[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 13 : 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    16 มี.ค. 63

13

 

                บุรุษที่สวมเสื้อผ้าสีเรียบๆ เดินเข้าไปภายในเรือนใหญ่ของตระกูลอิมด้วยท่าทางเร่งร้อน ท่าทางของชายที่เข้ามายังเรือนของเสนาบดีในยามวิกาลคุ้นเคยกับเส้นทางภายในเรือนเป็นอย่างดี ชายผู้นั้นเดินเข้าไปทางหอซ้าย ที่เสนาบดีกรมคลังจัดไว้สำหรับรับแขก และเป็นสถานที่ทำงาน หอซ้ายแห่งนี้ ท่านเจ้าของเรือนไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปยุ่มย่าม แม้กระทั่งท่านหญิงภริยา ก็จะเข้าไปได้เฉพาะที่ท่านเจ้าของเรือนอนุญาตเท่านั้น

                บุรุษที่บุกรุกยามวิกาลหยุดอยู่หน้าประตูห้องในหอซ้ายที่มีแสงไฟสว่างอยู่ภายใน ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ

                “เรียนท่านเจ้ากรม ข้าน้อยขอเข้าพบขอรับ”

                “เข้ามา”

                เสียงเข้มขรึมทรงอำนาจตอบกลับมา บุรุษผู้นั้นจึงเลื่อนบานประตูเปิดออก ในห้องทำงานที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม ด้วยฉากกั้นเขียนลายแม่น้ำ แจกันกระเบื้องเคลือบเนื้อดีปักดอกไม้สด วางไว้ที่มุมห้อง เครื่องเรือนทำด้วยไม้จันทน์แดงฝีมือประณีตเกินกว่าที่ราษฎรเมืองพยองจูจะสามารถซื้อหามาใช้ได้ เครื่องเรือนทั้งหมดในห้องนี้ นับได้ว่า ด้อยกว่าเครื่องเรือนในห้องทรงพระอักษรของพระราชาเมืองพยองจูเพียงผู้เดียวเท่านั้น

                บุรุษที่มาใหม่ทำความเคารพชายที่นั่งอยู่ที่หน้าฉากลายแม่น้ำ ก่อนจะหันไปทำความเคารพชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ทางขวามือของชายเจ้าของห้อง

                “ท่านเจ้ากรม ข้าน้อยมีข่าวมารายงานขอรับ” เมื่อเจ้าของเรือนยังเงียบ บุรุษที่มาส่งข่าวจึงพูดต่อ “ระยะนี้มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ที่แถบทางเหนือขอรับ สายของข้าน้อยพบเห็นขบวนพ่อค้าแคว้น ขนของป่าเข้ามาเป็นระยะ แต่ไม่ทราบว่าของเหล่านั้นถูกขายไปที่ไหน แต่สายของข้าน้อยรายงานว่า เคยพบเห็นชายรูปร่างคล้ายอดีตแม่ทัพโน และคุณชายคิมจินอู บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมไปจ่ายเงินให้ขบวนพ่อค้าแคว้นฉินขอรับ”

                “บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมหรือ” อิมฮยอนจุนที่ฟังอยู่เอ่ยถามขึ้น ก่อนทำน้ำเสียงดูแคลน “ชนชั้นขุนนางห้ามทำการค้า บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมลักลอบทำการค้าเช่นนี้ บิดาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

                “ยืนยันตัวตนได้แน่หรือ” อิมซึงจุนไม่สนใจคำพูดของบุตร แต่เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ข้าส่งคนไปเฝ้าดูอดีตแม่ทัพโนที่บ้าน ก็ได้ความว่าป่วยจริง เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหนมาไหนนานแล้ว”

                “ยังไม่แน่ใจ แต่พบว่าคล้ายเท่านั้นขอรับ”

                “เช่นนั้นหรือ”

                เสนาบดีกรมคลังลูบหนวดที่เปลี่ยนเป็นสีดอกเลาตามอายุ ก่อนจะนิ่งครุ่นคิดอยู่นานหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยสั่งน้ำเสียงเคร่งเครียด

                “พยายามสืบหามาให้ได้ว่าขบวนพ่อค้าแถวนั้นส่งของอะไรให้ใคร”

                “ขอรับ”

                บุรุษที่เข้ามาส่งข่าวรับคำ ก่อนจะถอยออกไปจากห้อง อิมซึงจุนมองจนกระทั่งไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายแล้ว จึงยกชาขึ้นจิบ บุตรชายมองบิดาที่นั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ อิมฮยอนจุนจึงเอ่ยปาก

                “ท่านพ่อ ที่จริงข่าวที่ได้มาก็ไม่ได้น่าสนใจอย่างใด ชนชั้นขุนนางผู้ใดบ้างไม่ลอบค้าขายเพิ่มเงินทางในหีบของตน คุณชายคิมนั่นก็เห็นทีจะค้าขายเพื่อหาเงินบ้างกระมัง”

                “เจ้าคิดว่าเช่นนั้นหรือ”

                “ขอรับ”

                อิมซึงจุนลูบหนวดตนเองเบาๆ ก่อนเอ่ยสั่ง

                “เจ้าน่ะ ใช้ตำแหน่งขุนนางเขต ตั้งด่านสกัด สามเส้นทางจากเขตเหนือ ให้ระวังทางเข้ามาเขตนครหลวงให้ดี ตรวจตราอย่างเข้มงวด อย่าได้ปล่อยปละละเลย ส่วนเส้นทางมุ่งลงใต้ทั้งตะวันออก และตะวันตกก็ตั้งด่านตรวจตรา พบเห็นผู้ใดเคลื่อนไหวผิดสังเกตก็ให้จับกุมไว้ก่อน”

                “ท่านพ่อ ถ้าเราสงสัยมาก เราก็ส่งทหารรับจ้างแคว้นฉินที่มีอยู่ออกไปสืบข่าวก็ได้ ข้าไม่เห็นว่าต้องเปลืองแรง..” อิมฮยองจุนหยุดพูดเมื่อเห็นบิดาขมวดคิ้ว “ข้าจะไปจัดการตามที่ท่านพ่อสั่งขอรับ”

                อิมซึงจุนพยักหน้ารับ บุตรชายจึงลุกออกไปจากห้อง เสนาบดีกรมคลังมองแสงเทียนในโคมข้างตัวที่ส่ายน้อยๆ ก่อนจะนึกเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของทายาทของตนอย่างเต็มทน มิใช่ว่าเสนาบดีผู้ใหญ่จะไม่ทราบว่าบุตรคนโตอย่างอิมฮยองจุนนั้น ไร้ความสามารถ เมื่อยังเล็ก ก็เกียจคร้านในการเล่าเรียน ครั้นเติบโต ได้รับตำแหน่งเจ้าเขตปกครองฝ่ายเหนือ ก็เพราะเป็นตำแหน่งที่สืบทอดอยู่ในสกุลอิม และบารมีของบิดา แต่ก็มีนิสัยไม่เอาการเอางาน ไม่มีผลงานใดๆ ทางราชการ นอกจากหาเรื่องไปขลุกอยู่ตามโรงน้ำชา หอคณิกา ให้บิดามารดาต้องร้อนหู เพราะคำนินทาของผู้คนมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม

                ธิดาคนเล็กที่บิดาส่งเสริมได้สูงสุดเท่าที่จะส่งเสริมได้ อิมจองยอนได้เป็นถึงพระอัครมเหสี แต่กลับไม่สามารถครองพระทัยพระราชามินโฮได้สำเร็จ แม้ไม่อาจเป็นที่รักของสามีได้ ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพื่อแลกกับตำแหน่งสูงส่ง แต่เมื่อไม่นานมานี้ บุตรชายกับธิดาคนเล็กที่ไม่เคยลงรอยกัน กลับร่วมมือกันทำเรื่องโง่งมอย่างที่อิมซึงจุนต้องกลั้นโทสะอยู่เป็นนาน

                เมื่อแรกที่อิมซึงจุนที่ได้รู้ข่าวว่าบุตรทั้งสอง ร่วมมือกันใช้นางข้าหลวงตำหนักพระพันปีที่มีสัมพันธ์สวาทกับฮยอนจุน เปลี่ยนน้ำแกงนกพิราบโถของพระสนมคยองพิน เพราะคิดกำจัดเด็กในครรภ์ และจะได้กำจัดพระพันปีไปพร้อมกัน เสนาบดีผู้ใหญ่อยากจะฆ่าบุตรทั้งสองทิ้ง เพราะกระทำการได้อย่างโง่เขลา ไม่สมกับที่มีบิดาเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเหนือพระราชาเมืองพยองจูมาได้ตลอดสองรัชสมัย

แม้ยามนี้ ในวังหลวงจะดูสงบเรียบร้อย มีแต่ความปิติต่อการประสูติขององค์ชายยอง แต่อิมซึงจุนก็ยังกังวล ต่างจากบุตรทั้งสองที่คิดว่าเรื่องสงบลงเพราะนางข้าหลวงผู้นั้นไม่ยอมรับสารภาพแม้ถูกทรมาน ภายหลังก็ได้ข่าวว่าถูกส่งตัวไปไกลถึงชายแดนแล้ว แต่เสนาบดีผู้ใหญ่ก็ยังรู้สึกด้วยสัญชาติญาณ และประสบการณ์อันโชกโชนในวงการเมืองว่า ฮยอนจุนกับจองยองประเมินสายสกุลโนของพระพันปี สายสกุลกงของพระสนมคยองพิน และพระราชาซงมินโฮต่ำเกินไป

อิมซึงจุนเริ่มต้นอาชีพขุนนางในช่วงปลายรัชสมัยของพระอัยกาของพระราชาซงมินโฮ เพราะเป็นหัวหน้าสายสกุลอี สกุลขุนนางใหญ่ของเมืองพยองจู ความก้าวหน้าในตำแหน่งขุนนางจึงเลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งได้เป็นเสนาบดีกรมคลังในรัชสมัยพระบิดาของพระราชาซงมินโฮ อดีตพระราชาในความรู้สึกของอิมซึงจุนนั้น ทรงเป็นคนอ่อนๆ ไม่งัดข้อใดๆ กับเหล่าขุนนาง เว้นแต่เรื่องพระมเหสีสกุลโน และฮวันซังกุงที่ทรงโปรดปราน อดีตพระราชาทรงลุกขึ้นมาต่อสู้กับพระมารดาเพื่อปกป้องสตรีทั้งสองนาง แต่ก็ทรงแข็งแค่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องราชกิจ อดีตพระราชากลับทรงยอมง่ายๆ ในทุกเรื่อง อิมซึงจุนจึงสะสมทั้งอำนาจ และบารมีจนถึงขั้นควบคุมเมืองพยองจูได้อย่างเบ็ดเสร็จตลอดรัชสมัย

ทว่าพระราชาซงมินโฮนั้น ต่างจากพระบิดาอย่างสิ้นเชิง

อิมซึงจุนเฝ้ามององค์ชายมิน นับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  องค์ชายทรงมุ่งมั่นกับการศึกษาตำราหลักการปกครอง กฎหมาย ขนบธรรมเนียม จริยศาสตร์ และทรงโปรดปรานเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่พระอาจารย์จากกรมราชบัณฑิตถวายการสอนให้อย่างยิ่ง

แม้องค์ชายรัชทายาทในยามนั้นจะมีพระปรีชาสามารถเพียงใด อิมซึงจุนก็ไม่ได้มององค์ชายเป็นพิเศษนัก ความทรงจำครั้งนั่งเล่นพาดุกกับอดีตพระราชาเมืองพยองจูย้อนกลับมาในมโนสำนึกของอิมซึงจุน อดีตพระราชาส่งม้วนความเรียงวิพากษ์การพิจารณคดีขององค์รัชทายาทมินให้เสนาบดีผู้ใหญ่อ่าน พร้อมรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนๆ ว่า องค์ชายมินเป็นอภิชาติบุตรโดยแท้ วันหน้าคงหวังฝากแผ่นดินไว้ในมือองค์ชายที่เข้มแข็งกว่าบิดาได้

ชั้นแรกอิมซึงจุนคิดว่าอดีตพระราชาเพียงแต่รับสั่งชมพระโอรสไปตามเรื่อง แต่เมื่อได้เห็นความเรียงที่องค์ชายมินทรงวิพากษ์บันทึกการพิจารณาคดี และแสดงพระวินิจฉัยเพื่อปรับปรุงหลักการพิจารณาคดี กลับทำให้อิมซึงจุน มองเห็นมังกรตัวเล็กๆ ที่กำลังลับเขี้ยวเล็บอยู่ในวังหลวง

อิมซึงจุนถอนใจอย่างอ่อนล้า เมื่อนึกว่าตนเองต่อสู้มาบนสังเวียนการเมืองด้วยสำนึกว่าตนเป็นผู้นำสกุลอี ความเจริญก้าวหน้าของตน คือความมั่นคงของสกุลอีที่จะคุมอำนาจเหนือเมืองพยองจู เสนาบดีกรมคลังเกลียดชังพวกที่ดีแต่พึ่งบารมีสกุลมาโดยตลอด แต่ทายาททั้งสองของตนเอง นอกจากจะไม่ได้เลือดนักสู้ของบิดาแล้ว ยังดีแต่อวดเบ่ง เพราะหยิ่งยโสในเลือดสกุลอีที่อยู่ในกาย เสนาบดีผู้ใหญ่กลับได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจ เพราะเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ หากบิดามารดาไม่ส่งเสริมบุตร ผู้ใดในโลกนี้เล่าจะทำ

