[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 12 : 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 มี.ค. 63

- 12 -



                พระราชาเมืองพยองจูทรงลากพู่กันลงบนกระดาษเป็นภาพลูกไก่สีเหลืองน่าเอ็นดูตัวหนึ่ง พระเนตรคมกริบเหลือบมององค์ชายคังยูดำเนินวนไปมา พลางทอดพระเนตรไปทางหน้าประตูพระตำหนักเป็นระยะ พระหัตถ์เรียวบีบเข้าหากันแน่น ก่อนจะหันมาทอดพระเนตรพระราชาเมืองพยองจูที่ยังประทับวาดรูปอย่างเป็นปกติ คังยูจึงรับสั่งแกมประชด

                “ฝ่าบาททรงสุขุมเสียจริง ในเวลาเช่นนี้ ยังวางพระองค์ได้หนักแน่นเหลือเกิน”

                “แล้วข้าควรเป็นอย่างไรหรือ” พระราชามินโฮรับสั่งถาม ขณะที่ทรงร่างภาพลูกไก่เพิ่มอีกตัวในภาพเดิม “ฮยองนิม กังวลแทนข้าแล้วนี่ ใยข้าต้องเดือดร้อนด้วย”

                “พระสนมเจ็บครรภ์ตั้งแต่ย่ำรุ่ง จนนี่ตะวันจะกลางฟ้าอยู่แล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลอด ฝ่าบาทจะไม่เดือดร้อนหน่อยหรือ” คังยูรับสั่งอย่างขวางๆ เต็มที “กระหม่อมมิใช่พ่อเด็ก ยังร้อนใจจนต้องลางานที่กรมราชบัณฑิตมารอฟังข่าว แต่พระบิดาแท้ๆ กลับทรงสำราญพระทัยถึงเพียงนี้ ความร้อนใจของกระหม่อม ดูจะเป็นเรื่องน่าขบขันเสียแล้ว”

                “สมเด็จแม่เคยรับสั่งว่า ตอนคลอดข้า สมเด็จแม่เจ็บพระครรภ์อยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ถึงจะคลอดได้ พระสนมเพิ่งเจ็บท้องไปไม่กี่ชั่วยาม ก็อาจจะยังไม่คลอด”

                “ถึงยังไม่มีพระประสูติกาลยามนี้ แต่ฝ่าบาททรงนิ่งนอนพระทัยเกินไปหรือเปล่า”

                “เช่นนั้นหรือ ข้าไม่เห็นรู้สึก”

                พระราชาหนุ่มรับสั่ง พลางเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรคังยูที่ขมวดพระขนงด้วยความกังวล ซงมินโฮแย้มสรวลให้อีกฝ่าย และรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนโยน

                “ฮยองนิม ชาของข้าเย็นชืดไปหมดแล้ว ฮยองนิมโปรดเมตตาชงให้ใหม่สักจอกเถิด”

                “เสวยสุธารสชาเย็นๆ ไปเถิด ฝ่าบาท ขืนเสวยของร้อน ประเดี๋ยวจะร้อนพระทัยเปล่าๆ ปล่อยกระหม่อมร้อนใจไปคนเดียวเช่นนี้จะดีกว่า”

                พระราชาเมืองพยองจูสรวลเสียงดังจนได้ยินไปถึงนางข้าหลวงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ยิ่งเห็นพระราชาหนุ่มสำราญพระทัยเช่นนี้ คังยูยิ่งไม่พอพระทัยมากขึ้น แต่สุดท้ายก็เสด็จไปประทับเคียงพระราชามินโฮ และชงพระสุธารสชาถวาย

                “หอมชื่นใจดีจริง” พระราชาหนุ่มรับสั่งเมื่อเสวยสุธารสชา ทรงวางถ้วยเคลือบลงบนจานรอง ก่อนรับสั่ง “ฮยองนิม อย่ากังวลไปเลย แพทย์หลวงตรวจร่างกายของพระสนมอยู่ตลอด หากไม่นับเรื่องที่ต้องยาขับเลือดไปรอบนั้น นางก็นับว่ามีสุขภาพแข็งแรงดี สมเด็จแม่ยังรับสั่งว่า ลูกคนแรกอาจจะคลอดยากไปบ้าง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดน่าวิตก”

                “อ้อ เช่นนั้นฝ่าบาททรงวางแผนจะมีพระโอรสองค์ที่สองเมื่อใด”

                “ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น ฮยองนิมไม่ต้องหึงหวงไปล่วงหน้า”

                “กระหม่อมไปหึงหวงฝ่าบาทตั้งแต่เมื่อใด”

                คังยูขึงพระเนตรใส่พระราชาเมืองพยองจู แต่ซงมินโฮกลับสรวลเบาๆ ก่อนรับสั่ง

                “เช่นนั้นตอนที่ข้ารับโมรันเข้าตำหนักซ้าย ผู้ที่หลบหน้า ไม่ยอมเข้าวัง ปล่อยให้ข้าคิดถึงอยู่เป็นนาน ก็เป็นฮยองนิมนั่นเอง หรือมิใช่”

                “ช่วงนั้นกระหม่อมวุ่นวายกับงานที่กรมราชบัณฑิตต่างหาก” คังยูรับสั่งอย่างไม่ยอมจนแต้ม

                “หึงหวงข้า ก็ยอมรับว่าหึงหวง จะเป็นไรไป” ซงมินโฮรับสั่ง และทอดพระเนตรพระพักตร์ของคังยู “ข้าเป็นของฮยองนิม จะหึวงหวงเท่าใดก็ย่อมได้”

                “เฮ้อ กระหม่อมสุดปัญญาจะต่อคำกับฝ่าบาทแล้ว”

                พระราชาเมืองพยองจูสรวลเบาๆ แล้วทรงรินชาร้อน หอมกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบ และเลื่อนไปตรงเบื้องพระพักตร์องค์ชายคังยู แล้วรับสั่งอย่างนุ่มนวล

                “ไม่รู้จะเถียงอย่างไร ก็จิบน้ำเสียหน่อย เถียงกับข้าเป็นนานสองนาน ฮยองนิมคงจะคอแห้งแล้วกระมัง”

                “ฝ่าบาท!

                คังยูทรงขึ้นเสียงใส่เพราะทรงขวางพระราชาเมืองพยองเต็มทน ทว่าพระราชาหนุ่มกลับแย้มสรวลอย่างใสซื่อ ราวกับมิทรงทราบว่ากำลังกวนพระทัยองค์ชายคังยู สุดท้ายคังยูก็ทรงยอมจิบสุธารสชาจากถ้วยเคลือบ ก่อนจะรับสั่งต่อ

                “ฝ่าบาท กระหม่อมจะทูลเรื่องการเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บอากรสุราที่ทรงพักไว้”

                “ฮยองนิมคิดเห็นเรื่องนี้ว่าอย่างไร”

