[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 15 : 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 มี.ค. 63

15

 

                ข่าวการศึกสะพัดไปทั่วเขตเมืองพยองจู ราษฎรที่ทำเกษตรเลี้ยงชีพบางส่วน เดิมเคยได้รับงดเว้นให้ชำระค่าภาษีเป็นเงินแทนสิ่งของ แต่บัดนี้กรมคลัง และบรรดาเจ้าภาษีกลับรับชำระค่าภาษีเป็นพืชผล ข้าวสาร ข้าวสาลี และพืชผลอื่นต่างถูกเรียกเก็บเพื่อนำเข้าท้องพระคลังกลาง เตรียมเป็นเสบียงสำหรับกองทัพ

                ความหวาดกลัวแผ่ไปทั่วเมืองพยองจูเหมือนหมอกทะมึน ร้านขายข้าวของใช้จำเป็นต่างๆ มีคนเข้าออกตั้งแต่เช้าตรู่จนตะวันตกดิน ย่านร้านขายยาที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเขตนครหลวงมีลูกค้าต่อแถวเนืองแน่น เพื่อรอซื้อหาหยูกยาเก็บสำรองไว้เผื่อขาดแคลน หน่วยรักษาความสงบนครหลวง ต้องร่วมกับกรมเมืองออกตรวจตราไม่ให้มีการขึ้นราคาเอาเปรียบราษฎร

                ในระยะที่บ้านเมืองกำลังจะเข้าสู่ภาวะสงคราม กรมราชบัณฑิตจึงถูกสั่งให้พักงาน และให้บรรดาข้าราชการไปเตรียมเสบียงกรัง หรือสิ่งของจำเป็นให้กองทัพตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อคังยูไม่ได้ไปทรงงานที่กรมราชบัณฑิต จึงทรงรับอาสากะเกณฑ์ให้เหล่านางข้าหลวง และข้ารับใช้วังหน้าช่วยกันแปลงพระลานวังหน้า เป็นสถานที่ตั้งเตาเคี่ยวปรุงยาเพื่อส่งให้กับกองทัพหลวง กลิ่นยาต้มสมุนไพรคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้คิมจินอูที่เพิ่งเสร็จงานจากกรมยุติธรรมและแวะเข้ามาเฝ้าคังยูถึงกับนิ่วหน้า บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมเรียกนางข้าหลวงที่เดินผ่านหน้าไปคนหนึ่ง และเอ่ยถาม

                “องค์ชายคังยูเล่า”

                “ประทับอยู่ด้านในเจ้าค่ะ”

                “เช่นนั้นเจ้านำทางข้าไปเฝ้าที”

                “เจ้าค่ะ คุณชาย”

                นางข้าหลวงรับคำและเดินนำคิมจินอูตัดลานเข้าไปยังโถงด้านในของวังหน้า ประตูบ้านเฟี้ยมห้องโถงพระตำหนักซ้ายของวังหน้าเปิดออกทุกบาน กลิ่นยาสมุนไรกำจายอยู่ทั่ว เมื่อเดินไปจนถึงโถงนั้น จึงได้เห็นเจ้าของวังหน้าทรงเสื้อขาวกันเปื้อน พับแขนเสื้อทรงขึ้นเหนือศอก องค์ชายคังยูประทับนั่งบนพระแท่นไม้เตี้ยๆ กำลังใช้โม่หินบดเครื่องยาสมุนไพร

                “ฝ่าบาท”

                “ฮยองนิม” องค์ชายคังยูเงยพระพักตร์ขึ้นจากงานที่ทรงอยู่ และแย้มสรวลให้เมื่อเห็นว่าคนที่มาเฝ้าเป็นคิมจินอู “กำลังคิดถึงอยู่ทีเดียว นั่งก่อนสิ เจ้าไปเอาของว่างกับน้ำชามารับรองคุณชายด้วย”

                “เพคะ”

                นางข้าหลวงที่คังยูรับสั่งด้วยรับคำ และถอยออกไปจากห้องโถง คังยูทรงเลื่อนกระจาด และโถเครื่องยาที่อยู่ข้างองค์เพื่อให้มีที่ว่างพอให้จินอูนั่งลง

                “ทรงทำอะไรวุ่นวายถึงเพียงนี้น่ะฝ่าบาท จะเปลี่ยนวังหน้าเป็นห้างขายยาแล้วหรือ”

                “ไม่หรอก” คังยูรับสั่งเรียบๆ “ข้ารับอาสาทำยาให้กองทัพหลวง ข้างหน้าลานกำลังเคี่ยวเครื่องยาสำหรับใส่แผลสด ยาห้ามเลือด ส่วนข้ากำลังเตรียมเครื่องยาไว้ทำพวกยาลูกกลอนสำหรับแก้ไข้หนาว ยังมีเวลาอีกราวสองเดือน คงทำยาได้มากพอดู”

                “ทำไมต้องตรากตรำพระองค์ถึงเพียงนี้ ข้าหลวงวังหน้ามีถมไป”

                “ไม่ลำบากอะไรหรอกฮยองนิม มีอะไรทำก็ดีกว่าอยู่ว่างๆ”

                คิมจินอูมองพระพักตร์ขาวผ่องของคังยู และนึกเข้าใจดีว่า คังยูไม่ใคร่สบายพระทัยนักนับแต่พระราชาเมืองพยองจูทรงประกาศว่าจะทำสงครามกับเมืองคูซันอย่างแน่นอนแล้วท่ามกลางเหล่าเสนาบดี ต่อให้คังยูอยู่ในที่ทางอันพิเศษภายพระทัยของบุรุษที่อยู่เหนือผู้คนในใต้หล้า ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงถ้อยคำระคายหูจำพวกไส้ศึก หรือพรรคพวกเมืองศัตรูได้

กระทั่งจินอูก็ได้ยินมาไม่น้อย แม้คังยูจะวางองค์เรียบง่าย เพื่อไม่ให้เกิดข้อวิพากษ์ แต่ก็ไม่อาจห้ามมิให้มีผู้กล่าววาจากระทบกระเทียบ หรือแสดงกริยาที่ไม่น่าดูต่างๆ ได้ การที่องค์ชายหนุ่มจากเมืองคูซันเก็บพระองค์เงียบๆ อยู่ในภายในวังหน้าเช่นนี้ บ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่า องค์ชายจากเมืองไกล มิได้ทรงเป็นสุขนักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นางข้าหลวงยกขนมกวน กับน้ำชาเข้ามาแล้วออกไป คังยูทรงเช็ดพระหัตถ์และรับสั่งเชิญให้จินอูดื่มชาด้วยกัน ชาพร่องไปครึ่งถ้วย บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมจึงเอ่ยขึ้น เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณห้องโถงแล้ว

“ตอนนี้ฮงรยอนส่งอาวุธทั้งหมดให้กรมรักษาความสงบนครหลวงแล้ว คนที่ค่ายฝึกทางเหนือ ก็ทะยอยลงมายังนครหลวงแล้ว”

“ระยะนี้คนเข้าออกนครหลวงมากมาย เพราะเข้ามาจับจ่ายซื้อของ เคลื่อนไหวใดๆ ก็ไม่สะดุดตานัก”

คิมจินอูพยักหน้ารับคำ แล้วเอ่ยเรียบๆ

“ระยะนี้ฝ่าบาทได้เข้าเฝ้าบ้างหรือเปล่า”