การที่อดีตพระราชาสวรรคตไปตั้งแต่พระราชามินโฮยังทรงพระเยาว์ ทำให้อิมซึงจุนมีอำนาจมากพอ จะผลักดันธิดาตนเองสู่ตำแหน่งพระมเหสี แม้ว่าพระพันปีสกุลโนจะไม่ทรงเห็นด้วย แต่พระนางกลับทรงอ่านหมากกระดานนี้ออกอย่างละเอียดเท่าทันอิมซึงจุน

สุดท้าย พระพันปีสกุลโนก็ทรงฝืนพระทัยให้พระโอรสอภิเษกธิดาสกุลอิมเป็นมเหสี เพราะการแต่งงานครั้งนั้น เป็นหลักประกันว่าสกุลอีที่มีอำนาจล้นมือมาถึงสองรัชสมัย จะไม่โค่นพระราชาที่ยังทรงพระเยาว์ลงจากบัลลังก์ เพราะเห็นแก่ความเกี่ยวดองเป็นญาติ

แต่สถานะราชินีของอิมจองยอนกลับสั่นคลอน เมื่อพระสนมคยองพิน สกุลกงประสูติองค์ชายยอง อิมซึงจุนรู้จักธิดาของตนดี และรู้ว่าอิมจองยอน คงจะยังดื้อเพ่ง ถือดีว่าตนเองเป็นพระมเหสี โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นนกที่จะถูกนายพรานยิงร่วงลงมาจากท้องฟ้าเมื่อใดก็ได้

เสนาบดีผู้ใหญ่ครุ่นคิดถึงเรื่องที่บุตรทั้งสองร่วมมือกันวางยาพระสนมคยองพิน แต่ไม่สำเร็จ หากวันหนึ่ง จำเป็นต้องเลือกระหว่างบุตร และธิดา นิ้วร้ายทั้งสองนิ้วนั้น จะต้องตัดนิ้วไหนทิ้งไป

อิมซึงจุนยังคิดไม่ตกในข้อนั้น

 

อดีตแม่ทัพโนจัดเรียงอาวุธที่ผลิตเสร็จแล้วเตรียมขึ้นเกวียนเทียมม้า หญิงสาวที่ชื่อฮงรยอนที่ถือหนังสือแนะนำตัวที่คิมจินอูส่งมานั้น กำลังช่วยตรวจนับรายการอาวุธโดยละเอียด ฮงรยอนมาช่วยงานตั้งแต่ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้าอย่างขันแข็ง อดีตแม่ทัพโนมองใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้อยู่นาน จนกระทั่งฮงรยอนเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตแม่ทัพ และเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“ท่านแม่ทัพโน มีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”

“เปล่า ข้าเพียงแต่คิดว่า เคยเห็นหน้าแม่นางที่ไหนหรือไม่ คุ้นตาเหลือเกิน แต่นึกไม่ออก”

“คงไม่เคยหรอกเจ้าค่ะ”

ฮงรยอนตอบอย่างสุภาพ จังหวะนั้นฮงจุนผู้ช่วยของฮงรยอนที่เดินทางมาด้วยกันก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในค่าย ฮงจุนทำความเคารพอดีตแม่ทัพโน และฮงรยอนก่อนพูดเสียงไม่ดังนัก

“ท่านแม่ทัพ คุณหนู เกิดเรื่องแล้วขอรับ จู่ๆ ก็เกิดมีการตั้งด่านตรวจค้นรถม้า ขบวนเกวียนค้าขาย ทั้งสามเส้นทางเลยขอรับ ทั้งทางไปทางตะวันตก ตะวันออก และทางเข้าเมืองหลวง”

อดีตแม่ทัพโนสีหน้าไม่เปลี่ยน เมื่อได้ยินฮงจุนเรียกฮงรยอนว่าคุณหนู แทนที่จะเรียกหญิงเจ้าของโรงน้ำชานี้ว่า นายหญิง ฮงรยอนเองก็มัวแต่ตกใจกับข่าวที่ได้รับ จึงหันไปมองหน้าอดีตแม่ทัพโนอย่างตระหนก

“ทำอย่างไรดีเจ้าคะ ถ้าจริงเช่นที่ฮงจุนว่า เราอาจจะถูกตรวจค้น”

“ข้าหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว แม่นางกับคนของแม่นาง อย่ามีพิรุธก็พอ”

อดีตแม่ทัพโนพูดเรียบๆ ฮงรยอนจึงพยักหน้ารับ และปล่อยให้อดีตแม่ทัพโนจัดการกำกับการเตรียมขบวนรถม้า และเกวียนออกเป็นสามชุด เพื่อมุ่งหน้าออกไปตามเส้นทางทั้งสามสายพร้อมๆ กัน

“ข้าน้อยขอลาก่อนนะเจ้าคะ” ฮงรยอนเอ่ยพร้อมทำความเคารพ

“ไปดีมาดี” อดีตแม่ทัพโนเอ่ยตอบ หญิงสาวจึงยิ้มน้อยๆ พร้อมเอ่ยคำ

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

ขบวนรถม้า และเกวียนทั้งหมด 6 คัน มุ่งออกจากหมู่บ้านกลางป่าแสงตะวันเริ่มกล้า และน้ำค้างจางหาย อดีตแม่ทัพโนยืนมองอยู่จนกระทั่งขบวนม้าลับสายตาไป ขุนศึกคู่ใจแม่ทัพโนเดินมายืนเคียง ก่อนเอ่ยถาม

“นายท่าน สงสัยสิ่งใดหรือขอรับ”

“แดฮี เจ้าเคยเห็นหน้าตาเช่นแม่นางฮงรยอนที่ไหนมาก่อนหรือไม่”

“ที่จริง ก็คลับคล้ายคลับคลา” ฮงแดฮีเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจ “ดูๆ ไปแม่นางเจ้าของโรงน้ำชาผู้นั้น ละม้ายคุณหนูสกุลยุน ที่แต่งกับคุณชายคิม น้องชายท่านเสนาบดีกรมยุติธรรมอยู่นะขอรับ”

“ใช่ นางหน้าเหมือนคุณหนูสกุลยุนคนนั้น คุณหนูสกุลยุนเกิดปีเดียวกับน้องสาวข้า ท่านแม่ของนางกับท่านแม่ของข้าเป็นสหายกัน ทั้งสองให้ลูกสาวนับถือต่างฝ่ายเป็นพี่น้องกัน ข้าจำคุณหนูสกุลยุนคนนั้นได้แม่นทีเดียว”

“แต่สกุลคิมสายนั้นถูกประหารเสียหมดแล้วนี่ขอรับ”

