[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 1 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 มี.ค. 63

1


“ถวายพระพร พระมเหสี”

หนุ่มน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อนุ่ม สีน้ำเงินเข้ม โค้งถวายพระพรเมื่อบังเอิญพบกับขบวนเสด็จของฝ่ายใน ผู้ได้รับการถวายความเคารพซ่อนมือไว้ใต้เสื้อ และพยักหน้ารับ แต่เพียงนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแสดงความรับรู้ว่า เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา และเพื่อแสดง ความเหนือกว่าหนุ่มน้อยตรงหน้านี้

                แม้ชาติกำเนิดของผู้เป็นพระมเหสีจะเป็นสกุลเสนาบดี แต่ในความรู้สึกของพระมเหสีแล้ว ตำแหน่งที่ได้รับจากการอภิเษก ก็ย่อมส่งให้ฐานันดรสูงกว่าองค์ชายรัชทายาทจากเมืองเล็กๆ ที่ถูกส่งมา ร่ำเรียนสรรพวิชาที่เมืองพยองจู

                “คังยู วอนจา[1] จะเสด็จไหนหรือเพคะ”

                พระมเหสีจองยอน สกุลอิม รับสั่งถาม แต่สุรเสียงเรียบราบติดความเย็นชา ทำให้นางในที่เดินท้ายขบวนสองคนแอบเหลือบตามองหน้ากัน ก่อนจะก้มหน้าสำรวมตามเดิม

                “ไปหอสมุดพะยะค่ะ” น้ำเสียงขององค์รัชทายาทคังยู จากเมืองคูซัน นิ่มนวล อ่อนโยน โอษฐ์อิ่มแย้มเป็นรอยสรวลน้อยๆ เมื่อรับสั่งต่อ “ฝ่าบาทรับสั่งหา กระหม่อมจึงต้องไปเฝ้า”

                พระเนตรเรียวที่ประกอบด้วยแก้วตาสีน้ำตาลอ่อนของคังยูเป็นประกายวาบวับ แต่ยังคงรักษาความนิ่มนวลเอาไว้ได้ทั้งสีพระพักตร์ และรอยแย้มสรวลละมุนบนโอษฐ์อิ่ม พระมเหสีจองยอนไม่ได้รับสั่งต่อ นอกจากพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ขบวนเคลื่อนต่อไป เพื่อจะไปเฝ้าพระพันปี พระมารดาของฝ่าบาท ตามที่ตั้งพระทัยไว้ตั้งแต่ทีแรก

                องค์รัชทายาทคังยูโค้งคำนับ และถอยเพื่อเปิดทางให้ขบวนของพระมเหสีเคลื่อนไปได้ รัชทายาทหนุ่มน้อยจากต่างเมืองหยัดตัวขึ้นตรงเมื่อขบวนผ่านไป โดยที่รอยยิ้มยังแต้มอยู่บนพระพักตร์ พลางดำริพระทัยว่า แค่เอ่ยว่าฝ่าบาทรับสั่งหา ประกายความไม่พอใจก็ปรากฏอยู่บนดวงตาดุดันของพระมเหสี

                ... ช่างไม่รู้จักข่มโทสะเสียบ้างเลย ...

องค์ชายหนุ่มน้อยเสด็จไปตามทางเดินร่มรื่นที่มีไม้ใหญ่ปลูกไว้ตลอดแนวเพื่อให้ร่มเงา และยังมีไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นรวยรินตลอดวัน สีพระพักตร์รัชทายาทเมืองคูซัน ยังคงแจ่มใส แม้จะต่างจากพระดำริภายใน

คังยู รู้ดีว่ามเหสีจองยอนดูหมิ่นตนเสมอ

เพราะคังยู เป็นองค์รัชทายาทเมืองคูซันที่ถูกส่งมาอยู่ที่เมืองพยองจู หลังจากพระราชาคังยอนโจผู้เป็นพระบิดา ได้ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาว่า เมืองคูซันจะเป็นเมืองพี่น้องกับเมืองพยองจูซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป เนื่องจากทางพยองจูมีกองทัพเรือเข้มแข็งกว่า เสนอว่าจะช่วยส่งกองทัพไปขับไล่โจรสลัดที่ดักปล้นเรือในทะเลตะวันออกของเมืองคูซันให้เป็นการตอบแทนไมตรี

ความผาสุกของราษฎร แลกมาด้วยไมตรีของสองเมือง พร้อมกับของตอบแทนน้ำใจคือ การที่คูซันตกลงแบ่งค่าอากรให้พยองจูสามในสิบ จากอากรที่กรมท่าเมืองคูซันเก็บจากเรือที่เข้ามาค้าขาย และพระราชาองค์เก่าของพยองจู รับสั่งกับพระราชาคังยอนโจโดยตรงว่า มีพระประสงค์จะได้ ลูกชายเล็กๆ อีกคน มาวิ่งเล่นในพระราชวังหลวง เพื่อให้เเป็นเพื่อนเล่นกับองค์ชายมิน รัชทายาทเมืองพยองจู

องค์ชายยู ราชสกุลคัง ที่มีพระชนมายุเพียงแปดพรรษาในขณะนั้น เข้าพิธีสถาปนาเป็นรัชทายาท ก่อนกำหนดการออกเดินทางมาเมืองพยองจูเพียงวันเดียว เนื่องจากความขัดแย้งภายในราชสำนักเมืองคูซันเอง เพราะขุนนางสกุลของพระมเหสีเจฮยอนที่เป็นพระวิมาดา[2] ขององค์ชายยู คัดค้านการสถาปนาด้วยเหตุผลว่า องค์ชายยู เป็นพระโอรสองค์แรกกับพระมเหสีที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนก็จริง แต่การส่งองค์ชายไปอยู่ในฐานะพระโอรสบุญธรรมที่เมืองอื่น ก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เมืองคูซันถูกแทรกแซงได้ง่าย

ขุนนางสกุลอี สายสกุลของพระมเหสีเจฮยอนเห็นว่า ควรสถาปนาองค์ชายฮยัง พระโอรสของพระมเหสีเจฮยอน เป็นรัชทายาทมากกว่า

