[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 11 : 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    12 มี.ค. 63

- 11 -



                ราชสำนักพยองจูได้รับข่าวแจ้งเรื่องพระราชาคังยอนโจสวรรคตอย่างกะทันหันภายในหนึ่งวันหลังจากที่มีม้าเร็วของท่านหญิงอีจีอึนมาถึงเมืองพยองจู ในระยะที่รอข่าวอย่างเป็นทางการนั้น ข้าราชการกรมราชบัณฑิตต่างพบเห็นรัชทายาทเมืองคูซันเสด็จไปทรงงานด้วยท่าทางเป็นปกติเช่นทุกวัน กระทั่งวังหลวงประกาศข่าวเรื่องการสวรรคตของพระราชาเมืองคูซันในหมู่ขุนนาง คังยูจึงได้รับสั่งกับเสนาบดีกรมราชบัณฑิต ว่าอาจจะไม่สามารถเข้ามาทรงงานได้ในระยะนี้ เนื่องจากต้องเสด็จกลับเมืองคูซันเพื่อถวายสักการะพระบรมศพของพระบิดาเป็นครั้งสุดท้าย

                ชาวเมืองคูซัน และเมืองพยองจูต่างทราบข่าวว่า พระราชาคังยอนโจประชวรกะทันหัน และสวรรคตไปโดยที่แพทย์หลวงไม่อาจแก้ไขได้ทัน แต่สายข่าวของท่านหญิงอีซึ่งรายงานต่อรัชทายาทเมืองคูซัน และออมฮงชิกที่ถวายรายงานต่อพระราชาเมืองพยองจู รายงานตรงกันว่า พระราชาคังยอนโจยังมีพลานามัยแข็งแรงดี แต่หลังจากพระมเหสีเจฮยอนเข้าเฝ้าพร้อมพระโอสถบำรุง พระราชาคังยอนโจกลับสวรรคตลง และในระยะเวลาที่พระมเหสีเจฮยอนเข้าเฝ้านั้นไม่มีผู้ใดรู้เห็นพระอาการก่อนสวรรคต เนื่องจากพระมเหสีได้ประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรกับพระราชาคังยอนโจตามลำพัง

ตามหลักการที่ถูกต้อง คังยูที่ดำรงสถานะองค์รัชทายาทแห่งเมืองคูซัน ควรได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาเมืองคูซันต่อจากพระบิดา แต่เหล่าขุนนางกลุ่มอำนาจของพระมเหสีเจฮยอนได้พากันสถาปนาองค์ชายฮยังขึ้นเป็นพระราชาแทน และมีพระราชโองการว่า องค์ชายยู รัชทายาทไม่มีสิทธิเหนือราชบัลลังก์เมืองคูซัน เนื่องจากพระราชาคังยอนโจ ได้มอบพระราชพินัยกรรมแต่งตั้งองค์ชายฮยังเป็นพระราชาเมืองคูซันก่อนสิ้นพระชนม์

ข่าวลือเรื่องพระมเหสีเจฮยอนปลอมพระราชาพินิยกรรมแพร่สะพัดไปทั่วเมืองพยองจู และเมืองคูซัน แม้คังยูได้ทูลต่อพระราชาเมืองพยองจู เพื่อขอพระราชทานอนุญาตกลับเมืองคูซัน และซงมินโฮก็พระราชทานอนุญาต พร้อมรับสั่งให้องครักษ์คิมถวายการอารักขาคังยูกลับไปร่วมพระราชพิธี แต่พระราชาเมืองคูซันก็ทรงระงับเรื่องนั้นเสียก่อนที่ขบวนของคังยูจะออกจากวังหน้า เนื่องจากสถานการณ์ภายในเมืองคูซันค่อนข้างล่อแหลม เมื่อไม่สามารถเคลื่อนขบวนได้ คังยูจึงเข้าวังไปเพื่อทูลขอให้พระราชทานอนุญาต

ทว่านับเป็นครั้งแรกที่เหล่าข้าราชสำนักได้เห็นพระราชาเมืองพยองจูทรงปฏิเสธไม่ให้คังยูเข้าเฝ้า

แม้ขันทีที่รับใช้ใกล้ชิดพระราชามินโฮจะนำรับสั่งมาทูลว่า ให้คังยูเสด็จกลับไปรอฟังรับสั่งที่วังหน้า แต่คังยูกลับทรงคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรงที่พระราชาเมืองพยองจูทรงงานตั้งแต่ยามเช้า กระทั่งตะวันเด่นอยู่กลางฟ้าก็ยังไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า แสงแดดแผดเผาหลังพระศอจนแสบร้อน แต่คังก็ยังทรงข่มพระทัยรอจนกว่าจะได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าเฝ้า

เสียงผ้าเสียดสีกันดังมาจากด้านหลัง ก่อนที่สตรีนางหนึ่งจะก้าวเข้ามาถึงพระองค์ และนั่งลงข้างคังยู เมื่อทอดพระเนตรจึงพบว่าสตรีผู้นั้นคือ ฮวันซังกุง ซังกุงผู้ใหญ่ถอนใจ ก่อนเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

“คังยูวอนจานิม จะทรงคุกเข่าไปอีกนานเท่าไหร่เพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าประทับที่นี่มาตั้งแต่เช้าแล้ว ดูเถิด พระเสโทหลั่งจนชุ่มแล้ว”

“ฮวันซังกุง” คังยูรับสั่งด้วยสุรเสียงแหบแห้ง เพราะไม่ได้เสวยน้ำหลายชั่วยาม “ข้าต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้ได้ อย่างไรก็ต้องทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานอนุญาตให้ข้ากลับไปถวายสักการะพระบรมศพที่คูซัน”

“วอนจานิมก็ทรงทราบน้ำพระทัยฝ่าบาทดี เรื่องใหญ่น้อยใดๆ หากเป็นพระประสงค์ของวอนจา ฝ่าบาทมีหรีอจะทรงขัด เมื่อแรกฝ่าบาททรงอนุญาตแล้ว แต่มาเปลี่ยนพระทัยภายหลัง ก็ต้องมีเหตุผลแน่ วอนจานิมก็ทรงทราบพระอุปนิสัยฝ่าบาทดีกว่าผู้ใด ฝ่าบาทนั้น รับสั่งแล้ว มิเคยผิดที่รับสั่งสักครั้ง ครั้งนี้ถึงหม่อมฉันไม่ได้เข้าเฝ้า ก็รู้พระทัยว่า ทรงกังวลเรื่องความปลอดภัยของวอนจาจึงทรงระงับขบวน วอนจานิม ลองตรองดูเถิดเพคะ”

“ข้ารู้ว่าฝ่าบาทห่วงใยข้า แต่หากข้าไม่ได้ไปร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพ ข้าก็นับว่าอกตัญญูเต็มที ต่อให้ข้าไปแล้วต้องตาย ข้าก็จำเป็นต้องไป”

“วอนจานิม!