“เข้าเฝ้าใคร” คังยูขมวดพระขนงอย่างสงสัย คิมจินอูจึงเอ่ยต่อ

“ฝ่าบาทมินโฮน่ะสิ”

“ฝ่าบาทมีราชกิจมากมาย ทั้งยังต้องทรงวางแผนการศึก ข้าเองก็มัวแต่วุ่นวายเรื่องเตรียมยา จึงไม่ได้เข้าวังหลวงมากึ่งเดือนแล้ว”

คังยูรับสั่งเรียบๆ และพยายามไม่คิดน้อยพระทัยที่ไม่ได้พบพระพักตร์ราชาเมืองพยองจูมาหลายสิบวัน

“อ้อ”

คิมจินอูพูดเบาๆ และทำสีหน้าเข้าใจ เมื่อคังยูทอดพระเนตรนิ่งๆ บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมจึงหยิบห่อผ้าไหมสีน้ำเงินขนาดเล็กกว่ากำปั้นออกมาจากแขนเสื้อ และยื่นถวายให้คังยูถึงพระหัตถ์ ตรงปมผ้าไหมที่มัดไว้อย่างเรียบร้อยนั้นเหน็บกุหลาบดอกเล็กๆ ไว้ดอกหนึ่ง

เมื่อเห็นคังยูยังทรงนิ่ง จินอูจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“มิใช่ของกระหม่อมหรอกฝ่าบาท มีคนเขาไหว้วานให้กระหม่อมเอามาถวาย”

“เดี๋ยวนี้คุณชายใหญ่สกุลคิมเป็นม้าใช้*ของวังหลวงเสียแล้วหรือ”

“วาจาคมคายของฝ่าบาทนี่ กระหม่อมกลัวนักเชียว”

บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมพูดเหมือนเกรงกลัวคังยู แต่กลับหัวเราะในลำคอ และยกชาขึ้นจิบสบายอารมณ์ หางตาของชายหนุ่มลอบมอง เมื่อคังยูทรงหยิบกล่องห่อผ้าไหมนั้นไปวางแอบไว้ข้างองค์ เจ้าของวังหน้าทรงหยิบโม่หินกลิ้งบดยามาบดยาที่ทำค้างไว้ต่อ คิมจินอูจึงเอ่ยถาม

“ยังมีงานต้องทรงอีกมากหรือฝ่าบาท”

“ยาพวกนี้น่ะหรือ” คังยูรับสั่ง ก่อนทรงอธิบาย “พวกที่ข้าทำอยู่นี้เป็นสมุนไพร ทำความสะอาด ตากแห้งดีแล้ว จึงเอามาบดเป็นผงละเอียด แต่บดเป็นผงแล้วก็ต้องเอาไปผสมน้ำผึ้งเคี่ยว แล้วค่อยปั้นเป็นลูกกลอน จะได้สะดวกในการพกติดกายยามไปทำศึก”

“ต้องมานั่งปั้นทีละลูกๆ ไว้เลี้ยงทหารทั้งกองทัพน่ะหรือฝ่าบาท กระหม่อมว่าฝ่าบาทจะประชวรเสียก่อนทำยาพวกนี้เสร็จกระมัง”

คิมจินอูเอ่ยอย่างหวาดๆ แต่คังยูกลับสรวล และรับสั่งเบาๆ

“ยาที่ข้าทำไว้นี้สำหรับถวายฝ่าบาทโดยเฉพาะ ไม่ต้องทำมากมายนัก แต่ก็ต้องเผื่อไว้จำนวนหนึ่ง เผื่อฝ่าบาทมีพระประสงค์จะพระราชทานให้กับผู้ใดบ้าง”

“อ้อ ที่แท้ก็เป็นของถวายฝ่าบาทมินโฮนี่เอง มิน่า ฝ่าบาทถึงได้ทรงอดทนตรากตรำ บดยา โม่ยาเองกับพระหัตถ์” คิมจินอูลดเสียงลงเมื่อเอ่ยต่อ “หากเรื่องนี้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ กระหม่อมว่า ต่อให้คงตรงหน้าป่วยไข้เจียนตาย ฝ่าบาทมินโฮคงไม่ยอมแบ่งโอสถทิพย์ที่ฝ่าบาททรงปรุงเองให้ผู้ใด สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับฝ่าบาท ฝ่าบาทมินโฮก็ทรงหวงไว้เฉพาะพระองค์เอง เจ้าเด็กน้อยนั่น ขี้หึงดั่งหนึ่งพยัคฆ์ ใครๆ ก็รู้กันทั่ว”

คังยูหลุดสรวลเสียงใสเมื่อได้ยินคิมจินอูลอบเอ่ยถึงพระราชาเมืองพยองจู องค์ชายเมืองคูซันวางพระหัตถ์จากงานที่ทรงอยู่ และรับสั่งถามอย่างขันๆ

“ใครๆ ที่ว่าน่ะ ใครกันฮยองนิม”

“ก็มีกระหม่อม องครักษ์คิม องครักษ์โจ ฮวันซังกุง แล้วก็พระสนมคยองพิน” คิมจินอูคลี่พัดในมือมาโบกเบาๆ และทูลต่ออย่างออกรส “องครักษ์โจมาเล่าให้กระหม่อมฟังว่า วันก่อนพระสนมคยองพินยกสุธารสชาไปถวายฝ่าบาทมินโฮในห้องทรงพระอักษร พอฝ่าบาทมินโฮเสวยพระสนมก็ทูลถามว่าได้รสเดียวกับที่ฝ่าบาทเคยชงถวายหรือไม่ ฝ่าบาทมินโฮทรงกริ้วปังขึ้นมาทีเดียว รับสั่งว่าไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชิงดีชิงเด่นให้เหนือฝ่าบาท ใยจะต้องมาทูลถามว่าใครดีกว่าใคร พระสนมตกพระทัยมาก รีบทูลว่าไม่ได้คิดจะชิงดีชิงเด่น เพียงแต่คิดว่าอยากทำอะไรให้ถูกพระทัยฝ่าบาทมินโฮเช่นที่ฝ่าบาททรงทำไว้เท่านั้น”

คิมจินอูหยุดพูดเมื่อเห็นสีพระพักตร์เคร่งเครียดของคังยู ชายหนุ่มรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็ก

“กระหม่อมก็เล่าใส่สีตีไข่ไปบ้างตามประสาคนนิยมชมละคร ฟังนิทานตามโรงน้ำชา ฝ่าบาททรงอย่าเอาถ้อยคำกระหม่อมไปเป็นพระอารมณ์เลย”

“ฮยองนิม ได้ยินข่าวว่าเจ้ากรมพิธีการจะเตรียมพิธีสถาปนาพระสนมคยองพินเป็นพระมเหสีหรือไม่” คังยูเลี่ยงไปรับสั่งถามเรื่องอื่น เมื่อเห็นคิมจินอูทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก องค์ชายจากเมืองคูซันก็ถอนพระทัย แล้วรับสั่ง

“ฝ่าบาททรงปล่อยเวลาให้เนิ่นนานเกินไปแล้ว ยามนี้ใครๆ ก็คาดการณ์ว่าพระสนมคยองพินจะได้เป็นพระมเหสีแทน”

“ฝ่าบาทมินโฮทรงวุ่นวายอยู่กับการศึก เสร็จศึกแล้วก็คงจะทรงจัดการอะไรๆ ให้เรียบร้อย”

