[MINYOON - WINNER] Simply Complexity

ตอนที่ 4 : Section 4 : WHAT

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

Thing [noun]

- an object that one need not, cannot,

or does not wish to give a specific name to.

 

 

 

 

รหัส

 

 

            คังซึงยูนไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงถูกพาเข้าห้องสอบสวน หลังจากเหตุการณ์ระทึกเมื่อคืนก่อน ซึงยูนนอนค้างที่สถานีตำรวจอยู่ 2 คืน และเช้าวันนี้เขาออกมาทำงานตามปกติ แต่พอตอนเย็นที่เลิกงาน คังซึงยูนกลับเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่คุ้นหน้า 2 คน ไปพาตัวมาที่สถานีตำรวจแทนที่จะเป็นสารวัตรซง ที่รับปากว่าจะแวะไปรับ

 

 

            เลขาหนุ่มไม่รู้ว่าสารวัตรซงยืนกอดอกทำหน้าเครียดอยู่ด้านหลังกระจก ข้างๆ กันมีสารวัตรอีที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงทั้ง 2 ข้างพลางเดาะลิ้นอย่างใช้ความคิด และถามรุ่นน้องเสียงเบา

 

 

            “นึกยังไงขึ้นมา จู่ๆ ถึงได้มาสอบสวนคุณคัง”

 

            “ผมไม่อยากให้เรามีอคติในการสอบสวน” มินโฮตอบเสียงเครียด ตาคมมองตรงไปที่คนอีกฟากห้องที่นั่งหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ห้องสอบสวนอย่างระแวง “ยังไงคุณคังซึงยูนก็เป็นหนึ่งในคนที่เราไม่ควรมองข้าม พี่รู้หรือเปล่าว่ารหัสผ่านเข้าห้องเขาเลขอะไร”

 

            “เลขอะไร” อีซึงฮุนถามพลางเลิกคิ้ว

 

            “1 0 0 4 เลขเดียวกันกับวันเกิดคิมอึนยอง และเป็นเลขที่สลักด้านหลังนาฬิกาของคิมอึนยองด้วย”

 

            “นายคงไม่ได้สงสัยคุณคังใช่ไหม บ้าน่า! เขาไม่น่าใช่ ...”

 

            “ผมสงสัยทุกคน” มินโฮขัด “ทุกคนที่เกี่ยวข้อง น่าสงสัยหมด มีเขาคนเดียวที่รู้เรื่องจีซู คนที่จะรู้เรื่องจีซูได้ ก็คือรู้มาจากคิมอึนยอง จากผม และคังซึงยูน”

 

            “แล้วมีอะไรที่ทำให้นายเอะใจอีก”

 

            “เพราะคังซึงยูนพูดเรื่องรหัสผ่านเข้าห้อง”

 

 

            มินโฮตอบและจ้องผ่านกระจกไปยังคนที่ยังนั่งตื่นๆ ในห้องสอบสวน เขาไม่ได้พูดออกไป แต่ในใจของมินโฮก็อธิษฐานอยู่ลึกๆ ว่าการสอบสวนในวันนี้จะไม่ออกมาเป็นอย่างที่เขากลัว

 

 

            มินโฮกลัวคังซึงยูนเกี่ยวกับการฆาตกรรมคิมอึนยอง

 

 

            สายตาของนายตำรวจหนุ่มทั้งคู่มองตามกันไปที่ประตูห้องสอบสวนที่เปิดออก หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยที่มีเค้าทั้งสายเลือดตะวันตก และตะวันออกผสมกัน มีรอยยิ้มแต่งแต้มน้อยๆ หญิงสาวสวมสูทสีครีมทั้งชุด ซึงยูนลุกขึ้นโค้งทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพ ก่อนที่หญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม

 

 

            “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ อีมีคยอง เป็นนักจิตวิทยานะคะ”

 

 

หัวใจของมินโฮบีบรัดด้วยความอึดอัด เมื่อหญิงสาวพูดทักทายซึงยูนด้วยน้ำเสียงปกติ เขารู้จักสาวสวยคนนี้ดี เพราะศาสตราจารย์อีเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยา หลายต่อหลายครั้งที่มินโฮเห็นศาสตราจารย์อี ต้อนคนร้ายจนจนมุมโดยปราศจากการคุกคาม

 

 

“คุณคังรู้สึกสะดวกใจที่จะคุยกับฉันตามลำพังไหมคะ” อีมีคยองถามด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในห้องด้วยหรือเปล่าคะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร”

 

“ดีเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มอ่อนหวาน “งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ คุณคังช่วยเล่าเรื่องตัวเองตอนที่อยู่มัธยมให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ อย่างเช่นคุณเป็นคนยังไง เพื่อนสนิทคุณมีใครบ้าง”

 

“ผมเป็นเด็กขี้เกียจครับ” คังซึงยูนตอบแทบจะทันทีพร้อมกับหัวเราะ “ผมไม่ชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ เลยโดดเรียนไปซ้อมกีตาร์บ้าง เล่นบิลเลียดบ้าง แต่ว่าก็เรียนจบมาพร้อมเพื่อนๆ นะครับ เพื่อนสนิทผมชื่อ จีซองครับ ฮวังจีซอง ผมสนิทกับเขามาตั้งแต่เด็กเลยครับ”

 

“ตอนเด็กๆ คุณอยู่ที่ปูซานเหรอคะ”

 

“ใช่ครับ อยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดครับ ตอนนี้แม่ก็ยังอยู่ที่นั่นครับ”

 

“คุณแม่ทำงานอะไรคะ”

 

“เมื่อก่อนคุณแม่ทำร้านอาหารครับ แต่ตอนนี้ไม่ทำงานแล้วล่ะครับ เป็นอาสาสมัครที่โบสถ์แทน”

 

“คุณแม่ดูเคร่งครัดในศาสนานะคะ”

 

“คุณแม่เป็นคาทอลิกที่ดีครับ” ซึงยูนตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ผมไม่ค่อยได้ไปโบสถ์แบบคุณแม่หรอกครับ”

 

“แล้วคุณแม่รู้จักเพื่อนคุณทุกคนไหมคะ”

 

 

มินโฮได้ยินเสียงอีซึงฮุนถอนหายใจ ทั้งคู่รู้ว่าศาสตราจารย์อีกำลังเริ่มต้อนคนตรงหน้าให้เข้าสู่หัวข้อการสนทนาที่เธอต้องการคำตอบแล้ว แต่คังซึงยูนยังไม่รู้เรื่องรู้ราว เลขาหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงสดใส

