[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 14 : 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 มี.ค. 63

14

 

                พระราชาเมืองพยองจูทรงกระแทกม้วนฎีกาลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรง ขุนนางที่มาเข้าเฝ้าพร้อมเสนาบดีกรมยุติธรรม ก้มหน้าต่ำด้วยความหวาดกลัว พระราชาเมืองพยองจูประทับนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับสั่งถามด้วยสุรเสียงขุ่นขึ้ง

                “พระราชาเมืองคูซัน กล้าดีอย่างไร”

                ขุนนางสามคน แม่ทัพกองเรืออีกหนึ่งคน และเสนาบดีกรมยุติกรรมก้มหน้านิ่ง เพราะสัมผัสได้ถึงพระโทสะที่พุ่งพล่านของพระราชาหนุ่ม

                “ข้าถามว่า พระราชาเมืองคูซันกล้าดีอย่างไรถึงจับกองเรือของเมืองคูซัน แล้วประหารทหารยี่สิบนายบนเรือของข้าทั้งหมด!

                เสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้านิ่ง ก่อนจะทูลตามจริง

                “ฝ่าบาท พระราชาเมืองคูซันสั่งประหารทหารทั้งยี่สิบนาย แล้วตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่หน้าประตูเมืองพะยะค่ะ”

                ขุนนางทั้งห้าคนที่มาเข้าเฝ้าสะดุ้งสุดตัวเพราะได้ยินเสียงดังปังจากการที่พระราชาเมืองพยองจูทรงตบโต๊ะทรงพระอักษรอย่างกริ้วจัด แม่ทัพกองเรือจึงเอ่ยทูลเพื่อหาทางลดพระโทสะ

                “พระราชาฮยังเป็นพระอนุชาขององค์ชายคังยู แต่เมืองคูซันทำเช่นนี้ เหมือนไม่เห็นแก่พระพักตร์ของฝ่าบาทเลย องค์ชายยูก็ควรจะทรงรับผิดชอบต่อการกระทำอุกอาจของพระราชาเมืองคูซัน”

                “กล้าดีอย่างไร”

                พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งด้วยสุรเสียงเย็นเยียบ โทสะปรากฏชัดอยู่บนพระพักตร์ เมื่อทอดพระเนตรตรงไปยังแม่ทัพกองเรือที่ยืนเฝ้าอยู่เบื้องพระพักตร์

                “เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงเอาองค์ชายคังยูมาเป็นทางรอดให้ตนพ้นผิด กองเรือทั้งกอง กลับปกป้องเรือของตนเพียงลำเดียวไม่ได้ เจ้ายังกล้าดีจะป้ายความผิดให้องค์ชายคังยูแทนอีกหรือ”

                “ฝ่าบาท ทรงลดพระโทสะด้วย”

                ขุนนางที่ยืนเฝ้าอยู่ทรุดลงคุกเข่าและก้มหน้าต่ำจนหน้าผากแทบชิดพื้นโถงท้องพระโรง พระราชาเมืองพยองจูทรงโยนม้วนฎีกาเรื่องที่เมืองคูซันจับกุม และประหารทหารของพยองจูลงบนพื้นท้องพระโรง ก่อนรับสั่งอย่างไม่พอพระทัย

                “องค์ชายคังยู ได้สถาปนาพระยศเป็นเชื้อพระวงศ์เมืองพยองจูแล้ว ทรงศักดิ์ และสิทธิ์เสมอเชื้อพระวงศ์ในเมืองนี้ทุกประการ เจ้าเป็นขุนทหารเมืองพยองจู กลับดูหมิ่นเชื้อพระวงศ์ของเมืองนี้ได้อย่างนั้นหรือ”

                “ฝ่าบาท ทรงเมตตาด้วย”

                เสนาบดีกรมยุติธรรมเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเพลิงโทสะของพระราชาหนุ่มยังไม่ดับลงง่ายๆ พระราชาเมืองพยองจูทรงเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงเฉียบขาด

                “ไปเตรียมกองเรือ กองทหาร และเสบียงกรังให้พร้อม หลังหน้าเก็บเกี่ยว ข้าจะให้พระราชาเมืองคูซันชดใช้ที่บังอาจสังหารทหารของเมืองพยองจู”

                เหล่าขุนนางรับสนองพระราชโองการเสียงสั่น และได้ยินเสียงผ้าไหมเสียดสีกัน ตามด้วยเสียงขันทีร้องบอกว่า พระราชาเมืองพยองจูเสด็จออกจากท้องพระโรงไปแล้ว เสนาบดีกรมยุติธรรมเงยหน้าขึ้นมองพระแท่นราชบัลลังก์ เบื้องหลังพระแท่นเป็นภาพไม้สลักรูปทิวเขาสามลูก ที่นับเป็นตราแผ่นดินเมืองพยองจู

                สงครามที่กำลังจะอุบัติทำให้เสนาบดีกรมยุติธรรมรู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก

 

                พระราชาซงมินโฮรับสั่งห้ามมิให้ขบวนนางข้าหลวง และขันทีตามมา แต่ทรงอนุญาตให้องครักษ์คิมตามเสด็จได้เพียงคนเดียว องครักษ์คิมเดินตามเบื้องหลังเงียบๆ ปล่อยให้พระราชาหนุ่มทรงครุ่นคิดต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เมื่อพระราชาเมืองพยองจูหยุดประทับที่ริมสระในสวนฝ่ายใน องครักษ์คิมก็ยังยืนเงียบอยู่ไม่ห่าง จึงได้เห็นพระขนงที่ขมวดมุ่นของพระราชาเมืองพยองจู