ฮวันซังกุงเอ็ดเสียงเขียวอย่างที่นางข้าหลวง และทหารรักษาการณ์หลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อน คังยูทอดพระเนตรซังกุงผู้ใหญ่ที่เป็นพระอภิบาลนับตั้งแต่เสด็จมาประทับที่เมืองพยองจู และแย้มสรวลให้อีกฝ่ายอย่างเศร้าสร้อยก่อนรับสั่ง

“ข้าไม่ได้เป็นวอนจาอีกแล้ว ฮวันซังกุง พระราชาคังยอนโจสวรรคตแล้ว เมืองคูซันก็มีพระราชาองค์ใหม่แล้ว”

ดวงตาของฮวันซังกุงร้อนผ่าวเมื่อได้ยินถ้อยคำที่คังยูรับสั่ง นางข้าหลวงรุ่นเล็กที่ติดตามฮวันซังกุงมา และได้ยินบทสนทนาทั้งหมดเริ่มร้องไห้เบาๆ ด้วยความสงสารคังยู เพราะองค์ชายหนุ่มจากเมืองคูซันพระองค์นี้ มีพระจริยวัตรงดงาม และเป็นที่รักของฮวันซังกุงอย่างยิ่ง เหล่านางข้าหลวงที่อยู่ภายใต้การกำกับของฮวันซังกุง จึงพากันชื่นชมคังยู เมื่อพบว่าคังยูต้องประสบกับเรื่องสะเทือนพระทัยเช่นนี้ จึงอดเห็นใจไม่ได้ ฮวันซังกุงหันไปเอ็ดนางข้าหลวงสาวๆ ที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“มีอะไรจะทำก็ไปทำเสีย อย่ามานั่งร้องไห้ตรงนี้”

“เจ้าค่ะ”

นางข้าหลวงที่ติดตามมาถอยออกไปยืนจับกลุ่มอยู่ห่างๆ คังยูทอดพระเนตรซังกุงผู้ใหญ่ที่ยังนั่งอยู่เคียงข้าง ก่อนจะรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม

“ฮวันซังกุงกลับไปดูแลพระสนมคยองพินที่ตำหนักซ้ายเถิด อย่ามานั่งร้อนกับข้าอยู่ที่นี่เลย”

“ไม่เพคะ” ฮวันซังกุงทูลตอบอย่างหนักแน่น “หม่อมฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้ วอนจานิมยังประทับตรงนี้ได้ ใยหม่อมฉันจะนั่งตรงนี้ไม่ได้”

“แดดกำลังกล้า ท่านจะป่วยเอานะ ฮวันซังกุง”

“ตั้งแต่วอนจานิมเสด็จมาเมืองพยองจูเมื่อยังมีพระชนมายุแปดพรรษาจนถึงวันนี้ ทรงเคยเห็นหม่อมฉันเจ็บป่วยหรือเพคะ” ฮวันซังกุงทูลตอบและจ้องพระพักตร์ตรงๆ “สำหรับหม่อมฉัน พระองค์ก็ยังเป็นรัชทายาทเมืองคูซันเช่นเดิม เมืองคูซันจะมีพระราชาองค์ใหม่แล้วอย่างไร ในเมื่อวอนจานิมทรงรับการสถาปนาแล้ว ทรงถือตราประจำพระองค์รัชทายาทเมืองคูซันแล้ว องค์ชายคังยู พระโอรสองค์แรกของพระราชาคังยอนโจ ก็ยังเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมอยู่ดี อย่าทรงดื้อเพ่งเถียงหม่อมฉันเรื่องการสืบราชบัลลังก์เลยเพคะ หม่อมฉันอยู่มาตั้งแต่รัชสมัยพระอัยกาของพระราชาเมืองพยองจูองค์ปัจจุบัน จนถึงรัชสมัยนี้ หม่อมฉันเห็นพระราชามาสามพระองค์แล้ว หม่อมฉันย่อมเข้าใจเรื่องการสืบราชบัลลังก์ได้ดีแน่”

คังยูแย้มสรวลหน่อยหนึ่งเมื่อเห็นซังกุงผู้ใหญ่กำลังเอ็ดเหมือนเมื่อคังยูยังทรงพระเยาว์ ฮวันซังกุงเห็นรอยแย้มสรวลก็รู้สึกใจชื้น แต่ยังไม่วายเอ็ดเบาๆ

“หม่อมฉันดุอยู่นะเพคะ วอนจานิม ยังสรวลได้อีกหรือ”

“ฮวันซังกุงพูดเสียยืดยาว ข้าฟังไม่ทัน”

“ประเดี๋ยวเถอะ หม่อมฉันจะดัดมือลงโทษที่ทรงดื้อให้เหมือนตอนยังทรงพระเยาว์ทีเดียว ลุกเถิดเพคะ ไว้มาเข้าเฝ้าวันหลัง หม่อมฉันจะช่วยกราบทูลฝ่าบาทให้อีกแรง”

ฮวันซังกุงพยายามโน้มน้าว ทว่าคังยูกลับส่ายพระพักตร์ปฏิเสธ พร้อมรับสั่ง

“ข้าจะรอฝ่าบาทตรงนี้”

 

“คังยูวอนจานิมเสด็จกลับไปหรือยัง”

พระราชามินโฮรับสั่งถามองครักษ์โจที่เพิ่งกลับเข้ามาพร้อมกับนางข้าหลวงที่ยกเครื่องว่างเข้ามาถวาย องครักษ์โจรอจนกระทั่งนางข้าหลวงถอยออกไป จึงเอ่ยทูล

“ยังพะยะค่ะ ตอนนี้ยังทรงคุกเข่าอยู่หน้าท้องพระโรง และฮวันซังกุงมานั่งอยู่ด้วยครู่ใหญ่แล้วพะยะค่ะ”

พระราชาเมืองพยองจูหลับพระเนตรลงครู่หนึ่ง ก่อนจะรับสั่งถาม

“สายข่าวส่งข่าวมาหรือยัง”

“ยังไม่มีข่าวคืบหน้าพะยะค่ะ แต่ถ้ามีองครักษ์คิมน่าจะนำข่าวมาทันทีพะยะค่ะ”

ซงมินโฮพยักพระพักตร์รับอย่างหนักพระทัย เหตุผลที่ทรงระงับขบวนเสด็จออกจากเมืองของคังยู เพราะเมื่อย่ำรุ่งพิราบส่งสารได้นำข่าวมาว่า ทางพระราชาองค์ใหม่ของเมืองคูซันมีการเคลื่อนไหวทางทหารผิดปกติ พระราชาหนุ่มจึงให้ถ่ายทอดรับสั่งไประงับขบวนของคังยูไม่ให้ออกจากเมืองพยองจู

เพราะตราบใดที่ยังอยู่ในเขตแดนเมืองพยองจู จะไม่มีอันตรายใดมาผ้าวพานคังยูได้แม้แต่ปลายเล็บ

“ฝ่าบาท กระหม่อมขอบังอาจทูลพะยะค่ะ” องครักษ์โจเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ว่ามา”

“กระหม่อมเห็นคังยูวอนจานิม ทรงคุกเข่าหน้าท้องพระโรงนี้มาหลายชั่วยามแล้ว วันนี้แดดจัด กระหม่อมเกรงว่าอาจจะประชวรได้ ทางที่ดี ฝ่าบาทเสด็จออกไปรับสั่งให้วอนจานิมเสด็จกลับวังหน้าดีหรือไม่พะยะค่ะ”

“คังยูนะคังยู จะให้ข้าห่วงจนขาดใจเลยหรืออย่างไร” พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างพื้นเสีย ก่อนจะรับสั่งความในพระทัยต่อ “คังยูวอนจานิมรู้ใจข้าดี ว่าแค่ข้าเห็นเขาคุกเข่าตากแดดเช่นนั้น คงจะทำใจแข็งกับเขาได้ไม่นาน ถึงได้ดื้อรั้นคุกเข่ารออยู่หน้าท้องพระโรงเพื่อกดดันให้ข้าทำตามใจทุกอย่าง”

พระราชาเมืองพยองจูทรงครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ทุกทางที่อาจเกิดขึ้น หากองค์ชายฮยังมีความเคลื่อนไหวทางทหารอย่างผิดปกติ อาจจะเกิดการฆ่าล้างตระกูลขุนนางที่สนับสนุนคังยู เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามทุกทาง ถ้าหากคังยูเดินทางกลับไปเมืองคูซัน ต่อให้ส่งองครักษ์ฝีมือดีทั้งหมดไปคุ้มกัน ก็นับว่ายังยากที่จะรักษาชีวิตของคังยูไว้ได้

นางข้าหลวงคนหนึ่งเดินเร็วๆ เข้ามาพร้อมกับสารกล่องไม้เล็กๆ ในมือ พระราชาหนุ่ม และองครักษ์โจต่างรู้สึกตรงกันว่า องครักษ์คิมน่าจะได้รับข่าวเพิ่มเติมแล้ว นางข้าหลวงผู้นั้นยื่นกล่องไม้ให้องครักษ์โจ และถอยออกจากห้องทรงงานไป องครักษ์โจจึงนำกล่องไม้ขึ้นถวาย พระราชาเมืองพยองจูทรงเปิดกล่องและอ่านม้วนข้อความสั้นๆ จนจบก่อนจะถอนพระทัย

 

“เสด็จออก”

เสียงมหาดเล็กชาวที่ขานบอกให้นางข้าหลวงที่ประจำอยู่หน้าประตูรับทราบ คังยู และฮวันซังกุง จึงเฝ้ารอเพียงอึดใจเดียว พระราชาเมืองพยองจูก็เสด็จออกมาทางหน้าท้องพระโรง และเสด็จมาประทับยืนตรงเบื้องพระพักตร์คังยู พระเนตรคมกริบทอดลงบนพระพักตร์ที่ชุ่มด้วยพระเสโทของคังยูก่อนรับสั่ง

“มาคุกเข่ากันตรงนี้ทำไม”

ฮวันซังกุงก้มหน้านิ่ง และคังยูก็ยังสบสายพระเนตรของพระราชาเมืองพยองจูโดยไม่หลบ ซงมินโฮจึงถอนพระทัย และรับสั่งอย่างอ่อนโยน

“ฮยองนิม ถึงฮยองนิมจะดื้อดึงขอกลับไป ข้าก็ไม่มีวันอนุญาต องครักษ์คิมส่งข่าวมาแล้วเมื่อครู่ ว่าตอนนี้องค์ชายฮยังทรงกวาดล้างขุนนางที่เป็นสายสกุลของฮยองนิมทั้งหมดแล้ว” พระราชาหนุ่มทรงหยุดครู่หนึ่ง ก่อนรับสั่ง “ท่านหญิงอีออกไปหาท่านแม่ทัพอีแล้ว แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ของท่านหญิง และท่านตาของฮยองนิม ถูกประหารทั้งหมดแล้ว”

“เช่นนั้นเอง” คังยูรับสั่งเบาๆ “ท่านพี่หญิง กับท่านอีปลอดภัยก็ยังดี”

“ฮยองนิม”

“กระหม่อมจะกลับไปวังหน้าก่อน”

คังยูรับสั่งและประทับยืน แต่เพราะประทับนั่งอยู่เป็นเวลานาน จึงไม่อาจทรงพระองค์อยู่ ฮวันซังกุงเอื้อมไปประคองคังยูเอาไว้ และส่งสายตาไปตำหนิพระราชาเมืองพยองจูที่เอื้อมพระหัตถ์มาหมายจะประคองคังยูไว้ด้วย ซังกุงผู้ใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

“หม่อมฉันจะนำเสด็จคังยูวอนจานิมกลับวังหน้าเองเพคะ”

“ข้าไปด้วย”

“ฝ่าบาท” ฮวันซังกุงทูลเสียงเบา “อย่าให้เป็นเรื่องเล่าลือกันไปมากกว่านี้เลยเพคะ หม่อมฉันจะดูแลวอนจานิมให้ดีเอง”

“เช่นนั้นก็ฝากฮวันซังกุงด้วย”

“เพคะ”

ซังกุงผู้ใหญ่ประคองคังยูออกให้เสด็จออกจากลานหน้าท้องพระโรง ตลอดระยะทางจากวังหลวงกลับสู่วังหน้านั้น คังยูไม่ได้รับสั่งสิ่งใดออกมาเลย ราวกับว่าทรงครุ่นคิดถึงบางสิ่งอยู่ในพระทัย เมื่อมาถึงวังหน้า ฮวันซังกุงก็ได้กำกับให้นางข้าหลวงเตรียมน้ำให้สรง และเปลี่ยนพระภูษาใหม่ ก่อนจะประทับนิ่งๆ หน้าคันฉ่องในห้องบรรทม

ฮวันซังกุงหายไปครู่ใหญ่ และกลับมาพร้อมถ้วยยา ของเหลวในถ้วยร้อนจัดจนควันลอยกรุ่นขึ้นมาเมื่อเปิดฝาถ้วย ซังกุงผู้ใหญ่ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบมาวางที่โต๊ะเล็กหน้าคันฉ่อง และนั่งรออยู่นานจนยาเริ่มคลายความร้อนแล้วจึงยกขึ้นถวายและเอ่ยเสียงเบา

“เสวยยานี่หน่อยนะเพคะ จะได้ไม่ประชวรไข้”

“ได้”

คังยูรับสั่งเบาๆ ก่อนยกถ้วยยามาเสวยรวดเดียวจนหมด ฮวันซังกุงจึงลุกขึ้นมาค่อยๆ สางพระเกศา และรวบเก็บเป็นมวยตรงกลางพระเศียรให้อย่างเรียบร้อย ยามนั้นแม้คังยูจะพยายามฝืนพระองค์แต่กลับทรงรู้สึกง่วงงุน ฮวันซังกุงจึงประคองให้ไปประทับบนพระบรรจถรณ์

“ฮวันซังกุง” คังยูรับสั่งเบาๆ ทั้งที่เกือบจะลืมพระเนตรไม่ขึ้น “วันนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”

“เช่นนั้นก็บรรทมนะเพคะ” มือบางของฮวันซังกุงลูบลงบนท่อนพระกรเบาๆ “บรรทมก่อน จะได้หายเหนื่อย”

ฮวันซังกุงนั่งรออยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเห็นว่าคังยูหลับสนิทไปแล้ว จึงหยิบถ้วยยาออกมานอกห้องบรรทม ซังกุงผู้ใหญ่ถอนหายใจเมื่อมองเห็นพระราชาเมืองพยองจูประทับยืนอยู่ในโถงหน้าของพระตำหนักในวังหน้า ข้างพระองค์มีกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่วางไว้บนโต๊ะเล็ก ซงมินโฮทอดพระเนตรถ้วยยาในมือฮวันซังกุง และรับสั่งถาม

“วอนจานิมหลับแล้วหรือ”

“เพคะ หม่อมฉันปรุงยาใส่สมุนไพรที่ทำให้หลับให้เสวย น่าจะบรรทมไปได้หลายชั่วยาม”

“อย่างนั้นหรือ” พระราชาหนุ่มรับสั่งพลางขมวดพระชนง “ถ้าตื่นขึ้นมา ให้กินอะไรเสียหน่อย แล้วให้กินยานี่อีกได้หรือไม่”