“องค์ชายยองก็ยังไม่ได้รับสถาปนาเป็นรัชทายาทเสียที” คังยูรับสั่งเรียบๆ “ยามนี้ใครๆ ก็ออกพระนามว่า วอนจา แต่ถ้าไม่แต่งตั้งเป็นทางการ ขุนนางก็จะยังแบ่งฝักฝ่าย เพราะคาดหวังว่าฝ่าบาทอาจจะรับฝ่ายในเพิ่ม หากอภิเษกสตรีอื่นเป็นพระมเหสี องค์ชายยองที่เป็นโอรสพระสนม ก็จะด้อยกว่าโอรสของพระมเหสี ในเรื่องสิทธิการสืบราชบัลลังก์”

“องค์ชายยองยังเป็นเด็กตัวเท่านั้น ฝ่าบาทอย่ากังวลพระทัยไปเลย” คิมจินอูเอ่ยปลอบ แต่คังยูส่ายพระพักตร์ แล้วรับสั่งด้วยสุรเสียงหนักแน่น

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเองก็จับตาดูคนสกุลอิมกันมาโดยตลอด ถึงได้รู้ว่าระยะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างประหลาด”

เรื่องที่คังยูรับสั่งถึงทำให้สีหน้าของคิมจินอูเปลี่ยนเป็นจริงจัง เพราะหลังจากบิดาของจินอู ผู้เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมได้สอบสวนทวนความข้อหาปองร้ายพระสนมและพระโอรส แม้จะละเว้นโทษตายให้กับอิมฮยอนจุน พี่ชายของอดีตพระมเหสี แต่อิมฮยอนจุนต้องทัณฑ์โบยสิบยก ยกละสามสิบที แล้วขับออกไปพ้นเขตนครหลวงตลอดชีวิต และมีคำตัดสินลงโทษให้ปลดบิดา และญาติในสายสกุลสายตรงของบิดากับมารดาของอิมฮยอนจุนออกจากราชการทั้งหมด

ฮงรยอนเป็นหูเป็นตาติดตามข่าวของอิมฮยอนจุนให้ จินอูจึงได้รับรายงานที่เชื่อถือได้ว่า อิมฮยอนจุนบาดเจ็บสาหัสจากการถูกโบยสามร้อยที เมื่อต้องถูกเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คุมตัวให้เดินทางออกจากนครหลวงเมืองพยองจู จึงเริ่มล้มป่วยระหว่างทาง และสิ้นใจลงที่หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางออกไปชายแดนเมืองพยองจู ส่วนอิมจองยอนที่ถูกขับออกจากวังหลวงนั้น ถูกเนรเทศกลับบ้านเดิม ถูกส่งตัวไปพำนักที่บ้านเดิมของมารดานอกเขตนครหลวงเมืองพยองจู ห้ามมิให้เข้าวังหลวงตลอดชีวิต

แม้อิมซึงจุน ผู้เฒ่าจะเก็บตัวอยู่ในเรือนหลังจากการตายของลูกชายคนโต ทว่าทั้งคังยูได้วางสายสืบไว้อย่างรอบคอบ และพบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักรบรับจ้างแคว้นฉินในนครหลวง สายสืบรายงานว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่สืบเนื่องไปยังอิมซึงจุนอย่างแน่นอน

“ฝ่าบาท ทรงวิตกเกินไปกระมัง” คิมจินอูเอ่ย

“ไม่หรอก” คังยูรับสั่ง แล้วทอดพระเนตรดวงตาของคิมจินอูตรงๆ “หากมีผู้ใดที่รู้ซึ้งที่ความไม่มั่นคงของสถานะรัชทายาท ก็คือข้านี่เอง ฮยองนิม”

คิมจินอูอับจนถ้อยคำ และไม่คิดว่าตนเองจะสามารถปลุกปลอบพระทัยที่บอบช้ำขององค์ชายหนุ่มน้อยตรงหน้าได้ บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมจึงนิ่งเสีย คังยูจึงรับสั่งเรียบๆ

“ถ้าฝ่าบาทเสด็จออกไปเล่นศึกเมืองคูซัน แล้วเคราะห์หามยามร้าย เกิดศึกภายในขึ้นมา อย่างน้อยสถานะรัชทายาทขององค์ชายยองก็ไม่ควรสั่นคลอน ขุนนางที่เป็นพระญาติพระสนมจะต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่าบาท เพื่อรักษาขั้วอำนาจของตน หากฝ่าบาทยังทรงรั้งรอไม่แต่งตั้งพระสนมเป็นพระมเหสี ไม่แต่งตั้งองค์ชายยองเป็นรัชทายาท เกิดเรื่องราวพลิกผันอันใดขึ้น ขุนนางที่เป็นพระญาติพระสนม จะทอดทิ้งฝ่าบาทแน่”

ในดวงเนตรใสแจ๋วเหมือนเด็กน้อยของคังยูมีประกายแข็งกร้าวอย่างที่จินอูไม่เคยเห็นมาก่อนในดวงเนตรขององค์ชายหนุ่มน้อยที่ตนคุ้นเคยดี แววตานั้นเป็นแววตาของผู้ที่ประสบทุกข์ยากในชีวิตมาอย่างโชกโชน จนทำให้คนผู้นั้นขวัญกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า คิมจินอูรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อได้ยินรับสั่งจากองค์ชายยู

 “ฮยองนิมไปเรียนท่านบิดาของฮยองนิมเถิด ว่ายามนี้ควรมีการแต่งตั้งพระมเหสี และองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการก่อนมีศึกภายนอก ทางเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งหลาย คิดอ่านว่าประการใดสมควรทำ ก็ต้องเร่งทำแล้ว”

 

อากาศกลางคืนเย็นจัดเมื่อฮงรยอนส่งทหารกลุ่มสุดท้ายจากหน่วยฝึกทางเหนือ เข้าไปยังที่ซุ่มซ่อนตัวในตรอกเก่าแก่ที่แทบไม่มีคนอาศัยย่านชานนครหลวงเมืองคูซัน ย่านนั้นเคยเป็นย่านที่เหล่ากรรมกรอาศัยอยู่หนาแน่น แต่เนื่องจากเกิดไข้รากสาดน้อยระบาดในหมู่ผู้อาศัย คนที่ยังไม่ป่วยจึงพากันย้ายหนี ทิ้งให้บ้านเรือนร้างไป

บิดาของคิมจินอู จึงเข้าไปจับจองซื้อที่ดินไว้ในราคาถูก และขุดห้องใต้ดินหลายห้องเอาไว้ ตามพระบัญชาของพระราชาเมืองพยองจู เพื่อให้คนที่ฝึกเอาไว้สามารถมาซ่อนตัวได้ หากมีเหตุจำเป็น

ฮงรยอนสวมชุดสีดำแบบบุรุษ ผมดำขลับยาวจรดบั้นเอวถูกรวบ และม้วนเป็นมวยไว้กลางกระหม่อม ปักปิ่นไม้เรียบๆ แต่ดวงหน้างดงามนั้น ก็ยังคงงดงามโดดเด่น อดีตแม่ทัพโนจองโมและฮงแดฮี คนสนิทที่มาส่งทหารกลุ่มสุดท้ายด้วยตัวเอง ยืนอยู่ข้างหญิงสาว กับออมฮงชิก ขุนนางกรมท่า