                ยามนี้ซงมินโฮทรงคำนึงถึงสิ่งที่จำเป็น และกลยุทธ์ที่ต้องใช้เพื่อการศึก เพราะทรงทราบดีว่า การศึกที่ยืดเยื้อไม่เพียงสิ้นเปลืองเสบียงเลี้ยงกองทหาร แต่ยังทำให้อาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่พระราชาเมืองพยองจูมิได้ทรงกังวลว่าจะมีชัยในสมรภูมินี้ไม่ได้ สิ่งที่รบกวนพระทัยอย่างหนักหน่วงคือความคิดว่า

หากโค่นพระราชาฮยังลงได้ บัลลังก์ที่ว่างเปล่าของเมืองคูซันจะตกเป็นของผู้ใดได้ หากมิใช่คังยู

เมื่อทรงคิดถึงเรื่องนี้ พระราชาเมืองพยองจูก็ไม่สบายพระทัยจนถึงขั้นขุ่นเคือง เพราะทรงวางหมากไว้อย่างสมบูรณ์แล้วว่าจะทรงทำสิ่งใด เพื่อกำจัดอิทธิพลของสกุลอิม และรักษาองค์ชายคังอยู่ไว้ข้างพระองค์ตลอดไป ทว่าการกระทำไร้หัวคิดของพระราชาฮยังกลับบีบให้พระราชาเมืองพยองจูไร้อับจนทางเลือก

ก่อนหน้านี้ทรงคิดว่า องค์ชายคังยูเสียบัลลังก์ไปให้พระราชาฮยังก็จริง แต่ในฐานะพระราชาเมืองพยองจู ซงมินโฮจะทำทุกวิธีเพื่อยกคังยูให้อยู่สูงกว่าคนทั้งปวงเพื่อทดแทนให้ จะทำให้คังยูเป็นสุขบนแผ่นดินพยองจูตราบจนวันสุดท้าย

แต่พระราชาฮยังกลับขับไล่ราชทูต ตัดสัมพันธ์ระหว่างสองเมือง หนำซ้ำยังกล้าประหารทหารเมืองพยองจูถึงยี่สิบนาย ในฐานะพระราชาเมืองพยองจู ซงมินโฮไม่อาจดูดายต่อการกระทำหยาบช้าที่พระราชาฮยังทรงยั่วยุได้ ทางเลือกเดียวที่มีคือการทำศึก และจะต้องชนะศึกนี้เท่านั้น

เมืองพยองจูมีกองทหารที่เข้มแข็ง ได้เปรียบมากกว่าเมืองคูซันทั้งการรบทางบกและทางทะเล เหล่าขุนทหารที่เจนสมรภูมิมาตั้งแต่แผ่นดินก่อน ก็นับว่าวางใจได้ แต่พระราชามินโฮกลับไม่สบายพระทัยเมื่อคิดว่า ท้ายสุดแม้จะทรงประหารพระราชาฮยัง เพื่อให้คนเหล่านั้นได้ชดใช้ที่ทรยศบัลลังก์ขององค์ชายคังยูไป ท่านแม่ทัพอีซึงฮุน กับท่านหญิงอีจีอึน คงจะเรียกร้องทุกทางให้ยกคังยูขึ้นครองเมืองคูซัน

หากคังยูได้ครองเมืองคูซันจริง ก็เท่ากับเหมือนต้องตายจากกัน เพราะพระราชาของสองเมืองคงไม่มีวันได้พบกันง่ายดาย คังยูคงต้องวุ่นวายกับราชกิจ และจะต้องอภิเษกมเหสี ความคิดของพระราชาเมืองพยองจูยุติลงตรงที่คิดว่าหากคังยูได้ครองราชย์ ก็จะต้องมีมเหสีอย่างไม่อาจเลี่ยง พระหัตถ์แข็งแรงของพระราชาหนุ่มกำแน่น พระขนงขมวดมุ่นยิ่งกว่าเก่า

เรื่องบัลลังก์เมืองคูซัน ค่อยหาทางจัดการในวันหน้า แต่เรื่องจะยอมให้คังยูได้ไปอยู่ในอ้อมแขนผู้อื่นนั้น ซงมินโฮจะมิมีวันยอมให้เกิดขึ้นแน่

องครักษ์คิมเห็นพระพักตร์เคร่งเครียดของพระราชาเมืองพยองจู จึงตัดสินใจเอ่ยทูลเบาๆ

“ฝ่าบาท วันนี้ฮวันซังกุงพาองค์ชายยองออกมาประทับเล่นที่สวนเล็กพะยะค่ะ”

“เช่นนั้นหรือ” พระราชาหนุ่มรับสั่งเบาๆ “ฮวันซังกุง น่าจะพาองค์ชายมาหาข้าบ่ายนี้”

“กระหม่อมได้ยินว่า องค์ชายคังยูเสด็จเข้าวังหลวง” องครักษ์คิมเอ่ยทูลเรียบๆ “ตอนนี้น่าจะประทับอยู่กับฮวันซังกุง และองค์ชายยองที่สวนเล็กพะยะค่ะ”