“ได้เพคะ”

“เช่นนั้นฮวันซังกุงก็เตรียมยาให้ฮยองนิมอีกรอบแล้วกัน ข้าฝากดูแลด้วย” พระราชาหนุ่มรับสั่ง ฮวันซังกุงจึงทูลถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ฝ่าบาท ไม่ทรงกังวลบ้างหรือเพคะว่าถ้าหม่อมฉันมัวมาเฝ้าคังยูวอนจานิม ใครจะเฝ้าพระสนมคยองพิน”

“ข้าไปหาสมเด็จแม่มาแล้วก่อนออกมา สมเด็จแม่ส่งยุนซังกุงไปเฝ้าพระสนมแล้ว ฮวันซังกุงวางใจเถิด”

“ช่างรอบคอบเหลือเกินนะเพคะ”

ฮวันซังกุงค่อนอย่างอดไม่อยู่ มุมพระโอษฐ์ของพระราชาหนุ่มยกขึ้นหน่อยหนึ่งเป็นรอยแย้มสรวล แวบหนึ่งฮวันซังกุงรู้สึกเหมือนเห็นร่างเงาของอดีตพระราชายามที่ยังทรงพระเยาว์ ซังกุงผู้ใหญ่นึกบอกกับตนเองว่าพระราชามินโฮยามนี้ทรงเจริญชันษา และมีพระโฉมประพิมพ์ประพายไปทางพระบิดามากกว่าพระมารดา

“ฮวันซังกุงอยู่เฝ้าฮยองนิมก่อนเถอะ ให้คนอื่นเฝ้า ข้าไม่ไว้ใจ”

“เพคะ แต่ฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวงเถอะเพคะ”

พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรเลยไหล่ของฮวันซังกุงไปทางห้องบรรทมของเจ้าของวังหน้า ก่อนจะทรงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง และรับสั่งเรียบๆ

“เช่นนั้นข้ากลับล่ะ ค่ำๆ จะมาเยี่ยมใหม่”

“เพคะ”

ฮวันซังกุงตามไปส่งเสด็จพระราชาเมืองพยองจูถึงหน้าวังหน้า และกลับเข้ามาผ่านโถงเดิม ก่อนสังเกตเห็นว่าพระราชาหนุ่มไม่ได้ทรงหยิบกล่องไม้นั้นกลับไปด้วย ซังกุงผู้ใหญ่หยิบมาเปิดออกด้วยความสงสัย และกำหนดในใจว่าจะส่งกลับคืนเข้าวังหลวง

ทว่าของที่อยู่ข้างในเป็นป้ายวิญญาณบรรพบุรุษสองชิ้น ตัวป้ายเป็นชิ้นงานที่ทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับพระราชวงศ์ชั้นสูง เป็นป้ายหยกขาว หุ้มด้วยกรอบทองคำแท้ สลักพระนามเมื่อแรกประสูติของพระราชาคังยอนโจ และอีกป้ายหนึ่งเขียนพระนามพระมารดาของคังยู ฮวันซังกุงจึงเข้าใจได้โดยตลอดว่า พระราชาหนุ่มเสด็จออกจากวังหลวงมาเพื่อดูพระอาการของคังยู และตั้งพระทัยที่จะนำป้ายพระวิญญาณนี้มาพระราชทานให้ด้วยพระองค์เอง

ตลอดบ่ายวันนั้นจนกระทั่งเย็นย่ำ นางข้าหลวงในวังหน้าต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ และจัดสถานที่เพื่อให้คังยูได้สักการะป้ายพระวิญญาณพระบิดาตามคำสั่งของฮวันซังกุง เมื่อตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ฮวันซังกุงจึงเข้าไปในห้องบรรทม เพราะคะเนว่าคังยูน่าจะตื่นบรรทมแล้ว เนื่องจากหมดฤทธิ์ยา

เมื่อฮวันซังกุงเข้าไปในห้องบรรทมก็เห็นคังยูสรงน้ำใหม่อีกรอบเสร็จเรียบร้อย และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดไว้ทุกข์ที่ฮวันซังกุงจัดเตรียมมาวางไว้ให้ก่อนแล้ว องค์ชายหนุ่มจากเมืองไกลหันมาทอดพระเนตรฮวันซังกุง และรับสั่งเบาๆ ด้วยสีพระพักตร์อ่อนโยน

“ข้างนอกเรียบร้อยกันแล้วหรือฮวันซังกุง”

“เรียบร้อยแล้วเพคะ”

“เช่นนั้นก็ไปกัน”

คังยูเสด็จเคียงฮวันซังกุงออกไปยังห้องโถงหน้าของวังหน้า ที่บัดนี้ถูกจัดเป็นสถานที่ถวายสักการะป้ายพระวิญญาณพระราชาคังยอนโจ คังยูถวายสักการะป้ายพระวิญญาณ และทรงรับธูปดอกหนึ่งจากฮวันซังกุงมาปักลงในกระถางธูปที่วางไว้หน้าป้ายพระวิญญาณ ก่อนจะประทับลงนั่งทอดพระเนตรตรงไปที่ป้ายพระวิญญาณเป็นเวลานาน

ควันธูปอ่อนจางลอยวนอยู่หน้าป้ายหยกขาวรายล้อมด้วยดอกไม้ที่ฮวันซังกุงบรรจงจัดอย่างดี บรรยากาศภายในวังหน้าเงียบสงบ ปราศจากสิ่งใดรบกวนพระทัยของคังยู ความทรงจำเมื่อยังทรงพระเยาว์ย้อนกลับมาเหมือนควันธูปจางๆ ที่ทอดพระเนตรเห็นอยู่เบื้องพระพักตร์ เนิ่นนานกว่าคังยูจะตัดพระทัย และหันไปรับสั่งกับฮวันซังกุง

“ฮวันซังกุงจัดการได้เรียบร้อยดีทุกอย่าง ข้าขอขอบใจ”

“เป็นหน้าที่หม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ หม่อมฉันถือวิสาสะจัดห้องทางทิศเหนือไว้เป็นห้องตั้งป้ายพระวิญญาณ เพราะฝ่าบาทมินโฮพระราชทานป้ายพระวิญญาณพระมารดามาด้วย”

“ขอบใจที่เป็นธุระให้ข้านะ ฮวันซังกุง”

“เสวยอะไรเสียหน่อยดีหรือไม่เพคะ”

“ได้”

ฮวันซังกุงคอยอยู่ใกล้ชิดเมื่อคังยูค่อยๆ ประทับยืนขึ้น องค์ชายจากเมืองคูซันยังคงวางพระองค์เป็นปกติ พลางทอดพระเนตรดอกไม้ที่ประดับรอบแท่นตั้งป้ายพระวิญญาณ ตั่งที่วางเครื่องเซ่นไหว้ ข้าวของทั้งปวงล้วนแต่เป็นของที่คัดสรรมาอย่างเยี่ยมยอดและงดงาม กระทั่งป้ายพระวิญญาณของพระราชาคังยอนโจก็ยังใช้หยกขาวเนื้อเนียนละเอียด สลักเสลาด้วยฝีมือนายช่างชั้นยอดของราชสำนักพยองจู ทองที่ตีแผ่ประดับเป็นกรอบนั้นตีเป็นลวดลายเมฆอย่างประณีต ทว่าข้าวของทั้งหลายที่จัดเตรียมไว้อย่างสวยงาม สูงค่าสมพระเกียรติพระราชาเมืองคูซันเหล่านี้ กลับเป็นขั้นเพียงพิธีกรรมอันไร้ความหมายในความรู้สึกของคังยู