“ตอนนั้นข้ารบกับพวกโจรสลัดที่เหิมเกริมมาปล้นเมืองชายทะเล” อดีตแม่ทัพสกุลโนเอ่ยเรียบๆ “น้องสาวของข้าที่ตรอมใจเพราะการตายของคุณหนูสกุลยุนที่นางรักเหมือนพี่สาวแท้ๆ ส่งข่าวมาหาข้า บอกว่านางได้ยินข่าวว่า สกุลคิมใช้ลูกทาสสวมรอยเป็นลูกสาว แล้วให้คนรับใช้มีฝีมือคนหนึ่งพาลูกสาวคนเล็กของบ้านนั้นหนีไป นางว่าหนีไปอยู่ที่หมู่บ้านอึงชอล”

“เพราะเช่นนี้เอง ท่านแม่ทัพถึงไปอึงชอลเมื่อเสร็จศึก”

“ใช่ การรบกินเวลาเกือบครึ่งปี หลังจากนั้นก็มัวแต่วุ่นๆ วายๆ เรื่องจัดกองทัพเรือ กว่าจะรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปหลายปี ครั้นไปตามหาเด็กนั้นให้น้องสาว ก็ไม่พบเสียแล้ว แต่ที่ข้าแน่ใจก็คือ คนรับใช้ชายที่น้องสาวข้าบอกว่าพาลูกสาวสกุลคิมหนีไป มีชื่อว่า ฮงจุน”

ดวงตาของแดฮีเบิกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ขุนศึกคู่ใจอดีตแม่ทัพโนมองออกไปตามทางออกจากหมู่บ้าน ราวกับจะมองหาแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวที่เพิ่งจากไป

 

ขวนรถม้า และเกวียนบรรทุกลังใส่เหล้า กับกระสอบชาชั้นดีค่อยๆ ชะลอ กองสายตรวจตั้งด่านตรวจสอบ อิมฮยอนจุนนั่งจิบน้ำชาในเพิงบังแดดที่ใช้ให้ลูกน้องปลูกขึ้น ที่จริงชายหนุ่มเบื่อหน่ายการมานั่งตรวจการนี้สุดจะทน ทว่าไม่กล้าขัดคำสั่งบิดา จึงจำเป็นต้องมานั่งเฝ้าเป็นพิธี เมื่อเห็นรถม้าแบบที่นิยมใช้กันในเขตนครหลวงเมืองพยองจูจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ลูกน้องของอิมฮยอนจุนตรวจค้นเกวียนเทียมม้าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งบังคับ แต่ไม่พบพิรุธ จึงหันออกคำสั่งให้เปิดรถม้า ทว่าชายวัยกลางคนที่บังคับม้ากลับไม่ยอมเปิด และแจ้งว่าภายในรถม้าเป็นเพียงนายหญิงของตนนั่งอยู่ผู้เดียว เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายเริ่มโตเถียงกัน อิมฮยอนจุนจึงลุกออกไป และเอ่ยอย่างรำคาญ

“เปิดรถม้าเดี๋ยวนี้ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร” อิมฮยอนจุนพูดอย่างโอ่ๆ “ข้าคือผู้ปกครองเขตเหนือทั้งหมด หากไม่มีพิรุธใดๆ ก็เปิดรถม้าเสีย”

ม่านหน้าต่างรถม้าเปิดออก และหญิงสาวหน้าตางดงามเยี่ยมหน้าออกมาจากบานหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยอย่างนุ่มนวล

“คุณชายอิม ข้าน้อยฮงรยอน เจ้าของโรงน้ำชาฮงรยอนเองเจ้าค่ะ”

“แม่นางฮงรยอนนี่เอง”

อิมฮยอนจุนกล่าว และมีท่าทางพอใจ เมื่อหญิงสาวใช้เสื้อตัวยาวคลุมผมเมื่อเดินลงมาจากรถม้าที่ชายสารถีวิ่งไปยกบันไดให้หญิงสาวก้าวลงมา ฮงรยอนยิ้มอย่างแช่มช้อย เมื่อก้มศีรษะทำความเคารพ

“คุณชายอิม ข้าน้อยกับคนที่โรงน้ำชากำลังจะผ่านทางกลับเมืองหลวง พอดีสั่งซื้อเหล้ามาจากแคว้นฉิน และใบชาดีหลายกระสอบ ไม่ทราบคุณชายสนใจจะรับไว้ลองชิมดูหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ต้องๆ แม่นางฮงรยอน ข้าขออภัยที่ลูกน้องของข้าเสียมารยาท แต่ช่วงนี้มีพวกไม่น่าไว้ใจ จึงต้องตรวจตราบ้าง”

“ตายจริง มีเหตุอะไรหรือเจ้าคะ”

บุตรชายเสนาบดีกรมคลังเห็นท่าทางตกอกตกใจของหญิงสาว จึงเอ่ยเหมือนตนเองเป็นคนสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่ได้รับฟังพร้อมบิดาเมื่อวันก่อน

“เรื่องลับน่ะ แม่นางฮงรยอน”

“จริงด้วย คุณชายเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จะมาเล่าเรื่องราชการให้คนค้าขายฟังได้อย่างไร” ฮงรยอนพูดพลางหัวเราะเบาๆ โดยยกมือขึ้นบังริมฝีปากด้วยกริยาแช่มช้อย “เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ไม่อยากไปถึงเมืองหลวงดึกเกินไปเจ้าค่ะ”

“เชิญๆ”

“คุณชายอย่าลืมไปอุดหนุนที่โรงน้ำชานะเจ้าคะ” ฮงรยอนพูดอย่างอ่อนหวาน และหันไปสั่งเด็กหนุ่มที่บังคับเกวียน “จุนโฮ จงยกเหล้าสองไหใหญ่ลงมา”

“แม่นางฮงรยอน ไม่ต้องหรอก”

“คุณชายโปรดรับไว้นะเจ้าคะ คุณชายทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถือว่ารับเหล้าไว้เป็นของคารวะจากข้าน้อยนะเจ้าคะ”

อิมฮยอนจุนได้หน้าได้ตาจากท่าทางยกย่องของฮงรยอนไปไม่น้อย จึงไม่ปฏิเสธเหล้าที่ฮงรยอนให้คนยกมาให้ บุตรชายเสนาบดีกรมคลังปล่อยขบวนรถม้าของหญิงสาวผ่านไป และร้องสั่งลูกน้องให้รินเหล้ามาดื่ม ส่วนหญิงสาวบนรถม้า กลับถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรถแล่นผ่านด่านมาไกลแล้ว

ขบวนของฮงรยอนไปถึงโรงน้ำชาเมื่อยามค่ำ รถม้าไปจอดถนนเบื้องหลังโรงน้ำชา ม้าถูกจูงเข้าคอก ของถูกขนลงจากเกวียนทั้งหมด และนำเข้าห้องเก็บของ กระทั่งดึกสงัดเมื่อโรงน้ำชาปิดแล้ว ฮงรยอน ฮงจุน จุนโฮจึงลอบลงมางัดไม้กระดานเกวียนออก จึงได้เห็นว่าพื้นเกวียนถูกตัดแปลงเป็นช่องด้านล่าง มีอาวุธจำพวกธนู และลูกศรนับร้อยอัดอยู่ภายใน