                “อืม”

                องครักษ์คิมเดินตามพระราชาเมืองพยองจู และต้องซ่อนยิ้มในหน้าเมื่อเห็นว่าเส้นทางที่พระราชาหนุ่มเสด็จนั้นคือทางลัดไปสวนเล็กในเขตพระราชฐานชั้นใน เมื่อลุผ่านซุ้มประตูโค้ง เสียงเด็กเล็กหัวเราะเริงร่าก็ดังขึ้น ภาพงดงามที่ปรากฎอยู่ต่อสายพระเนตรพระราชาเมืองพยองจูคือ ภาพองค์ชายคังยูทรงอุ้มองค์ชายยองไว้ในอ้อมพระกร และโอษฐ์อิ่มขยับรับสั่งเสียงอ่อนโยนชี้ชวนให้องค์ชายยองทอดพระเนตรต้นไม้ ดอกไม้ในสวนเล็ก

                องค์ชายคังยูหันมาเห็นพระราชาเมืองพยองจูประทับยืนอยู่ที่ตรงทางเข้าสวน โอษฐ์สีชาดจึงคลี่เป็นรอยแย้มสรวล ก่อนรับสั่ง

                “องค์ชายยอง ทูลกระหม่อมพ่อเสด็จมาแล้ว” คังยูประทับยืนนิ่งๆ รอให้พระราชาเมืองพยองจูดำเนินมาหา เมื่อซงมินโฮเสด็จมาใกล้ๆ องค์ชายยูก็ค้อมองค์ถวายบังคมพระราชาเมืองพยองจู และรับสั่งอย่างนุ่มนวล “องค์ชายยอง ถวายพระพรทูลกระหม่อมพ่อ”

                พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรองค์ชายยองที่ยิ้มแป้นในอ้อมพระกรของคังยู พร้อมกับแย้มสรวล และรับสั่งถามด้วยสุรเสียงอ่อนโยน

                “เจ้าขนมต๊อกกวนฮยองนิมหรือเปล่า” พระดรรชนีไล้ลงเบาๆ บนปลายพระนาสิกขององค์ชายยอง ทำให้องค์ชายสรวลเสียงดัง และพลิกองค์ไปซบพระอังสาขององค์ชายคังยู พระราชาเมืองพยองจูจึงรับสั่งอย่างขันๆ “เจ้าลูกคนนี้ ออดอ้อนเก่งเสียจริง”

                “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ข่าวว่าพระราชาเมืองคูซันประหารทหารพยองจูไปยี่สิบนาย”

                “ข่าวไวจริง ข้าเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เอง” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเรียบๆ ก่อนจะจ้องพระพักตร์คังยูที่ทิ้งสายพระเนตรไว้ที่องค์ชายยังที่ซบซุกอยู่กับพระอังสา “ฮยองนิมรู้ได้อย่างไร”

                “คุณชายคิมแจ้งกระหม่อมก่อนเข้าวังวันนี้”

                “อ้อ ท่านบิดาของคุณชายคิมมาเฝ้าข้า เขาคงได้ยินมาจากบิดาเขากระมัง”

                “ฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร”

                “ทำอะไรเช่นไร” พระราชาหนุ่มรับสั่งถาม เมื่อคังยูสบสายพระเนตรเงียบๆ ไม่ต่อความ ซงมินโฮจึงเป็นฝ่ายรับสั่ง “เสร็จหน้าเก็บเกี่ยวแล้ว ก็คงต้องทำศึก”

                “ทำศึก” คังยูทวนคำสั้นๆ ก่อนจะก้มพระพักตร์ต่ำ “บ้านเมืองของกระหม่อมทำให้ฝ่าบาทและชาวเมืองพยองจูลำบากโดยแท้”

                “ฮยองนิม”

                ซงมินโฮรับสั่งเรียก แต่คังยูยังก้มพระพักตร์เช่นเดิม พระราชาหนุ่มจึงหันไปส่งสายพระเนตรเป็นเชิงเรียกฮวันซังกุงที่ยืนรออยู่ไม่ห่าง ซังกุงผู้ใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ก่อนเอ่ยเบาๆ กับคังยู

                “ส่งองค์ชายยองให้หม่อมฉันเถอะเพคะ ใกล้ได้เวลาเสวยนมแล้ว”

                แววอาวรณ์น้อยนิดปรากฏอยู่บนพระพักตร์ขององค์ชายคังยูเมื่อต้องส่งองค์ชายยองให้ฮวันซังกุง สายพระเนตรของคังยูยังคงทอดตามซังกุงผู้ใหญ่ที่อุ้มองค์ชายยองจากไป คังยูรับสั่งเบาๆ

                “องค์ชายยองยิ่งเจริญชันษายิ่งเหมือนฝ่าบาท แต่พระฉวีขาวเหมือนพระสนม”

                “ฮยองนิม ดูจะรักเจ้าขนมต๊อกมากทีเดียว” พระพักตร์ของพระราชาเอียงมาใกล้องค์ชายคังยู ก่อนรับสั่งให้ได้ยินเฉพาะสองพระองค์ “รักจนข้าอิจฉาเจ้าขนมต๊อกเต็มทีแล้ว”