ในความมืดของค่ำคืน แสงจันทร์หรุบหรู่ทำให้ทั้งหมดเห็นใบหน้ากันเพียงเลือนลาง เพราะมีเพียงโคมเล็กๆ สองดวงให้ความสว่าง

“ขอบใจคุณชายออม และแม่นางฮงรยอนมากที่ช่วยเป็นธุระดูแลจัดการเรื่องคนให้” โนจองโมเอ่ย

“ท่านอดีตแม่ทัพกล่าวหนักไปแล้ว” ออมฮงชิกเอ่ยอย่างสุภาพ “เป็นหน้าที่ของผู้น้อยที่ต้องรับผิดชอบขอรับ”

“ถึงเช่นนั้นก็ขอขอบคุณคุณชายออม และแม่นาง” โนจองโมหยุดไปหน่อยหนึ่ง และเอ่ยเรียบๆ “ข้าไม่เคยรู้สกุลแม่นางฮงรยอนเลย ไม่ทราบแม่นางเป็นคนสกุลใด”

“ข้าเป็นคนสกุลโอ จากหมู่บ้านอึงชอลเจ้าค่ะ ท่านอดีตแม่ทัพ ข้าชื่อโอฮงรยอน”

หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่ติดขัด เพราะเป็นเรื่องที่เอ่ยจนขึ้นใจ สกุลโอเป็นสกุลที่คนในหมู่บ้านอึงชอลใช้กันจริง ถ้าหากมีผู้ไปสอบถามก็จะไม่พบข้อน่าสงสัยแต่ประการใด ทว่าฮงรยอนกลับรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกลถึงท่าทางของอดีตแม่ทัพใหญ่

“เช่นนั้นเอง ข้าเคยไปหมู่บ้านอึงชอลหนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คนสกุลโออยู่ที่นั่นจริงๆ” โนจองโมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “หมู่บ้านนั้นค่อนข้างอัตคัด ที่ผ่านมาแม่นางฮงรยอนคงลำบากมากทีเดียว”

แม้จะฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวดจนไม่เผลอแสดงสีหน้า หรืออารมณ์ใดๆ แต่ถ้อยคำของโนจองโมกลับทำให้ฮงรยอนรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งค้างอยู่กลางลำคอ หญิงสาวไม่เอ่ยสิ่งใดตอบนอกจากรอยยิ้มเบาบาง โนจองโมจึงเป็นฝ่ายต่อคำ

“ข้าถูกชะตากับแม่นางฮงรยอนมากทีเดียว ของนี่เป็นของน้องสาวข้า ไม่มีราคาค่างวดนัก แม่นางโปรดรับไว้เถอะ”

ฮงรยอนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่โนจองโมกลับยัดห่อของผอมๆ นั้นใส่มือของหญิงสาว ก่อนจะชวนคนสนิทจากไป หญิงสาวกำห่อของไว้ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจปิดห่อของออกดู ปิ่นเงินฝีมือประณีตตรงปลายแต่งด้วยหินโมราสีเหลืองเจียเป็นทรงกลมยึดไว้กับก้านเงินแท้ ตกแต่งด้วยเส้นเงินตีบางๆ เป็นลายเมฆ ทำให้ปิ่นเงินนั้นเป็นปิ่นรูปดวงจันทร์ในม่านเมฆ

ดวงใจของฮงรยอนไหววับเพราะเคยเห็นปิ่นอันนี้มาก่อน เนื่องจากมารดาเคยปักปิ่นแบบเดียวกันนี้อยู่เสมอ หญิงสาวจำได้ว่าเคยถามมารดาว่าเหตุใดจึงมีชื่อ โนจาอ๊กอยู่บนด้ามปิ่น มารดาจึงบอกว่า เป็นปิ่นนี้เป็นปิ่นคู่ ธิดาสกุลโนที่มารดานับถือเป็นพี่สาวแท้ๆ สั่งทำปิ่นพี่น้องนี้ให้ และให้เก็บปิ่นของอีกฝ่ายไว้เป็นของดูต่างหน้า

ฮงรยอนยกด้ามปิ่นขึ้นรับแสงโคม และพบว่าตัวอักษรที่ทำให้ดวงใจของฮงรยอนสั่นไหว บนด้านปิ่นนั้นสลักชื่อ ยุนอึนบี ชื่อของมารดาแท้ของคิมจีซู หรือโอฮงรยอน

ออมฮงชิกเห็นหญิงสาวนิ่งค้างอยู่นาน จึงตัดสินใจเอ่ยเรียกเบาๆ

“แม่นางฮงรยอน”

“เจ้าคะ” หญิงสาวรับคำ และเก็บปิ่นนั้นเข้าห่อผ้า “มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ คุณชายออม”

“แม่นางฮงรยอนเป็นอะไรไปหรือ”

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เรารีบกลับเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า”

ออมฮงชิกพยักหน้า และอาสาถือโคมให้ หญิงสาวที่เดินเคียงกันมายังคงเงียบ แต่ดูใจลอยราวกับมีเรื่องให้ครุ่นคิดอย่างหนัก ฮงชิกจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“แม่นางฮงรยอน ท่านอดีตแม่ทัพโนมีภรรยาเอกที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับท่านแม่ทัพ และมีอนุที่ยังสาวอยู่สองคนในเรือนหลัง วันนี้ท่านอดีตแม่ทัพยกปิ่นให้แม่นางฮงรยอน อาจจะหมายสานสัมพันธ์ แต่ข้าอยากให้แม่นางฮงรยอนคิดทบทวนให้ดี เพราะข้าได้ยินมาว่าอนุคนที่สองนั้น ร้ายกาจไม่เบาทีเดียว ท่านอดีตแม่ทัพจึงไม่ได้มีอนุใหม่เข้าไปอยู่เรือนหลังมาหลายปีแล้ว”

“คุณชาย พูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ ข้าไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับอนุของท่านอดีตแม่ทัพที่ตรงไหนเลย”

คำพูดเรียบๆ ของฮงรยอนทำให้ออมฮงชิกนึกโกรธขึ้นมา เพราะดูราวกับหญิงสาวจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะบอกกล่าวเลยแม้แต่น้อย ออมฮงชิกจึงหยุดเดิน พลอยทำให้ฮงรยอนต้องหยุดไปด้วย ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงหงุดหงิดไม่น้อย

“จะไม่เกี่ยวกับอนุของท่านอดีตแม่ทัพได้อย่างไร ในเมื่อท่านโนจองโมทำท่าราวกับจะทาบทามให้แม่นางฮงรยอนไปเป็นอนุ ข้าก็บอกกล่าวให้แม่นางฮงรยอนรู้ว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง หากแต่งเข้าไปเป็นอนุในเรือนหลัง”

“คุณชาย ท่านเข้าใจผิดแล้ว”

“ข้าจะเข้าใจผิดได้อย่างไร ครั้งนี้ท่านอดีตแม่ทัพโนถึงกับมอบของมีค่าเช่นปิ่นนั้นให้แม่นาง” ออมฮงชิกถอนใจด้วยความหงุดหงิด เพราะฮงรยอนยังคงมองมาด้วยสีหน้างุนงง “แม่นางฮงรยอน คิดดูเถิด ท่านอดีตแม่ทัพ แม้ยังแข็งแรง แต่ก็นับว่าเข้าวัยชราแล้ว หากแม่นางแต่งไปเป็นอนุท่านอดีตแม่ทัพ เกิดท่านโนจองโมสิ้นบุญไป แม่นางต้องตกพุ่มม่าย มิลำบากไปมากกว่านี้หรอกหรือ”