 

 

“รู้จักทุกคนเลยครับ”

 

“คุณคิมอึนยองด้วยเหรอคะ”

 

“ครับ” ซึงยูนตอบรับเสียงเบา “แม่ผมสนิทกับอึนยอง เพราะเธอไปขอความช่วยเหลือที่โบสถ์บ่อยๆ”

 

“แล้วเลข 1004 มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณไหมคะ”

 

 

คังซึงยูนถอนหายใจและลูบหน้าตัวเองอย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะสบตาคนที่นั่งคุยกันอยู่

 

 

“เป็นเลขรหัสผ่านเข้าห้องผมครับ”

 

“และเป็นวันเกิดคุณคิมอึนยองด้วย”

 

“ครับ” ซึงยูนพยักหน้ารับ “แต่คนตั้งรหัสนี้เป็นแม่ผม เพราะแม่บอกว่าจะได้เหมือนมีเทวดาคุ้มครองไม่ให้คนไม่ดีเข้าไปในห้องได้ครับ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอึนยองเลย ผมมานึกออกก็ตอนที่คุยกับสารวัตรซงเมื่อคืนก่อน”

 

 

หญิงสาวพยักหน้ารับ มือเรียวก็เปิดแฟ้มเอกสาร และดึงรูปภาพออกมาหลายใบก่อนจะวางลงตรงหน้าซึงยูน

 

 

“ช่วยลองดูภาพพวกนี้หน่อยนะคะ ฉันได้ภาพพวกนี้มาจากในบล็อกเก่าๆ ของคุณคิมอึนยอง”

 

“ครับ” ซึงยูนพูดเสียงเบา ส่วนหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามจึงเริ่มอ่านข้อความในกระดาษที่เตรียมมาเบาๆ

 

“ขอดูหน่อยนะคะ ว่าคุณอึนยองเขียนอะไรไว้บ้าง อ่า ... ซึงยูนถ่ายรูปสวยๆ พวกนี้ให้ ดีใจมากเลย ส่วนอันนี้เขียนไว้ว่า วันนี้ไปกินขนมกับซึงยูน ฉันมีความสุขมาก” อีมีคยองเว้นจังหวะนิดเดียวก่อนอ่านต่อ “ได้ไปดูหนังด้วยกันกับซึงยูนเป็นครั้งแรก ซึงยูนเลี้ยงหนังกับโค้ก แล้วก็ป๊อปคอร์นด้วย เหมือนเดทเลย”

 

“เรื่องนี้ ผมอธิบายได้นะครับ” คังซึงยูนพูดขึ้นอีกฝ่าย

 

“เชิญค่ะ เล่าได้เลย”

 

“ผมไปกับอึนยองจริงครับ แต่ผมไม่ได้เดทกับเธอ” ซึงยูนพูดอย่างหนักแน่น “ผมไปไหนมาไหนกับอึนยองอยู่พักหนึ่ง เพราะแม่ผมสงสารเธอมาก อึนยองลำบากมากทั้งเรื่องที่โรงเรียน ที่บ้านเธอก็จนมาก แม่ผมสงสารเลยอยากให้เธอได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แม่ก็เลยขอให้ผมไปเป็นเพื่อนอึนยอง ผมก็สงสารเธอเหมือนกัน แต่ว่า...”

 

“แต่ว่าอะไรคะ”

 

 

คนฟังอยู่ด้านหลังกระจกห้องสอบสวนแทบกลั้นใจ โดยเฉพาะซงมินโฮที่เม้มปากแน่นราวกับกลัวคำตอบ คนในห้องสอบสวนถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะพูดออกไปตามจริง

 

 

“ตอน ม.ปลายปีสุดท้าย อึนยองเที่ยวไปพูดกับคนอื่นว่าเราเดทกันครับ” ซึงยูนเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างอึดอัด “แต่ผมเดทกับคนอื่นอยู่ตอนนั้น ผมก็เลยไม่ไปไหนมาไหนกับเธออีก เธอมาขอโทษผมที่บ้านแต่ผมไม่อยากให้มีปัญหาเลยบอกเธอไปว่า ผมเป็นเพื่อนเธอได้ แต่ไม่ใช่ในแบบที่เธอไปเที่ยวพูดแบบนั้น”

 

 

อีซึงฮุนแอบเหลือบตามองรุ่นน้องของตัวเองที่ทำหน้างออย่างไม่รู้ตัวเมื่อรู้เรื่อง สารวัตรหนุ่มรุ่นพี่ทำเสียงหึในลำคอเพราะความขบขันที่เห็นซงมินโฮเปิดเผยความรู้สึกออกมาชัดเจนขนาดนี้ ตาเรียวของสารวัตรอี มองผ่านกระจกไปยังเลขาหนุ่มหน้าขาวที่นั่งอยู่ในห้อง

 

 

“อึนยองเก็บตัวมากหลังจากคุณยายของเธอเสีย ผมกับแม่ก็ไปงานศพมา แต่เธอไม่ได้ติดต่อมาอีก ผมก็เลยไม่ได้สนใจเธอตอนนั้น”

 

“ทำไมล่ะคะ”

 

“แฟนผมตอนนั้นหึงน่ะครับ”

 

 

สารวัตรอีเกือบหลุดหัวเราะ เมื่อได้ยินเสียงซงมินโฮสบถ แล้วพึมพำอะไรสักอย่างประมาณว่า เสน่ห์แรงเหลือเกินหรืออะไรทำนองนั้นเบาๆ รุ่นพี่ของซงมินโฮต้องกลั้นยิ้มเมื่อหนุ่มรุ่นน้องยังทำหน้าเคร่งเครียดจ้องคนในห้องตาเขม็ง

 

 

“รู้ไหมคะว่าคุณอึนยองทรมานมากขนาดไหนตอนที่ตาย”

 

“ผมอ่านมาจากข่าวว่าเธอถูกปาดคอ แล้วก็โดนกรีดตามตัวด้วย แต่ผมไม่รู้ ... คือผม ... บอกไม่ถูก”

 

“ไม่เป็นไรค่ะ แล้วคุณรู้หรือเปล่าคะ ว่าเราพบศพคุณคิมอึนยองในห้องนอนบนเตียงของเธอเอง”

 

 

คังซึงยูนทำตาโตเมื่อศาสตราจารย์อีพูดเรื่องนั้นออกมา เลขาหนุ่มรีบส่ายหัวก่อนจะตอบเสียงมั่นใจว่า

 

 