ระหว่างที่ฮงรยอนกับจุนโฮยกธนูเข้าไปซ่อนในห้องเก็บฟืน ฮงจุนก็งัดช่องใต้เบาะที่นั่งในรถม้า และขนเอาดาบจำนวนมากออกมา

“ข้าน้อยกลัวแทบตาย ว่าจะถูกจับได้ เพราะเสียงดาบกระทบกันสนั่นขนาดนั้น คุณชายสกุลอิมนั่น กลับปล่อยมาง่ายๆ” ฮงจุนพูดขณะขนดาบลง ฮงรยอนหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดเสียงเย็น

“คนโง่เช่นนั้น อย่าว่าแต่เสียงดาบเลย ต่อให้ดาบจ่อคอ ก็ไม่รู้ตัว”

 

                วันนี้พระราชาเมืองพยองจูประกาศยกเลิกราชกิจทั้งหมด ข้าราชสำนักทุกกรมกองห้ามเข้าวังหลวงหากไม่มีพระราชโองการ เสนาบดีกรมยุติธรรมจึงรู้สึกแปลกๆ เมื่อได้รับหมายให้เข้าเฝ้าโดยพระราชทานอนุญาตให้นำผู้ติดตามมาได้หนึ่งคน ท่านเสนาบดีผู้ใหญ่จึงเรียกบุตรชายให้ตามหลังตนเองเข้าวัง

                เสนาบดีกรมยุติธรรมเห็นว่าอาจเกิดเรื่องไม่ธรรมดาขึ้นแล้ว เพราะเมื่อมาถึงประตูวังก็พบกับกงซึงชาน ขุนนางผู้ใหญ่กรมราชบัณฑิต บิดาพระสนมคยองพิน และอิมซึงจุน บิดาพระมเหสีจองยอน ที่เข้ามาพร้อมกับอิมฮยอนจุน

                “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเสนาบดียุติธรรมมาเฝ้าหรือ” อิมซึงจุนเอ่ยเรียบๆ บิดาของคิมจินอูจึงรับคำ

                “ขอรับ”

                อิมซึงจุนไม่พูดอะไร และตั้งท่าจะเดินเข้าประตูวัง ทว่าเป็นจังหวะเดียวกันกับที่บิดาพระสนมคยองพินก็กำลังจะก้าวเข้าไปในวังหลวง คิมจินอูดูภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ บรรยากาศที่เสนาบดีกรมคลังหันมองขุนนางผู้ใหญ่ที่มียศต่ำกว่าจากกรมราชบัณฑิตเป็นเชิงให้รู้กิ่งก้อย หัวแม่มือ แต่กงซึงชานกลับยิ้มเย็นๆ และเอ่ย

                “ข้าน้อยมัวแต่เร่งรีบ อยากไปเฝ้าองค์ชายยอง จึงไม่ทันระวัง ล่วงเกินท่านเสนาบดีคลังแล้ว”

                คิมจินอูเผลอบีบพัดที่ถือไว้ในมือ พลางคิดในใจว่าบิดาพระสนมคยองพิน สมแล้วที่เป็นราชบัณฑิต เพราะวาจาแม้สุภาพ แต่กลับร้ายกาจไม่เบา เพราะหากนับตามยศของธิดา พระมเหสีจองยอนย่อมยศสูงกว่าพระสนมคยองพิน แต่หากนับตามยศรัชทายาท ฐานะพระมารดาที่ให้กำเนิดองค์ชายยอง ก็ย่อมไม่อาจเป็นที่ดูแคลนได้ อิมซึงจุนสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ และเดินเข้าไปในวังหลวงโดยมีบุตรชายตามหลัง คิมจินอูและบิดาจึงเดินไปพร้อมกับบิดาพระสนมคยองพิน

                ทั้งที่ไม่ได้สนทนาสิ่งใดแก่กัน แต่คิมจินอูรับรู้ได้ว่าวันนี้อาจจะเป็นวันที่ตนได้เป็นประจักษพยานต่อต้นเหตุในการเปลี่ยนแปลงภายในเมืองพยองจู เรื่องนี้เก็บไว้บอกเล่าโอ้อวดลูกหลานได้จนวันตายทีเดียว

                ในท้องพระโรงที่เหล่าขุนนางถูกพาตัวมา มีพระพันปี พระมเหสีจองยอน พระสนมคยองพินประทับอยู่ก่อนแล้ว บรรดาขุนนางที่ถูกเรียกเข้าเฝ้า ถูกจัดให้นั่งฝั่งขวา ซึ่งเป็นคนละฝั่งกับฝ่ายใน คิมจินอูนั่งข้างหลังบิดา แต่เห็นสถานการณ์ในท้องพระโรงได้ถี่ถ้วน และนึกชมสตรีบรรดาศักดิ์ทั้งสามที่มีสีหน้าเป็นปกติ ไม่ได้มีท่าทีวิตกต่อสถานการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใด

                เสียงขันทีกล่าวแจ้งการเสด็จของพระราชาเมืองพยองจู ทำให้ทุกผู้ในท้องพระโรงนั้นลุกขึ้นถวายบังคม พระราชาหนุ่มประทับบนบัลลังก์ ก่อนจะกวาดสายพระเนตรไปที่ทุกคนในท้องพระโรง บรรยากาศเงียบสนิท ราวกับทุกคนกำลังรอฟังคำสั่งประหารก็มิปาน

                “วันนี้ข้ามีเรื่องที่ต้องให้ทุกท่านเข้ามาหา ที่จริงถ้าพูดว่าเป็นเรื่องในครอบครัว ก็อาจจะใช่” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเรียบๆ “แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงรัชทายาท ข้าถึงจำเป็นต้องเรียกเสนาบดีกรมยุติธรรมมาเป็นคนกลาง”

                “ฝ่าบาท องค์ชายยองเป็นพระโอรสองค์แรก แต่มิได้หมายความว่าจะเป็นรัชทายาท เพราะหากพระมเหสีมีพระโอรส รัชทายาทย่อมต้องเป็นโอรสของพระมเหสี ฝ่าบาทรับสั่งเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสับสนได้พะยะค่ะ”

                อิมซึงจุนเอ่ยขัดขึ้น คิมจินอูสังเกตเห็นสีพระพักตร์พระมเหสีจองยอนเย็นชาจนถึงกับกระด้าง พระราชาหนุ่มทรงแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อรับสั่ง