รสขมขื่นผุดขึ้นภายในใจของรัชทายาทหนุ่มน้อยที่มีเพียงพระบิดา และขุนนางไม่กี่คนที่เป็นพระญาติในสายสกุลของพระมารดาผู้ล่วงลับคอยสนับสนุน แต่ความขมขื่นนั้นดำรงอยู่แค่ภายใน เพราะรัชทายาทเมืองคูซัน ยังคงมีรอยละมุนละไมแต้มอยู่บนพระพักตร์ เมื่อเสด็จเข้าไปยังหอตำราในเขตพระราชฐาน

นางข้าหลวงที่ทำหน้าที่อยู่งานประจำหน้าประตู เลื่อนเปิดบานประตูหอตำราทันทีเมื่อเห็นรัชทายาทคังยูเสด็จมาถึง องค์ชายหนุ่มน้อยเสด็จไปตามทางเดินที่เรียงรายด้วยชั้นวางหนังสือ แต่เสียงฝีพระบาทเบาจนแทบไม่ได้ยิน ไม่กี่อึดใจก็ทอดพระเนตรเห็นร่างสูงของชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันในชุดสีดำ ปักลายมังกรห้าเล็บสีทองประทับนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงพระอักษร ดวงพักตร์คมคายก้มลงน้อยๆ อย่างกำลังจดจ่อกับม้วนกระดาษที่อยู่ตรงหน้า

“ถวายพระพร ฝ่าบาท”

เสียงของคังยู ทำให้ชายหนุ่มเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองกระดาษ พระเนตรคมรับกับพระฉวี[3] เนียนละเอียดสีน้ำผึ้ง ขับเครื่องหน้าให้ดูคร้ามคม ทว่ารอยแย้มสรวลที่ส่งให้คังยูกลับหวานละมุน

“ฮยองนิม มาเสียที ให้ฮวันซังกุงไปตามตั้งแต่เช้า เหตุใดถึงเพิ่งมาได้”

“กระหม่อมรอฝ่าบาทประชุมเสนาบดีเสร็จก่อน แล้วถึงจะมาเฝ้า อีกอย่างกระหม่อมมีราชการที่กรมราชบัณฑิต ต้องเสร็จจากราชการก่อนถึงจะมาเฝ้าได้” รัชทายาทคังยูพูดอย่างสำรวม “ฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้กระหม่อมรับใช้หรือพะยะค่ะ”

“คิดถึงฮยองนิม” สุรเสียงทุ้มลึกของผู้ที่คังยูออกพระนามว่า ฝ่าบาท ทอดอ่อนจนหทัยของคนฟังหวิวไหว “ไม่เห็นหน้าเสียเป็นหลายวัน”

“ฝ่าบาทมีราชกิจมากมาย ทั้งต้องต้อนรับราชทูต กระหม่อมไม่อยากกวนพระทัย”

คังยูทูลตอบ และทรงคาดหวังคำตอบ พระโอษฐ์อิ่มแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระราชาเมืองทรงจูทรงตีสีหน้ายุ่ง พระหัตถ์แข็งแรงของพระราชาหนุ่มวางพู่กันที่ทรงอยู่ลงกับแท่นหยกข้างพระองค์ ก่อนรับสั่งอย่างนุ่มนวล

“ฮยองนิม ใยจึงพูดจาห่างเหินนัก ฮยองนิมก็รู้ว่า ข้าไม่เคยรำคาญที่ได้พบฮยองนิมเลย”

“กระหม่อมจะระลึกถึงพระกรุณาไว้ไม่มีวันลืมทีเดียว ฝ่าบาท”

“ฮยองนิม!

สุรเสียงขุ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างขัดพระทัย แต่รอยยิ้มละไมยังคงแต้มอยู่บนพระพักตร์ของคังยู องค์ชายหนุ่มน้อยทรงถอยเพื่อจะไปประทับที่เบาะนุ่มตรงพื้นด้านล่าง ที่อยู่ต่ำกว่าบริเวณที่มีการยกพื้นขึ้น เพื่อไว้เป็นที่วางโต๊ะสำหรับประทับทรงพระอักษรของพระราชาเมืองพยองจู แต่สุรเสียงทุ้มกลับรับสั่งขัดเสียก่อน

“มานั่งตรงข้างข้านี่สิ ฮยองนิม”

“มิได้กระหม่อม” คังยูทรงแย้งอย่างนุ่มนวล “มิบังควรที่กระหม่อมจะตีเสมอฝ่าบาท”

“หรือจะให้ข้าลงไปนั่งกับฮยองนิมข้างล่างเล่า”

รัชทายาทเมืองคูซันไม่รับสั่งตอบ แต่ประทับนั่งลงบนเบาะบนพื้นด้านล่าง ไม่ถึงอึดใจ พระราชาเมืองพยองจูก็เสด็จมาคว้าท่อนพระกรผอมบางใต้แขนเสื้อที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีของคังยู และทรงดึงให้คังยูเสด็จตามขึ้นไปบนยกพื้นที่ประทับ และกดพระอังสา[4] ให้คังยูประทับลงบนเบาะผ้าไหม แล้วค่อยประทับลงที่เบาะข้างๆ กัน

“ฝ่าบาท เอาแต่พระทัยเช่นนี้ กระหม่อมไม่สบายใจเลย”

                “ไม่เห็นมีสิ่งใดที่ฮยองนิมจะต้องไม่สบายใจ” พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างดื้อดึง “ฮยองนิมกับข้า เป็นคนอื่นคนไกลกันเสียเมื่อใด”

                “กระหม่อมเป็นเพียงผู้อาศัย แต่ฝ่าบาทเจ้าของทุกชีวิตในเมืองนี้”

                คังยูทูลค้าน แต่พระราชาเมืองพยองจูกลับทรงอ่านฎีกา และทรงแสร้งทำเฉยเสีย คังยูที่ประทับอยู่เคียงข้างกวาดสายพระเนตรไปตามตัวอักษร จึงได้เข้าพระทัยว่ามีการร้องเรียนจากราษฎรในหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองพยองจู ว่าถูกเก็บภาษี ทั้งที่น้ำท่วมที่นาจนเสียหายในฤดูฝนที่ผ่านมา รัชทายาทเมืองคูซันทรงประเมินอย่างรวดเร็วว่า ผู้รับหน้าที่เก็บภาษีทางตอนเหนือ คือพี่ชายแท้ๆ ของพระมเหสี เห็นทีฝ่าบาทคงต้องเผชิญปัญหาใหญ่ในไม่ช้า