“ไม่ใช่นะครับ อึนยองถูกฆ่าในห้องนั่งเล่นไม่ใช่เหรอครับ ผมอ่านข่าวไหนๆ ก็ว่าในห้องนั่งเล่น สารวัตรซงก็ยังบอกว่าเป็นห้องนั่งเล่นเลยนะครับ”

 

 

คนที่ถูกพาดพิงยิ้มกว้างเมื่อสิ่งที่ซึงยูนพูด รวมทั้งท่าทาง สายตา บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังพูดสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นความจริง แต่ทั้งหมดเป็นแค่ความจริงตามที่คนภายนอกทั่วไปรับรู้ เพราะมินโฮปล่อยข่าวออกไปว่าอึนยองถูกฆ่าในห้องนั่งเล่น ทั้งที่จริงๆ คือห้องนอนตามที่ศาสตราจารย์อีพูด

 

 

“ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูแล้วครับสารวัตรซง” อีซึงฮุนแซวเบาๆ แล้วหลิ่วตาใส่รุ่นน้อง “ยิ้มจนพี่คิดว่าแกจะเลิกเป็นตำรวจไปรับงานเป็นนายแบบโฆษณายาสีฟัน เพราะยิ้มจนเห็นฟันครบ 32 ซี่แล้ว”

 

“อะไรล่ะ พี่เนี่ย”

 

 

ซงมินโฮปฏิเสธ และมองเข้าไปในห้องสอบสวนที่ศาสตราจารย์อีกำลังชวนคังซึงยูนคุยเรื่อยๆ ด้วยเรื่องทั่วไป หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง คังซึงยูนก็ได้เดินออกมาภายนอกห้องสอบสวน และโค้งลาศาสตราจารย์อีอย่างสุภาพ สารวัตรอีเดินไปส่งน้ำดื่มให้อีกฝ่าย คังซึงยูนรับไปพร้อมเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะมองหน้าสารวัตรหนุ่มอีกคนที่เดินวางมาดขรึมเข้ามาหา

 

 

“คุณสอบสวนผม เพราะคิดว่าผมฆ่าอึนยองใช่ไหมครับ” คำถามของคังซึงยูนพุ่งตรงไปที่สารวัตรหนุ่มที่เดินตามมาทีหลัง “วันที่อึนยองตาย คุณโทรไปบอกผมเองแท้ๆ กล้องวงจรปิดที่คอนโดผมคุณก็ตรวจ เห็นอยู่ทนโท่ว่าผมไม่ได้ออกไปไหน ยังจะคิดว่าผมเป็นคนร้ายอีกเหรอครับ”

 

“ผมก็ต้องทำตามหน้าที่นะครับคุณคัง ในเมื่อคดียังไม่คืบหน้า ผมก็ต้องเรียกคนที่เกี่ยวข้องมาสอบอีกครั้ง”

 

“คุณไม่ไว้ใจผม”

 

 

ไม่ใช่แค่คำพูดของเลขาหนุ่มที่ดูตัดพ้อ แต่สีหน้าและแววตาของคังซึงยูนบ่งบอกชัดเจนว่าอีกฝ่ายน้อยใจ สารวัตรหนุ่มทำหน้าไม่ถูก ได้แต่อึกอักจนซึงยูนต้องพูดต่อ

 

 

“ผมจะไปนอนบ้านเพื่อนนะครับ ไม่รบกวนแล้ว”

 

“บ้านเพื่อนคุณอยู่ไหน”

 

“แถวที่ทำงานผมนั่นแหละครับ”

 

“เดี๋ยวผมไปส่ง”

 

“ทำไมครับ กลัวว่าถ้าไม่ได้เฝ้าไว้ ผมจะฆ่าใครอีกหรือไง”

 

 

สารวัตรอีซึงฮุนยืนกอดอก พิงผนังดูการสนทนาระหว่างเลขานุการกับนายตำรวจรุ่นน้องอย่างชอบใจ พลางคิดว่า คนที่ไม่เคยยอมใครอย่างมินโฮ กลับต้องเป็นฝ่ายยืนอ้ำอึ้ง เมื่อคังซึงยูนทำท่าไม่พอใจจริงๆ แบบนี้หรือเปล่า ที่เขาเรียกว่าแพ้ทางกัน

 

 

“ไปเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง”

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่แวะฆ่าใครระหว่างทางหรอก ไม่ต้องกลัว” คังซึงยูนยังประชดไม่เลิก และซงมินโฮก็ทำหน้างอ

 

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น”

 

“ไม่ได้คิด!” คังซึงยูนเสียงดังอย่างไม่เชื่อ แถมทำตาโตใส่

 

 

สารวัตรหนุ่มจอมขี้งอน กับคุณเลขายิ้มหวานที่ตอนนี้ชักจะยิ้มไม่หวานแล้วคงจะเถียงกันต่อได้อีกนาน ถ้าหากสิบตรีน้องเล็กของหน่วยไม่วิ่งหน้าตาตื่นออกมา

 

 

“สารวัตรครับ” สารวัตรหนุ่มทั้ง 2 คนหันหน้าไปมองพร้อมกัน

 

“เจ้าหน้าที่คิมจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โทรมาครับ บอกว่าให้สารวัตรไปที่สถาบันด่วนเลยครับ”

 

“สารวัตรคนไหนล่ะ” อีซึงฮุนอารมณ์ดีจนยังมีอารมณ์ล้อเล่น “สารวัตรอี หรือสารวัตรซง”

 

“ทั้งคู่เลยครับ เจ้าหน้าที่คิมบอกว่า ด่วนมากๆ”

 

“ขอบใจนะ”

 

 

ซงมินโฮรับคำ ฝ่ายนั้นก็ยิ้มแป้นก่อนจะวิ่งกลับเข้าห้องทำงานไป มินโฮหันมองหน้าคังซึงยูนอย่างหนักใจ แต่เหมือนฝ่ายนั้นจะรู้ เพราะคนแก้มขาว ปากแดงก่ำพูดสั้นๆ

 

 

“ผมไปนะครับ ถ้าจะแวะฆ่าใครตรงไหน จะส่งข้อความมาบอก”

 

“คังซึงยูน” ซงมินโฮทำเสียงเข้ม “เดินทางยังไงส่งข้อความมาด้วยนะ”

 

“ไม่บอก!