ฮงรยอนเริ่มจับต้นชนปลายถึงสิ่งที่ออมฮงชิกกำลังพยายามจะอธิบาย แต่หญิงสาวนึกขัน จนเผลอยิ้มออกมา เมื่อเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า

“คุณชายออม เห็นว่าปิ่นที่ท่านอดีตแม่ทัพโนมอบปิ่นให้ข้าด้วยเสน่หาหรือเจ้าคะ”

“ใช่สิ ของมีค่าเช่นนั้น ชายมอบให้หญิง จะไม่นับว่าเป็นการให้ด้วยเสน่หาได้อย่างไร”

“เช่นนั้น” ฮงรยอนพยายามกลั้นยิ้มเมื่อเอ่ยคำ “ชายที่มอบพู่หยกให้หญิง ก็นับว่ามีใจเสน่หาหรือเจ้าคะ”

ออมฮงชิกอับจนถ้อยคำ เพราะรู้ว่าฮงรยอนหมายถึงพู่หยกที่ตนยัดเยียดให้เด็กรับใช้โรงน้ำชานำไปมอบให้หญิงสาว ชายหนุ่มรู้สึกแก้มร้อนผ่าว เพราะดวงตาของหญิงสาวที่มองเห็นภายใต้แสงโคมนั้นมีรอยหวานระยับเต้นระริกอยู่ เมื่อเห็นออมฮงชิกไม่เอ่ยคำใด หญิงสาวจึงเอ่ยคำ

“ท่านอดีตแม่ทัพโนไม่ได้ให้ปิ่นข้าเพราะใจเสน่หาหรอกเจ้าค่ะ ท่านเพียงแต่ถูกชะตาข้าอย่างลูกหลานเท่านั้น” ฮงรยอนแย้มยิ้มอย่างที่ออมฮงชิกไม่เคยเห็นมาก่อนเมื่อเอ่ยคำ “ข้าไม่ได้คิดจะเป็นอนุของผู้ใดหรอกเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นหรือ” ออมฮงชิกเอ่ยอย่างเก้อๆ

                “เจ้าค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างขันๆ “เราจะไม่ไปกันต่อหรือเจ้าคะ ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว”

                “ไปสิ ไปกัน”

                ออมฮงชิกพูดตะกุกตะกัก และเดินนำหญิงสาวไปตามทางมืดๆ ดวงใจที่ซึมเซาของฮงรยอนค่อยๆ เต้นแรง เมื่อเหลือบมองชายหนุ่มที่ดูเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัดที่เดินอยู่ข้างกาย

 

                เสียงมโหรี และกลิ่นกำยานที่จุดในกระถางใหญ่กลางลาน ส่งให้พิธีกรรมในวันนี้ ดูศักดิ์สิทธิ์ และสูงส่งสมกับพิธีอภิเษกพระสนมคยองพิน สกุลกงขึ้นเป็นพระมเหสีเมืองพยองจู ซึ่งถูกจัดขึ้นหลังจากที่เหล่าเสนาบดีลงนามยื่นฎีกาขอให้พระราชาหนุ่มตั้งพระสนมเอกเป็นพระมเหสีองค์ใหม่

คังยูประทับอยู่ในหมู่เชื้อพระวงศ์เมืองพยองจู ทอดพระเนตรพระสนมคยองพินในชุดพิธีการเต็มยศพระมเหสี ชุดผ้าไหมหรูหรานั้นดูหนาหนัก ทำให้หญิงสาวต้องค่อยๆ ก้าวช้าๆ โดยมีฮวันซังกุง และคิมซังกุง คอยช่วยประคองไปประทับยืนตรงหน้าบัลลังก์ที่พระราชาหนุ่มประทับอยู่ก่อนแล้ว

                พระราชาเมืองพยองจูทรงเครื่องยศพระราชาอย่างออกงานพิธีการ ประทับบนบัลลังก์ ส่วนเจ้ากรมพิธีการยืนอ่านโองการอยู่เบื้องหน้า

                “พระราชาซงมินโฮ พระราชาเมืองพยองจู มีพระราชวินิจฉัยว่า ท่านหญิงโมรัน สกุลกง เมื่อแรกได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้า ตำแหน่งพระสนมคยองพิน พระสนมเอก ตลอดระยะเวลาที่ได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้านั้น พระสนมคยองพินมีประสูติกาลองค์ชายยอง พระโอรสองค์แรกในพระราชาซงมินโฮ และมีความอุตสาหะในการอุทิศพระองค์เพื่อสนองพระราชดำริของพระสวามี อภิบาลพระโอรส และถวายการรับใช้พระพันปีหลวงอย่างสุดความสามารถ”

                คังยูทรงละสายพระเนตรจากพระสนมคยองพินไปยังพระราชาหนุ่มที่ประทับนิ่งบนบัลลังก์ เสียงเจ้ากรมพิธีการยังคงอ่านช่วงท้ายของพระราชโองการด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

                “พระราชาซงมินโฮ จึงมีพระราชดำรัสโปรดให้ยกพระสนมคยองพิน สกุลกง ขึ้นที่พระอัครมเหสีเมืองพยองจู ตำแหน่งพระมเหสีโมรัน สกุลกง และสถาปนาองค์ชายยอง พระโอรสในพระอัครมเหสี ขึ้นเป็นรัชทายาทเมืองพยองจู ประกาศเมื่อวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนห้า ปีรัชศกที่สิบสองในรัชกาลปัจจุบัน”

                พระราชาหนุ่มพระราชทานเครื่องยศให้พระมเหสีตามพระราชพิธี และพระราชทานป้ายหยกขาวประจำพระองค์ให้พระมเหสีองค์ใหม่ และให้พระมเหสีขึ้นประทับบนพระแท่นของพระมเหสีข้างพระแท่นพระราชาเมืองพยองจู เหล่าขุนนางต่างตั้งแถวถวายบังคม

                คังยูประทับยืนอยู่ไม่ไกลจากบัลลังก์นัก จึงทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งชัดเจน และเห็นว่าพระดรรชนี** ของพระราชาเมืองพยองจูมีพระธำมรงค์**ที่ตัวเรือนเป็นเงินขาวตีเป็นรูปมังกร ปากของมังกรคาบหยกขาวคู่ องค์ชายจากเมืองคูซันเหลือบมองแหวนที่ประดับอยู่ที่พระดรรชนีของพระองค์ และพยายามกลั้นรอยแย้มสรวล

                เพราะพระธำมรงค์ที่พระราชาเมืองพยองจูทรงฝากคิมจินอูมาประทานให้นั้น เหมือนกับพระธำมรงค์ที่พระราชาเมืองพยองจูทรงอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน

                เมื่อถวายบังคมเรียบร้อย คังยูประทับร่วมรับพระราชทานเลี้ยงอยู่จนค่ำ ในงานมีขุนนางที่คุ้นเคยกันดี แวะเวียนมาขอดื่มน้ำจัณฑ์กับคังยูไม่น้อย องค์ชายหนุ่มจึงต้องเสวยน้ำจัณฑ์ไปจำนวนมาก งานเลี้ยงยังคงมีอยู่ แต่คังยูตัดสินใจเสด็จกลับเมื่อรู้สึกไม่สบายพระองค์นัก