เพราะคนที่จาก ก็จากไปแล้ว และคนที่อยู่ ก็ต้องอยู่ต่อไป

 

แสงจากตะเกียงส่องที่ให้ความสว่างภายในเรือนพักที่ปลูกอยู่กลางป่าทึบล้อใบดาบเงาวับวาม ตัวใบดาบตีขึ้นด้วยเหล็กชั้นดี ประกอบกับฝือมือของนายช่างชั้นเอก ทำให้ใบดาบมีน้ำหนัก และคมกริบพอที่จะฟันวัตถุขนาดใหญ่ได้ภายในดาบเดียว อีจีอึนบรรจุใช้ผ้าสะอาดเช็ดลงบนใบดาบนั้นช้าๆ ปลายมือเรียวบาง กดลงตรงส่วนที่ชิดกับด้าม เมื่อสังเกตใกล้ๆ จึงจะเห็นว่าบนใบดาบสลักตัวอักษรเอาไว้ แสงไฟจากตะเกียงส่องลงบนตัวอักษรนั้น อ่านได้ความว่า

ลมวสันต์

อีจีอึนเป็นธิดาของเจ้ากรมทหารเมืองคูซัน มีน้องชายฝาแฝดที่เกิดห่างกันเพียงชั่วก้านธูปไหม้ ก่อนที่สองฝาแฝดจะเกิด ท่านหญิงมารดาได้เพียรสวดมนต์ขอพรให้ตั้งครรภ์อยู่นานหลายปี และรับสตรีเข้ามาเป็นอนุภรรยาของสามีอีกสามคน เพียงไม่นานเจ้ากรมทหารก็มีบุตรชายวัยไล่เลี่ยกันถึงสามคนจากอนุภรรยาแต่ละคน ท่านหญิงภริยาเจ้ากรมทหารรักใครเด็กทั้งสามเหมือนบุตรของตนเอง

ภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น ท่านหญิงภริยาเจ้ากรมทหารกลับตั้งครรภ์ และให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิง และเพราะอีจีอึนเป็นธิดาคนเดียว เมื่อยังเล็ก ท่านหญิงภริยาเจ้ากรมทหารมักจะเก็บตัวไว้ให้อยู่ในเรือนหลัง ฝึกหัดงานฝีมือ และหัดเรียนเขียนอ่าน แต่ด้วยธรรมชาติของเด็กผู้หญิงที่ช่างเจรจากว่าเด็กผู้ชาย อีจีอึนจึงมักออดอ้อนบิดาที่อายุมากแล้ว หาข้ออ้างหลบเลี่ยงออกมาเล่นฝึกมือกับบรรดาพี่ๆ และน้องชายฝาแฝดของตนเองอยู่เสมอ

ตามธรรมเนียมเมื่อธิดาเติบโตถึงวัยมีเรือน บิดามารดามักจัดหาชายที่เหมาะสมให้ แต่เจ้ากรมทหารเมืองคูซันกลับทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะอยากเก็บธิดาเอาไว้ใกล้ตัวมากกว่ารีบให้แต่งออกจากบ้าน วันหนึ่งเมื่อบิดาเรียกช่างดาบมาสั่งทำดาบให้เหล่าคุณชาย อีจีอึนจำได้ว่าตนเองกระเง้ากระงอด ไม่พอใจบิดาไปหลายวัน เพราะตนเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับดาบ

แต่วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งเล่นอยู่ที่ลานฝึกหลังบ้าน เจ้ากรมทหารได้เดินเข้ามาหา ส่งดาบที่เล็ก และเบากว่าดาบปกติให้กับธิดาเพียงคนเดียว

ดาบนี้แม้จะเล็กกว่าปกติ แต่มีน้ำหนักดี ตีด้วยเหล็กกล้า และเหมาะมือเจ้า พ่อตั้งชื่อดาบนี้ให้ว่า ลมวสันต์ เพราะดาบนี้แม้จะเบา แต่จะทำให้เจ้าได้ชัยชนะทุกครั้งที่ได้ตวัดดาบ เหมือนกับลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดมายามพืชพรรณออกผล

อีจีอึนเช็ดใบดาบคมกริบ และขบฟันแน่นเมื่อนึกถึงภาพที่เห็นตอนที่ลอบกลับไปที่จวนเจ้ากรมทหาร จวนหลังใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่กว่าร้อยคนกลายเป็นเรือนร้างภายในพริบตา ศพของคนทั้งหมดในจวนถูกยกมาวางเรียงกันที่ลานหน้าจวน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จวนเจ้ากรมทหารที่เคยคึกคัก กลายเป็นเรือนตายของคนในจวน เมื่อกองทหารของพระราชาฮยังบุกเข้ามาฆ่าฟันคนในจวนช่วงกลางดึก

ยามนั้นอีจีอึน และคนสนิทซุ่มดูการตรวจนับศพ และตรวจนับสมบัติจากในจวนเจ้ากรมทหารอย่างใจเย็น กระทั่งถึงช่วงดึกสงัดในคืนถัดมา ศพที่ถูกกองทิ้งไว้ข้ามวันเริ่มแข็งค้าง หน้าจวนมีเพียงทหารยามที่ถูกทิ้งไว้เฝ้าจวนแค่แปดคน อีจีอึนและคนสนิทอีกสี่คนลอบเข้าไปในจวน ขนศพของเจ้ากรมทหาร และท่านหญิงภริยาออกมา ก่อนจุดไฟเผาจวนทิ้ง กว่าทหารแปดคนที่นั่งดื่มสุราอยู่ที่หน้าจวนจะรู้ตัว เพลิงก็โหมกระหน่ำจนยากจะดับทัน จีอึนลากรถขนศพบิดามารดาออกมาที่เนินเหนือเมืองคูซัน และเฝ้ามองกองเพลิงที่โหมไหม้ไปทั่วบริเวณนั้นอยู่เป็นเวลานาน หญิงสาวถือว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ตนเองสามารถทำเพื่อไถ่โทษต่อทุกชีวิตที่ถูกสังหารอยู่ในจวน เพราะเพลิงที่โหมไหม้ลามไปถึงบริเวณโดยรอบนั้นจะทำให้ไม่มีผู้ใดในเมืองคูซันลืมความตายของคนที่จวนเจ้ากรมทหารได้

อีซึงฮุนติดตามพี่สาวของตนมาได้เมื่ออีจีอึนขนศพมาถึงกลางทางออกชายแดน แม้นจะเกรี้ยวโกรธกับความเลือดร้อน จนถึงบ้าระห่ำของพี่สาวมากเพียงใด แต่ซึงฮุนก็ยังคงเยือกเย็นเช่นเดิม ชายหนุ่มใช้ให้นายทหารที่ติดตามมาไปหาพลั่วเสียมจากหมู่บ้านใกล้เคียง และเลือกต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งในป่าเปลี่ยวระหว่างทาง ก่อนลงมือขุดหลุมฝังศพขนาดใหญ่ร่วมกับทหารติดตามด้วยตนเอง