                ทว่ารัชทายาทจากเมืองคูซันรู้ดีว่าควรวางเฉยต่อเรื่องนี้

                การวางเฉยเหมือนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นส่วนหนึ่งในการเอาตัวรอดภายในวังหลวงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี เพราะคนที่ไม่ให้คุณ หรือให้โทษกับใคร มักจะถูกมองข้ามไปเสมอ คังยูทรงเรียนรู้จากการสังเกตคนรอบตัว ทำให้ทรงประเมินสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความสุขุม แต่ส่วนลึกในพระทัยของรัชทายาทเมืองคูซัน ก็อดเห็นใจพระราชาหนุ่มที่กำลังขมวดพระขนง[5] ระหว่างที่ทรงอ่านฎีกาไม่ได้

พระราชามินโฮ ราชสกุลซง แห่งเมืองพยองจู อ่อนชันษากว่าคังยูสามปี ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในรัชสมัยของพระราชาเมืองพยองจูองค์ก่อน เมื่อพระบิดาของพระราชามินโฮทรงรับคังยูเข้ามาสู่ราชสำนักพยองจู ในฐานะพระโอรสบุญธรรม และทรงรับสั่งให้คังยูช่วยเป็นพระสหายขององค์ชายมิน พระโอรสองค์เดียวจากพระมเหสี

 

                องค์ชายมินที่คอยวิ่งตามคังยู และรับสั่งหาฮยองนิมอยู่เสมอ ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชาเมืองพยองจู เมื่อพระชนมายุเพียงสิบพรรษา หลังจากพระบิดาสวรรคตกะทันหัน องค์ชายมินมีพระนามใหม่เมื่อครองราชย์ว่า มินโฮ และสองปีหลังการครองราชย์ งานอภิเษกระหว่างยุวกษัตริย์กับธิดาคนเดียวของเสนาบดีกรมคลังก็ถูกจัดขึ้น

วันเวลาผันผ่านไป คังยูและซงมินโฮต่างเจริญชันษาขึ้น จนคังยูมีพระชนมายุยี่สิบเอ็ดพรรษา และพระราชาเมืองพยองจูมีพระชนมายุได้สิบแปดพรรษา ทว่าพระราชาซงมินโฮก็ยังคงความโปรดปราน รับสั่งให้ ฮยองนิมที่เคยโปรดเมื่อยังทรงพระเยาว์เข้าเฝ้าอยู่เสมอ จนกระทั่งชาววังต่างรู้กันดีว่า แม้พระมเหสีจองยอนจะทรงอยู่ในตำแหน่งข้างบัลลังก์ของพระราชาเมืองพยองจู แต่คนที่ใกล้ชิดราวกับอยู่ข้างพระทัยของฝ่าบาทคือ คังยู รัชทายาทจากเมืองคูซัน

                “ฝ่าบาท กริ้วกระหม่อมหรือ”

คังยูรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนหวานเพื่อเอาพระทัย ทำให้พระราชาเมืองพยองจูที่ทรงนิ่งไปตั้งแต่เมื่อครู่ ยอมหันมาทอดพระเนตร พระขนงที่ขมวดอยู่ก็คลาย

แม้พระราชาซงมินโฮ จะเป็นเจ้าชีวิตของทุกคนในพยองจู แต่เมื่อประทับอยู่ส่วนพระองค์กับคังยู พระราชาหนุ่มน้อยทรงวางพระองค์เป็นเพียงเด็กเอาแต่ใจคนหนึ่งเท่านั้น

“ไม่โกรธ” พระเนตรคมกริบจับจ้องอยู่ที่พระพักตร์ของคังยูเมื่อรับสั่ง “ข้าเพียงแต่น้อยใจเท่านั้น ฮยองนิมก็รู้ว่าตัวข้า เหลียวไปทางไหนก็มีแต่ศัตรู ท่านยังทิ้งให้ข้าโดดเดี่ยวอีก”

“ฮยองนิมคนนี้ อยู่ข้างฝ่าบาทเสมอ” คังยูรับสั่งทำให้ดวงพักตร์ของพระราชาเมืองพยองจูดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน รัชทายาทเมืองคูจึงทูลต่อ “เพราะฝ่าบาทยังไม่มีบัญชาให้กระหม่อมกลับเมืองของกระหม่อม”

พระพักตร์ของพระราชาหนุ่มน้อยพลันบึ้งตึงไปทันที แต่รัชทายาทเมืองคูซันกลับสรวลเสียงใส่ และใช้พระหัตถ์เรียวบางนวดลงบนพระอังสา เหนือลายปักรูปมังกรสีทองห้าเล็บบนเสื้อทรงของพระราชามินโฮ

“โธ่ ฝ่าบาทอย่าน้อยพระทัยเลย กระหม่อมเย้าเล่นเท่านั้นเอง ฝ่าบาททรงเป็นดังต้นสนบนภูเขา ทานลมที่พัดแรง เพื่อปกป้องกระหม่อมมาเสมอ กระหม่อมไม่อาจละทิ้งฝ่าบาทไปได้ง่ายๆ แน่” คังยูรับสั่งเบาๆ อย่างอ่อนหวาน และทูลถามเพื่อเอาพระทัยพระราชาเมืองพยองจูที่ยังทรงตีสีพระพักตร์เคร่งขรึม “ฝ่าบาทจะเสวยสุธารสชาหรือไม่ กระหม่อมจะชงถวาย”

แม้พระราชาเมืองพยองจูจะไม่ยอมรับสั่ง แต่ก็ทรงพยักพระพักตร์รับ คังยูจึงแย้มสรวลเพื่อเอาพระทัย แล้วค่อยเสด็จลงไปเพื่อเตรียมสุธารสชาที่ด้านล่าง นางข้าหลวงได้จัดเอากาต้มน้ำเนื้อดี มาวางอยู่บนเตาขนาดเล็กที่มีถ่านแดงๆ ให้ความร้อนรักษาอุณหภูมิของน้ำในกา