                “เดิมเราเก็บอากรสุราถึงร้อยละสิบห้าเหวิน เหล่าร้านค้า โรงน้ำชา ต่างหลีกเลี่ยงไม่รายงานการต้มกลั่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายอากร จากที่กระหม่อมตรวจสอบรายการยื่นจ่ายอากรสุราย้อนหลังไปห้าปี กระหม่อมพบว่ารายได้หลักๆ ของกรมเมืองในการเก็บอากรสุรา มาจากโรงสุราที่ทำเพื่อขาย มากกว่าร้านค้ารายย่อย โรงสุราเหล่านี้มีกำลังผลิตสุราปีหนึ่งๆ หลายร้อยไห ยิ่งโรงสุราใหญ่ที่ตรอกโรงกลั่นชานนครหลวงนั้น กระหม่อมได้ยินว่าหากเร่งผลิตเต็มที่ปีหนึ่งต้มกลั่นสุราได้เกือบพันไห แต่กระหม่อมพบว่าในรายการยื่นจ่ายค่าอากรนั้น บรรดาโรงกลั่นส่วนใหญ่ต่างแจ้งทางการว่า อยู่ที่ราวสองถึงสามร้อยไหต่อปี เพราะไม่ต้องการจ่ายอากรจำนวนมาก”

                “แล้วอย่างไร”

“กระหม่อมว่า หากผู้ใดชำระอากรสุราตามกำหนดทางการจะคืนเงินให้ กลั่นสุราหนึ่งร้อยไห แจ้งทางการยื่นจ่ายอากร ทางการจะคืนให้ค่าอากรให้หนึ่งเหวิน หากกลั่นได้ห้าร้อยไห ที่ต้องจ่ายอากรเจ็ดสิบห้าเหวิน ทางการจะคืนให้ห้าเหวิน กลั่นได้พันไห ต้องจ่ายร้อยห้าสิบเหวิน ทางการจะคืนให้สามสิบเหวิน เรามาทดลองดู เดิมเราเคยเก็บอากรโรงกลุ่นสุราหนึ่งได้ปีละไม่เกินสามสิบเหวิน ถ้าได้เงินคืนถึงห้าเหวิน อาจจะมีคนอยากลองผลิตปีละห้าร้อยไหก็ได้นะฝ่าบาท”

พระราชาเมืองพยองจูทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ และขมวดพระขนงเล็กน้อยอย่างกำลังครุ่นคิด คังยูจึงทรงใช้เวลานี้ จิบสุธารสชาในจอก และเสวยขนมกวนที่วางอยู่บนโต๊ะไปอีกชิ้นหนึ่ง พระราชาหนุ่มจึงค่อยรับอย่างมั่นพระทัย

“ลองคิดดูตามที่ฮยองนิมว่า ก็น่าจะเป็นไปได้ แม้ดูเหมือนทางการยอมขาดทุน คืนค่าอากรให้ แต่หากคิดในแง่ที่ว่า ถ้าโรงสุราผลิตมากขึ้น ก็ต้องรับซื้อธัญญาพืชที่ใช้ต้มกลั่นมากขึ้นด้วย ก็นับว่ากระจายรายได้ให้ราษฎรได้มากขึ้น ลองดูก็ไม่เสียหาย อาจจะทดลองประกาศบังคับใช้เฉพาะในเขตนครหลวงก่อน กำหนดระยะเวลาหนึ่งปีให้เหมือนการเฉลิมฉลองที่มีองค์ชายหรือองค์หญิงประสูติใหม่ แล้วดูผลอีกที”

“ฝ่าบาททรงหลักแหลมไม่มีใครเกินทีเดียว” คังยูรับสั่งแล้วแย้มสรวลเหมือนจะแกล้งเย้า

“เพราะมีฮยองนิมอยู่ข้างกายข้าอย่างไรเล่า”

พระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง แล้วทอดพระเนตรพระพักตร์ขาวขององค์ชายคังยูที่บัดนี้ซับสีโลหิตระเรื่อ ซงมินโฮจึงไม่รับสั่งสิ่งใดต่อ แต่ทรงเขียนภาพต่อ จนกระทั่งภาพลูกไก่สองตัว กับแม่ไก่บนลานดินนั้นเสร็จสมบูรณ์ จึงมีเสียงกระดิ่งแว่วมาตามลม และตามด้วยเสียงประโคมดนตรี พระราชาเมืองพยองจูจึงทอดพระเนตรคังยูอยู่ครู่หนึ่ง องค์ชายคังยูประทับยืนตรงเบื้องพระพักตร์พระราชาหนุ่ม ก่อนถวายบังคมและรับสั่ง

“กระหม่อมยินดีอย่างยิ่ง ที่ฝ่าบาทมีพระโอรส ขอให้ฝ่าบาท และพระโอรสมีพลานามัยแข็งแรง”

ซงมินโฮไม่ได้รับสั่งสิ่งใด แต่พระเนตรกลับมีประกายวาบวับด้วยความยินดีปรากฎอยู่ อึดใจหนึ่ง บานประตูพระตำหนักเปิดออก และปรากฎร่างของหัวหน้าขันที ชายสูงวัยท่าทางสะอาดสะอ้านนั้นถวายบังคมพระราชาเมืองพยองจู และคังยูอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงปิติ

“ทูลฝ่าบาท พระสนมคยองพินมีประสูติกาลพระโอรส องค์ชายทรงสมบูรณ์ และแข็งแรงดี พระสนมก็ทรงปลอดภัย อีกสักครู่ หลังจากเสร็จนางนมทำการเบิกพระโอษฐ์แล้ว จะนำพระโอรสมาถวายฝ่าบาท”

“เข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”

หัวหน้าขันทีถวายบังคม ก่อนถอยออกไปจากห้องโถง เมื่อบานประตูพระตำหนักปิดสนิท คังยูก็ยังแย้มสรวล ขณะที่เสด็จไปประทับลงข้างๆ พระราชาเมืองพยองจู

“ฝ่าบาท ดีพระทัยหรือไม่” คังยูรับสั่งด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เด็กผู้ชาย เป็นเด็กผู้ชายล่ะ กระหม่อมไม่เคยเล่นกับเด็กเล็กๆ มาก่อนเลย ไม่รู้ต้องเล่นอย่างไร แต่ตอนกระหม่อมยังเล็ก ท่านอีเคยทำดาบไม้ของเล่นให้กระหม่อมด้วย เดี๋ยวกลับไปวังหน้า กระหม่อมจะให้คนหาไม้มาทำไว้ถวายพระโอรสของฝ่าบาท”

“ฮยองนิม” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งพร้อมรอยแย้มสรวล ก่อนจะจับท่อนพระกรของคังยูไว้ “เด็กเพิ่งคลอด ยังเล่นดาบไม้ไม่ได้หรอก”

“จริงด้วย” องค์ชายคังยูรับสั่ง สีพระพักตร์หมองลงเล็กน้อย

“แต่ถ้าฮยองนิมอยากทำให้ ก็ทำเตรียมไว้ก่อน เมื่อยามโตขึ้น ก็จะได้เอาไว้ให้เล่นได้”

“กระหม่อมจะทำอย่างสุดฝีมือทีเดียว”

คังยูรับสั่งอย่างตื่นเต้น พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์ แล้วทรงคลี่ม้วนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ปักรูปมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นทอง ก่อนจะทรงหยิบพู่กันจุ่มหมึก และรับสั่งกับคังยู

“ฮยองนิม เขียนชื่อลูกยองของเราเสียสิ” เมื่อคังยูยังขมวดพระขนงอย่างสงสัย ซงมินโฮจึงรับสั่ง “ข้าสั่งปักม้วนผ้าไหมนี้เป็นของรับขวัญ ชื่อที่บิดาเขียนให้เมื่อแรกเกิด ย่อมเป็นของขวัญที่มีค่า”