                “ท่านพ่อตา กล่าวมาก็ถูกต้อง ถ้าหากพระมเหสีมีโอรส โอรสของนางก็ควรได้เป็นรัชทายาท” พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรพระมเหสีด้วยสีพระพักตร์อ่อนโยน “ถ้าหากพระมเหสีมีพระโอรสเท่านั้น”

                คิมจินอูสังเกตว่าพระมเหสีจองยอนขบพระทนต์แน่น สีพระพักตร์เย็นเยียบราวกับพร้อมจะสังหารผู้ใดก็ตามที่กล้ากวนพระทัย บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมจึงนั่งชมละครฉากนี้ของพระราชาเมืองพยองจูอย่างนึกสนุก

                “องครักษ์โจ เบิกตัวนางข้าหลวงตำหนักพระพันปีเข้ามา”

                หลังถ้อยรับสั่งของพระราชาเมืองพยองจู องครักษ์โจก็กุมแขนหญิงสาวท่าทางซอมซ่อ และเจ็บป่วยเข้ามาในท้องพระโรง พระพันปีทอดพระเนตรชินยองจาที่นั่งคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงด้วยความตกพระทัย เพราะหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่เคยทำงานรับใช้ใกล้ชิดในพระตำหนัก บัดนี้กลับดูทรุดโทรมด้วยความเจ็บไข้ มือเรียวที่เคยสวยงามกลับมีรอยแผลเป็นน่ากลัวจากการถูกตอกเล็บ

                “ชินยองจา” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเรียบๆ “เจ้ายอมรับต่อหน้าข้าที่กรมรักษาความสงบนครหลวงว่าเจ้าแอบผสมยาขับเลือดลงไปในน้ำแกงนกพิราบตุ๋นของพระสนมคยองพิน จำได้หรือไม่”

                “จำได้เพคะ ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ” ชินจายองพูดเบาๆ แต่ดูราวกับว่าพระราชาหนุ่มไม่ทรงสดับถ้อยความนั้น จึงรับสั่งถาม

                “เจ้าถูกทรมาน แต่ไม่ยอมรับว่าผู้ใดใช้ให้เจ้ากระทำการชั่วช้าเช่นนั้น ถ้าข้าจำไม่ผิด โทษของผู้ที่พยายามปลงประชนม์ พระราชา พระราชินี รัชทายาท คือประหารให้ตายตกไปทั้งตระกูลสายตรงสามชั่วอายุคน และประหารสายสกุลบิดา มารดาของผู้นั้นสามชั่วอายุคนเช่นกัน”

                “ฝ่าบาท ทรงเมตตาด้วยเพคะ หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วเพคะ”

                ชินยองจาตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาพระราชาเมืองพยองจู คิมจินอูนึกนับถือพระราชาหนุ่มอยู่ในใจ เพราะพระประสงค์ในการเรียกชินยองจามาวันนี้ ก็เปรียบเสมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อยแน่

                “เจ้าปองร้ายพระสนม และองค์ชายรัชทายาทเพราะเหตุใด”

                พระราชาหนุ่มรับสั่งถามตามตรง แต่ชินยองจากลับเอาแต่ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว พระราชาเมืองพยองจูจึงรับสั่งต่อด้วยสุรเสียงเย็นเยียบ

                “องครักษ์โจ สั่งการไปให้ทหารบุกไปจับครอบครัวของนาง รวมถึงญาติฝั่งบิดา มารดาทั้ง 3 ชั่วอายุคนมา ...”

                “ฝ่าบาท ฝ่าบาทเพคะ” ชินยองจาละล่ำละลักเอ่ยทูล ทำให้พระราชาเมืองพยองจูหยุดรับสั่ง “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันกับครอบครัวด้วยเพคะ หม่อมฉัน หม่อมฉันสารภาพแล้วเพคะ”

                 “สารภาพหรือ”

                “เพคะ หม่อมฉัน ได้ .. ได้ยามาจากคุณชายอิมฮยอนจุนเพคะ หม่อมฉันตั้งท้องกับคุณชาย เมื่อหม่อมฉันไปบอก คุณชายบอกว่าให้หม่อมฉันเอายานี่ไปผสมในน้ำแกงนกพิราบของพระสนม แล้ว..ถ้า ถ้าทำสำเร็จ คุณชายบอกว่าจะแต่งหม่อมฉันเป็นภรรยาเพคะ”

                บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบกริบ เหลือแต่เสียงสะอื้นของชินยองจา คิมจินอูกำพัดที่ถือติดมือไว้แน่น และแอบเหลือบมอง อิมฮยอนจุนที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด บิดาของพระสนมคยองพินจ้องมองหญิงสาวที่ฟุบตัวร้องไห้อยู่บนพื้นท้องพระโรงด้วยความรังเกียจ และเอ่ยทูลเสียงเย็น

                “ฝ่าบาท พระสนมต้องยาขับเลือดคราวนั้น แม้เคราะห์ดีที่แก้ไขได้ทันกาล แต่ก็นับว่าเกือบเกิดอันตรายต่อองค์ชายยองที่ขณะนั้นอยู่ในพระครรภ์ ฝ่าบาทโปรดพระราชทานความเป็นธรรมต่อธิดาของกระหม่อม และต่อองค์ชายยองด้วย”

                “ฝ่าบาท” อิมซึงจุนเอ่ยทูลขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี “นางชั้นต่ำผู้นี้ใส่ร้ายบุตรชายของกระหม่อม กุเรื่องว่านางตั้งครรภ์ ฝ่าบาทโปรดพระราชทานความเป็นธรรมด้วย”

                “ท่านพ่อตา” พระราชามินโฮทรงแย้มสรวลน้อยๆ “ข้าอยู่ที่กรมรักษาความสงบนครบาลในวันที่นางแท้งบุตร นางถูกทรมานจนแท้ง กระทั่งบาดเจ็บสาหัสก็ไม่ยอมปริปาก ท่านจะได้สะใภ้ที่มีคุณธรรมสูงส่งเช่นนี้ นับว่าเป็นวาสนานะ”

                อิมซึงจุนไม่อาจหาคำใดมากล่าวแก้ตัวได้ และมองไม่เห็นทางรอดใดๆ พระราชาหนุ่มรับสั่งเมื่อครู่ คือการแสดงพระประสงค์ว่าทรงหมายจะประหารผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เสนาบดีผู้ใหญ่กำลังพยายามคิดเพื่อหาทางรอด ทว่าเสียงผ้าเสียดสีกัน ทำให้อิมซึงจุนเงยหน้าขึ้น และเห็นพระมเหสีจองยอนเสด็จมาประทับนั่งข้างบิดา

                “ฝ่าบาท ทรงเมตตาครอบครัวของหม่อมฉันด้วยเพคะ” น้ำตามากมายของอิมจองยอนหลั่งรินอาบพระปราง “หม่อมฉัน ท่านพ่อ และท่านแม่ ไม่เคยรู้เรื่องเลวร้ายนี้มาก่อนเลย ไม่คิดว่าท่านพี่จะกล้าถึงกับปองร้ายพระสนม ปองร้ายองค์ชายยองเช่นนี้”

                เสนาบดีกรมคลังรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดจนชาวาบไปทั้งร่าง เขาเคยครุ่นคิดอยู่นานว่าหากเกิดสถานการณ์วันนี้ขึ้น จะตัดสินใจเลือกสละธิดาที่รักปานดวงใจ แต่จะเก็บบุตรชายไว้ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีผู้สืบสกุลต่อไป ทว่าสถานการณ์ที่เคยวางหมากไว้กลับพลิกผัน เพราะพระมเหสีจองยอนปรักปรำความผิดทั้งปวงให้พี่ชาย

                “ฝ่าบาท ได้โปรดลงโทษเฉพาะผู้ที่ทำผิดเถอะเพคะ”

                พระมเหสีจองยอนรับสั่งด้วยท่าทางน่าสงสารอย่างแนบเนียน เพราะตั้งแต่เล็กจนโต หากทำผิดสิ่งใดร่วมกัน คนที่ต้องรับผิดจะเป็นพี่ชายเสมอ พระมเหสีจองยอนจึงตัดสินพระทัยทำเช่นที่เคยทำมา ในขณะที่ผู้เป็นพี่ชายกลับนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ อิมฮยอนจุนนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกจากที่นั่ง และคุกเข่าลงตรงพื้นท้องพระโรงก่อนเอ่ยทูล

                “ฝ่าบาท เป็นกระหม่อมเอง” อิมฮยอนจุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “กระหม่อมวางแผนทั้งหมดเอง ฝ่าบาทโปรดพระราชทานอภัยโทษ แก่ผู้อื่นในครอบครัวของกระหม่อมด้วย”

                บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมเคยแอบนั่งดูบิดาสอบสวน พิจารณาคดีมาหลายคดีตั้งแต่ยังเด็ก จึงชำนาญการดูสีหน้าผู้คนอยู่ไม่น้อย คิมจินอูสังเกตเห็นสีหน้าเจ็บปวดที่ปราศจากความเสแสร้งปรากฏบนพระพักตร์ของพระมเหสีจองยอน เมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ชายยอมสารภาพผิดโดยไม่บิดพลิ้ว พระราชาเมืองพยองจูหันมองเสนาบดีกรมยุติธรรมและรับสั่งอย่างเด็ดขาด

                “ท่านเสนาบดี ในเมื่อผู้กระทำผิดยอมรับ ท่านก็นำตัวไปสอบสวน ลงโทษตามสมควร ระหว่างพิจารณาคดี ให้พักงาน เสนาบดีกรมคลัง อยู่แต่ในจวนห้ามผู้ใดเข้าออก จนกว่าเรื่องจะยุติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาว่าการสืบสวนไม่เป็นธรรม”   “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ” พระมเหสีจองยอนรีบทูลขอบพระทัย เพราะอย่างน้อยตนก็ยังอยู่ในสถานะพระมเหสี แต่พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งขัดเสียก่อน

                “พี่ชายแท้ๆ ของพระมเหสีกระทำการชั่วช้าถึงเพียงนี้ แม้ไม่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยากที่จะพ้นข้อครหาว่าพระมเหสี ไม่มีส่วนรู้เห็น” พระราชาซงมินโฮทอดพระเนตรพระมเหสี ก่อนจะรับสั่งเรียบๆ “ข้าอยากถามความเห็นท่านเสนาบดีคลัง ถ้าคดีพิจารณาสิ้นสุด ที่เว้นโทษครอบครัว ก็นับว่าเว้นได้ เพราะองค์ชายยอง และพระสนมปลอดภัยดี แต่ตัวอิมฮยอนจุนต้องรับโทษประหาร เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล้าเหิมเกริมอีก แต่ถ้าจะเว้นโทษตายอิมฮยอนจุน ข้าก็จำต้องลงโทษให้หนักสมกับความผิด”

                “ฝ่าบาท”

อิมซึงจุนรู้ได้ทันทีว่า พระราชาหนุ่มกำลังจะรับสั่งสิ่งใด เสนาบดีคลังถอนใจ และนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง พระราชาซงมินโฮจึงรับสั่งออกมาก่อน

“ข้าให้ท่านเสนาบดีเลือกเอง ว่าจะให้อิมฮยอนจุนรับโทษตาย แล้วข้าจะไม่เอาผิดครอบครัวท่านอีก หรือจะให้ข้าเว้นโทษตายบุตรชายท่าน แต่ต้องปลดพระมเหสีจองยอนออกจากตำแหน่ง”

“ฝ่าบาท ไม่นะเพคะ หม่อมฉันไม่ผิด ทำไมถึงทรงต้องการปลดหม่อมฉัน” อิมจองยอนกรีดเสียงอย่างลืมตัว ก่อนชี้พระหัตถ์ไปทางพระสนมคยองพินที่ยังนั่งดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ “ฝ่าบาททรงลุ่มหลงนางนี่จนมีโอรสกับมัน แล้วตอนนี้ก็ทรงหาเหตุปลดหม่อมฉันหรือเพคะ จะปลดหม่อมฉันแล้วยกนางเป็นมเหสีแทนหรือเพคะ”

อิมซึงจุนดึงมือธิดาให้หยุด แต่พระมเหสีจองยอนไม่ยอมหยุด พระราชาหนุ่มนิ่วพระขนง และไม่รับสั่งสิ่งใด แต่พระพันปีที่ทรงเงียบอยู่นาน กลับรับสั่งบริภาษเสียงลั่นท้องพระโรง

“หยุดทำกริยาเลวทรามเดี๋ยวนี้เชียว สมคบกันทำผิดคิดชั่วทั้งตระกูลแล้วยังกล้าดีมาแสดงกริยาดูหมิ่นพระสนมต่อเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทอีก ช่างกริยาทรามเหมือนบิดามารดาไม่อบรมสั่งสอน”

“พระพันปีเข้าข้างนางกงโมรันนี่ เพราะเป็นคนของพระองค์นี่เพคะ” พระมเหสีจองยอนประทับยืนเต็มพระองค์ ขึ้นเสียงรับสั่งต่อ “ทรงคัดเลือกนางเข้าวังมาถวายเอง ไหนเลยจะมีเมตตาเข้าข้างหม่อมฉัน”

พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรพระมเหสี และอิมซึงจุนด้วยสายพระเนตรที่บ่งบอกว่าทรงรังเกียจอย่างยิ่ง ก่อนที่พระราชาหนุ่มจะรับสั่งต่อเรียบๆ