พระเนตรคมของพระราชาเมืองพยองจูจับนิ่งอยู่ที่คังยู ทรงคอยทอดพระเนตรตามพระหัตถ์ขาวที่ค่อยๆ รินน้ำร้อนจัดลงในถ้วยชากับป้านชา ก่อนจะเททิ้งลงในอ่างดินเผาใบย่อม และรินน้ำลงไปใหม่พร้อมกับเติมใบชาลงไป รออยู่ครู่หนึ่ง คังยูจึงทรงรินน้ำชาจากป้านชาทิ้งและเติมน้ำร้อนลงไปใหม่

“ฝ่าบาททรงพระอักษรเรื่องอะไรหรือพะยะค่ะ” คังยูทูลถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ และไม่เงยพระพักตร์จากการชงสุธารสชาเพื่อถวายพระราชาเมืองพยองจู

“ฎีการ้องเรียนเรื่องการเก็บภาษี”

“ราษฎรต้องเสียภาษีให้กรมคลังเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วพะยะค่ะ”

“เป็นเรื่องถูกต้องแน่” สุรเสียงของพระราชาหนุ่มน้อยฟังดูฉุนเฉียว และมีแววประชดประชันอย่างไม่ปิดบัง “พวกราษฎรต้อง...”

“ฝ่าบาท ชาได้ที่แล้ว”

คังยูรับสั่งขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล สายพระเนตรสบประสานกันก่อนพระราชาเมืองพยองจูจะรับสั่ง คังยูทรงประคองถ้วยสุธารสชาร้อนจัดขึ้นไปถวาย เครื่องดื่มในถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบางส่งกลิ่นหอมกรุ่น เมื่อทรงวางถ้วยชาลงกับโต๊ะทรงพระอักษรแล้ว คังยูจึงโน้มองค์ไปกระซิบข้างพระกรรณของพระราชาหนุ่ม

“หน้าต่างมีหู ประตูมีช่องนะฝ่าบาท” พระเนตรเรียวทอดตรงไปที่หน้าประตู ทำให้พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรตาม จึงได้ทรงสังเกตเห็นเงาของนางในที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตู ปลายนิ้วเรียวของคังยูเคาะลงบนกระดาษที่กางอยู่ เมื่อรับสั่งด้วยเสียงกระซิบ “เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตระกูลพระมเหสี ยิ่งต้องระวังในการรับสั่งให้มาก”

“ฮยองนิมเป็นฝ่ายถามข้าขึ้นมาแท้ๆ” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งอย่างกริ้วๆ

“ที่ถามก็เพราะกระหม่อมสงสัย” คังยูรับสั่งพลางเอียงพระศอน้อยๆ ทำให้พระพักตร์นวลลออนั้นดูน่าเอ็นดูในสายตาของพระราชาเมืองพยองจู “กระหม่อมนึกสงสัยว่าฝ่าบาทจะทรงจัดการกับบารมีสกุลอิม ของพระมเหสีที่แผ่ปกไปทั่วเมือพยองจูได้อย่างไร”

“ยามนี้ ถ้าจัดการรุนแรงก็คงถูกต่อต้าน แต่ถ้าหากปล่อยปละ ไม่จัดการเลย ก็จะยิ่งพากันย่ามใจ”

“กระหม่อมว่า ถ้าฝ่าบาทประทานโอรสให้พระมเหสีไว้เล่นสักองค์สององค์ อาจจะพอกำราบท่านเสนาบดีกรมคลังให้เกรงพระทัยได้บ้างกระมัง”

คังยูรับสั่งเย้าหนุ่มน้อยที่ประทับอยู่เคียงกัน แต่พระราชาเมืองพยองจูกลับทรงมีพระอาการแตกต่างจากรัชทายาทเมืองคูซัน พระเนตรคมกริบจับจ้องตรงไปที่พระเนตรของคังยู จนคังยูต้องเป็นฝ่ายเบือนพระพักตร์หลบ พระราชามินโฮรับสั่งถามด้วยสุรเสียงราบเรียบ จนไม่เหลือเค้าของหนุ่มน้อยที่ช่างเอาแต่ใจ

“ฮยองนิม อยากให้ข้ามีลูกกับมเหสีหรือ”

“ฝ่าบาท”

“ถ้าฮยองนิมอยากให้ข้ามีลูก ข้าก็จะพยายามมี”

พระเนตรคมกริบทอดมองตั้งแต่ดวงพักตร์ ไล่มาจนถึงพระศอ และพระอังสา ทำให้คังยูทรงรู้สึกราวกับถูกพระราชาเมืองพยองจูสัมผัสด้วยพระหัตถ์ เมื่อคังยูหลบสายพระเนตรไป พระราชามินโฮจึงรับสั่งต่อ“

ข้าคงต้องสวดภาวนา ขอให้มีลูกที่มีหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูสักคน”

“พระสิริโฉมของพระมเหสีงดงามนัก ฝ่าบาทเองก็เช่นกัน คงไม่ต้องกังวลพระทัย”

“ข้าไม่ได้ชอบคนรูปงาม” พระหัตถ์แข็งแรงยกถ้วยชาขึ้นเสวย ในหอตำราเงียบจึงมีแต่เสียงถ้วยชากับจานรองกระทบกัน พระราชามินโฮทอดพระเนตรคังยูที่ประทับอยู่ข้างพระองค์แล้วรับสั่งวางถ้วยชาแล้วรับสั่ง “ข้าชอบคนที่ตากลมใส จมูกโด่งแต่ไม่เชิดรั้น แล้วก็ปากอิ่ม ถ้าลูกข้างดงามเช่นนั้น ข้าคงทั้งรักทั้งหลงทีเดียว”

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่พระกรรณและพระปรางของรัชทายาทเมืองคูซันจึงร้อนจัดราวกับอังไฟ พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเสร็จก็ทรงหันกลับไปทอดพระเนตรฎีกาต่อ แต่ทรงใช้พระดรรชนี[6] ชี้ไปที่ม้วนฎีกาที่อยู่เบื้องพระพักตร์คังยู และรับสั่งอย่างนุ่มนวล