“ฝ่าบาทถึงกับเตรียมผ้าไหมปักลายมังกรสี่เล็บของรัชทายาทไว้ล่วงหน้า ทรงมั่นใจขนาดนั้นได้อย่างไร”

องค์ชายคังยูรับสั่งเย้า แต่ทรงรับพู่กันมาจรดปลายลงบนแผ่นกระดาษ หมึกลากไล้เป็นตัวอักษรคำว่า ยอง ที่แปลว่า เทพเจ้า อักษรที่คังยูทรงเขียนนั้น มีลักษณะชัดเจน และหนักแน่นมั่นคง ลายเส้นตรง คมกริบ คังยูทอดพระเนตรพร้อมรอยแย้มสรวลอยู่นานด้วยความพอพระทัย ก่อนจะทรงระลึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“ฝ่าบาท รับสั่งว่าจะมอบม้วนผ้าไหมนี้ให้พระโอรสใช่หรือไม่”

“ใช่” ซงมินโฮรับสั่งตอบ “มีอันใดหรือฮยองนิม”

“เมื่อครู่ฝ่าบาทว่า ชื่อที่บิดาเขียนให้เมื่อแรกเกิด” คังยูทวนรับสั่งของพระราชาเมืองพยองจู “บิดาเขียนให้ ก็ควรเป็นฝ่าบาททรงพระอักษรเอง มาให้กระหม่อมเขียนทำไม”

“ฮยองนิมเขียนก็ไม่ต่างกัน อย่างไร ฮยองนิมก็เป็นบิดาของยองเช่นกัน”

“ฝ่าบาท ทรงหลอกล่อกระหม่อมอีกแล้วนะ กระหม่อมไม่น่าหลงกลเลย เมื่อครู่มัวแต่ตื่นเต้นที่ฝ่าบาทได้พระโอรส กระหม่อมถึงได้ไม่ทันระวัง”

คังยูทำพระพักตร์งอง้ำ แต่ซงมินโฮกลับทรงสรวลเบาๆ จังหวะเดียวกับที่บานประตูพระตำหนักเปิดออก พระพันปีเสด็จเข้ามาภายในห้องโถง ในอ้อมพระกรมีเบาะบางๆ หุ้มผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ศีรษะของทารกในห่อผ้านั้นโผล่ออกมาเพียงนิดเดียว คังยูเสด็จถอยลงมารออยู่ข้างๆ กับฮวันซังกุงที่ตามเสด็จมาด้วย เมื่อพระพันปีถวายพระโอรสให้พระราชาเมืองพยองจูทรงอุ้ม

“พระโอรสของฝ่าบาท มีพระพลานามัยสมบูรณ์ เมื่อแรกประสูติ กรรแสงเสียงดังจนลั่นตำหนักทีเดียว”

พระพันปีรับสั่ง มีความพอพระทัยเจืออยู่ทั้งในน้ำเสียงและสีพระพักตร์ คังยูทอดพระเนตรเห็นพระราชาหนุ่มทรงอุ้มพระโอรสไว้ในอ้อมพระกร สายพระเนตรของซงมินโฮที่ทอดลงทารกน้อยนั้น มีรอยลึกล้ำบางอย่างที่คังยูไม่เคยเห็นมาก่อนจากพระราชามินโฮ พระพันปีแย้มสรวลอย่างพอพระทัย เมื่อทอดพระเนตรพระโอรสที่ทรงอุ้มพระนัดดาไว้

“ฝ่าบาท รับสั่งให้โหรหลวงเตรียมพระราชทานนามให้พระโอรสหรือยังเพคะ”

“ลูกตั้งไว้ให้แล้ว” พระราชาหนุ่มรับสั่ง แล้วละสายพระเนตรจากพระโอรสมาทอดพระเนตรคังยู “ที่จริงลูกตั้งชื่อไม่เก่งนัก เลยให้คังยูฮยองนิมช่วยคิด ได้ชื่อที่ถูกใจลูกแล้ว”

“องค์ชายยู ถวายชื่อใดให้เพคะ”

“ยอง” พระราชาหนุ่มรับสั่ง แล้วทอดพระเนตรพระโอรส “ยอง ที่แปลว่าเทพเจ้า องค์ชายยอง”

“นามนี้เป็นมงคลดีจริง” พระพันปีรับสั่งอย่างพอพระทัย “ขอบพระทัยองค์ชายยู ที่เลือกนามอันไพเราะและเป็นมงคลให้หลาน”

“กระหม่อมถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ถวายพระนาม”

คังยูรับสั่งอย่างนอบน้อม และทอดพระเนตรองค์ชายยองที่อยู่ในอ้อมพระกรของซงมินโฮ พระราชาหนุ่มเสด็จมาประทับยืนที่เบื้องพระพักตร์ก่อนจะรับสั่ง

“รับไปสิฮยองนิม ลูกชายคนนี้ ข้ายกให้เป็นลูกชายของฮยองนิมด้วยอีกคน”

สีพระพักตร์ของพระพันปีไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินถ้อยรับสั่งของพระราชาหนุ่ม แต่ฮวันซังกุงที่ยืนอยู่ไม่ไกลรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเบาหวิวอย่างบอกไม่ถูก ภาพความหลังที่เคยได้รับองค์ชายมินเมื่อแรกประสูติจากพระหัตถ์พระราชาเมืองพยองจูย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด

ฮวันซังกุงเฝ้ามององค์ชายยูยกพระหัตถ์ขึ้นรับองค์ชายยองมาไว้ในอ้อมพระกร คังยูทอดพระเนตรดวงพักตร์ที่ถอดแบบมาจากพระบิดาแทบทุกอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบป้ายหยกอันเล็ก ตกแต่งด้วยไข่มุกเม็ดงาม และพู่ไหมสีน้ำเงินมาวางไว้ที่พระหัตถ์เล็กๆ ขององค์ชายที่เพิ่งประสูติ พร้อมรับสั่งเสียงเบา

“ป้ายหยกรูปหงส์เพลิงชิ้นนี้ ไม่ได้มีราคาอะไร แต่เป็นป้ายหยกที่พระบิดาของกระหม่อมทรงสลักด้วยพระองค์เอง เป็นของรับขวัญเมื่อกระหม่อมเกิด กระหม่อมขอให้องค์ชายยองมีพระพลานามัยแข็งแรง ขอให้ช่วยพระบิดารักษาเมืองพยองจูไว้ให้เป็นปึกแผ่นสืบไป”

พระพันปีทอดพระเนตรองค์ชายยูอย่างพอพระทัย ก่อนจะรับสั่งทักขึ้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นฮวันซังกุง

“ตายจริง ทำไมฮวันซังกุงถึงได้ร้องไห้เล่า”

ซังกุงผู้ใหญ่ที่ถูกทักขึ้นรีบปาดน้ำตา ก่อนจะก้มหน้านิ่ง พระพันปีจึงไม่รับสั่งถามต่อ เมื่อคังยูทรงส่งองค์ชายยองให้ฮวันซังกุงแล้ว พระพันปีจึงรับสั่งขึ้น