จีอึนที่ถูกสั่งให้ยืนรอรถที่ใส่ศพเฝ้ามองน้องชายคนเดียวลงมือขุดหลุมลึกขึ้นๆ ใบหน้าของซึงฮุนมีหยดเหงื่อเกาะพราว จนยากที่จะบอกว่าหยดใดคือหยาดเหงื่อ และหยดใดคือหยาดน้ำตา ธิดาคนเดียวของเจ้ากรมทหารเมืองคูซันไม่ร้องไห้เลยจนกระทั่งวางศพของบิดามารดาลงในหลุมและกลบทับด้วยดินจนแน่น เมื่อซึงฮุนกับทหารติดตามวางหินก้อนสุดท้ายทับหลุมศพไว้ ขอบตาของหญิงสาวก็ร้อนผ่าว แต่กระนั้นก็ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

หลังจากจัดการฝังศพบิดามารดาแล้ว อีซึงฮุนและอีจีอึนก็มุ่งหน้าสู่ป่าลึกในเขตชายแดนเมืองพยองจู แต่ละวันแต่ละคืนที่ผ่านไปเกือบสองเดือนเต็ม ความโศกเศร้ากลายเป็นความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจของอีจีอึน ทุกคืนที่ไม่สามารถข่มตาหลับลง อีจีอึนจะใช้เวลาเช็ดถูใบดาบช้าๆ ด้วยความมาดหมายในใจ

ใบดาบนี้จะต้องได้ดื่มเลือดของพวกองค์ชายฮยังเพื่อชำระความโกรธเกรี้ยวที่อัดแน่นอยู่ในใจของนาง

ประตูเรือนพักเปิดออก อีซึงฮุนเดินกลับเข้ามาภายใน และนั่งลงตรงหน้าพี่สาว แสงตะเกียงส่องใบหน้าของชายหนุ่ม ทำให้เห็นว่าใบหน้านั้นกรำแดดจัด จนทำให้ผิวคล้ำเข้มกว่าผิวเดิมที่ค่อนข้างขาว อีซึงฮุนเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ดึกป่านนี้ ใยท่านพี่หญิงไม่เข้านอนเล่า”

“นอนไม่หลับ” อีจีอึนตอบสั้นๆ

“ข้าได้ข่าวจากเมืองพยองจู ฝ่าบาทมินโฮมีรับสั่งว่า พระบิดารับวอนจาของเราเป็นพระโอรสบุญธรรม ดังนั้นพระราชามินโฮจึงพระราชทานยศให้วอนจาของเราเป็นองค์ชายในราชสำนักเมืองพยองจู มีพระยศเสมอพระเชษฐา ต่อแต่นี้พวกเราเรียกวอนจาว่าวอนจาไม่ได้แล้ว แต่ต้องเรียกว่าองค์ชายยู”

“องค์ชายประทับอยู่กับฝ่าบาทเมืองพยองจู ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง” อีจีอึนเอ่ยเสียงเรียบ “อย่างน้อยก็วางใจได้ว่าจะทรงปลอดภัยแน่”

“ระหว่างนี้ เราก็ต้องรอ”

“รออะไร” อีจีอึนถามเรื่อยๆ แต่สะดุดใจเมื่อเห็นแววโรจน์ในดวงตาของผู้เป็นน้องชาย

“รอเวลาที่เหมาะสม หลังฝ่าบาทมินโฮกำจัดปัญหาภายในเมืองพยองจูเรียบร้อยแล้ว จะทรงเปิดศึกกับเมืองคูซัน ทรงรับปากกับข้าแล้วว่าจะให้ทุกคนที่ทรยศฝ่าบาทยอนโจ และองค์ชายของเราได้ชดใช้”

หัวใจที่เคยเต้นอย่างชืดชาเพราะความเจ็บปวดของอีจีอึนสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่บิดามารดาจากโลกไป

 

คังยูเสด็จไปยังบริเวณต้นน้ำแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากวังหลวงนัก ต้นน้ำแห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามมิให้ราษฎรเข้ามาใช้ เนื่องจากเป็นแหล่งที่วังหลวงจะมาขนน้ำสะอาดเข้าไปไว้สำหรับใช้ในวังหลวง แรงงานที่ใช้ขนน้ำ เป็นข้าหลวงชั้นล่าง และผู้ต้องโทษ มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ควบคุมการขนน้ำอย่างเข้มงวด

เมื่อเห็นองค์ชายยูที่ขณะนี้มีพระยศเท่ากับพระเชษฐาของพระราชาเมืองพยองจูเสด็จมา เหล่าผู้ที่ใช้แรงงานขนน้ำ และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ต่างให้ความสนใจ แม้การขนน้ำจะยังดำเนินต่อไป แต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็รีบกระวีกระวาดรับเสด็จ คังยูจึงแย้มสรวลอย่างอ่อนโยน และรับสั่งถาม

“ข้าได้ยินว่าหน่วยรักษาความสงบนครหลวง ส่งนางกำนัลที่ต้องโทษชื่อ ชินยองจามาใช้แรงงานที่นี่ นางอยู่หรือไม่”

หัวหน้าเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ทำหน้าระลึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยทูล

“องค์ชายยูหมายถึง นางข้าหลวงที่วางยาพระสนมใช่หรือไม่พะยะค่ะ”

“ถูกต้อง”

“เช่นนั้นโปรดประทับรอสักครู่ กระหม่อมจะไปนำตัวนางมาเฝ้า”

“ขอบใจท่านหัวหน้านัก พานางไปพบข้าตรงศาลานั่นแล้วกัน”

คังยูชี้พระหัตถ์ไปที่ศาลาเก่าๆ ที่เจ้าหน้าที่ใช้นั่งพัก และเสด็จไปประทับรอ พร้อมกับองครักษ์คิมที่บัดนี้ได้รับคำสั่งให้คอยติดตามอารักขาองค์ชายยูทุกที่ คังยูประทับรออยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์จึงพาหญิงสาวสวมชุดเก่าคร่ำคร่ามีรอยขาดวิ่นหลายแห่งที่ไม่ได้ปะชุนเข้ามา ริมฝีปากของหญิงสาวแห้งแตกเพราะขาดน้ำและอาหาร เมื่อถูกดันหลังแรงๆ ก็ล้มลงคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์องค์ชายยู

“ใช่นางหรือไม่พะยะค่ะ องค์ชายยู”

“ใช่แล้ว ขอบใจท่านหัวหน้า ข้าขอคุยกับนางสักครู่”

“พะยะค่ะ”

หัวหน้าเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ล่าถอยไปแล้ว ภายในศาลาเหลือเพียงคังยูที่ประทับนั่งบนเก้าอี้หิน องครักษ์คิมยืนอยู่ไม่ไกล ในมือซ้ายถือดาบที่สวมไว้ในฝัก แต่มือขวากุมอยู่ที่ด้ามในท่าพร้อมต่อสู้ หญิงสาวที่ผ่ายผอมเพราะขาดอาหาร และบาดเจ็บสาหัสจากการถูกทรมานในหน่วยรักษาความสงบนครหลวงนั่งก้มหน้านิ่งมองมือตนเอง คังยูทอดพระเนตรมือเล็กที่เป็นแผลจากการถูกตอกเล็บ และรับสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ชินยองจา ใช่หรือไม่”

“เพคะ”

“เจ้าถูกทรมานขนาดนี้ กลับไม่ยอมปริปากว่าเหตุใดจึงคิดวางยาพิษพระสนม และใส่ความพระพันปี ข้านับถือน้ำใจเจ้ายิ่งนัก” คังยูรับยื่นขวดยาเล็กๆ ให้หญิงสาวถึงมือและรับสั่ง “ยานี่เอาไว้ใส่แผลภายนอก จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น”

“ขอบพระทัยองค์ชายยูที่เมตตาเพคะ”

หญิงสาวหยิบขวดยาและซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิด คังยูทอดพระเนตรเห็นจึงรับสั่งถาม

“เหตุใดต้องซุกซ่อนถึงเพียงนั้น เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คงไม่ลงโทษที่เจ้ามียารักษาโรคกระมัง”

“ทูลองค์ชายยู นักโทษที่ถูกเกณฑ์มาขนน้ำ ล้วนแต่เจ็บป่วย ทุกคนต่างอยากได้ยา ถ้าหม่อมฉันไม่ซ่อนไว้ให้ได้ดีคงถูกแย่งไป...”

