงรยอนตวัดดาบฟันมือของคนร้ายที่ขว้างตะเกียงจนขาด แต่ไม่ทันได้แทงดาบซ้ำ ร่างผอมบางก็ถูกออมฮงชิกกระชากให้วิ่งหนีออกจากอาคาร ชายคนร้ายสามคนที่เหลือวิ่งหนีออกไป เนื่องจากเห็นว่าไม่เหลือทางรอด จินอูคว้าแขนเด็กชื่อจุนโฮให้วิ่งออกมาตามหลังกลุ่มคนร้าย หน่วยรักษาความสงบนครหลวงที่มาถึงจึงไล่ล่าตามคนร้ายที่หนีไปทันที

                ฮงรยอนสำลักควันจนหน้าแดง เมื่อได้รับอากาศบริสุทธิ์ หญิงสาวก็ตั้งสติ และตะโกนเรียกอย่างเสียขวัญ

                “ท่านลุงฮงจุนล่ะ ท่านลุง!

                ออมฮงชิกดึงแขนเรียวของหญิงสาว ที่บัดนี้เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด และเขม่าควัน เสียงกลองเตือนสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงโรงน้ำชาฮงรยอนบางส่วนหอบลูกหลานวิ่งหนีตาย บางส่วนไปขนน้ำมาช่วยดับไฟ หญิงเจ้าของโรงน้ำชาทรุดลงกับพื้นถนน มองเปลวเพลิงที่เริ่มโหมขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร

                บานประตูหน้าลายบัวหลวงที่ถูกความร้อนเผาจนหลุดออกจากวงกบ ทำให้เกิดช่องมองไปเห็นเงาตะคุ่มเป็นร่างของฮงจุนก้มตัวคุดคู้อยู่กลางกองเพลิง เพราะความตกใจ ออมฮงชิกจึงเผลอปล่อยมือจากหญิงสาว จังหวะนั้นเอง ฮงรยอนก็สะบัดมือชายหนุ่มออก ลุกขึ้นวิ่งไปกระชากถังน้ำจากชาวบ้านผู้หนึ่งมารดตนเองทั้งตัว และวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปหาฮงจุนในอาคารที่เปลวไฟกำลังลุกไหม้

                “จีซูย่า!

                เสียงตะโกนอย่างตกใจของคิมจินอู ทำให้ออมฮงชิกถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะคิดว่าตนได้ยินผิดไป แต่คุณชายสกุลคิมกลับตะโกนเรียกแม่นางฮงรยอนที่เข้าไปประคองร่างฮงจุนไว้ซ้ำอีกหนหนึ่ง

                “คิมจีซู!

                ชาวบ้านและหน่วยรักษาความสงบนครหลวงพยายามจะเข้าไปช่วยหญิงสาวที่วิ่งเข้าไปในอาคารอีกครั้ง แต่ขื่อไม้ขนาดใหญ่ ที่ประดับตรารูปบัวหลวงของโรงน้ำชาฮงรยอนก็ร่วงลงมาปิดทางเข้า เปลวเพลิงลามไหม้ขื่อไม้จนเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ คิมจินอูทรุดลงนั่งกับพื้น และตะโกนเรียกหญิงสาวที่ติดอยู่ในกองเพลิงอย่างสิ้นหวัง

                “จีซูย่า!

                ออมฮงชิกกุมด้ามดาบไว้แน่น เมื่อคิมจินอูยกมือทั้งสองที่เปรอะเปื้อนทั้งเลือดและเขม่าควันขึ้นปิดหน้าร้องไห้ พระเพลิงโหมไหม้โรงน้ำชาฮงรยอนทั้งสามชั้น เสียงไม้แตก และมีเสียงของบางอย่างระเบิดเป็นระยะ เปลวเพลิงที่แผดเผาอาคาร และชีวิตของฮงรยอนแปรเปลี่ยนท้องฟ้าราตรีของเมืองพยองจูให้กลายเป็นสีแดงเพลิงราวกับกลางวัน

 

พระขนง = เล็บ

พระเพลา = ตัก

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: ตอนนี้สั้นกว่าตอนที่แล้ว แต่เนื้อเรื่องรุดหน้าไปเยอะมากเลยค่ะ เหลืออีก 4 ตอน #แผนลวงวังหน้า จะดำเนินไปถึงตอนจบแล้วค่ะ หวังว่าจะติดตามกันไปจนจบตอนนะคะ

และเรามีเรื่องอยากสอบค่ะ ว่าถ้าเกิดเรารวมเล่มเรื่องนี้ จะมีคนอยากได้จำนวนประมาณกี่คนค่ะ เราจะได้ลองคิดจัดการดูค่ะ ตอนพิเศษในเรื่องน่าจะมีประมาณ 4-5 ตอน น่าจะเป็นฝ่าบาทกับคังยูเป็นตอนหลักอยู่ที่ 3 ตอน และตอนพิเศษของคุณชายออมกับแม่นางฮงรยอน 1 ตอนค่ะ ถ้าใครสนใจคอมเมนต์บอกไว้ได้นะคะ ^^

 

ขอบคุณที่มีความสุขกับเรื่องนี้ และเจอกันตอนหน้าค่ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #28 Midnight1010 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:29
    คิมจีซูต้องรอดนะ🥺 พระราชาดูแลตัวเองดีดี องค์ชายคังยูสู้สู้นะคะ
    สนใจค่ะ
    #28
    0