“ตอนนี้พระสนมคยองพินน่าจะฟื้นแล้ว ถ้าฝ่าบาทจะเสด็จไปเยี่ยม ก็น่าจะได้นะเพคะ หม่อมฉันจะพาพระโอรสไปให้แม่นมให้นมเสียก่อน”

“เช่นนั้นเดี๋ยวลูกจะแวะไปตำหนักซ้ายเสียหน่อย”

พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งตอบ คังยูจึงถวายบังคมพระพันปี เพื่อส่งเสด็จ หลังจากขบวนของพระพันปีจากไป ห้องโถงในพระตำหนักก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง คังยูไม่เบี่ยงองค์หลบ เมื่อท่อนพระกรแข็งแรงโอบรอบพระองค์จากด้านหลัง พระราชามินโฮรับสั่งเรียบๆ

“ฮยองนิมว่า เจ้าขนมต๊อก หน้าตาเหมือนข้าหรือเปล่า”

“ฝ่าบาท ดูรับสั่งเข้า” คังยูสรวลเบาๆ และรับรู้ว่าพระราชาเมืองพยองจูฝังพระนาสิกลงบนพระอังสาของพระองค์ “ทำไมรับสั่งเรียกพระโอรสเช่นนั้น”

“ก็เจ้าขนมต๊อก เหมือนก้อนขนมต๊อก ขาวๆ นิ่มๆ”

“ฝ่าบาทนะฝ่าบาท กระหม่อมนึกว่าพระนิสัยของตั้งชื่อคนแปลกๆ ของฝ่าบาทจะหายไปแล้วเสียอีก” องค์ชายคังยูรับสั่งล้อ และเอียงพระพักตร์หลบ เมื่อพระนาสิกโด่งของพระราชาหนุ่มพยายามจะกดลงที่พระปราง “สมัยยังทรงพระเยาว์ ทรงเรียกหัวหน้าขันทีว่า นายเสด็จออก เพราะได้ยินท่านหัวหน้าขันทีพูดบ่อยๆ ยามฝ่าบาทองค์เก่าเสด็จออก จูซังกุงที่อยู่ห้องเครื่อง ก็ทรงเรียกว่า คุณยายพาจอน เพราะทำพาจอนถูกพระทัย นี่ถึงขั้นมาเรียกองค์ชายยองว่าเจ้าขนมต๊อกอีก ใครได้ยินเข้าจะทำอย่างไร”

“ไม่เห็นต้องทำอย่างไร ก็ลูกชายข้า ข้าจะเรียกเจ้าขนมต๊อก ก็มิผิด” ซงมินโฮทรงดึงคังยูให้หันมาสบพระเนตร ก่อนรับสั่งถาม “ฮยองนิมชอบเจ้าขนมต๊อกใช่หรือไม่”

“องค์ชายยอง น่ารักน่าชม สมกับเป็นว่าที่วอนจาของเมืองพยองจู กระหม่อมเห็นครั้งแรกก็รักจับใจทีเดียว”

“เจ้าขนมต๊อกกับข้า หน้าเหมือนกัน ฮยองนิมว่าไหม”

“เด็กเล็กเท่านี้ โตขึ้นอีกหน่อยหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยน แต่ที่เห็นเมื่อครู่ ก็ประพิมพ์ประพายมาทางฝ่าบาทมากทีเดียว แต่ผิวออกขาวเหมือนพระสนม ไม่เหลืองละออเหมือนฝ่าบาท”

“ฮยองนิม” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนโยน “ป้ายหยกหงส์เพลิงอันนั้น ข้าเห็นฮยองนิมพกติดกายไม่ห่างแม้เพียงสักวัน แต่มายกให้ลูกยองเช่นนี้ จะไม่เป็นอันใดหรือ”

“ฝ่าบาทรับสั่งเองนี่นาว่า ยกองค์ชายยองให้เป็นลูกกระหม่อม กระหม่อมจึงยกป้ายหยกนั้นให้เป็นของรับขวัญ ป้ายหยกลายหงส์เพลิงนั้น ชาวคูซันถือว่าเป็นของมงคล เพราะตามตำนานเมืองคูซันคือ เทพบิดรเลี้ยงหงส์ไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งเกิดอาเพศ ดวงอาทิตย์ดับ มีแต่เวลากลางคืน ไม่มีกลางวัน หงส์ที่เทพบิดรเลี้ยงไว้จึงกินคบไฟเข้าไป แล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เจ้าหงส์นั้นบินวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ และกลายเป็นดวงอาทิตย์ โลกจึงมีกลางวัน กลางคืน แผ่นร่มเย็นดังเดิม ชายชาวคูซันจึงนิยมสักลายพระอาทิตย์ที่ข้อมือเพื่อศิริมงคล แต่พระราชวงศ์และชนชั้นสูงไม่ได้รับอนุญาตให้สัก จึงนิยมพกหยกสลักรูปหงส์เพลิงที่เป็นตราแผ่นดินแทน กระหม่อมให้ป้ายหยกนั้นกับเจ้าขนมต๊อกของฝ่าบาท ก็เพราะหวังว่าจะได้มีของที่เป็นศิริมงคลติดกาย”

“ข้าดีใจ” พระเนตรของซงมินโฮเป็นประกายวิบวับ เมื่อสบกับพระเนตรของคังยู “ดีใจที่ฮยองนิมรัก และอยากปกป้องลูกของเราถึงเพียงนี้”

“ฝ่าบาทรับสั่งอย่างไร ก็มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน ช่างดีดลูกคิดรางแก้วเก่งเสียจริง” คังยูเบี่ยงองค์ออกจากอ้อมกรแล้วรับสั่ง “ไหนว่าจะเสด็จตำหนักซ้าย ไปเยี่ยมพระสนมคยองพิน รีบเสด็จเถอะฝ่าบาท กระหม่อมทูลลาก่อน”

“อ้าว มิไปด้วยกันหรือ ฮยองนิม”

“กระหม่อมรับเป็นบิดาบุญธรรมองค์ชายขนมต๊อกให้แล้ว อย่าให้ถึงกับต้องสวมหัวโขนเหมือนเหล่าภริยาเอก ตามหลังสามีไปเยี่ยมเยียนถามไถ่เหล่าน้องหญิงในเรือนหลังหน่อยเลย”

“อ้อ” พระราชาหนุ่มตีสีพระพักตร์เหมือนเข้าพระทัย ดวงเนตรวาววับเมื่อรับสั่ง “ฮยองนิมยังไม่ได้เป็นชายาของข้าอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ยอมตามไปเยี่ยมเหล่าน้องหญิงที่เป็นอนุสินะ”

ซงมินโฮทรงเน้นคำว่าอย่างสมบูรณ์ด้วยสีพระพักตร์ และสายพระเนตรที่บ่งบอกถึงความนัย ทำให้พระปรางทั้งสองข้างของคังยูร้อนวูบวาบ พระนาสิกโด่งของพระราชาเมืองพยองจูกดลงบนพระปรางขาวนวล ก่อนรับสั่ง

“ข้าไปเยี่ยมโมรันก่อน จะไปขอบใจที่นางคลอดลูกยองให้ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นกว่าเดิม ฮยองนิมกลับไปวังหน้าแล้ว ก็อย่าได้หึงหวงข้า จนน้อยอกน้อยใจอีกนะ”