 

“ดื้อเป็นเด็กๆ ไปได้นะคุณ”

 

 

ซงมินโฮตะโกนไล่หลังเมื่อคุณเลขาทำหน้างอเดินฉับๆ ออกไปจากสถานีตำรวจมาโปไป รุ่นน้องของอีซึงฮุนทำหน้างอ ก่อนจะกดโทรศัพท์ส่งข้อความยิกๆ สารวัตรอีแอบมองหน้าจอและเห็นว่าฝ่ายนั้นส่งข้อความไปหาคังซึงยูน หนุ่มรุ่นพี่ถอนใจอย่างขำๆ ก่อนจะฟาดมือลงบนไหล่ซงมินโฮไม่เบานัก

 

 

“ไปๆ ไปหาพี่จินอูได้แล้ว เวลาราชการเขาให้เอาไว้ทำงาน ไม่ใช่ให้มาจีบพยานในคดี”

 

 

 

 

คราวนี้ซงมินโฮไม่ได้ทำหน้างอใส่รุ่นพี่ แต่ใบหน้าคมแดงก่ำจนถึงใบหู

 

 

 

 

ศพ

 

 

            คิมจินอูรออย่างกระวนกระวายใจ ตั้งแต่ทำงานมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรก และเป็นคดีแรกที่ทำให้จินอูรู้สึกกระวนกระวายใจได้ถึงขนาดนี้ ร่างของคิมอึนยองถูกส่งมาที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อทำการชันสูตรอย่างละเอียดเป็นกรณีพิเศษ ทั้งผลตรวจสารพิษ และสาเหตุการตาย

 

 

            แต่จินอูไม่คิดว่าทุกอย่างจะชวนปวดหัวขนาดนี้

 

 

            เจ้าหน้าที่หนุ่มรูปหล่อถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นซึงฮุนกับมินโฮเดินเข้ามาในห้อง คิมจินอูหยิบของ 2 ชิ้นออกมาจากซองใส่เอกสาร และวางบนโต๊ะโล่งๆ ทันที

 

 

            “พวกนายต้องดูนี่”

 

            “สร้อยเพชร” ซงมินโฮพูดขึ้นเมื่อเห็นของบนโต๊ะ “เจออะไรไหมครับ”

 

            “พี่เช็คไปจนถึงร้านเพชร ที่ร้านให้ข้อมูลมาว่า คนที่ซื้อสร้อยไป ชื่อ ฮยอนอา ไม่ใส่นามสกุล จ่ายเงินเป็นเงินสด พวกนายต้องลองไปสืบดูต่อ และปัญหาอีกอย่างอยู่ที่เจ้านี่”

 

 

            มือขาวของคิมจินอูชี้ลงไปที่ไมโครเอสดีการ์ดที่อยู่ในถุงซิปล๊อคใบเล็ก และมีถุงซิปล๊อคใบใหญ่ใส่ทับอีกที สารวัตรซงมองมันอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ยถาม

 

 

            “ไมโครเอสดีการ์ดนี่เจอที่ไหนครับ ในกล่องเครื่องเพชรเหรอ”

 

            “ใช่” คิมจินอูถอนใจ “มันซ่อนอยู่ใต้ชั้นบุกำมะหยี่ พี่ส่งไปตรวจให้แล้ว แต่มันติดรหัส เปิดไม่ได้”

 

           

            สารวัตรหนุ่มสองคนนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิด อีซึงฮุนเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ส่วนซงมินโฮหันไปถามคนที่เรียกพวกเขามา

 

 

            “ทั้งหมดมีแค่นี้เหรอพี่จินอู”

 

            “จริงๆ ก็มีอีก” เจ้าหน้าที่หนุ่มถอนใจ “ไปดูศพกัน”

 

 

            คิมจินอูพามินโฮกับซึงฮุนเดินเข้าไปในห้องชันสูตร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ กำจายไปทั่วห้อง ไฟในห้องสว่าง และภายในห้องเย็นจัด เจ้าหน้าที่หนุ่มเดินคุยกับแพทย์ชันสูตรอยู่สองสามคำ ฝ่ายนั่นไปเปิดประตูตู้เสตนเลสที่ทำเป็นตู้แช่ฝังในผนัง และลากเตียงที่มีร่างของหญิงสาวนอนนิ่งสนิทอยู่บนนั้น

 

 

            ริมฝีปาก และผิวของหล่อนขาวซีด และยิ่งดูซีดเหมือนกระดาษเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ

 

 

            จินอูรอจนแพทย์ชันสูตรเปิดไฟส่องร่างของอึนยอง มินโฮกับซึงฮุนทำหน้ากระอักกระอ่วน เมื่อนายแพทย์เปิดผ้าคลุมร่างออก ทำให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าขาวซีดไร้ชีวิตของคิมอึนยองบนเตียง

 

 

            “เราได้ศพมาหลังจากผู้ตายเสียชีวิตไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง” แพทย์ชันสูตรพูดช้าๆ และใช้เลเซอร์แท่งเล็กๆ ส่องชี้ไปตามจุดต่างๆ บนร่างผู้ตาย “สภาพศพที่พบคือผู้ตายถูกจับมัดมือโยงไว้กับหัวเตียง ท่าที่พบศพตรงกันกับรอยช้ำตรงข้อมือและรอยถูกผ้าที่ผูกไว้บาดที่ข้อมือเหยื่อ ตรงรอบข้อเท้ามีบาดแผลน้อยกว่าที่ข้อมือ แต่มีรอยช้ำเหมือนกัน เพราะคนร้ายผูกผ้าค่อนข้างแน่น อย่างน้อยๆ เธอน่าจะถูกมัดอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนถูกฆ่า”

 

“หมายความว่าคนร้ายไม่ได้ฆ่าเธอทันทีเหรอครับ” ซึงฮุนถามอย่างงุนงง “เขามีเวลาอยู่กับเธอนานมากกว่าจะฆ่าเนี่ยนะ”

 

“สันนิษฐานว่าแบบนั้นครับ คนร้ายใช้ผ้าคาดปิดปากผู้ตายไม่ให้ร้อง เราเจอรอยฟันกัดกระพุ้งแก้ม รอยแตกที่ริมฝีปาก และรอยตรงที่ผ้าบาดมุมปากเธอด้วย เธอคงดิ้นน่าดู เพราะรอยตามแขน ขา” นายแพทย์ใช้เลเซอร์ชี้ไปตามรอยที่บากลึกบนผิวบางนับสิบรอย “เราดูจากการแข็งตัวของเลือด คนร้ายกรีดแผลพวกนี้ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ครับ”

 

“แต่คุณอึนยองตายเพราะถูกปาดคอ” มินโฮเสริม

 