“ฮยองนิม ส่งม้วนฎีกานั่นให้ข้าที”

คังยูทรงหยิบม้วนฎีกาที่ว่าถวายให้ต่อพระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจู พระหัตถ์ของคังยูสั่นเทาอย่างไร้สาเหตุ และรัชทายาทเมืองคูซันทรงแน่พระทัยว่า พระราชาเมืองพยองจูมีรอยแย้มสรวลน้อยๆ ตรงมุมโอษฐ์บางเฉียบ

... คังยู เจ้าคนโง่ ช่างไม่รู้จักเก็บอารมณ์เลย ... รัชทายาทเมืองคูซันตำหนิพระองค์เองอยู่ในพระทัย

 

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งยืนใช้หลังพิงลำต้นสูงตรงของไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ในสวนของเขตของวังหน้า ที่คังยูได้รับพระราชาทานมาให้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ รัชทายาทเมืองคูซันเสด็จเข้าไปหาชายหนุ่มผู้นั้น โดยก้าวพระบาทช้าๆ และแทบไร้เสียง ชายหนุ่มที่ยืนพิงต้นไม้ จึงยังคงแหงนมองบนกิ่งโดยไม่สนใจคนที่เดินเข้ามาใกล

“ท่านอี”

“ถวายพระพร วอนจา

คังยูทรงแย้มสรวลสดใสกับชายหนุ่มที่ถวายการคารวะ เมื่อเสด็จเข้าไปจนถึงตัวชายหนุ่มที่ทรงออกนามว่า ท่านอี คังยูจึงทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองตามจุดที่ชายหนุ่มยืนมองอยู่ในทีแรก พระโอษฐ์อิ่มรับสั่งถามทั้งที่พระเนตรยังจับอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ในวังหน้า

“มองอะไรอยู่หรือท่านอี”

“รังนกอยู่ตรงนั้นพะยะค่ะ” มือแข็งแรงชี้ให้รัชทายาทเมืองคูซันทอดพระเนตรตาม “ตรงกิ่งไม้กิ่งนั้นน่ะพะยะค่ะ”

“ไหนนะ”

รัชทายาทเมืองคูซันพยายามทอดพระเนตรหา แต่ยังไม่พบ ชายหนุ่มที่คังยูรับสั่งเรียกว่า ท่านอี จึงชี้มือขึ้น แล้วเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เบาชนิดที่ให้ได้ยินเฉพาะคังยู

“องค์ชายฮยังประชวรพะยะค่ะ”

“อากาศเปลี่ยน อาจจะแค่ประชวรหวัด” คังยูรับสั่งตอบด้วยสุรเสียงราบเรียบ เมื่อทรงทราบข่าวของพระอนุชาต่างมารดา “ไม่นานพระพลานามัยก็คงกลับมาดีเหมือนเดิม”

“กระหม่อมอยากให้วอนจาเตรียมพระองค์ไว้ หากฉุกละหุกจะได้ได้ทูลให้ฝ่าบาททางนี้ ให้พระราชทานอนุญาตให้เสด็จกลับได้ เพราะกระหม่อมได้ยินมาว่า องค์ชายฮยังประชวรมาร่วมสามเดือนแล้ว พระอาการไม่สู้ดีนัก หมอหลวงที่เข้าไปถวายการรักษาวินิจฉัยว่า ประชวรโรคบุรุษ[7]

รัชทายาทเมืองคูซันสรวลเสียงใสราวกับไม่ได้สดับข่าวที่ท่านอีนำมารายงาน คังยูปรบหัตถ์เรียวบางเบาๆ และรับสั่ง

“อยู่นั่นเอง รังนกที่ท่านอีว่า” คังยูหรี่พระเนตรเล็กน้อย “ตาข้าคงไม่ค่อยดีเสียแล้ว มองหาตั้งนานกว่าจะพบ”

“วอนจา” อีซึงฮุนขานพระยศอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดต่อโดยแทบไม่ขยับริมฝีปาก “องค์ชายฮยังประชวรหนัก อาจจะแก้ไขไม่ได้ หรือถ้าได้อาจจะพระสติวิปลาสจน...”

“รังนกที่อยู่บนปลายไม้เช่นนี้ ลมพัดแรง อาจจะร่วงลงมาได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารังนกจะร่วงลงมาเสียหน่อยนะท่านแม่อี”

พระเนตรใสแจ๋วเหมือนเด็ก แต่กลับมีประกายเย็นชา ทั้งที่สีพระพักตร์ และพระโอษฐ์อิ่มยังแย้มอยู่อย่างละมุนละไม คังยูรับสั่งโดยตรงกับชายหนุ่มที่เติบโตเคียงข้างกันมา

“คอยดูรังนกเอาไว้ให้ข้าด้วยนะ ท่านอี”

ท่านอี หรือแม่ทัพอีซึงฮุน ตามศักดิ์แล้วเป็นลูกผู้พี่ขององค์ชายหนุ่มน้อยที่อยู่ตรงหน้า เพราะท่านพ่อของซึงฮุน เป็นพี่ชายเรียงพี่เรียงน้องกับพระมเหสี พระมารดาของคังยู เมื่อได้ยินรับสั่งเช่นนั้น อีซึงฮุนก็จ้องพระพักตร์ของรัชทายาทเมืองคูซันตรงๆ

“วอนจายังมีกระหม่อม มีท่านตาของวอนจาอยู่เสมอ”

น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่หนักแน่นของอีซึงฮุนแทบกลืนหายไปเมื่อลมพัดระกิ่งก้านของต้นไม้ในสวน

“กระหม่อมไปๆ มาๆ ระหว่างสองเมืองก็เพื่อวอนจา ท่านตาของวอนจาอยู่ทางโน้น ก็คอยควบคุมสายสกุลรอง และเหล่าบัณฑิตเพื่อรักษาที่ที่เป็นของวอนจาเอาไว้ ฝ่าบาทคังยอนโจ พระบิดาของวอนจาก็ยังทรงรอคอยให้วอนจาเสด็จกลับไปเช่นกัน ฉะนั้นอย่ากังวลพระทัยไปเลย”