ชินยองจากัดริมฝีปากแน่นเมื่อเริ่มต้นร้องไห้เพราะความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญ นางไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่รู้ว่าองค์ชายยูกำลังทอดพระเนตรอยู่ ก่อนจะเห็นผ้าเช็ดหน้าผ้าฝ้ายเนื้อดียื่นมาอยู่ตรงหน้า

“เช็ดหน้าเช็ดตาเสีย” คังยูรับสั่งอย่างอ่อนโยน “ตอนที่เจ้าถูกทรมานอยู่กรมรักษาความสงบนครหลวง ข้าได้ยินว่าเจ้าป่วยหนัก ฝ่าบาทจึงทรงยุติการสอบสวนด้วยการทรมาน”

“เพคะ” ยองจาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาเมื่อเอ่ยทูล

“นางข้าหลวงตำหนักพระพันปีไม่ใช่จะพบปะชายใดได้ง่ายๆ ตอนที่เจ้าถูกทรมานอยู่ ข้าได้ยินว่าเจ้าแท้งบุตรเพราะถูกทรมาน เจ้าตั้งท้องลูกของฝ่าบาทหรือ”

“มิได้เพคะ หม่อมฉันไม่..ไม่ใช่นะเพคะ”

“สตรีที่ตั้งท้องในวังหลวง เด็กในท้องย่อมต้องเป็นลูกของฝ่าบาทเท่านั้น” คังยูทอดพระเนตรใบหน้าไร้สีเลือดของชินยองจา “เจ้าตั้งท้องตอนอยู่ในวังหลวง แต่ไม่ได้ท้องกับฝ่าบาท เป็นไปได้หรือ”

“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งท้องลูกของฝ่าบาทจริงๆ เพคะ” ริมฝีปากแตกแห้งของหญิงสาวสั่นระริก คังยูหรี่พระเนตรน้อยๆ ก่อนรับสั่งถาม

“เจ้าท้องกับผู้ใด”

ชินยองจาก้มหน้านิ่ง หญิงสาวตัวสั่งด้วยความกลัว มือบางที่เต็มไปด้วยบาดแผลกำผ้าเช็ดหน้าที่คังยูยื่นให้แน่น จนกระทั่งได้ยินเสียงคังยูถอนพระทัย และรับสั่ง

“เจ้ายังจะปกป้องชายคนนั้นอีกอย่างนั้นหรือ”

ถ้อยรับสั่งของคังยูเหมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจของยองจา หญิงสาวร้องไห้อย่างเงียบงัน แต่สะอื้นอย่างหนักจนไหล่ผ่ายผอมสั่นสะท้าน คังยูทอดพระเนตรอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะก้มลงไปรับสั่งกับหญิงสาว

“ข้าได้ยินมาว่า อิมฮยองจุนลอบจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่เฝ้าอยู่ที่นี่คนหนึ่ง ให้จัดการเก็บกวาดเรื่องของเจ้าให้สะอาด ถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะปกป้องชายชั่วผู้นั้นอีกหรือ”

ชินยองจาเงยหน้าขึ้นสบกับพระเนตรของคังยู ใบหน้าของหญิงสาวเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา รู้สึกเหมือนดวงใจถูกแช่ในน้ำเย็นจัดจนชา คังยูรับสั่งเบาๆ ด้วยสุรเสียงราบเรียบ

“เจ้าเจ็บเจียนตาย ลูกในท้องก็ตกเสียก่อนตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นตัว ซ้ำรู้ว่าอิมฮยองจุนคิดฆ่าปิดปาก แต่ก็ไม่ปริปากให้การถึงเขาแม้แต่เพียงครึ่งคำ” คังยูแย้มสรวลอ่อนโยนเมื่อรับสั่ง “ข้านับถือน้ำใจเจ้ายิ่งนัก”

 

“องค์ชาย กระหม่อมมีเรื่องอยากทูลถาม”

“มีอะไรหรือองครักษ์คิม”

คังยูรับสั่งตอบ ก่อนหันพระพักตร์ไปหาองครักษ์คิมที่ติดตามเข้ามาภายในห้องทรงงานภายในวังหน้า องครักษ์หนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยคำ

“องค์ชายทรงทราบได้อย่างไร ว่านางข้าหลวงผู้นั้นตั้งท้องกับอิมฮยองจุน และทรงทราบเรื่องอิมฮยองจุนคิดฆ่าปิดปากนางได้อย่างไร”

“อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร” คังยูประทับนั่งก่อนจะรินสุธารสชาใส่จอก และยกขึ้นเสวย เมื่อชาหมดจอก จึงรับสั่ง “ข้ากุเรื่องทั้งนั้น”

“หา” องครักษ์คิมหลุดอุทานแล้วทำตาโต ก่อนจะรีบพูด “กระหม่อมอภัยพะยะค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก องครักษ์คิม ข้าแค่เดาสุ่มไปเรื่อยเปื่อย แต่พอรู้มาจากท่านโนมินฮวานว่าในระหว่างที่ชินยองจาถูกคุมขัง คนสนิทของอิมฮยองจุนพยายามวิ่งเต้นสืบข่าวนาง ประกอบกับที่นางแท้งบุตรเพราะถูกทรมาน ข้าเลยถามไปเรื่อยๆ เดิมข้าคิดว่านางอาจตั้งท้องกับพรรคพวกของคิมฮยองจุน แต่สายตาของนางยามที่ข้าพูดว่าอิมฮยองจุนจะฆ่านาง มีทั้งความเจ็บร้าว ตกใจ เสียใจ ก็เลยมั่นใจว่านางตั้งท้องกับคิมฮยองจุน”

“กระหม่อมนึกไม่ถึงเลย”

องครักษ์คิมพูดต่อไม่ถูก จึงได้แต่ก้มหน้านิ่ง แต่ชายหนุ่มหันไปมองหน้าประตู และรีบเอ่ยทูล

“องค์ชาย มีคนมา”

คังยูเอียงพระศอมองไปทางประตู ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อเห็นพระราชาเมืองพยองจูเสด็จเข้ามาในห้องโถง คังยูลุกขึ้นถวายความเคารพ แต่พระราชาเมืองพยองจูกลับเดินมาจับท่อนพระกรองค์ชายยูไว้ แล้วรับสั่งถาม

“วันนี้ไปไกลถึงต้นน้ำ เหนื่อยหรือไม่”

“ไม่เหนื่อยเลย ฝ่าบาท”