“ใช่ครับ หลอดลมถูกตัดขาดด้วยของมีคม เป็นสาเหตุการตายหลัก แต่แผลโดนแทงที่หน้าอกอีกเจ็ดแผลนี่ น่าจะเกิดหลังจากที่เธอตายแล้วครับ”

 

“ส่วนใหญ่การทรมานเหยื่อขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่อาการทางจิตของคนร้าย ก็มักจะเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวของฆาตกรกับคนตายนะครับ” ซึงฮุนพูดอย่างใช้ความคิด “แต่นี่มืดแปดด้านไปหมด เราไม่เจอใครเลย ดูเหมือนเธอไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคมเลย ในห้องเธอไม่มีร่องรอยว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยเลยนะครับ มีแต่ของใช้ส่วนตัวของเธอคนเดียว”

 

“ที่แย่กว่านั้นก็คือ”

 

 

แพทย์ชันสูตรทำสีหน้าหนักใจ ทำให้มินโฮต้องจ้องหน้าอีกฝ่าย แล้วถามซ้ำ

 

 

“ทำไมครับ”

 

“เธอตั้งครรภ์ประมาณ 8 สัปดาห์ครับ ผมไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองท้อง เพราะว่าเราพบอสุจิในช่องคลอดเธอ หมายความว่าเธอเพิ่งมีเพศสัมพันธ์ไปก่อนตาย แต่ไม่ได้มีบาดแผลรุนแรงที่อวัยวะเพศหรือช่องคลอด ดังนั้นการร่วมเพศของเธอไม่น่าจะเกิดจากการข่มขืน”

 

 

ซงมินโฮกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น และนึกถึงใบหน้าของคนที่งอนตุปัดตุป่องจากไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมง จู่ๆ สารวัตรหนุ่มก็กลัวคำตอบจากแพทย์ชันสูตร

 

 

“เราตรวจดีเอ็นเอแล้ว ไม่ใช่ผู้ชายคนที่เธอส่งสร้อยเพชรไปนะครับ แต่มันตรงกับอีกคนที่อยู่ในฐานข้อมูลของเราพอดี”

 

 

คิมจินอูมองหน้าสารวัตรหนุ่มทั้ง 2 คน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ระหว่างที่แพทย์ชันสูตรเข็นศพอึนยองกลับเข้าไปในตู้แช่ตามเดิม

 

 

“นายสองคนเหนื่อยหน่อยนะ” คิมจินอูพูดเบาๆ “ดีเอ็นเอของเจ้าของอสุจินั่น ตรงกับท่านประธานบริษัทหนังสือสือพิมพ์ฮันกุกเดลี่น่ะ ตอนที่มีผู้หญิงมาอ้างว่าท้องกับเขา จนต้องขอให้ตรวจดีเอ็นเอ เราเลยมีบันทึกดีเอ็นเอของเขา พอค้นในฐานข้อมูลก็เจอเลย”

 

“แม่งเอ๊ย!” อีซึงฮุนสบถเสียงดังลั่นห้องชันสูตร

 

 

 

 

ซงมินโฮถอนใจพลางยกมือขึ้นนวดหัวคิ้วอย่างกลุ้มๆ พลางคิดในใจว่าไม่ใช่นายตำรวจทุกคนที่จะทำคดีแล้วเจอผู้ต้องสงสัยเป็นประธานบริษัทหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ถ้าจะมีใครดวงซวยเจอคดีแบบนี้ได้ ก็คงจะต้องเป็นสารวัตรอีซึงฮุน กับสารวัตรซงมินโฮเท่านั้น

 

 

 

 

ไมโครเอสดีการ์ด

 

 

            ถ้าเลือกได้ ซงมินโฮอยากจะย้อนเวลากลับไป และให้หัวหน้ามอบหมายคดีนี้ให้รุ่นพี่คนอื่นที่ไม่ใช่เขากับอีซึงฮุน มินโฮรู้สึกว่าชีวิตของเขาเดินมาถึงสุดปลายเส้นด้าย อนาคตราชการของเขากับซึงฮุนอาจจะดับวูบถ้าดันทุรังทำคดีนี้ ระบบยุติธรรมในประเทศนี้ช่วยให้คนอยู่ด้วยกันอย่างสงบก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่พยายามรักษาระบบยุติธรรมอย่างเขากับซึงฮุน จะอยู่รอดจากเงินทุน และระบบพวกพ้องไปได้

 

 

ขนาดคนที่อารมณ์ดีอยู่ตลอดอย่างซึงฮุน ยังเดินหน้ามุ่ยเข้ามาที่ห้องทำงานของหน่วยก่อนจะโยนแฟ้มเสนอเซ็นลงบนโต๊ะทำงาน

 

 

            “ท่านเซ็นหรือยังน่ะพี่” มินโฮถาม และซึงฮุนก็ตอบอย่างฉุนขาด

 

            “เซ็นกับผีน่ะสิ นี่ส่งเอกสารไปให้เซ็นอนุมัติ ไปขอหมายศาลเอาตัวประธานโจมาสอบ แฟ้มก็กองอยู่กับอยู่บนโต๊ะหน้าห้องท่านมา 2 วันเต็ม พอไปตามรุ่นพี่ซอ ที่เป็นหน้าห้องของท่านก็หน้าเครียด บอกว่าท่านยังไม่ว่าง ไม่ว่างอะไรวะ นั่งรากจะงอกอยู่ในห้องผู้กำกับการนั่นแหละ ไม่กล้าเซ็นก็บอกว่าไม่กล้าเซ็นสิวะ”

 

            “พี่ ใจเย็นๆ อย่าเอะอะไปสิ”

 

 

มินโฮพยายามปลอบหนุ่มรุ่นพี่ที่เริ่มของขึ้นจนสบถเป็นสำเนียงปูซานออกมาหลายคำ ซึงฮุนนั่งลงและหยิบเอกสารคดีอื่นที่ยังค้างอยู่มาทำรายงานสะสางเพื่อระบายความหงุดหงิด ส่วนมินโฮก็กำลังพยายามพิมพ์รหัสผ่านเพื่อเปิดไมโครเอสดีการ์ดที่คิมอึนยองลงทุนซ่อนมันในกล่องเครื่องเพชรและส่งไปหาซึงยูน

 

 

รหัสมากมาย ทั้งวันเดือนปีเกิด วันกับเดือนเกิด ชื่อของคิมอึนยองทั้งภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษก็ยังไม่ได้สามารถใช้เปิดไมโครเอสดีการ์ดนั่นได้

 

 