“ขอบใจนัก ฮยองนิม”

อีซึงฮุนรับรู้ถึงความรู้สึกในพระทัยของรัชทายาทคังยูได้ทันที เมื่อได้ยินรัชทายาทเมืองคูซันที่อยู่ตรงหน้าเรียกขานตนตามลำดับเครือญาติกันโดยตรง

“วอนจา ระยะหม่อมฉันต้องออกไปลาดตระเวนบริเวณชายฝั่ง เพราะมีรายงานจากยามชายฝั่งว่ามีเรือโจรสลัดลอบเข้ามาในน่านน้ำของเรา คงไม่ได้อยู่ในเมืองหลายวัน”

“เช่นนั้นก็ไปเถอะ ท่านอี ระวังตัวด้วย”

“วอนจาก็ต้องระวังพระองค์เช่นกัน” ตาเรียวของแม่ทัพอีซึงฮุน ไม่มีแววล้อเล่นเมื่อสบพระเนตรใสของรัชทายาท “ในช่วงที่กระหม่อมไม่อยู่ ห้ามวอนจาเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับในวังหน้าไปตามลำพังเด็ดขาด”

“ไม่ไปอยู่แล้วน่า ฮยองนิม ท่านห่วงข้ามากเกินไปแล้ว” รัชทายาทหนุ่มรับสั่งกลั้วรอยสรวล แต่ผู้ฟังไม่ขำตาม สุดท้ายคังยูจึงต้องยอมรับสั่งยืนยัน “ข้าสัญญา ว่าจะไม่ออกจากตำหนักวังหน้าคนเดียว”

“ได้ยินรับสั่งเช่นนี้ กระหม่อมก็เบาใจ เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”                            

“ฮยองนิม โปรดระวังตัวด้วย”

อีซึงฮุนยกยิ้มเบาบาง ก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูหายลับไป เสียงเคาะบอกโมงยาม และแสงตะวันที่เริ่มอ่อนล้า บอกให้รู้ว่าใกล้ถึงยามที่จะปิดประตูวังหน้า และประตูนั้นไม่เปิดอีกจนกระทั่งถึงเช้าวันใหม่ รัชทายาทหนุ่มทรงดำเนินช้าๆ จากในสวนไปยังเก๋งทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้กลางสวน เก๋งนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ยกสูงจากพื้น ก่อนที่คังยูจะได้รับพระราชาทานวังนี้จากพระราชาองค์ก่อน พื้นที่วังหน้าเคยใช้เป็นทั้งที่นั่งเรียนหนังสือ และเป็นที่สำราญสำหรับเหล่าองค์ชาย และขุนนางฝ่ายหน้าในฤดูร้อน เมื่อคังยูได้ครอบครองวังหน้า อาคารแห่งนี้จึงเงียบเหงา มีเพียงต้นไม้ใหญ่น้อยที่ปลูกไว้ในสวน เพื่อให้ความร่มเย็น และบดบางสวนสวยนี้จากโลกภายนอก

รัชทายาทคังยู ผินพระพักตร์ไปยังทิศตะวันตก เฝ้ามองดวงตะวันลาลับจากขอบฟ้า

 

“เร็วเข้าเถอะฝ่าบาท ประเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า ก็เสียเรื่องกันหมดพอดี”

ชายหนุ่มที่วิ่งนำหน้าไป ชะลอฝีเท้า ก่อนจะหันมาหารัชทายาทเมืองคูซัน เมื่อเห็นคังยูกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามหลังมา คนเดินนำถอนใจ ก่อนกระซิบ

“เราต้องรีบไปช่วงที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนเวรยามวังหน้า จะได้ไม่มีคนสังเกต ว่าแต่ฝ่าบาทแน่พระทัยหรือ ว่ายุนซังกุงกับพ่อบ้านใหญ่วังหน้าจับไม่ได้แน่ว่า ฝ่าบาทแอบหนีออกมานอกวัง หากถูกจับได้ กระหม่อมไม่มีปัญญารับผิดแทนนะ”

“แน่ใจ ข้าทำทีเป็นเข้านอนแต่หัวค่ำ ลงกลอนประตูห้องนอนไว้ ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก” คังยูรับสั่งตอบ

“เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่างเรานะฝ่าบาท ขืนท่านแม่ทัพอีของฝ่าบาทรู้เข้า กระหม่อมชะตาขาดแน่” ชายหนุ่มที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้หมวกปีกกว้างพูด และชี้ไปที่เรือนพักเจ้าพนักงานหลังหนึ่งที่ว่างอยู่ “ตรงหลังเรือนนี้แหละ ปีนง่ายที่สุดแล้ว ทูลเชิญก่อน”

“ได้”

คังยูรับสั่งตอบคำ และเสด็จไปใต้เงามือดของเรือนไม้เก่าๆ ก่อนจะทรงปีนข้ามกำแพงวังหน้าไป รัชทายาทเมืองคูซัน กำลังพยายามประทับยืนให้มั่นบนพื้น เมื่อชายหนุ่มอีกคนกระโดดตามลงมาอย่างรวดเร็ว

“ข้านับถือฮยองนิมนัก ท่านปีนกำแพงมารวดเร็วราวกับเหาะได้” คังยูรับสั่งเบาๆ ส่วนคนฟังยิ้มกว้าง ยืดอก สะบัดพัดเขียนลายภูเขาด้วยหมึกจีนออกมาโบก และพูดอย่างมั่นใจ

“ว่ากันว่า บัณฑิตคือนกกะเรียนทองคำของพระราชา กระหม่อมคิมจินอู สอบไล่ได้เป็นบัณฑิต สังกัดกรมยุติธรรม ปีนกำแพงได้สง่างามดังนกกะเรียนทองคำเช่นนี้ ก็นับว่าเหมาะแล้ว”