                รถม้าทรงมารออยู่ตรงปากประตูเสนาบดี ซึ่งเป็นประตูเดียวของวังหลวงที่ยังเปิดอยู่ในยามค่ำเช่นนี้ ข้ารับใช้วังหน้าเห็นเจ้านายของตนมีพระอาการเมาสุราเล็กน้อย จึงรีบนำรถม้ามาหา และช่วยให้คังยูเสด็จขึ้นไปประทับ ก่อนบังคับรถออกจากบริเวณถนนหน้าวังหลวง

                วังหน้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวังหลวง แต่ประตูเสนาบดีอยู่ทางทิศใต้ รถม้าทรงของคังยูจึงต้องขับอ้อมถนนด้านข้างวังหลวง ผ่านวังตะวันออกขณะนี้ยังไม่มีเจ้าของ แต่เมื่อองค์ชายยองมีพระชนมายุได้ราวสิบพรรษาก็จะต้องเสด็จออกวังหลวง ไปประทับที่วังตะวันออก อันเป็นพระตำหนักที่ประทับของรัชทายาท หลังจากเลยวังตะวันออกมาแล้ว ก็ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่ในละแวกนั้น ถนนที่สัญจรนั้นตัดขนานคูเมืองและพื้นที่ว่างที่มีต้นไม้ใหญ่ปลูกไว้หนาแน่น

                อากาศเย็นในยามค่ำคืนชำแรกผ่านช่องบานหน้าต่างรถม้าทรง ทำให้คังยูต้องห่อพระอังสา** เสียงวัตถุบางอย่างแหวกอากาศ ตามด้วยเสียงม้าที่ลากรถม้าทรงของคังยูก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่รถม้าจะเริ่มเสียการควบคุมพุ่งลงคูเมือง ตัวเก๋งข้างหนึ่งเอียงลงไปทางผิวน้ำ บานหน้าต่างกว้างขนาดให้ผู้ชายตัวผอมๆ ลอดออกได้เปิดออก ทำให้น้ำจำนวนมากพุ่งเข้ามาภายในเก๋งรถม้า

                ชายสวมชุดดำโพกผ้าปิดหน้าปิดตาสามคนกรูกันเข้าไปที่รถม้าทรงที่กำลังตกลงในคูเมือง ข้ารับใช้วังหน้าสิ้นใจเพราะถูกยิงด้วยลูกศร เช่นเดียวกับม้าทรงที่ใช้เทียมรถ คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ารุดไปเปิดประตูเก๋งรถม้า ทว่าพบแต่ความว่างเปล่า ก่อนจะได้ยินเสียงลูกน้องเอะอะ จึงเร่งออกไปดู

                องค์ชายคังยูที่น่าจะออกจากเก๋งรถทางหน้าต่างรถม้า ได้ว่ายน้ำหนีไปและกำลังปีนสันคูเมืองขึ้นไปประทับยืนบนถนน ในพระหัตถ์ข้างหนึ่งทรงดาบยาว ใบดาบเป็นสีเงินยวงสะท้อนแสงจันทร์ คังยูโยนพระมาลา**เครื่องยศทิ้ง และทรงถอดภูษาผ้าไหมตัวนอกที่เปียกน้ำจนชุ่มออก ชายคนร้ายทั้งสามกรูเข้าไปหา คนหนึ่งตวัดดาบหมายจะฟันลงตรงพระศอของคังยู แต่องค์ชายหนุ่มทรงยกดาบขึ้นรับ และตวัดปลายดาบใส่ ทำให้ฝ่ายนั้นต้องถอยออกไป

                คังยูทั้งรุก และรับอยู่ครู่ใหญ่ แม้จะถูกรุมด้วยชายที่ชำนาญเพลงดาบสามคน แต่คนร้ายก็ยังไม่สามารถเอาชีวิตองค์ชายจากเมืองคูซันได้ดังที่คาดหมาย ยามนั้นคังยูทรงคิดหาทางถอยหนี แต่เพราะถูกล้อมไว้จึงไม่อาจสบช่องจะถอยได้ ยามนี้จึงได้เพียงแต่พยายามรักษาพระองค์ไว้ก่อน

                ร่างโปร่งบางในชุดบุรุษขี่ม้ามาถึงจุดที่คังยูกำลังพยายามใช้เพลงดาบต่อสู้ปกป้องพระองค์เองไว้ก่อน คราวแรกคังยูทรงกังวลว่าคนที่มาใหม่จะเป็นพวกศัตรู แต่คนที่คาดหน้ากลับลงจากหลังม้า ตวัดดาบเล่นงานคนร้าย คังยูจึงสามารถเป็นฝ่ายรุก และตวัดดาบฟาดฟันจนใส่ไหล่ของคนร้ายคนหนึ่งจนถึงแก่ชีวิต องค์ชายหนุ่มจึงหันไปตวัดดาบใส่คนร้ายอีกคนหนึ่ง ส่วนอีกคนกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับเจ้าของร่างโปร่งบาง

                คังยูทรงแทงดาบเข้าไปได้ที่กลางอกของคนร้าย เมื่อถอนใบดาบออกเลือดอุ่นๆ จึงกระเซ็นเปรอะพระพักตร์ และพระภูษาขององค์ชายหนุ่ม จังหวะเดียวกันนั้นร่างโปร่งบางที่เข้ามาช่วยก็จัดการปลิดชีพคนร้ายได้สำเร็จ พระองค์ของคังยูสั่นเทิ้มเพราะอากาศหนาว และทรงรู้สึกกลัวจนพระทัยแทบหยุดเต้น

                ปลายดาบเปื้อนเลือดในพระหัตถ์ชี้ไปที่ร่างโปร่งที่ยังปิดหน้าตา คนผู้นั้นถอดผ้าโพกออก เมื่อทรงเขม้นมอง จึงเห็นใบหน้าคุ้นตาของแม่นางฮงรยอน หญิงสาวลดดาบลง และเอ่ยเสียงเบา

                “ฝ่าบาท หม่อมฉันเอง ฮงรยอนเพคะ”

                “แม่นางฮงรยอน”

                คังยูรับสั่งด้วยเสียงอ่อนระโหย ก่อนจะทรุดพระองค์ลงกับพื้นโดยใช้ดาบค้ำไว้ไม่ให้ทรงล้มลงเสียก่อน ฮงรยอนปราดเข้าไปช่วยประคอง และสัมผัสได้ว่าร่างขององค์ชายหนุ่มสั่นสะท้าน หญิงสาวเอ่ยเสียงร้อนรน พลางมองไปทางถนนว่างเปล่า

                “ฝ่าบาท บาดเจ็บที่ใดหรือไม่เพคะ”

                ฮงรยอนยังพยายามสำรวจ และเห็นบาดแผลดาบเฉี่ยวต้นแขนของคังยูเล็กน้อย หญิงสาวจึงใช้ผ้าคาดเอวของตนรัดไว้เพื่อห้ามเลือด ก่อนเอ่ยบอกเสียงสั่น

                “ฝ่าบาท ประทับยืนไหวหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะพาฝ่าบาทไปประทับที่ปลอดภัยก่อน ตรงนี้โล่งเกินไป หากพวกคนร้ายตามมา เราจะเสียเปรียบ”