                “โธ่ ฝ่าบาทก็รับสั่งเป็นเล่นไปเรื่อย” คังยูดุอย่างไม่จริงจัง “แล้วฝ่าบาทจะทำอย่างไรเรื่องการศึก”

                “ข้าสั่งไปแล้วว่าให้ตระเตรียมกองทหาร เตรียมเสบียงให้พร้อม เสร็จหน้าเก็บเกี่ยวก็ค่อยเปิดศึก”

                พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรดวงพักตร์ที่ปราศจากความรื่นเริงของคังยูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับสั่งเรียบๆ

                “ฮยองนิมตามข้ามาทางนี้”

                คังยูก้าวตามพระราชาเมืองพยองจูเข้าไปในหอตำราที่อยู่ถัดจากสวนเล็กในเขตพระราชฐาน พระราชาเมืองพยองจูโบกพระหัตถ์ไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากหอตำรา และทรงรอกระทั่งพนักงานดูแลหอตำราออกไปจนหมด เมื่อบานประตูปิดสนิท เหลือแต่องค์ชายคังยูประทับยืนอยู่เบื้องหน้าพระราชามินโฮเพียงองค์เดียว ซงมินโฮจึงรับสั่งถาม

                “ฮยองนิม กังวลเรื่องข้าจะทำศึกหรือ”

                “กระหม่อมก็ควรกังวลไม่ใช่หรือฝ่าบาท” คังยูรับสั่งตอบเรียบๆ “บ้านเมืองของฝ่าบาทต้องระส่ำระสายเพราะการศึกกับเมืองคูซัน กระหม่อมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”

                “บ้านเมืองของฮยองนิม คือเมืองพยองจู”

                พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างไม่พอพระทัยนัก เมื่อคังยูไม่หลบสายพระเนตร ซงมินโฮจึงรับสั่งต่อ

                “การศึกเป็นเรื่องระหว่างเมืองคูซันกับพยองจู ไม่เกี่ยวอันใดกับฮยองนิมเลยสักนิด”

                “ฝ่าบาท” คังยูรับสั่งอย่างอ่อนโยน “แม้กระหม่อมจะอยู่เมืองพยองจูมานาน แต่ความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ก็คือกระหม่อมเป็นโอรสพระราชาคังยอนโจ เมืองคูซัน กับพระมเหสีสกุลอี”

                พระราชาเมืองพยองจูทรงกำท่อนพระกรของคังยูไว้ทั้งสองข้าง ก่อนรับสั่งด้วยสีพระพักตร์ดุดัน

                “ฮยองนิม ลืมเรื่องที่เมืองคูซันเสียเถอะ”

                “ฝ่าบาท”

คังยูเข้าพระทัยว่าพระราชาเมืองพยองจูต้องการให้ตัดใจจากการอ้างสิทธิเหนือราชบัลลังก์ที่องค์ชายฮยังยึดไป แต่สีพระพักตร์ดุดันของซงมินโฮก็ยิ่งทำให้คังยูต้องรับสั่งต่อ

“แม้กระหม่อมจะไม่อาจกลับไปเมืองคูซันได้อีกแล้ว แต่กระหม่อมก็ยังเป็นชาวคูซัน ยังเป็นคนของประชาราษฎรเมืองคูซัน”

พระราชาเมืองพยองจูทรงดึงคังยูเข้ามาใกล้ ก่อนจะประทับพระโอษฐ์แนบลงกับโอษฐ์อิ่มสีชาดของคังยู แม้องค์ชายเมืองคูซันจะทรงขัดขืน แต่ซงมินโฮกลับทรงยึดท่อนพระกรของคังยูไว้แน่น และไม่ยอมละจากโอษฐ์อิ่ม รสจูบดุดัน ค่อยๆ แปรเป็นความอ่อนหวาน เนิ่นนานกว่าจะผละออก แต่พระนาสิกของพระราชาเมืองพยองจูไล้ไปกดลงบนพระศอขาวผ่องของคังยู

องค์ชายเมืองคูซันแทบไม่รู้องค์เลยเมื่อถูกพระราชาเมืองพยองจูชักนำให้ประทับนั่งลงบนพื้นหอตำรา โดยมีพระราชาหนุ่มทรงคร่อมอยู่เหนือร่าง พระสติกลับมาอีกครั้งเมื่อทรงรู้สึกเจ็บที่พระอุระ และพบว่ามีรอยกัดแดงๆ ที่เกิดจากพระราชาเมืองพยองจู คังยูพระทัยสั่นไหวจนยากระงับ เพราะยามนี้พระราชาเมืองพยองจูทรงปลดเปลื้องสายรัดเสื้อของคังยูออก และแหวกสาบเสื้อจนเผยให้เห็นพระอุระขาวผ่อง

ดวงพักตร์ของพระราชาเมืองพยองจูมีริ้วโลหิตซับซ่านอยู่บนพระปราง พระเนตรมีประกายร้อนรุ่ม แต่เว้าวอนอ่อนหวานด้วยความนัยที่ทำให้คังยูทรงหวั่นไหว แม้จะมีภูษากั้นขวางไม่ให้แตะสัมผัสกายกันโดยตรง แต่คังยูทรงรู้สึกถึงไอร้อนจากองค์พระราชาหนุ่มได้อย่างดี

“ฝ่าบาท ..”