“ข้าเพิ่งรู้ ว่าบัณฑิตเมืองพยองจู ต้องเรียนวิชาปีนกำแพงด้วย” คังยูรับสั่งเย้า

“ปีนกำแพงนี่ กระหม่อมหัดเอง ไม่เกี่ยวกับตำราที่เรียนมา” คิมจินอูพูดเบาๆ กลั้วหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง “เอาล่ะ ออกนอกวัง ก็ไม่มีฝ่าบาทแล้ว ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมว่า คิมฮยองนิม ต่อไปกระหม่อมจะเรียกฝ่าบาทว่า คังซึงยูนแล้วกัน จะได้ไม่ได้มีคนสงสัย คังซึงยูน จงตามมา ฮยองนิมคนนี้ มีอะไรดีๆ จะให้ดู”

รัชทายาทเมืองคูซัน และคิมจินอู สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีอย่างชนชั้นสูงทั้งคู่ ชายหนุ่มทั้งสองลัดเลาะเข้าไปในเขตตลาดเมืองพยองจู คังยูเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น เพราะตลาดกลางคืนเมืองพยองจู มีขนาดใหญ่ ซ้ำยังคึกคัก มีพ่อค้า แม่ค้า ขายสิ่งของสารพันทั้งของกิน และของที่ทำขึ้นในเมืองพยองจูจำพวกเครื่องปั้น และของที่นำมาจากแดนไกลอย่างแคว้นฉิน จำพวกผ้าไหมชั้นดี ยาสมุนไพร เครื่องเคลือบ เครื่องสำริด และเครื่องประดับ

“มาทางนี้ๆ”

คิมจินอูดึงพระกรของรัชทายาทเมืองคูซันที่กำลังสนพระทัยคณะละครเร่ให้ไปอีกทาง ลัดเข้าตรอกที่แขวนโคมไฟสว่างไสว มีป้ายบอกชื่อโรงน้ำชาหลายแห่ง และมีชายทั้งหนุ่ม และแก่เดินเข้าออกอย่างคึกคักทุกโรงน้ำชา คิมจินอู เดินเข้าไปที่หน้าสำนักหนึ่ง และยื่นเงินให้ชายที่ยืนรับลูกค้า คังยูแหงนพระพักตร์ขึ้นมองป้าย และดำริอยู่ในพระทัย

... โรงน้ำชาฮงรยอน ... ดอกบัวหลวงหรือ

“ข้าจองห้องรับรองไว้ต้อนรับน้องชายของข้าที่มาจากแดนไกล เจ้าช่วยจัดการด้วย”

คิมจินอูพูด ขณะที่คังยูทรงซ่อนพระพักตร์ไว้ใต้ปีกหมวก ชั่วอึดใจ ชายคนเดิมก็พาจินอู และคังยู เดินเข้าไปภายในอาคาร คังยูกวาดสายพระเนตรอย่างรวดเร็ว และทรงสังเกตว่าโรงน้ำชาแห่งนี้ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างเป็นโถงเปิดโล่ง มีโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารไว้รับแขกขาจร เมื่อมองไปด้านบน จะมองเห็นทะลุจนถึงเห็นเพดานอาคาร ที่ทำช่องแสงด้วยกระจก เป็นลายดอกบัวหลวง การตกแต่งภายในแม้เปิดโล่ง แต่กลับซ่อนสายตาคนอย่างมิดชิด เพราะระเบียงทุกชั้นด้านบน กั้นด้วยลูกกรงไม้ ทำลายดอกบัว และติดกระดาษสาบังตา ทำให้คนด้านล่าง มองไม่เห็นตัวผู้คนที่ใช้บริการอยู่ที่ชั้นสองและชั้นสาม

คิมจินอู และรัชทายาทคังยู ขึ้นชั้นบน บริเวณชั้นสอง มีแขกใช้ห้องส่วนตัวทั้งหมด เพราะหน้าห้องที่มีรองเท้าถอดวางไว้ จะมีโคมไฟรูปดอกบัวหลวงสีชมพูอ่อนแขวนไว้ เสียงเฮฮาจากบรรดาแขกที่สังสรรค์อยู่ในห้องส่วนตัว ทำให้บรรยากาศของชั้นสองนี้ไม่เงียบนัก แต่ชายรับใช้นำทางทั้งคู่ขึ้นไปที่ชั้นสามที่เงียบกว่า คังยูทรงสังเกตว่า มีเพียงห้องเดียวเท่านั้น ที่มีรองเท้าหลายคู่ และมีโคมไฟดอกบัวหลวงแขวนอยู่หน้าห้อง

ชายรับใช้แขวนโคมไฟดอกบัวหลวงหน้าห้องที่ติดกันกับห้องนั้น และเปิดประตูพร้อมเอ่ยอย่างสุภาพ

“เชิญคุณชายทั้งสองที่ด้านใน อีกสักครู่ จะมีผู้เข้ามารับใช้ท่าน”

คังยูสบตากับคิมจินอู ชายหนุ่มยกยิ้ม และโบกพัดในมือเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องนั้นไป ภายในห้องตกแต่งอย่างงดงามด้วยลวดลายดอกบัว เสียงหัวเราะเฮฮา และพูดคุยจากห้องข้างๆ ดังลอดเข้ามาภายในห้อง จินอูทูลเชิญให้คังยูประทับที่โต๊ะกลาง และตัวเองนั่งลงตามที่อีกฝั่งของโต๊ะ

เสียงประตูเลื่อนเปิด หญิงสาวแต่งกายสะอาดสะอ้าน พรมน้ำอบหอมกรุ่น ยกชา สุรา และอาหารสามอย่างเข้ามาจัดวางที่โต๊ะอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวหน้าตาหมดจดคนหนึ่งหยิบขวดสุราเตรียมรินใส่จอกให้จินอู บัณทิตหนุ่มยกมือห้าม ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน

“แม่นาง ขอบใจมาก แต่ข้าจัดการเองได้ รบกวนแม่นางช่วยไปเชิญนายหญิงฮงรยอนมาพบข้าที บอกว่า คุณชายใหญ่ต้องการพบ นายหญิงรู้จักข้าดี”

ถ้าหากหญิงสาวที่จินอูสั่งความรู้สึกถึงความแปลกประหลาดใดๆ หญิงสาวคนนั้นก็คงซ่อนสีหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะหญิงสาวรับคำ และหายลับไปจากห้อง คังยูจึงทอดพระเนตรใบหน้าของบัณทิตหนุ่มที่กำลังจิบสุราจากจอกเครื่องเคลือบเขียนลายดอกบัวหลวง