สารวัตรหนุ่มถอนใจ ก่อนจะลุกขึ้น และหยิบแฟ้มหมายศาลขึ้นมาถือไว้ อีซึงฮุนที่เริ่มใจเย็นลงเงยหน้ามองพลางส่งสายตาเป็นเชิงถาม มินโฮถึงถอนใจก่อนพูดอย่างปลงๆ

 

 

“เป็นไงเป็นกันว่ะพี่” สารวัตรซงกัดปากตัวเองแน่น “แต่ถ้าไม่ได้หมายศาลไปเอาตัวท่านประธานนั่นมาตอนนี้ ผมต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ ฝากพี่ดูไอ้ไมโครเอสดีการ์ดนั่นหน่อยแล้วกัน ผมเปิดมาแต่เช้า ยังเปิดไม่ได้สักที”

 

“เออ เดี๋ยวดูให้”

 

 

 

 

อีซึงฮุนมองแผ่นหลังของหนุ่มรุ่นน้องที่เดินไปทางห้องผู้กำกับการอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วลุกไปพยายามลองใส่รหัสผ่าน แต่ข้อความแจ้งเตือนว่าใส่รหัสผิดกลับเด้งขึ้นมาให้เจ้าหน้าที่หนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอีกรอบ

 

 

 

 

หมายศาล

 

 

            อีซึงฮุนมองคนปากแตกที่นั่งข้างกันบนรถตำรวจด้วยความรู้สึกทั้งสงสาร ทั้งภูมิใจ ซงมินโฮถือแฟ้มเดินเข้าไปในห้องผู้กำกับการสถานีมาโปพร้อมกับหน้าหล่อๆ แต่กลับออกมาพร้อมกับแก้มช้ำๆ และรอยแตกเลือดซิบๆ ตรงมุมปาก เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น มินโฮยกยิ้ม และบอกว่าทะเลาะกับผู้กำกับการสถานีมาโปเล็กน้อย แต่ในแฟ้มที่ถือกลับออกมามีลายเซ็นผู้กำกับการสถานีเซ็นมาเรียบร้อย

 

 

            สิบตรีน้องเล็กติดต่อขอหมายศาลไปอย่างเร่งด่วน เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี หมายศาลที่ต้องการก็มาอยู่ในมือของสารวัตรทั้งสองเรียบร้อย ซึงฮุนเช็คมาแล้วว่าประธานบริษัทหนังสือพิมพ์ฮันกุกเดลี่จะออกจากบริษัทเวลาบ่ายสามโมงตรงทุกวัน พวกเขายังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนจะเอาหมายศาลไปพาตัวมาสอบสวนได้

 

 

            รถตำรวจเข้าไปจอดต่อหลังรถที่จอดรออยู่หน้าตึกสำนักงานหนังสือพิมพ์ฮันกุกเดลี่ กำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 10 นาย ลงไปพร้อมกันในจังหวะที่ประธานบริษัทคนนั้นเดินออกมาพอดี บอดี้การ์ดประจำตัวของประธานบริษัท กั้นไม่ให้นายตำรวจเข้าใกล้ชายวัย 62 ปีได้

 

 

            “คุณโจบยองมัน เรามีหมายศาลมานะครับ”

 

 

อีซึงฮุนยื่นหมายศาลไปให้อีกฝ่าย เลขานุการที่เป็นทนายประจำตัวของประธานบริษัทด้วยรีบรับกระดาษไปอ่านอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ซึงฮุนพูดต่อ

 

 

“เราอยากเชิญคุณโจบยองมันไปให้ปากคำ เรื่องเกี่ยวกับคุณคิมอึนยองครับ”

 

“ผมเป็นทนายความประจำตัวของท่าน ผมจะทำหนังสือมอบอำนาจ และไปเป็นตัวแทนของท่านเองครับ” เลขาของประธานโจพูดอย่างชัดเจน แต่ซงมินโฮกลับขัดขึ้น

 

 

“เราพบดีเอ็นเอของคุณโจที่ศพผู้ตาย และที่สำคัญผู้ตายท้องด้วยนะครับ”  

 

 

คำพูดของซงมินโฮดึงดูดความสนใจจากทุกคนในที่นั่น แม้กระทั่งประธานโจบยองมัน ฝ่ายนั้นมองหน้ามินโฮ และเดินมาหานายตำรวจหนุ่ม ก่อนจะจ้องหน้าพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

 

 

“ท้องจริงๆ เหรอ”

 

“ครับ เราชันสูตรศพของเธอแล้ว คุณอึนยองท้องประมาณ 2 เดือน”

 

“ท่านครับ”

 

เลขานุการของประธานโจพยายามแย้ง แต่โจบยองมันยกมือขึ้นขัด และจ้องหน้าซงมินโฮกับอีซึงฮุนสลับกัน ก่อนจะพูดเสียงเข้ม

 

 

“ในเมื่อมีหลักฐาน ฉันก็จะไป” โจบยองมันพูดด้วยท่าทีสงบ “ฉันไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะฉันไม่ได้เป็นคนทำ”

 

 

พูดจบเจ้าของบริษัทหนังสือพิมพ์ก็เดินไปขึ้นรถตำรวจมาที่สถานีมาโปแต่โดยดี ซงมินโฮรับหน้าที่สอบสวนประธานบริษัทหนังสือพิมพ์ฮันกุกเดลี่ด้วยตัวเองโดยมีอีซึงฮุนเป็นผู้สังเกตการณ์ ชายเจ้าของบริษัทมองหน้าของมินโฮ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก

 

 

“ปีนี้สารวัตรอายุเท่าไหร่”

 

“31 ครับ”

 

“ยังหนุ่มมาก ยังมีอนาคตอีกไกล ถ้าคลี่คลายคดีนี้ได้ ฉันยินดีสนับสนุนนะ ฉันสนิทกับผู้ใหญ่หลายคนในกรมตำรวจ” มินโฮทำหน้าไม่พอใจทันที ประธานโจบยองมันจึงหัวเราะ ก่อนพยักหน้าน้อยๆ “ถามมาสิ ฉันจะตอบ”

 

“คุณมีความสัมพันธ์ยังไงกับคุณคิมอึนยองครับ”

 

“อึนยองเป็นผู้หญิงของฉัน ฉันมีผู้หญิงหลายคนในชีวิตก็จริง แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฉันมีแค่อึนยองคนเดียว”

 

“รู้จักกันได้ยังไงครับ”

 