รับสั่งเสร็จก็ทรงจุมพิตเบาๆ ลงบนพระนลาฎของคังยู และเสด็จออกจากพระตำหนักไป ทิ้งให้คังยูประทับยืนทำพระพักตร์งอง้ำ พลางใช้พระหัตถ์ถูเบาๆ บนพระปราง และพระนลาฎตรงรอยที่ถูกจุมพิตเมื่อครู่

 

การเดินทางข้ามไปมาระหว่างเมืองนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางระหว่างเมืองพยองจู และคูซันเต็มไปด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างแคบ และเป็นทางเดินขึ้นลงเขา หากใช้รถม้า จะเดินทางได้ช้ากว่าการขี่ม้าประมาณครึ่งวัน ถึงหนึ่งวัน เพราะต้องเดินทางตามทางข้ามเมืองสายหลักที่ตัดขึ้น แต่การขี่ม้าสามารถไปตามเส้นทางสายรองที่ลัดผ่านหมู่บ้านได้ง่ายกว่า

ออมฮงชิกเดินทางโดยรถม้าเข้ามาถึงเขตชายแดนเมืองพยองจูและคูซัน เพื่อทำหน้าที่ของผู้ตรวจการกรมท่าตามปกติ ทว่าเมื่อยื่นป้ายผ่านแดนให้เจ้าหน้าที่ฝั่งเมืองคูซัน ฝ่ายนั้นกลับส่งป้ายผ่านแดนคืน และเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

“ไม่ให้ผ่าน”

“หมายความว่าอย่างไร ที่ว่าไม่ให้ผ่าน” ออมฮงชิกถามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

“ไม่ให้ผ่าน เพราะทางการมีคำสั่งมาว่า ไม่อนุญาตให้ข้าราชการเมืองพยองจูผ่านเข้าแดนเมืองคูซันได้อีกแล้ว”

เจ้าหน้าที่ตรวจคนผ่านแดนเมืองคูซันเอ่ยด้วยกริยาหยาบคาย บุตรชายเสนาบดีกรมท่าเมืองพยองจูรู้สึกถึงความโกรธที่อาบแล่นไปทั่วทั้งร่าง ทว่ายังคงรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ผู้ติดตามออมฮงชิกเห็นเจ้าหน้าที่เมืองคูซันทำท่าทางยโสเช่นนั้น จึงออกหน้าเอ่ยปากแทนผู้เป็นนาย

“ท่านผู้นี้ มิใช่ข้าราชการธรรมดา แต่เป็นถึงท่านผู้ตรวจการกิจการกรมท่าเมืองคูซัน”

“จะเป็นใครหน้าไหนก็ไม่ให้ผ่านทั้งสิ้น คนต่อไป”

ออมฮงชิกกำลังจะเอ่ยปาก แต่ร่างโปร่งบางร่างหนึ่งสวมเสื้อผ้าสีมอๆ และสวมหมวกปีกกว้าง มีผ้าผืนยาวบางๆ เย็บรอบปีกหมวก ปิดคลุมใบหน้าของบุคคลผู้นั้นเดินขึ้นมายื่นป้ายผ่านแดนลายทิวเขาสามลูกให้เจ้าหน้าที่ผ่านเข้าเมือง

“จีฮยอนอา” เจ้าหน้าที่คนนั้นอ่านชื่อที่สลักไว้หลังป้าย “เปิดผ้าคลุมหน้าออกด้วย”

“นายท่าน ข้าน้อยป่วยเป็นโรคร้าย ไม่อาจเปิดหน้าได้”

เสียงของคนที่เอ่ยตอบคุ้นหูฮงชิกอย่างประหลาด ทำให้บุตรชายเสนาบดีกรมท่าจ้องมองคนผู้นั้นอย่างไม่วางตา เจ้าหน้าที่ตรวจคนผ่านแดน เห็นคนสวมหมวกไม่ยอมเปิดเผยใบหน้า จึงพูดสั่งเสียงห้วน

“โรคร้ายแรงแค่ไหนก็ต้องเปิด” ปลายมือจับดาบเกือบยื่นไปเปิดผ้าออก คนที่สวมหมวกอยู่จึงเอ่ยคำ

“นายท่าน ข้าน้อยเป็นวัณโรค ยังไม่หายดี เกรงว่าเมื่อไอจาม จะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น จึงต้องปิดใบหน้าไว้”

ปลายมือจับดาบลดลง และเจ้าหน้าที่ผู้นั้นถอยห่างอย่างหวาดกลัว ออมฮงชิกระลึกได้ว่าเสียงของคนผู้นี้คือเสียงของหญิงเจ้าของโรงน้ำชา แม่นางฮงรยอน บุตรชายเสนาบดีกรมท่า จึงสงวนท่าที มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ เจ้าหน้าที่ตรวจคนผ่านแดนเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ

“เจ้าจะไปที่ใด หากเจ้าเป็นโรคร้ายเช่นนี้ ข้าให้เข้าไม่ได้”

“ข้าน้อยจะเข้าไปซื้อยาในเมือง จากบ้านข้าน้อย เข้ามาซื้อยาฝั่งเมืองคูซันใกล้กว่าเมืองพยองจู นายท่านได้โปรดอนุญาตด้วย”

มือเรียวบางกุมมือของเจ้าหน้าที่ตรวจคนผ่านแดน สายของออมฮงชิกไวพอจะเห็นเงินตำลึงหนึ่งถูกยัดใส่มือเจ้าหน้าที่คนนั้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเจ้าหน้าที่ตรวจคนผ่านแดนดีขึ้นหลายส่วน ก่อนจะสั่งให้ผ่านไปได้ แต่ไม่วายเอ่ยสำทับ

“เจ้ารีบเข้าไป แล้วรีบออกมา”

“เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะเข้าไปซื้อยา และจะกลับมาก่อนประตูผ่านแดนจะปิด บ้านข้าน้อยอยู่หมู่บ้านอึงชอล ห่างจากที่นี่ไปครึ่งชั่วยาม ที่ทางเข้าหมู่บ้านมีก้อนหินก้อนใหญ่ นายท่านรู้จักหรือไม่เจ้าคะ”

“ข้าไม่สนใจหมู่บ้านอะไรของเจ้าหรอก รีบไปเสีย”

“เจ้าค่ะ” แม่นางฮงรยอนที่สวมหมวกปิดบังใบหน้าเอ่ย “ข้าน้อยจะรีบกลับหมู่บ้านอึงชอลก่อนตะวันตกดินนะเจ้าคะ”

“ไปๆ”

ร่างโปร่งของแม่นางฮงรยอนผ่านแดนไปแล้ว เจ้าหน้าที่ผ่านแดนเรียกคนที่ต่อแถวด้านหลังให้เข้าไปแทน ผู้ติดตามออมฮงชิกกระซิบถามผู้เป็นนายอย่างร้อนรน

“ทำอย่างไรดีขอรับ คุณชาย”

“ผ่านไม่ได้ก็กลับ” ออมฮงชิกมองไปตามทางที่ฮงรยอนเดินไป ก่อนเอ่ยคำ “เราไปรอตรงทางเข้าหมูบ้านอึงชอลก่อนแล้วกัน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

 