“ฮยองนิมดูท่าจะเป็นแขกประจำของที่นี่” คังยูรับสั่งเรื่อยๆ

“คังซึงยูนเอ๋ย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” คิมจินอูหัวเราะ พลางรินสุราใส่จอกถวายให้คังยู และทำท่าทางชวนให้ยกดื่ม เมื่อคังยูเสวยหมดจอก บัณฑิตหนุ่มจึงพูดต่อ “ประเดี๋ยวนายหญิงของที่นี่มาถึง เจ้าก็จะเข้าใจเอง”

สิ้นคำ ประตูบานเลื่อนก็เปิดออก หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเยื้องกรายเข้ามาในห้อง มือเรียวเล็กปิดประตู และเดินเข้ามาแสดงความเคารพทั้งคิมจินอู และคังยูอย่างแช่มช้อย คิมจินอูส่งยิ้มให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน ส่วนรัชทายาทเมืองคูซันเพียงแต่พยักพระพักตร์รับ

“ข้าน้อย ฮงรยอน ขอคารวะคุณชายใหญ่สกุลคิม และสหายของคุณชาย คุณชายทั้งสองต้องการสิ่งใด ได้โปรดบอกข้าได้เลยเจ้าค่ะ”

“จีซู ตามสบายเถอะ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเมื่อจินอูพูด ตากลมใสเหลือบมองไปทางคังยู คิมจินอูจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเก่า

“ท่านผู้นี้คือ รัชทายาทคังยู จากเมืองคูซัน” คิมจินอูมองหน้ารัชทายาทหนุ่ม และแนะนำ “นายหญิงฮงรยอน เจ้าของโรงน้ำชาฮงรยอนนี้ ที่จริงแล้วเป็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของกระหม่อมเองพะยะค่ะ”

“หม่อมฉันคิมจีซู ถวายพระพรองค์ชายคังยู”

“ลูกพี่ลูกน้องของคุณชายคิม แล้วทำไม...” คังยูทรงนิ่งเสีย เนื่องจากทรงระลึกได้ว่าไม่เหมาะสมที่จะถามต่อ หญิงสาวคนเดียวในห้องยิ้มอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะเป็นฝ่ายตอบ

“ท่านพ่อของหม่อมฉัน เป็นลูกที่เกิดจากภรรยารองของท่านปู่ น่าเสียดายที่ท่านพ่อของหม่อมฉัน ถูกคนตระกูลอิมใส่ร้ายว่ายักยอกอากรจากการขายสินค้าทางบกกับแคว้นฉิน ทำให้ครอบครัวถูกฝ่าบาทองค์ก่อนลงโทษประหารทั้งหมด” หญิงสาวมองไปที่คิมจินอูก่อนพูดต่อ “ท่านลุงใหญ่ บิดาของท่านพี่จินอู เมตตาส่งข่าวให้ท่านพ่อของหม่อมฉันก่อนทหารจะมาจับกุม จึงได้ให้หม่อมฉันหนีออกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ และเปลี่ยนทั้งชื่อตัว ชื่อสกุลใหม่ เงินทองที่ได้เปิดโรงน้ำชาแห่งนี้ ก็เพราะท่านลุงใหญ่มอบให้ ไม่เช่นนั้นก็คงต้องลำบากมากเพคะ”

“เป็นอย่างนี้นี่เอง คุณหนูคิมลำบากมามากทีเดียว”

หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนก้มหน้าต่ำ คิมจินอูจึงพูดขึ้น

“ฝ่าบาท จีซูทำโรงน้ำชาแห่งนี้ มีลูกค้ามากมาย หนึ่งในนั้นคือ อิมฮยอนจุน พี่ชายของพระมเหสี ถ้าหากฝ่าบาทต้องการข้อมูลเรื่องใด จีซูก็ช่วยสืบให้ได้ไม่ยาก”

“เช่นนั้นเอง วันหน้า ข้าคงขอรบกวนคุณหนูคิมด้วย”

คิมจีซูโค้งคำนับก่อนมองหน้าญาติผู้พี่ และรัชทายาทเมืองคูซันที่นั่งอยู่ใต้แสงอัจกลับรูปดอกบัว ดวงตากลมโตของหญิงสาววาวโรจน์ เมื่อพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“องค์ชายคังยูโปรดวางพระทัย การสิ่งใดที่สามารถทำลายสกุลอิมให้ย่อยยับลงได้ หม่อมฉันจะช่วยเหลือองค์ชายอย่างสุดกำลังเพคะ”

 



[1] วอนจา หมายถึง พระโอรสองค์โตของกษัตริย์

[2] พระวิมาดา หมายถึง แม่เลี้ยง

[3] พระฉวี หมายถึง ผิว

[4] พระอังสา หมายถึง ไหล่

[5] พระขนง หมายถึง คิ้ว

[6] พระดรรชนี แปลว่า นิ้วชี้

[7] โรคบุรุษ เป็นชื่อเรียกของโรคซิฟิลิส ที่เป็นติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

anonym_minyoon

 

anonym’s message : สวัสดีค่ะ กลับมาอีกครั้งกับโปรเจคเรื่องยาว The Wind blows on top of the hill pine tree จริงๆ เรื่องนี้วางแผนไว้นานมากๆ แล้ว เพราะอยากลองเขียนแนวพีเรียดดู แต่เขียนได้ช้ากว่าที่ตั้งใจมาก แต่ว่ายังไงก็จะพยายามมาต่อให้สม่ำเสมอค่ะ

 

คุยกันได้ที่ #แผนลวงวังหน้า นะคะ ขอบคุณค่ะ ^^


Re-write for printing : 31.03.2020

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #6 Midnight1010 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:35

    ซับซ้อนเอาเรื่อง
    #6
    0
  2. #1 tnk_ikn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:31
    เนื้อเรื่อง บทบรรยายมบทสนทนา คำแทนตัวต่างๆละเอียดมากเลยค่ะ คงเขียนยากน่าดูเลย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1
    0