“ก็เจอกันในที่ที่ผู้ชายแก่ๆ จะได้เจอผู้หญิงสาวๆ” โจบยองมันพูดพลางหัวเราะ “เธอเป็นโฮสต์ที่บาร์ ฉันเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจ เพราะเธอหน้าตาธรรมดาถ้าเทียบกับคนอื่น แต่อึนยองเป็นคนฉลาด เธออ่านภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ตอนที่ฉันไปมาหาสู่แรกๆ ฉันสอนภาษาญี่ปุ่นให้ เพราะฉันพูดได้ แต่พอเจอกันอีกที เธออ่านภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ออก เพราะไปซื้อหนังสือมาอ่านเอง”

 

“คุณเลยอยู่กินกับเธอในฐานะภรรยาเหรอครับ”

 

“ก็ไม่เชิง แค่ไปหาบางครั้ง แต่ไม่ได้ไปนอนค้าง ฉันเป็นคนใจกว้าง ผู้หญิงที่อยู่กับฉัน อยากได้บ้านฉันก็ให้ อยากได้เงินทองเท่าไหร่ฉันก็ให้ ปีก่อนฉันสั่งทำนาฬิกาแบบพิเศษให้เธอ สลักวันเดือนเกิดของเธอไว้ข้างหลังด้วย เธอก็ดีใจใหญ่ อึนยองเองก็ขอเงินทองฉันไปมาก แต่ฉันมีเงื่อนไขว่าฉันจะจ่ายเงินสดให้ ผ่านบัญชีเลขาอีกคนของฉัน เพราะฉะนั้นสมบัติของเธอทุกชิ้น มาจากเงินของฉัน แต่เป็นชื่อเธอเอง แต่อย่างว่าใครจะเลี้ยงผู้หญิงอย่างว่าเป็นเมียจริงจังกันล่ะสารวัตร ฉันแก่แล้ว ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ตอนนี้ก็คือการใช้เงินซื้อความสุข”

 

 

ซงมินโฮไม่พอใจกับคำตอบ แต่พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงความรู้สึกออกไป ชายหนุ่มตั้งคำถามต่อไปเพื่อหาคำตอบ

 

 

“เราเจอดีเอ็นเอของคุณที่ตัวของคุณอึนยอง และพบว่าเธอตั้งท้องอ่อนๆ ตอนที่เสียชีวิต คุณเป็นพ่อเด็กหรือเปล่าครับ”

 

“บ่ายวันนั้นฉันไปหาอึนยอง เรามีอะไรกัน แล้วฉันก็ออกมาเพราะต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่อเมริกา ตอนที่ฉันออกมา อึนยองยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นน่าจะราวๆ หกโมงครึ่ง ส่วนฉันต้องรีบออกไปสนามบินให้ทันสองทุ่มครึ่ง อึนยองบอกฉันว่าเธอก็จะรีบออกไปข้างนอก เพื่อไปทำเล็บ” ดวงตาของโจบยองมันหม่นแสงลงหน่อยหนึ่งเมื่อพูดต่อ “ตอนก่อนออกมาอึนยองบอกเหมือนกันว่าเธอคิดว่าเธอตั้งท้อง แต่ยังไม่แน่ใจ เธอจะไปตรวจกับหมออีกครั้ง ฉันก็เลยสัญญากับเธอว่า ถ้าเด็กคลอดออกมาฉันจะเซ็นรับรองบุตรให้ และเลี้ยงดูเธอกับลูกอย่างดี อึนยองยังถามอยู่เลยว่า ฉันอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว”

 

 

อีซึงฮุนที่ยืนอยู่หลังกระจกอีกฝั่งของห้องสอบสวน สั่งให้ทีมงานตรวจประวัติการเดินทางเข้าออกประเทศของโจบยองมันทันที ตาเรียวของอีซึงฮุนมองสารวัตรรุ่นน้องที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ในห้องสอบสวน และเชื่อว่ามินโฮกำลังประเมินสถานการณ์และลำดับเหตุการณ์เหมือนกันคือ อึนยองพบกับโจบยองมันช่วงบ่าย บยองมันออกไปตอนหกโมงครึ่ง จีซูพบอึนยองตอนทุ่มครึ่ง

 

 

หลังจากนั้นน่าจะเป็นช่วงที่อึนยองพบคนร้าย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

 

 

“คุณบอกว่าคุณไปอเมริกา นั่นทำให้คุณมั่นใจว่าตัวเองพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยใช่ไหมครับ” ซงมินโฮพูดพลางยกยิ้ม “แต่คุณอึนยองอาจจะข่มขู่จะแฉคุณ และคุณอาจจะส่งใครมาปิดปากเธอ”

 

            “สารวัตร” ประธานบริษัทหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่พูดพร้อมหัวเราะ “ผมบอกคุณไปไม่ใช่เหรอว่าอึนยองไม่ใช่คนสวยนัก แต่เธอเป็นคนฉลาด เธอไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น เหมือนกับที่ผมไม่ทำอะไรโง่ๆ เหมือนกัน”

 

 

            ซงมินโฮขมวดคิ้ว และนั่นทำให้อีกฝ่ายพูดอย่างผู้ใหญ่สอนเด็ก

 

 

            “คุณยังหนุ่ม ไม่มีครอบครัว คุณไม่เข้าใจหรอก ผมมีลูกสาวคนเดียวกับเมียที่แต่งงานกันมาตั้งแต่ผมยังมีแต่ตัว เมียเก่าผมตายไปตั้งแต่ผมยังหนุ่มๆ ตอนนั้นลูกสาวผมอายุไม่ถึง 5 ขวบ หลังจากนั้นผมทุ่มเทชีวิตให้งาน เพื่อสร้างตัวเอง แล้วผมก็มาถึงวันนี้ คนอายุ 62 ที่มีทั้งเงินทั้งอำนาจอย่างผม ไม่โง่พอที่จะฆ่าผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกเล็กที่กำลังจะเกิดมาของตัวเองหรอก”

 

 

 

 

            มินโฮกดรับสายโทรศัพท์ที่หน้าจอแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากซึงฮุน เขาเหลือบตามองฝั่งกระจกที่ซึงฮุนยืนอยู่และรับฟังเรื่องราวที่ว่ามีหลักฐานชัดเจนว่า ในเวลาที่อึนยองถูกฆาตกรรม โจบยองมันอยู่บนเที่ยวบินไปอเมริกา เพราะฉะนั้นชายเจ้าของบริษัทหนังสือพิมพ์ที่นั่งตรงหน้ามินโฮจึงไม่ใช่คนร้ายในคดีคิมอึนยอง

 

 

 

 

จดหมาย

 

 

 