ร่างโปร่งของฮงรยอนลัดเลาะเข้าไปภายในเมืองโดยปราศจากผู้ใดสังเกต ชายแดนเมืองพยองจูอยู่ไม่ห่างเขตนครหลวงของเมืองคูซันนัก จากชายแดนใช้เวลาเดินเท้าประมาณวันเศษก็ถึงตัวเขตนครหลวง แต่เขตที่อยู่ชายแดนแห่งนี้กลับเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้นครหลวง เพราะมีพ่อค้าเดินทางเข้าออกตลอดเวลา

หญิงสาวลัดเข้าตรอกซอมซ่อแห่งหนึ่งใกล้กับย่านหอคณิกา ฮงรยอนยังคงสวมหมวกบังใบหน้า แต่ผิวปากเบาๆ สองครั้งเป็นการส่งสัญญา ประตูเก่าคร่ำคร่าของห้องหนึ่งในตรอกนั้นเปิดออก ฮงรยอนจึงเดินเข้าไปในนั้นอย่างรวดเร็ว ภายในห้องแคบๆ นั้นมีกลิ่นอับ และเต็มไปด้วยฝุ่น บ่งบอกว่าไม่มีผู้อาศัยอยู่เป็นเวลานาน ในห้องจุดเทียนเล่มเล็กไว้พอให้เห็นทาง หญิงสาวกวาดสายตาไปเห็นชุดผ้าดิบสำหรับสวมให้ศพใหม่เอี่ยมวางอยู่ ฮงรยอนนึกสงสัยในใจ แต่หญิงสาวก็ถอดหมวกออก และทำความเคารพอย่างนุ่มนวลเมื่อเอ่ยปาก

“ท่านหญิงอี ท่านแม่ทัพอี”

“แม่นางฮงรยอน ขอบใจมากที่มาถึงที่นี่” อีซึงฮุนกระซิบ “ฝั่งเมืองพยองจูเป็นอย่างไรบ้าง องค์ชายยูทรงปลอดภัยดีหรือไม่”

“เรียนท่านแม่ทัพ คุณชายคิมให้ข้ามาส่งข่าวว่าองค์ชายยูปลอดภัยดีเจ้าค่ะ ระยะนี้ในเมืองยังเงียบสงบ แต่ต้องเตรียมเคลื่อนพลไว้ให้พร้อม” ฮงรยอนเอ่ยอย่างสุภาพ “คุณชายคิมส่งข้ามาพบท่านที่นี่ เพราะอยากทราบจุดประสงค์ของท่านทั้งสองที่ทิ้งกองทหารแล้วเข้าเมืองคูซันมา”

“ข้ามีเรื่องต้องทำ เลยเข้ามา ไม่เกินเจ็ดวัน ก็จะกลับ” อีจีอึนเอ่ยเรียบๆ

“ข้าขออนุญาตถามท่านหญิงได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ท่านอย่ารู้เลย” อีจีอึนตัดบท ฮงรยอนจึงไม่ถามต่อ

“รบกวนแม่นางฮงรยอนส่งสิ่งนี้ให้คุณชายออม หรือคุณชายคิม ให้ถวายฝ่าบาทเมืองพยองจู และทูลด้วยว่า เช้าวันนี้ ราชสำนักคูซันขับราชทูตเมืองพยองจูให้กลับเมือง และเริ่มกั้นไม่ให้กองเรือเมืองพยองจูเข้าใกล้ชายฝั่งเมืองคูซันแล้ว คาดว่าคงออกพระราชโองการตัดสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองเร็วๆ นี้” อีซึงฮุนเอ่ยก่อนจะหยิบแผนที่ม้วนหนึ่งส่งให้ฮงรยอน “ของชิ้นนี้คือผังทางเข้าออกวังหลวงเมืองคูซัน แม่นางฮงรยอนโปรดระวังตัวด้วย”

อีซึงฮุนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม หญิงสาวจึงพยักหน้ารับ

“ท่านทั้งสองโปรดวางใจ ข้าจะระวัง”

ฮงรยอนเก็บแผนที่เข้าในอกเสื้อ และค่อยลัดเลาะออกมาที่ถนนใหญ่ หญิงสาวจ่ายเงินไปเจียดยาที่ร้านขายยาในเมือง และซื้อเนื้อรมควัน ขนมแห้งๆ ผลไม้แห้งอีกหลายอย่าง ก่อนจะเดินทางกลับมาทางเดิม จากนั้นจึงเดินเท้าอีกประมาณครึ่งชั่วยาม ก็พบกับก้อนหินใหญ่หน้าป้ายหมู่บ้านอึงชอล ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าชั้นดียืนอยู่รออยู่ที่นั่น ฮงรยอนจึงรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้

“คุณชาย” หญิงสาวเอ่ยเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้า และหยิบแผนที่ออกจากอกเสื้อ “ท่านอีฝากสิ่งนี้ให้คุณชายนำไปถวายฝ่าบาทเจ้าค่ะ และเช้าวันนี้ ราชสำนักคูซันขับราชทูตเมืองพยองจูให้กลับเมือง และเริ่มกั้นไม่ให้กองเรือเมืองพยองจูเข้าใกล้ชายฝั่งเมืองคูซัน ท่านอีกล่าวว่า คาดไว้ว่าคงออกพระราชโองการตัดสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองเร็วๆ นี้”

หญิงสาวรายงานไปโดยไม่ไม่ตกหล่นแม้เพียงครึ่งคำ สีหน้าของออมฮงชิกดำคล้ำด้วยความกลัดกลุ้ม ชายหนุ่มคะเนไว้แล้วว่า วาระที่องค์ชายฮยังจะเริ่มตัดสัมพันธไมตรีระหว่างสองเมือง เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์การค้าทางทะเลที่ต้องเสียให้เมืองคูซันมาถึงแล้ว หากพระราชามินโฮเพียงแต่ยอมเสียผลประโยชน์ ยุติไมตรีก็อาจจะเกิดเพียงแค่การห้ามผู้คนติดต่อค้าขาย

แต่ออมฮงชิกสังหรณ์ใจว่า พระราชาหนุ่มจะทรงเลือกบดขยี้องค์ชายฮยังเสียมากกว่ายอมรามือ

“เช่นนั้นข้าต้องรีบเข้าเฝ้าแล้ว” ออมฮงชิกเอ่ยปากในที่สุด ก่อนจะมองใบหน้าที่มีเหงื่อชุ่ม และมีเลือดฝาดตรงข้างแก้มของหญิงสาว “แม่นางฮงรยอน กลับด้วยกันดีหรือไม่ รถม้าของข้ากว้างขวางพอที่จะนั่งไปด้วยได้ หรือถ้าแม่นางฮงรยอนลำบากใจ ข้าจะไปนั่งข้างที่คนบังคับม้ากับซูกึนเอง”

“คุณชายมีน้ำใจยิ่งนัก แต่ข้าเอาม้ามาฝากไว้ที่หมู่บ้านนี้ จึงไม่ขอรบกวนคุณชายเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น ข้าจะไปเป็นเพื่อนแม่นางฮงรยอนรับม้า”

“คุณชาย” หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน “ท่านอย่าไปกับข้าเลยเจ้าค่ะ ท่านสวมเสื้อผ้าไหมชั้นดีเช่นนี้ เข้าไปในหมู่บ้านยากจนแถวชายแดน ชาวบ้านจะแตกตื่นนะเจ้าคะ”

“อ้อ จริงด้วย ข้าลืมไป”