คังยูทรงลืมเสียสนิทว่าจะคัดค้าน ต่อรองพระราชาหนุ่มอย่างไร เพื่อยุติสถานการณ์ตรงหน้า เพราะยังไม่ทันได้รับสั่ง พระราชาเมืองพยองจูก็ประทับพระโอษฐ์ลงมาจุมพิตดูดดื่มอีกหน คราวนี้คังยูไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน พระราชาหนุ่มจึงทรงดึงเชือกผูกเสื้อทรงของคังยูให้ปมหลุดจากกัน จนสาบเสื้อแหวกออกเผยพระฉวีขาวผ่องราวหิมะขององค์ชายเมืองคูซัน

ท่อนพระกรเรียวยกขึ้นโอบรอบพระอังสาของพระราชาหนุ่ม พระมาลาที่ทำด้วยผ้าโปร่งที่พระราชามินโฮทรงอยู่ ร่วงหล่นจากพระเศียร แต่กลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ เพราะพระราชาหนุ่มกำลังสาละวนอยู่กับการปลดปมเสื้อทรงของพระองค์ จนเผยให้เห็นพระฉวีสีน้ำผึ้งที่อยู่ภายใต้อาภรณ์

ดวงพักตร์ของคังยู บัดนี้แดงก่ำ และร้อนระอุด้วยโลหิตที่ฉีดพล่าน คังยูมิใช่เด็กไม่รู้ประสาที่จะไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดต่อไปจากนี้ แม้ยามที่ออกไปค้างแรมในค่ายทางเหนือด้วยกันถึงเจ็ดวัน พระราชาเมืองพยองจูจะทรงวางพระองค์อย่างดี ไม่มีสิ่งใดเกินเลยนอกจากจูบดูดดื่มทุกค่ำคืน

แต่ยามนี้ บ่ายจัด กลางหอตำราในเขตพระราชฐานชั้นใน หากมีผู้ใดมาพบเห็นพระราชาเมืองพยองจู กับองค์ชายเมืองคูซันในสภาพไม่เรียบร้อยเช่นนี้ แม้คังยูจะปลิดชีพตนเองสิบครั้ง ก็ไม่อาจลบล้างความอับอายลงได้

องค์ชายเมืองคูซันจึงลดพระหัตถ์ลงมาดึงสาบเสื้อทรงชิด และรับสั่งด้วยสุรเสียงแหบแห้ง

“ฝ่าบาท กระหม่อมต้องกลับวังหน้าแล้ว”

“ฮยองนิม” ซงมินโฮรับสั่ง และกุมข้อพระกรขาวผ่องเอาไว้แน่ เมื่อคังยูเงยพระพักตร์ขึ้นสบพระเนตร พระราชาเมืองพยองจูจึงรับสั่ง “ข้ารักฮยองนิมเจียนจะคลั่งอยู่แล้ว ไม่รู้บ้างเลยหรืออย่างไร”

แววสับสนปรากฏอยู่บนพระเนตรใสแจ๋วของคังยู แต่พระราชาหนุ่มกลับไม่เปิดโอกาสให้คังยูได้ทันตั้งองค์ พระโอษฐ์จึงแนบจุมพิตโอษฐ์อิ่มอย่างดูดดื่ม จนพระหัตถ์ของคังยูที่กุมสาบเสื้อทรงไว้ค่อยๆ คลายออก เสื้อทรงตัวนอกของคังยูถูกถอดทิ้ง เหลือแต่เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมปักลายมังกรห้าเล็บของพระราชาเมืองพยองจูถูกใช้รองไม่ให้แผ่นหลังขององค์ชายยูสัมผัสพื้นไม้โดยตรง

คังยูหลับพระเนตรแน่นราวกับหวาดกลัว แต่ไม่ขัดขืนความร้อนรุ่นที่บดเบียดอยู่ตรงกลางองค์ เมื่อรับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ค่อยๆ ชำแรกเข้ามาในกาย องค์ชายเมืองคูซันจึงรับสั่งเสียงแผ่ว

“มินอ่า”

“ฮยองนิม” เสียงรับสั่งของพระราชาเมืองพยองจูดังชิดพระกรรณ “คังยูฮยองนิม”

เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้นเมื่อพระราชาเมืองพยองจูขยับพระองค์มาแนบชิด หยดน้ำใสๆ รินจากพระเนตรของคังยูหยดหนึ่ง ซงมินโฮเห็นหยดน้ำตากลิ้งผ่านปรางแก้มของคังยู จึงรับสั่งถามอย่างอ่อนโยน

“เจ็บหรือฮยองนิม”

ใบหน้าที่ซับสีโลหิตแดงเรื่อนั้นส่ายเบาๆ เป็นเชิงปฎิเสธ ก่อนคังยูจะทรงโอบให้พระราชาหนุ่มแนบร่างชิดกับตนเองจนไม่เหลือช่องว่าง แล้วใช้พระนลาฎแนบลงบนพระอังสาของซงมินโฮ ก่อนรับสั่งเบาๆ

“รัก..” คังยูทรงกัดพระโอษฐ์แน่น กั้นไม่ให้เปล่งเสียงออกมา เมื่อถูกความรู้สึกบางอย่างจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวจากแรงขยับของพระราชาเมืองพยองจู แต่เมื่อไม่อาจห้ามพระทัยได้ จึงยอมรับสั่งออกมาเสียงเบาหวิว “มินอ่า”