พระราชาเมืองพยองจูหันไปทอดพระเนตรองครักษ์คิม และองครักษ์โจที่ยืนมองอยู่ สายตาขององครักษ์ทั้งสองทอดมองที่พระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูที่วางอยู่บนท่อนพระกรองค์ชายยูอย่างเป็นธรรมชาติ พระราชาหนุ่มขมวดพระขนง และรับสั่งเสียงเย็น

“มีอะไรที่ต้องทำก็ไปทำเสีย”

“พะยะค่ะ”

องครักษ์ทั้งสองทูลลา และออกไปจากห้องโถง คังยูสรวลน้อยๆ ก่อนยกพระหัตถ์แตะที่พระปรางของพระราชาเมืองพยองจู แล้วรับสั่งอย่างขันๆ

“ใยต้องทำเสียงเคร่งขรึมปานนั้นด้วยเล่าฝ่าบาท”

“ข้าเปล่า”

“เปล่าที่ไหน องครักษ์โจ กับองครักษ์คิมแทบวิ่งออกจากห้อง” คังยูใช้ปลายนิ้วเกลี่ยพระปรางของซงมินโฮเบาๆ “วันนี้ว่าราชการเสร็จไวจริง แต่เสด็จออกวังหน้าบ่อยๆ เช่นนี้ จะดูไม่ดีนะฝ่าบาท”

“ดีสิ มีที่ใดไม่ดี” ซงมินโฮดึงหัตถ์ขาวบางมือกุมไว้ และรับสั่งถาม “วันนี้ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

“สำเร็จตามพระประสงค์ ฝ่าบาทกำหนดวันได้เลย”

“ดีจริง แต่ต้องรอให้โมรันคลอดเสียก่อน แพทย์หลวงดูอาการแล้ว คิดว่าคงไม่เกินเดือนนี้” พระราชาหนุ่มทรงโอบองค์ชายยูไว้อ้อมพระกร แล้วรับสั่งต่อ “ฮยองนิมช่วยข้าตั้งชื่อลูกของเราได้หรือไม่”

“เด็กเป็นพระหน่อของฝ่าบาทกับพระสนม ไม่เกี่ยวกับกระหม่อมสักนิด”

คังยูรับสั่งแล้วเบี่ยงพระองค์ออกจากอ้อมพระกรของอีกฝ่าย และเสด็จออกไปประทับนั่งริมสระบัวที่ขุดไว้ในวังหน้า พระราชาเมืองพยองจูเสด็จมาประทับเคียงข้างคังยูก่อนรับสั่ง

“เด็กที่จะเกิด จะต้องนับฮยองนิมว่าเป็นบิดา จะไม่เกี่ยวกับฮยองนิมได้อย่างไร”

“ฝ่าบาทก็ทรงตั้งเอง หรือไม่ก็ให้โหรหลวงตั้ง”

คังยูรับสั่งตอบ แต่ไม่เบี่ยงองค์หลบ เมื่อพระกรของพระราชาหนุ่มเอื้อมโอบไว้จนเหมือนองค์ชายยูกำลังนั่งพิงพระอุระของอีกฝ่าย คังยูจับพระหัตถ์ของอีกฝ่ายมาหงายขึ้น และทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“หากได้พระโอรส ฝ่าบาทมีพระนามเดิมว่ามิน พระสนมพระนามเดิมว่า โมรัน เช่นนั้น ตั้งพระนามพระโอรสว่า มู” ดรรชนีของคังยูลากลงเป็นตัวอักษร “มู ที่แปลว่า มีฝีมือในการรบอันกล้าหาญ ถ้าเป็นพระธิดา ก็ตั้งชื่อเป็นดอกไม้เหมือนพระมารดา อืม ชื่อ นันโช ที่หมายถึงดอกกล้วยไม้ ดีหรือไม่ฝ่าบาท”

“ข้าอยากให้ลูกชื่อเป็นเสียง ยอ มากกว่า”

คังยูรู้สึกว่าพระปรางทั้งสองข้างร้อนแผ่ว เมื่อสบสายพระเนตรคมกริบของพระราชาเมืองพยองจู ซงมินโฮรับสั่งถามต่อ

“ว่าอย่างไรฮยองนิม”

“เช่นนั้นก็หากเป็นพระโอรส ก็ให้ชื่อ ยอง ที่หมายถึง เทพเจ้า เป็นพระธิดาชื่อ ยองแอ ที่แปลว่า ธิดาที่เป็นที่รัก”

“ดีจริง ข้าชอบสองชื่อนี้” พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรคังยู และรับสั่ง “ถ้าเรียกลูกชายของเรา ข้าก็จะเรียกว่า ยองอา ยองอา มานี่มา หรือถ้าเป็นลูกสาวก็จะเรียกว่า ยองแอยา ยองแอ ลูกรักของพ่อ แบบนี้ดีหรือไม่”

“ถ้าฝ่าบาทโปรด กระหม่อมก็ว่าดี”

“ข้าชอบชื่อที่ฮยองนิมตั้งให้เหลือเกิน”

คังยูแย้มสรวลแล้วเอนพระเศียรซบลงตรงพระอังสาแข็งแรงของพระราชาเมืองพยองจู ยามบ่ายแดดร่ม สายลมเย็นพัดดอกบัวที่ชูช่ออยู่ในสระเอนไหวเล็กน้อยตามแรงลม กลิ่นดอกบัวหอมเย็นกำจายไปทั่วบริเวณ


anonym_minyoon

 

 

anonym's message : ตอนนี้ยาวมากๆ เลยค่ะ จริงๆ ตั้งใจว่าจะตัด แต่คิดว่า เอาบทโศกให้จบในตอนนี้ และเริ่มบทบู๊กันในตอนต่อๆ ไปดีกว่า ^^; ความจริงเราวางแพลนไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้ประมาณ 10 ตอนจบ แต่พอลงมือเขียนจริงตามพลอตที่วางไว้ เนื้อเรื่องกลับยาวกว่าที่คิดมากเลยค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราตัดสินใจไม่ตัดทอนเนื้อหาของในตัวละครทุกตัวในเรื่อง เพื่อให้ได้เห็น Dynamic ของเรื่อง และตัวละครทุกตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น

ขอยืนยันให้ทีมวอนจานิมสบายใจว่า ถึงจะเสียตำแหน่งวอนจา แต่หลังจากนี้องค์ชายคังยูจะไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป 555 ส่วนทีมคุณชายคิม ท่านแม่ทัพอี คุณชายฮงชิก และแม่นางฮงรยอน ก็จะได้พบกับตัวละครในพาร์ทต่อๆ ไปนะคะ   

ขอบคุณทุกๆ คนที่มีติดตามฟิคเรื่องนี้นะคะ ทุกคอมเมนต์ในนี้ และ #แผนลวงวังหน้า เป็นกำลังใจให้กับเรามากๆ เลยค่ะ เจอกันตอนหน้านะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #19 Midnight1010 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 19:05
    จะบู๊แล้วรอดูองค์ชายบู๊ เชือดมันนนนน
    #19
    3
    • #19-1 Midnight1010(จากตอนที่ 11)
      12 มีนาคม 2563 / 19:06
      ทำไมเราโหด //เราอิน

      องค์ชายสู้สู้ฝ่าบาทสู้สู้
      #19-1
    • #19-2 anonym_minyoon(จากตอนที่ 11)
      12 มีนาคม 2563 / 19:07
      รอเป็นกำลังใจให้ฝ่าบาทกับองค์ชายคังยูกันนะคะ
      #19-2