ออมฮงชิกพูดอย่างเก้อๆ หญิงสาวจึงส่งยิ้มให้ และเอ่ยลา ฮงรยอนทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตาของชายหนุ่มที่มองตามหลังมา เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ เด็กชายท่าทางมอมแมม สวมเสื้อผ้าเก่าขาดซอมซ่อคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามากอดขาหญิงสาว และเอ่ยถาม

“พี่ฮงรยอนกลับมาแล้ว”

“ยอนอู” มือขาวเรียวลูบศีรษะเด็กชายเบาๆ “พี่กลับมาแล้ว ซื้อขนมมาให้เจ้าด้วย ยอนอูเอาน้ำให้ม้าของพี่กินหรือเปล่า”

“ให้กินแล้วๆ ขนมของข้าล่ะ”

“ในห่อนี้มีเนื้อรมควัน คืนนี้ให้พี่สาวเจ้าทำอะไรอร่อยๆ ให้กินนะ” ฮงรยอนยื่นห่อของให้ “ขนมกับผลไม้แห้ง อย่ากินคนเดียวล่ะ เอาไปแบ่งท่านย่า กับพี่ๆ ด้วย ส่วนนี่ยา เอาให้พี่สาวไว้ต้มให้ท่านแม่กินนะ”

“ขอบคุณพี่ฮงรยอน ขอบคุณๆ ข้าจะโตไวๆ เข้านครหลวงไปทำงานรับใช้พี่ฮงรยอนเหมือนลุงฮงจุน”

เด็กชายพูดอย่างดีใจ กอดห่อขนม และห่อยาไว้แนบอก ฮงรยอนลูบหัวเด็กชายอย่างเอ็นดู

“ไม่ต้องไปหรอก อยู่ที่นี่ ดูแลท่านย่าให้ดีๆ ก็พอ”

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก เมื่อชายวัยกลางคนจูงม้ามาให้หญิงสาว และมองห่อของที่อยู่ในมือของยอนอูก่อนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“คุณหนูซื้อของมาตั้งมากมายเช่นนี้ ข้าเกรงใจ”

“ท่านอาอย่าเกรงใจเลย ถ้าไม่มีท่านอา ไม่มีท่านลุงฮงจุน ข้าคงไม่ได้อยู่ถึงวันนี้ ขอบใจท่านอามาก ข้าไปก่อนล่ะ”

ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับคำ และช่วยจับม้าให้หญิงสาว เพียงอึดใจเดียว ร่างบางบนหลังม้าก็ค่อยๆ ควบห่างออกไป ฮงชอลนึกถึงคืนที่พี่ชายของตนควบม้าพาเด็กหญิงหน้าตาสะสวยมาถึงหมู่บ้านยากจนนี้กลางดึก เด็กสาวที่พี่ชายเรียกว่าคุณหนูเป็นเด็กพูดน้อย ฮงชอลไม่ใคร่เข้าใจนักว่าทำไมเด็กสาวหน้าตาสะสวยถึงได้คร่ำเคร่งกับการเรียนวิชาดาบนัก จนกระทั่งพี่ชายเล่าความลับให้ ฮงชอลจึงนึกเวทนาชะตากรรมอันน่าเศร้าของธิดาขุนนางชั้นสูงผู้นี้ จนกระทั่งฮงรยอนย้ายเข้าเมืองหลวงไป นานๆ ทีหญิงสาวจึงจะแวะมาที่หมู่บ้านแห่งนี้พร้อมกับของฝาก

ชายวัยกลางคนถอนใจก่อนช่วยลูกชายถือห่อยา และเห็นว่ามีเงินห้าตำลึงยัดอยู่ในห่อยาด้วย สายตาของชายวัยกลางคนมองตามแผ่นหลังบอบบางที่เห็นเป็นจุดเล็กๆ ก่อนลับตาไปตรงทางออกหมู่บ้าน

 

“คืนนี้หนาวจริง”

พนักงานหลวงที่มีหน้าที่เฝ้าพระตำหนักเก็บป้ายพระวิญญาณบูรพกษัตริย์เมืองคูซันเอ่ยขึ้นกับเพื่อนที่อยู่เวรด้วยกันยามดึก เจ้าหน้าที่เฝ้าสุสานมีหน้าที่หลักคือคอยจุดธูปเทียนบูชาป้ายพระวิญญาณ แต่ต้องมีคนเฝ้าทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะแม้จะเป็นเพียงป้ายพระวิญญาณ และพระบรมสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์ แต่ก็ตำหนักแห่งนี้ก็ได้รับการตกแต่งอย่างดี และมีของมีค่าใช้ตกแต่งป้ายพระวิญญาณ

เพราะตัวพระตำหนักอยู่ทางทิศใต้ นอกพระราชวังหลวง จึงเคยมีกรณีที่มีผู้เข้ามาโขมยทองประดับป้ายพระวิญญาณ ทางสำนักพระราชวังจึงกำหนดให้มีการอยู่เวรยามคืนละสองคน

“นั่นน่ะสิ อากาศยามนี้แปลกๆ”

เสียงสะอื้นเบาๆ แว่วมากับลมเย็นที่พัดมาอีกระลอก พนักงานหลวงสองคนมองหน้ากันราวกับจะหาความมั่นใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาด คนหนึ่งจึงเอ่ยปากขึ้น

“ได้ยินใช่ไหม”

“เสียงมาจากไหนน่ะ”

“ข้าว่ามาจากทางห้องเก็บป้ายพระวิญญาณพระราชาคังยอนโจกับอดีตพระมเหสีนะ”

พนักงานหลวงทั้งสองมองหน้ากันอีกหน แต่คนที่ตัวผอมกว่ากลับหยิบโคม และถือไม้พลองเดินไปทางห้องเก็บป้ายพระวิญญาณ เพื่อนพนักงานหลวงดึงแขนไว้และเอ่ยอย่างร้อนรน

“เจ้าจะไปไหน”

“ก็ไปดูให้เห็นกับตา ว่าเสียงมาจากไหน”

“จะไปทำไม ถ้าเกิดเป็น ...”

พนักงานหลวงคนนั้นทำหน้ากลืนไม่เข้า คายไม่ออก แต่เพื่อนพนักงานหลวงไม่ฟังเสียง สะบัดมือของเพื่อนร่วมงานออก และเอ่ยอย่างคนทำใจดีสู้เสือ

“ไปดูให้มันรู้กันไป”

สุดท้ายพนักงานหลวงทั้งสองก็เกาะไหล่กันไป จนถึงห้องเก็บป้ายพระวิญญาณ ธูปเทียนดับไปนานแล้ว ภายในห้องมืด และเงียบ แสงจากโคมส่องไปเห็นป้ายพระวิญญาณอดีตพระราชาเมืองคูซัน และอดีตพระมเหสี พระมารดาขององค์ชายยูวางอยู่เคียงกัน เบื้องหลังเป็นพระสาทิสลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ ชายพนักงานหลวงทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าในห้องไม่มีเสียงแปลกประหลาด ครั้นหันหลังออกจากห้อง และหับประตูปิด ชายคนที่ไม่ได้ปิดประตูกลับยืนถือโคมนิ่ง และมองไปทางสุดโถงทางเดินหน้าพระตำหนักนี้ด้วยสีหน้าตะลึงสุดขีด