เสียงหอบกระเส่าสะท้อนอยู่ในหอตำราครู่ใหญ่ ก่อนจะเงียบลง พระราชาเมืองพยองจูทิ้งพระองค์ทาบทับอยู่เหนือร่างของคังยูครู่ใหญ่ ก่อนจะทรงจุมพิตลงที่พระโอษฐ์อิ่มของคังยูเบาๆ แล้วรับสั่ง

“จากนี้ฮยองนิมเป็นคนของข้าแล้ว”

พระพักตร์ของคังยู แม้ดูเง้างอด ทว่ามีความอิ่มเอิบบางอย่างชัดเจนปรากฏอยู่บนดวงพักตร์ที่ซับสีโลหิตนั้น พระราชาหนุ่มประคองให้คังยูลุกขึ้นนั่ง และทอดพระเนตรอีกฝ่ายพยายามแต่งตัวให้เรียบร้อยอยู่เงียบๆ แต่ก็อดพระทัยโอบรอบองค์ผอมบางของคังยูไม่ได้

“เมื่อครู่ ฮยองนิมบอกว่ารักข้าหรือ”

“กระหม่อมไม่ได้พูด” คังยูรับสั่งตอบ และก้มพระพักตร์ผูกเชือกเสื้อทรงเงียบๆ

“แต่ข้าได้ยิน”

“ทรงหูแว่วแล้ว” คังยูรับสั่งเสียงเขียว “หยิบพระภูษามาทรงได้แล้วฝ่าบาท ประเดี๋ยวผู้ใดมาเห็นเข้า”

“เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์อีกที”

“อย่าเชียวนะฝ่าบาท”

“ทำไมกันเล่า” พระราชาหนุ่มรับสั่งพลางสรวลเบาๆ และหยิบเสื้อคลุมที่ทรงถอดทิ้งเมื่อครู่มาสวม “ข้าอยากพิสูจน์ว่าฮยองนิมรักข้าหรือไม่”

“กระหม่อมเจ็บระบมไปทั้งตัวแล้ว หลังก็ปวด เอวก็ปวด จะเดินไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้” คังยูรับสั่งอย่างกริ้วๆ และทุบไปไม่เบานักที่พระอุระของพระราชาเมืองพยองจู “ฝ่าบาทนะฝ่าบาท เกิดผู้ใดทะเล่อทะล่าเข้ามาในหอตำรานี่เข้าจะทำอย่างไร”

“อ้อ โกรธที่ข้าไม่พาไปห้องนอน คราวหน้า ข้าจะพาไปที่ตำหนัก ที่นั่นฟูกนุ่ม ฮยองนิมไม่ปวดหลังแน่”

คังยูไม่ตอบ แต่ทุบพระอุระของพระราชาเมืองพยองจูไปอีกหลายที เมื่อพระราชาหนุ่มเอาแต่แย้มสรวลไปพลาง หาทางกดพระนาสิกกับพระปรางขาวของคังยูไปพลาง คังยูจึงคร้านจะทำบึ้งตึง ช่วยจัดพระภูษาให้เข้าที่ และช่วยพระราชาเมืองพยองจูสวมพระมาลาให้เรียบร้อย

“ฮยองนิม”

องค์ชายเมืองคูซันสบพระเนตรคมกริบของซงมินโฮ และนิ่งรอสดับถ้อยรับสั่งของพระราชาเมืองพยองจู

“ฮยองนิมเป็นคนของข้าแล้ว อย่าได้คิดเหลวไหลว่าข้าทำศึกกับเมืองคูซันเพราะฮยองนิม อย่าได้คิดไปว่า ฮยองนิมทำให้ข้า และชาวเมืองพยองจูต้องเดือดร้อน ข้าทำทุกอย่าง ก็เพื่อปกป้องฮยองนิมที่เป็นของข้า”

พระราชาเมืองพยองจูทรงโอบคังยูไว้ในอ้อมพระกร และฝังพระนาสิกลงบนพระปรางของคังยู แล้วรับสั่ง

“ฮยองนิมเป็นคนของข้า หากฮยองนิมหนีไป ข้าก็จะไปตามจับกลับมาจนได้”

 

เขตนครหลวงเมืองคูซันปั่นป่วนอย่างหนัก เพราะตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุลอบวางเพลิงย่อมๆ เหตุแปลกประหลาดอื่นๆ ที่เป็นเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณ กระทั่งฝูงสัตว์ที่ชาวเมืองเลี้ยงไว้ล้มตายอย่างไร้สาเหตุ ทำให้เหล่าชาวเมืองคูซันอกสั่นขวัญแขวนด้วยความหวาดผวา

พ่อค้าที่ขายยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ เพราะประชาชนต่างซื้อหาไปติดป้องกันบ้านเรือน ในเรือนคหบดี ขุนนางชั้นสูงบางหลัง ถึงกับเชิญคนทรง หมอผี เข้าไปทำพิธีปัดรังควาญ