                “แม่นางฮงรยอน” คังยูรับสั่งเสียงแหบแห้ง “เหตุใดแม่นางจึงตามมาที่นี่”

                “ฝ่าบาทมินโฮรับสั่งให้หม่อมฉันกับฮงจุนช่วยอารักขาฝ่าบาทห่างๆ วันนี้เมื่อเห็นฝ่าบาทเสด็จออกจากวัง หม่อมฉันก็ขี่ม้าตามมาห่างๆ และให้ฮงจุนไปตรวจความปลอดภัยที่วังหน้าก่อน พอเห็นรถม้าทรงเสียหลัก ก็คิดว่าเกิดเหตุร้ายแน่ โชคดีเหลือเกิน ฝ่าบาทมีดาบติดพระองค์”

                “ข้าพกดาบอยู่เสมอ”

                คังยูรับสั่งเบาๆ และทั้งคู่ต่างเหลือบมองไปทางถนนเมื่อได้ยินเสียงม้าหลายตัววิ่งควบมาใกล้ พระทัยของคังยูหายวาบเมื่อทรงนึกว่าเป็นคนร้าย แต่เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ควบม้านำมา พระโอษฐ์อิ่มจึงขยับเป็นนามที่คุ้นเคย

                “ท่านอี” ขอบพระเนตรของคังยูร้อนผ่าว ก่อนรับสั่งเรียกอีกครั้งราวกับไม่แน่พระทัย “ท่านอีหรือ”

                “วอนจา บาดเจ็บหรือไม่”

                อีซึงฮุนเอ่ยถามทันทีที่กระโดดลงมาจากหลังม้า ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตระหนก เมื่อเห็นเลือดเปี้อนเต็มเสื้อทรงและพระพักตร์ ดวงตาของอีซึงฮุนสำรวจเห็นบาดแผลบนต้นแขนของคังยู และเอ่ยอย่างตกใจ

                “วอนจาทรงบาดเจ็บหรือ รีบเสด็จกลับวังหน้าเถิด จะได้ทำแผล”

                “ท่านอี”

                พระหัตถ์ขาวเย็นเฉียบของคังยูทิ้งดาบเปื้อนเลือดลงกับพื้น แล้วทรงกุมต้นแขนของอีซึงฮุนไว้แน่นด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง อีซึงฮุนงุนงงอยู่ชั่วอึดใจแต่เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของคังยู ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นบีบพระอังสาเบาๆ และเอ่ยอย่างหนักแน่น

                “วอนจา ไม่เป็นไรแล้ว กระหม่อมอยู่นี่แล้ว”

                เมื่อสิ้นคำของอีซึงฮุน คังยูก็ทิ้งองค์เข้าไปหาอ้อมแขนของชายหนุ่ม แม้ไม่มีเสียงคร่ำครวญ แต่ซึงฮุนสัมผัสได้ถึงหยดน้ำอุ่นๆ เปียกชื้นบนแผ่นอกของตน ชายหนุ่มลูบหลังของคนที่มีเชื้อสายเป็นน้องชายเบาๆ และเพิ่งระลึกได้ว่าตนเผลอเรียกคังยูด้วยพระยศเก่าทั้งที่ไม่ควร

แต่ในยามนี้ ไม่ว่าจะยศศักดิ์ หรือสิ่งใดก็ดูเหมือนจะไร้ความสำคัญไปเสียแล้ว

                โนมินฮวานที่คุมเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวงมากับอีซึงฮุน เอ่ยสั่งให้ลูกน้องขนศพทั้งหมดกลับไปกองบัญชาการ คังยูที่สงบพระทัยได้แล้ว ตกลงจะเสด็จไปกองบัญชาการด้วย จึงทรงม้าไปกับอีซึงฮุน ส่วนฮงรยอนนั้นขอปลีกตัวกลับไปเสียก่อน

                ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบนครหลวงจัดการเตรียมห้องให้คังยูสรงน้ำ ทำแผล และเปลี่ยนชุดใหม่ แม้ชุดที่ถวายจะเป็นชุดที่เคยใช้แล้ว แต่ก็ซักไว้อย่างสะอาด คังยูเองก็มิได้ทรงเรียกร้องสิ่งใดเพิ่ม เมื่อเสวยยาบำรุงเลือด และทำแผลเสด็จ ก็เสด็จไปตามหาอีซึงฮุนที่ไปตรวจศพของชายคนร้ายทั้งสามอยู่

                แม้ศพทั้งสามจะถูกทำสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่คังยูยังได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ อวลอยู่ในห้อง อีซึงฮุนหันมองเมื่อเห็นคังยูเสด็จมาประทับข้างๆ ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ

                “เสวยยาแล้วหรือ”

                “กินแล้ว”

                อีซึงฮุนพยักหน้ารับเมื่อคังยูรับสั่งตอบ โนมินฮวานให้ลูกน้องยกข้าวของที่พบในตัวคนร้ายมาให้คังยู และอีซึงฮุนดู ป้ายประจำตัวสลักลายหงส์เพลิงสามอันวางเรียงกัน สายตาของอีซึงฮุนสบกับพระเนตรของคังยู ก่อนที่อีซึงฮุนจะเดินไปเปิดผ้าคลุมศพ และตรวจดูที่ข้อมือศพทั้งสาม ก่อนจะมองมาหาคังยู และส่ายหน้า ก่อนเอ่ยสั้นๆ

                “ไม่ใช่ชาวคูซัน”

                “แต่ป้ายหงส์เพลิงเหล่านี้ พบในตัวศพ” โนมินฮวานเอ่ยค้านเรียบๆ

                “ป้ายเป็นของคูซัน แต่คนไม่ใช่” อีซึงฮุนเอ่ยเรียบๆ

                “ที่ข้อมือศพไม่มีลายสักรูปพระอาทิตย์ที่ชายสามัญชาวคูซันนิยมสักกัน”

                คังยูรับสั่งเรียบๆ โนมินฮวานจึงตรวจตราศพอย่างละเอียด และเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก

                “ดูจากรูปพรรณ ก็มิใช่ชาวคูซันจริงด้วย ดูเหมือน..”

                “ชาวแคว้นฉิน” อีซึงฮุนเอ่ยเสียงห้วน

                โนมินฮวานเงียบไปอึดใจ และคิดได้ทันทีว่าเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องที่ทั้งพระราชามินโฮและทุกคนที่เกี่ยวข้องสันนิษฐานไว้ อิมซึงจุนคงเริ่มปั่นป่วนภายใน และจะมีสิ่งใดที่ทำให้พระราชาหนุ่มทรงร้อนพระทัยได้เท่ากับการที่องค์ชายคังยูที่เป็นที่โปรดปรานประสบอันตราย โนมินฮวานจึงเอ่ยทูล

                “เรื่องนี้กระหม่อมจะทูลให้ฝ่าบาทมินโฮทรงทราบ ยามนี้ดึกมากแล้ว กระหม่อมจะจัดรถม้าไปส่งเสด็จฝ่าบาท และท่านอีซึงฮุนที่วังหน้า”

                “ขอบใจท่านผู้บัญชาการมาก”