พนักงานหลวงเห็นเพื่อนมีอาการดังนั้นจึงเขม้นมองตามไป และเห็นด้านหลังของสตรีร่างเล็ก รวบผมเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย สวมชุดสีขาวที่ใช้สวมให้ศพ ร่างนั้นเดินก้มหน้าลากเท้าช้าๆ มุ่งหน้าไปที่เงามืดสุดโถงคนละฝั่งกับที่พนักงานหลวงทั้งสองยืน เพราะกลางคืนเงียบสงัด จึงได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของสตรีผู้นั้นแว่วมากับสายลม ก่อนที่สตรีผู้นั้นจะหายไปในเงามืดที่สุดโถง

คืนนั้นชาวนครหลวงเมืองคูซันที่ปลูกบ้านเรือนในละแวกพระตำหนักเก็บป้ายพระวิญญาณบูรพกษัตริย์ ต่างตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเสียงพนักงานหลวงสองคนที่วิ่งออกมาทางถนนและตะโกนร้องว่าถูกผีหลอก เช้าวันถัดมา ข่าวลือที่ชาวนครหลวงเมืองคูซันกล่าวถึงมากที่สุด คือเรื่องดวงพระวิญญาณของอดีตพระมเหสีสกุลอี พระมารดาขององค์ชายยูอาละวาดหลอกหลอนพนักงานหลวงเฝ้าพระตำหนัก

หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเล่าเรื่องนี้ในโรงน้ำชา นางอ้างว่า บ้านของตนเองอยู่ในละแวกพระตำหนัก จึงพลอยได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่ค่อนคืน และได้ยินเสียงร้องไห้รำพันของดวงพระวิญญาณอดีตพระมเหสีสกุลอีว่าพระโอรสถูกชิงบัลลังก์

ข่าวลือเรื่องดวงพระวิญญาณอดีตพระมเหสีสกุลอีทวงความเป็นธรรมให้พระโอรส จึงถูกเล่ากันปากต่อปาก ภายในวันเดียวข่าวลือจากโรงน้ำชาหนึ่ง ก็แพร่ไปยังตลาดแห่งหนึ่ง จากตลาดแห่งหนึ่ง ก็แพร่ไปยังชุมชนแห่งหนึ่ง เข้าไปจนถึงบ้านขุนนางผู้ใหญ่ และสุดท้ายก็มีผู้ไปกราบทูลพระพันปีเจฮยอน และพระราชาเมืองคูซัน

หลังจากนั้นพระสงฆ์ คนทรง หรือแม้กระทั่งหมอผี ก็ถูกนำตัวเข้าไปทำพิธีปัดรังควาญในพระราชวังหลวงอย่างไม่หยุดหย่อนตลอดสองวันหลังจากมีข่าวลือเรื่องดวงพระวิญญาณอดีตพระมเหสีสกุลอี

สิ่งที่น่าตระหนกที่สุดคือหลังจากข่าวลือผ่านไปเพียงสี่วัน ช่วงกลางดึก ชาวบ้านย่านอดีตจวนเจ้ากรมทหาร ได้ยินเสียงร้องไห้ และเสียงกรีดร้อง ดังมาจากจวนเก่าที่ถูกไฟไหม้ เสียงนั้นโหยหวนจนชาวบ้านพากันปิดบ้านเรือนเงียบ ไม่กล้าออกไปดู

ชาวเมืองคูซัน จึงเริ่มลือกันถึงกล่าวโทษพระราชาฮยังว่าทรงเป็นต้นเหตุของเหตุแปลกประหลาดในนครหลวงขณะนี้

บรรยากาศในนครหลวงเมืองคูซันเต็มไปด้วยความหวาดผวา จนผู้คนไม่กล้าออกจากบ้านหลังจากตะวันตกดิน ที่ตรอกเก่าๆ หลังหอโรงทอผ้าร้าง คณะละครเร่กลุ่มหนึ่ง และหญิงสาวที่อ้างว่าบ้านอยู่ใกล้พระตำหนักเก็บป้ายพระวิญญาณบูรพกษัตริย์ หลบเร้นสายตาผู้คนมารับเงินจากหญิงสาวร่างเล็กที่ปิดบังใบหน้า

“อีกสามสี่วัน ค่อยกระจายข่าวลือใหม่” หญิงสาวที่ปิดบังใบหน้าเอ่ย “ข้าจะส่งข่าวให้ว่าให้ไปพบที่ไหน”

“ขอรับ”

เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นจากไป ชายหนุ่มที่ซ่อนตัวระวังเชิงอยู่ ก็ออกมาจากที่ซ่อน และเอ่ยถามหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนเคียงกันอยู่

“เราทำเกินไปหรือไม่พี่หญิง ข้าไม่สบายใจเรื่องที่ท่านแสร้งทำเป็นดวงพระวิญญาณพระมเหสีเลย”

“ต้องทำให้เรื่องมันใหญ่โตเช่นนี้แหละซึงฮุน ข้าจะทำให้พวกเดรัจฉานนั่น ไม่ได้หลับเป็นสุขเลยแม้แต่คืนเดียว คอยดู”

อีจีอึนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ก่อนจะสบตาน้องชาย อีซึงฮุนมองใบหน้าของพี่สาวที่เป็นสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ขณะนั้นจีอึนคิดว่าน้องชายคงเอ่ยขัด และตักเตือนเหมือนทุกที แต่อีซึงฮุนกลับยกมือขึ้นบีบไหล่พี่สาวเบาๆ ก่อนจะพูด

“เรากลับค่ายกันก่อน ระหว่างนี้พี่หญิงก็ลองคิดดู ว่าจะสร้างเรื่องอะไรต่อ”

รอยยิ้มบางๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของอีจีอึนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สูญเสียครอบครัวไปเมื่อหลายเดือนก่อน

 

 

Anonym_minyoon

 

 

Anonym’s message: มาแล้วค่า ยาวไม่เท่าเดิม แต่ยาวเหมือนกัน 555 ตอนนี้ได้ต้อนรับองค์ชายขนมต๊อก เอ๊ย องค์ชายยอง ของเรากันแล้ว เรื่องราวก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตอนหน้ามาเป็นกำลังใจให้องค์ชายยูกับฝ่าบาทมินโฮกันต่อ หลังจากตอนนี้ให้ฝ่าบาทจีบองค์ชายตลอดซีน 555 ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็เริ่มปฏิบัติการกันแล้ว ตอนหน้าก็สัญญาว่าจะเข้มข้นอีกในส่วนของเมืองพยองจู ส่วนเมืองคูซันก็ยกให้เป็นหน้าที่ท่านพี่หญิงอีไปนะคะ 555

ขอบคุณทุกคนที่ชอบเรื่องนี้นะคะ เราสนุกกับการเขียนเรื่องนี้มากๆ เจอกันตอนหน้านะคะ :) #แผนลวงวังหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #21 tnk_ikn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 11:16
    เอ็นดูองค์ชายขนมต๊อกนะคะ????
    #21
    0
  2. #20 Midnight1010 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 01:48
    เอาล่ะเริ่มแล้ว หลอนกันให้ตายไปข้าง5555 องค์ชายคังยูไม่ค่อยเห่อองค์ชายน้อยเลยเนอะอิอิ
    #20
    0