ยามนี้ในวังหลวงมีข่าวที่เล่าลือกันหนาหูว่า หลังจากพระราชาฮยังประหารทหารเมืองพยองจูยี่สิบนาย และเสียบศีรษะประจานไว้ที่หน้าประตูเมือง ก็มีวิญญาณร้ายปรากฎขึ้นในพระตำหนักพระราชาฮยัง หลอกหลอนจนกระทั่งพระราชายังต้องเสด็จหนีไปประทับอยู่ที่พระอารามหลวง อำนาจในการปกครองทั้งหมด จึงตกอยู่ในกำมือพระพันปีเจฮยอน

อีจีอึนวางแผนปั่นป่วนเมืองคูซัน จนถึงขั้นสร้างข่าวลือเรื่องผีสางหลอกหลอนจนพระราชาเมืองคูซันต้องเสด็จหนีไปนอกวัง แต่ที่หญิงสาวไม่คาดมาก่อน คืออีซึงฮุนกลับพาทหารในสังกัดเข้าไปไล่ปล้นชิงทรัพย์จากเรือนของคหบดี และขุนนางที่สนับสนุนพระพันปีเจฮยอน

เงินทองของมีค่าที่ได้ ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นอาหาร ยารักษาโรค และเสื้อผ้าแจกให้กับคนยากไร้ทั่วเขตนครหลวง

                “ท่านพี่หญิง นี่ยาชุดใหม่ที่ข้าไปซื้อมา”

                อีซึงฮุนวางห่อยาสมุนไพรหอบใหญ่ที่สั่งซื้อมาในห้องที่เรือนพักของตนกับพี่สาว แสงไฟจากตะเกียงส่องดวงหน้านวลแอร่มของอีจีอึน หญิงสาวบรรจงจดรายการเทียบยาที่น้องชายส่งให้ใส่สมุดรายการยาพลางเอ่ยเบาๆ

                “มียาจำเป็นหลายตัวทีเดียว พวกยาแก้ไข้หนาว แก้ไอ ข้าจะเอาไปแจกพวกเด็กๆ ในเมือง”

                “ตอนนี้เก็บไว้ก่อนเถิด”

                มือที่ลากพู่กันของอีจีอึนหยุดนิ่ง และเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย อีซึงฮุนถอนใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปาก

                “มีข่าวศึกมาจากเมืองพยองจู”

                “นึกอยู่แล้วทีเดียว” มือเรียววางพู่กันลงกับแท่นวาง “ได้ความว่าอย่างไร”

                “พระราชามินโฮกริ้วเรื่องที่ทหารโดนประหาร จึงสั่งรวบรวมไพร่พล เตรียมเสบียงกรัง” อีซึงฮุนเอื้อมมือไปไขใส้ตะเกียงก่อนเอ่ยต่อ “คงเริ่มบุกเมืองคูซันหลังหน้าเก็บเกี่ยว”

                “ในเมืองคูซันยังไม่มีข่าวประกาศเรื่องศึก” อีจีอึนพูดเรียบๆ “หรือในวังจะยังไม่ได้ข่าว”

                “ไม่หรอก ได้ข่าวแล้ว แต่พระพันปีเจฮยอนรับสั่งว่าจะปิดเมือง”

                “ปิดเมือง เกิดอาหารขาดแคลน หรือเกิดโรคระบาด ไม่พากันล้มตายเสียสิ้นหรือ”

                “ไม่น่ากลัวถึงขั้นนั้นหรอกท่านพี่หญิง กองทหารตอนนี้หละหลวมเต็มที เพราะพระพันปีเจฮยอนให้น้องชายขึ้นเป็นเจ้ากรมทหาร” อีซึงฮุนพูดเรียบๆ แต่ปรากฏรอยเครียดขึ้งบนใบหน้า “ดีแต่ใช้เงินหลวงกันไปวันๆ เท่านั้น ไม่ได้ตระเตรียมอะไร พระราชามินโฮยกทัพหลวงมา เห็นทีจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้เสียด้วยซ้ำ”

                “แล้วหากสู้เล่า”

                “ต่อให้สู้ก็แพ้อยู่ดี เมืองพยองจูมีกองทหารบกห้าพันนาย กองเรืออีกสามพัน คูซันมีกองทหารเล็กกว่ามาก เรามีกองทหารบกอย่างเต็มที่ก็แค่สองพันนาย จะสู้ได้อย่างไร กองเรือเราก็มีทหารเพียงห้าร้อยกว่าเท่านั้น”

                “หากพระราชามินโฮชนะศึกนี้ วอนจาของเราจะได้ครองบัลลังก์แน่” อีจีอึนเอ่ยอย่างหมายมาด แต่ซึงฮุนกลับถอนใจเบาๆ ผู้เป็นพี่สาวสังเกตเห็นจึงเอ่ยถาม “มีอันใด”

                “เรื่องครองบัลลังก์ของวอนจา”

                “ทำไมหรือ”

                “ช่างเถิด ข้าคงคิดมากไปเอง”

                อีจีอึนนึกสังหรณ์ใจกับข่าวที่น้องชายนำมาส่งให้อย่างประหลาด เพราะครานี้ พระราชาเมืองพยองจูจะกรีธาทัพหลวงมาด้วยพระองค์เอง คงไม่ได้หมายเพียงกำราบเมืองเล็กอย่างคูซันให้หลาบจำ แต่อาจจะมีจุดหมายเพื่อบดขยี้เมืองคูซันให้ราบ และหากร้ายที่สุด...