                คังยูเสด็จนำออกไปโดยมีอีซึงฮุนตามหลังตามไปอย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวงนำดาบของคังยูที่ทำความสะอาดแล้วมาคืนพร้อมฝักดาบ องค์ชายหนุ่มทรงรับไว้ และเสด็จขึ้นรถม้า ส่วนอีซึงฮุนขอนั่งคุ้มกันด้านนอกข้างคนขับ เพียงไม่นานรถม้าก็ลุมาถึงประตูวังหน้า พ่อบ้านใหญ่ที่เป็นหัวหน้าข้ารับใช้วังหน้ายืนรออยู่อย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นคังยูเสด็จลงจากรถม้าแปลกตา ทั้งยังสวมชุดสามัญชนอีก ใบหน้าของพ่อบ้านใหญ่ก็ซีดขาวไปหลายส่วน

                “ฝ่าบาท เหตุใดเสด็จกลับมาล่าช้าเช่นนี้ เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือพะยะค่ะ”

                “มีเรื่องเล็กน้อย” คังยูรับสั่งเบาๆ “เจ้าให้คนจัดอาหารเลี้ยงคนขับรถม้าด้วย และให้คนไปเตรียมห้องท่านอี ใช้ห้องเดิมที่เคยพัก ปัดกวาด และเตรียมฟูกหมอนก็คงใช้ได้แล้ว”

                “กระหม่อมจะไปจัดการตามรับสั่ง” พ่อบ้านใหญ่รับคำ ก่อนเอ่ยทูล “ฝ่าบาท คุณชายคิม กับแขกอีกท่านมารอเฝ้าฝ่าบาทอยู่ที่ห้องโถงใหญ่”

                “อ้อ”

                คังยูรับสั่งและพยักพระพักตร์เป็นเชิงรับรู้ ทั้งที่แทบจะไม่เหลือแรงแล้ว แต่คังยูก็ยังเสด็จไปยังโถงใหญ่ด้วยพระอาการเป็นปกติ จึงได้เห็นคิมจินอูนั่งใช้ปลายเล็บจิกลงบนพัดด้วยสีหน้ากังวล เมื่อฝ่ายนั้นเห็นคังยูก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยเสียงดัง

                “ฝ่าบาท”

                เจ้าของวังหน้าไม่ทันได้รับสั่งสิ่งใด ก็ถูกดึงข้อพระกรให้ทั้งพระองค์เซเข้าไปในอ้อมอกแกร่งของบุรุษผู้หนึ่ง กลิ่นไม้จันทน์ขาวรวยรินอยู่ที่ปลายพระนาสิก**ของคังยู

                “ฮยองนิม ข้าเป็นห่วงจนแทบแล่นจากวังหลวงไปที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวง คุณชายคิมก็ห้ามไม่ให้ข้าไป ฮยองนิมเจ็บตรงไหนบ้าง”

                ความอบอุ่นอาบรินในพระทัยที่แห้งผากของคังยู องค์ชายเมืองคูซันขืนพระองค์ออกจากอ้อมพระกร และรับสั่งเสียงเบา

                “กระหม่อมเจ็บต้นแขนเล็กน้อย โชคดีที่แม่นางฮงรยอนมาช่วยไว้ ท่านอีกับท่านโนมินฮวานมาถึงจึงได้พากระหม่อมกลับไปทำแผล กินยาแล้วที่หน่วยรักษาความสงบนครหลวง”

                “ถูกฟันที่แขนหรือ แผลใหญ่หรือเปล่า” พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างวิตก คังยูจึงหลุดสรวลเบาๆ

                “แผลเล็กกว่าที่ฝ่าบาททรงบาดเจ็บที่ค่ายฝึกเสียอีก”

                “ไม่ได้การแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้หมอหลวงมาดูอาการฮยองนิม”

ซงมินโฮรับสั่งพลางทรงโอบคังยูไว้ในอ้อมพระกร คิมจินอูทำตาโตเมื่อเห็นว่าปลายพระนาสิกและพระโอษฐ์ของพระราชาเมืองพยองจูประทับลงใกล้ๆ พระกรรณขององค์ชายคังยู คุณชายสกุลคิมจึงกระแอมเสียงดังก่อนเอ่ย

“ฝ่าบาท องค์ชายยู กระหม่อมกับท่านอีไม่ได้พบปะกันเสียนาน มีเรื่องให้ต้องสนทนาวิสาสะกันมาก ขอทูลลาก่อน”

พระราชาหนุ่มโบกพระหัตถ์เป็นเชิงไล่ คิมจินอูจึงดันหลังให้อีซึงฮุนออกจากห้องโถง ซ้ำยังช่วยปิดบานประตูให้ด้วย เมื่อได้อยู่ในที่รโหฐาน พระราชาหนุ่มจึงยกพระหัตถ์แนบพระปรางคังยูไว้ ความอุ่นจากฝ่าพระหัตถ์แผ่ซ่านไปทั่วผิวเนื้อ คังยูจึงรับสั่งเสียงเบา

“กระหม่อมกลัวแทบตายว่าจะถูกฆ่า”

“ฮยองนิมของข้า” พระราชาหนุ่มโอบคังยูไว้ในอ้อมพระกร และรับสั่งเสียงเศร้า “ข้าไม่ดีเอง ดูแลฮยองนิมไม่ได้ ฮยองนิมจึงต้องพบอันตรายเช่นนี้”

“ไม่ใช่ความผิดของฝ่าบาท กระหม่อมมิได้โทษฝ่าบาทเลย”

“ฮยองนิมคนดีของข้า”

คังยูซบพระพักตร์ลงกับพระอุระแกร่ง สดับเสียงพระทัยของพระราชาเมืองพยองจูเต้นตุบเป็นจังหวะมั่นคง กลิ่นไม้จันทน์ขาวรวยรินอยู่ที่ปลายพระนาสิก คังยูจึงหลับพระเนตรลง และแม้ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยในอ้อมพระกรแข็งแรงที่โอบไว้ แต่คังยูกลับไม่ปรารถนาจะแยกจากพระราชาเมืองพยองจูแม้แต่ชั่วอึดใจ

 

ม้าใช้ = คนขี่ม้าส่งข่าวสาร

พระดรรชนี = นิ้วชี้

พระธำมรงค์ = แหวน

พระอังสา = ไหล่

พระมาลา = หมวก

พระนาสิก = จมูก

 

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: สวัสดีค่ะ มาดึก แต่มานะ 555 เนื้อเรื่องงวดขึ้นมาเต็มทีแล้ว องค์ชายยูได้ท่านอีมาอยู่ข้างกายแล้ว และต้องเผชิญอันตรายรอบด้าน เรื่องราวการเมืองอันเข้มข้นจะทำให้คังยู และมินโฮต้องต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่อไปยังไง รอติดตามให้กำลังทั้งคู่ใน #แผนลวงวังหน้า ตอนหน้านะคะ

ขอบคุณที่มีความสุขกับฟิค เจอกันตอนหน้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #27 tnk_ikn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 19:27
    ฮืออออ สงสารคังยู ควตกใจกลัวมากแน่ๆ เอาใจช่วยให้เรื่องคลี่คลายเร็วๆนะคะ ;—;
    #27
    0
  2. #26 Midnight1010 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 23:38
    ท่านอีมาแล้ว ยังไงต่อดี ทำไมมาลอบฆ่าองค์ชายคังยูแถมพกป้ายคูซันมาอีก ในหัวตอนนี้คือแบบทำไมๆๆๆๆๆๆๆ งื้อออยาากอ่านต่อแล่ว5555
    #26
    0