“ไม่ว่าจะเป็นคู่พระราชากับพระมเหสี หรือสามีภรรยาชาวนา ก็ยึดคติธรรมเดียวกัน หากภรรยาก้าวร้าว ไม่ปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไม่มีบุตร คบชู้ อิจฉาริษยา เจ็บป่วยร้ายแรง กล่าววาจามากความ หรือลักขโมย เพียงมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งก็หย่าขาดกันได้ แต่ข้าอดทนทำไม่รู้ไม่เห็น ที่เจ้าทุบตีนางข้าหลวงในตำหนัก เพราะอิจฉาที่ข้ารับพระสนมคยองพินเข้าวัง เห็นแก่ที่เจ้าเป็นพระมเหสีของข้ามาหลายปี จึงได้ทำเมินเฉยเสีย ต่อเรื่องที่เจ้าก่นด่าพระสนมคยองพินในตำหนัก จนชาววังนินทาเรื่องนี้กันเซ็งแซ่” พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรดวงพักตร์แข็งกร้าวของพระมเหสีจองยอน และรับสั่ง “เรื่องไม่มีบุตรนั้นเป็นความผิดของข้า แต่ที่อิจฉาริษยา และที่ก้าวร้าวพระพันปี เป็นความผิดของเจ้า ข้าในฐานะพระราชาเมืองพยองจู ขอขับพระมเหสีจองยอน สกุลอิม ออกจากตำแหน่งพระอัครมเหสี ในฐานที่พระมเหสีจองยอนขาดขันติธรรมของภรรยาที่ดี อิจฉาริษยาอนุภรรยา และกล่าวว่าจาจาบจ้วงล่วงเกินพระพันปีต่อหน้าข้า จงออกจากวังหลวงก่อนตะวันตกดินวันนี้ หากขัดขืน มีโทษประหาร ฐานที่ขัดพระราชโองการ”

อิมจองยอนกรีดเสียงลั่น เหล่าองครักษ์และนางข้าหลวงจึงต้องกรูกันเข้ามาพาตัวออกไป เมื่อท้องพระโรงเหลือแต่ความเงียบ พระราชาหนุ่มจึงรับสั่งต่อ

“เป็นอันว่า ข้ายกเว้นโทษตายให้อิมฮยอนจุน แต่ต้องลงโทษขั้นไหน ให้กรมยุติธรรมจัดการตามที่เหมาะสม”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

บิดาของคิมจินอูเอ่ยทูลรับสนองพระราชโองการแล้ว ก็เรียกทหารองครักษ์มากุมตัวอิมฮยอนจุน และชินยองจาออกไปสอบสวนต่อ พระราชาหนุ่มรับสั่งให้ผู้อื่นออกจากท้องพระโรงไป และรับสั่งว่าอยากประทับเงียบๆ เมื่อท้องพระโรงว่างเปล่า พระราชาเมืองพยองจูจึงรับสั่งขึ้นเบาๆ

“ออกมาได้แล้ว ฮยองนิม”

องค์ชายคังยูเสด็จออกจากหลังฉากที่กันไว้ด้านข้างพระแท่นของพระราชาเมืองพยองจู ซงมินโฮทรงดึงให้คังยูประทับลงนั่งร่วมพระแท่น และกุมพระหัตถ์เรียวของคังยูไว้

“ฝ่าบาท ช่างไม่เห็นพระทัยพระมเหสีเลย” คังยูแนบพระหัตถ์ลงบนพระปรางของอีกฝ่าย “ไม่ทรงรู้เลยหรือ ว่าพระมเหสีรักฝ่าบาทมากกว่าผู้ใดถึงอยากอภิเษกด้วยแต่แรก ที่ทรงกระทำทั้งหมด ทั้งเรื่องวางยาพระสนม ก็เพราะรักฝ่าบาทจนไม่อยากแบ่งปันให้ผู้ใด”

“ข้าไม่ได้รักนาง”

“กระหม่อมรู้”

“ฮยองนิม คิดว่าข้าทำเกินไปหรือไม่”

พระราชาเมืองพยองจูทรงดูอ่อนล้า จนคังยูนึกเห็นพระทัย องค์ชายหนุ่มจึงแย้มสรวลและรับสั่งเบาๆ

“ฝ่าบาททรงทำในสิ่งที่ควรกระทำแล้ว”

“ข้าอยากกำจัดอิทธิพลสกุลอีมาตลอด เพราะสกุลอีทำให้ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่ข้ายึดมั่นนั้นผิด” พระราชาหนุ่มแนบพระหัตถ์ลงบนพระหัตถ์องค์ชายคังยู “ข้าเชื่อมั่นว่า พระราชาคือมีดของราษฎร เป็นมีดที่ราษฎรใช้คุ้มตนจากภัยร้าย เป็นมีดที่เอาไว้ใช้ในการหาอาหารให้ตนได้กินอิ่ม แต่สกุลอีกลับใช้อำนาจเหนือข้าที่เป็นพระราชา ใช้อำนาจของข้าไปทิ่มแทงราษฎรเมืองพยองจู ข้าอดทนเห็นการฉ้อฉลทั้งภาษี ทั้งเงินช่วยเหลือราษฎรตั้งแต่รัชสมัยของทูลกระหม่อมพ่อ อดทนมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้”

“หนทางข้างหน้า อีกยาวไกลนักฝ่าบาท” คังยูรับสั่งเบาๆ “ทั้งหมดนี้ แค่เริ่มต้นเท่านั้น ฝ่าบาทจะต้องทรงหนักแน่นเข้าไว้ กระหม่อมจะช่วยฝ่าบาทเอง จะช่วยทุกอย่างที่ช่วยได้”

“ขอบใจนัก ชีวิตนี้ข้ามีแต่ฮยองนิมผู้เดียวเท่านั้นที่ข้าอยากให้อยู่เคียงข้าง”

พระราชาเมืองพยองจูกุมหัตถ์ของคังยูไว้แน่น เนิ่นนานราวกับจะซึมซับไออุ่นจากพระหัตถ์นั้นสู่พระทัย

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: ตอนนี้อาวุธที่ฝ่าบาทเตรียมไว้เข้าเมืองหลวงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รอติดตามใน #แผนลวงวังหน้า ตอนหน้านะคะ ขอบคุณที่ชอบฟิคเรื่องนี้ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกการโดเนท และรูปวาดฝ่าบาท องค์ชายคังยู และองค์ชายขนมต๊อกจากคุณ @gagoiijai ด้วยนะคะ >< หวังว่าตอนนี้จะสนุกกับเนื้อเรื่องเช่นเคยนะคะ

เจอกันตอนหน้านะคะ :)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #23 Midnight1010 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 09:09
    ยังต้องเหนื่อยอีกเยอะเนอะพระราชา สู้ๆนะคะทั้งพระราชาทั้งองค์ชายคังยูเลย
    #23
    0
  2. #22 tnk_ikn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 23:55
    เรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เอาใจช่วยพระราชามินโฮและฮยองนิมของเค้านะคะ
    #22
    0