                หญิงสาวส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไปจากใจอย่างรวดเร็ว

 

                คังยูไม่ได้เข้าไปทรงงานที่กรมราชบัณฑิตมาสองวัน โดยให้บ่าวถือจดหมายไปแจ้งว่าประชวรเป็นไข้หวัดเล็กน้อย และคังยูก็ประทับอยู่ในวังหน้า ทั้งเสวยโอสถต้ม และทรงแช่น้ำสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดเมื่อย โอสถเหล่านี้ถูกส่งมาจากในวังหลวง โดยพระราชามินโฮนำมาพระราชทานด้วยพระองค์เอง แต่กลับทรงถูกคังยูขนาบเสียยกใหญ่ และคาดโทษมิให้เสด็จออกมาวังหน้าหากไม่จำเป็น

                องค์ชายเมืองคูซันเสวยโอสถจนหมดถ้วย และทรงนึกถึงพระราชาหนุ่มที่หากประทับในที่ลับตาคนเพียงลำพังเมื่อใด ก็มักจะหากำไรเอากับคังยูอยู่ร่ำไป

                คังยูทรงดับโคมไฟในห้องบรรทม และขึ้นไปประทับบนพระแท่น อากาศกลางคืนยามใกล้สิ้นฤดูเก็บเกี่ยวเย็นสบายมากพอที่จะไม่ต้องห่มผ้านวมผืนหนา ใช้เพียงผ้าผืนบางๆ ผืนเดียวก็อบอุ่นแล้ว องค์ชายคังยูบรรทมสนิทไปค่อนราตรี บานหน้าต่างห้องบรรทมจึงถูกแง้มออกจากภายนอก

                ร่างสูงกำยำสวมชุดสีดำและโพกผ้าดำบดบังใบหน้า ก้าวเข้ามาในห้องบรรทมของคังยูอย่างไร้เสียง ร่างนั้นก้าวไปใกล้แท่นบรรทม ใกล้จนเห็นดวงพักตร์ขาวลออหมดจดในแสงสลัว ผู้บุกรุกยามวิกาลจึงปลดผ้าที่ใช้โพกหน้าออก และถอดรองเท้า ก่อนเบียดแทรกร่างเข้าไปในผืนผ้าห่ม แล้วช้อนพระเศียรคังยูมาวางไว้บนท่อนแขนตนเอง และนอนตะแคงมองพระพักตร์ของคังยูอยู่ครู่หนึ่ง

                “บุกรุกบ้านท่านยามวิกาล มีโทษเฆี่ยนสามยก ยกละสิบห้าทีนะฝ่าบาท” คังยูรับสั่งทั้งที่ไม่เปิดพระเนตร “บุกรุกเขตพระราชฐาน เขตวังหน้า เขตวังเจ้านาย มีโทษเฆี่ยนสิบห้ายก ฝ่าบาทต้องถูกเฆี่ยนถึงสองร้อยยี่สิบหน้าทีเชียวนะ”

                “ฮยองนิมรู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า”

                พระราชาเมืองพยองจูโอบคังยูเข้ามาแนบพระอุระ องค์ชายเมืองคูซันถอนหายใจเสียงดัง ก่อนรับสั่งทั้งที่ยังหลับพระเนตรเช่นเดิม

                “กระหม่อมจำกลิ่นเครื่องหอมของฝ่าบาทได้ กลิ่นไม้จันทน์ขาว”

                “เช่นนั้นหรือ”

                “เป็นเช่นนั้น” คังยูรับสั่งตอบ “บรรทมเถอะฝ่าบาท ค่อนคืนแล้ว แต่ฝ่าบาทต้องเสด็จกลับไปก่อนรุ่งสาง ก่อนออกไป ปิดหน้าต่างให้กระหม่อมด้วย ยามเช้าอากาศเริ่มเย็น”

                “ได้”

                กลางดึกคืนนั้นองค์ชายคังยูบรรทมสนิทอยู่ในอ้อมพระกรอุ่นๆ และมีกลิ่นไม้จันทน์ขาวจางๆ ลอยอวลอยู่ที่ปลายพระนาสิกจนกระทั่งรุ่งสาง

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: มาแล้วค่ะ ฮยองนิมเป็นของฝ่าบาทไปแล้ว ถ้าหนีไป ฝ่าบาทก็จะไปตามจับกลับมานะคะ 555 ตอนนี้องค์ชายขนมต๊อกออกมาหน่อยเดียว แต่หนทางอีกยาวไกล เดี๋ยวก็ได้ออกมาอีกแน่ๆ ทีมแม่นมองค์ชายขนมต๊อกอดใจรอกันก่อนนะคะ

ขอบคุณสำหรับความรักที่ทุกคนมีให้เรื่องนี้มากๆ เลยค่ะ #แผนลวงวังหน้า

เจอกันตอนหน้านะคะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #25 tnk_ikn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 00:42
    ร้ายนะฝ่าบาท นับวันยิ่งกินจุ๊บจิ๊บมากขึ้นเรื่อยๆเลยยยยยย
    #25
    0
  2. #24 Midnight1010 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 21:51
    ฝ่าบาทจะแก้เกมยังไงไม่ให้องค์ชายต้องไปครองบัลลังก์ นึกไม่ออกแฮะ ยุบรวมให้จบๆไปก็ได้ฝ่าบาท5555
    #24
    0