            คังซึงยูนเลิกงานแล้ว และมานอนที่ห้องเพื่อนสนิทเหมือนที่อาศัยนอนมาหลายวัน ที่ผ่านมาเขาหลับไปก่อนที่เจ้าของห้องจะกลับ และออกไปทำงานก่อนจีซองจะตื่น ทำให้ไม่ได้คุยกัน แต่วันนี้เพื่อนสนิทของซึงยูนกลับบ้านเร็ว ทั้งคู่จึงได้กินข้าวเย็นพร้อมกัน

 

 

ฮวังจีซองเป็นเพื่อนรัก เพื่อนตายกับซึงยูนมาตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่อยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่ประถมจนจบมัธยมปลาย กระทั่งเข้ามาอยู่ในโซลก็พยายามติดต่อกันอยู่ตลอดเท่าที่จะว่างพูดคุยกัน ยกเว้นช่วงก่อนที่จีซองหายหน้าไป เพราะต้องไปตระเวนเสนอขายเครื่องกรองน้ำตามต่างจังหวัดอยู่แรมเดือน

 

 

            จีซองจึงยิ่งกว่ายินดีที่จะช่วยเหลือเมื่อซึงยูนมาขออาศัยอยู่ด้วย

 

 

            สองหนุ่มดื่มเบียร์กันไปหลายกระป๋อง และพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องคนที่ทำงาน ซึงยูนเล่าเรื่องที่โดนเจ้านายใส่อารมณ์ และถูกเพื่อนร่วมงานตำหนิในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของซึงยูน ส่วนจีซองก็บ่นเรื่องที่ทำยอดขายตามเป้าไม่ได้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

 

            “ยิ่งแก่ ยิ่งน่าสงสารนะพวกเราเนี่ย เงินก็ไม่มี ศักดิ์ศรีก็ไม่มีเหมือนกัน” จีซองพูดติดตลก ทำเอาซึงยูนหัวเราะไปด้วย จีซองจึงเสริมขึ้นเมื่อนึกได้

 

            “เออ แกจำยองชอลได้ไหม ไอ้ที่ใส่แว่น แล้วก็ชอบขอลอกการบ้านน่ะ ตอนเด็กๆ ใครๆ ในห้องก็ชอบด่ามันว่าไม่มีศักดิ์ศรีเลย พวกผู้หญิงในห้องนี่ไม่ชายตาแลเลยนะ”

 

            “จียองชอลน่ะเหรอ เดี๋ยวนี้มันเป็นเจ้าของบริษัทแล้วนี่ เห็นอัพเฟซบุคถ่ายรูปพาเมียไปเที่ยวยุโรปอยู่ เมียสวยด้วยนะ” ซึงยูนว่าพลางหัวเราะ “ดูสิ คนไม่เอาไหนอย่างมัน มีบริษัทของตัวเอง ส่วนพวกที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนมหาลัยอย่างเราสองคนทำงานกันงกๆ”

 

            “ต้นทุนชีวิตคนเรามันไม่เท่ากันเว่ย พ่อมันมีเงิน มันก็ทำได้หลายอย่าง”

 

            “เออ ก็จริง”

 

 

            ซึงยูนรับคำและดื่มเบียร์อีกอึกใหญ่ จีซองทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ก่อนจะรีบพูด

 

 

            “ว่าจะเล่าให้แกฟังหลายทีแล้ว ก็ไม่ได้เล่าสักที เมื่อราวๆ สามเดือนก่อน ฉันเจอคิมอึนยองว่ะ”

 

            “เจอที่ไหน” ซึงยูนนึกพลางกำลังตัดสินใจว่าจะเล่าให้จีซองฟังดีหรือไม่ แต่เขายังไม่ทันตัดสินใจ เพื่อนสนิทก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

 

            “เจอที่ร้านอาหาร พอดีไปเสนอขายเครื่องกรองน้ำลูกค้า แล้วอึนยองเดินออกมาจากร้านพอดี ถ้าเขาไม่มาทักก็จำไม่ได้เลยนะ เพราะอึนยองใส่เสื้อผ้าหรูๆ ถือกระเป๋าแบรนด์เนม ท่าทางเหมือนลูกคนรวยเลย เจ้าของร้านตอนแรกก็ทำท่าไม่ซื้อเครื่องกรองน้ำ พอเห็นอึนยองทักฉัน เขาก็ติดต่อซื้อเลย”

 

 

            จีซองพูดต่อโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าที่เริ่มซีดลงๆ ของเพื่อนสนิท

 

 

            “เขาขอเบอร์ฉันไป แล้วก็ติดต่อมาสั่งซื้อเครื่องกรองน้ำให้ไปติดที่คอนโดเขาแถวซังอัม คอนโดแพงเลยน่ะเว่ย ฉันก็ไม่กล้าถามเรื่องทำมาหากินของเขาหรอก ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นว่ะ แต่ว่าอึนยองช่วยซื้อเครื่องที่แพงที่สุดเลย เดือนนั้นยอดฉันเลยถึงเป้าพอดีเป๊ะ เขาถามถึงแกด้วย ฉันเลยให้เบอร์แกไป แล้วก็เขาถามว่าแกอยู่แถวไหน ฉันจำที่อยู่แกไม่ได้ เลยเขียนที่อยู่ที่ทำงานแกไปให้เขา”

 

 

            คังซึงยูนใจหายวาบเมื่อนึกว่า จีซองนี่เอง เป็นกุญแจที่หายไปว่า อึนยองติดต่อหาเขาได้ยังไงทั้งที่ไม่เคยติดต่อกันมานานแล้ว ถ้าอึนยองได้เบอร์เขามาตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน ทำไมอึนยองถึงพยายามติดต่อเมื่อก่อนเกิดเหตุฆาตกรรม

 

 

            “เออ เดือนที่แล้วเขาเรียกฉันไปติดเครื่องกรองน้ำให้อีกที่ห้องตรงข้ามห้องเขา อึนยองบอกว่าเป็นคนรู้จักกัน แล้วเขาก็ฝากจดหมายไว้ให้แกด้วย รอเดี๋ยวนะ ขอค้นก่อน”

 

 

            จีซองลุกไปหาจดหมาย ทิ้งให้คังซึงยูนนั่งอึ้งอยู่ในห้องนั่งเล่น ครู่เดียวเพื่อนสนิทของซึงยูนก็กลับมาพร้อมกับโยนจดหมายอ้วนๆ ซองหนึ่งลงบนตักของซึงยูน พลางสวมเสื้อฮู้ดให้ตัวเอง และพูดอย่างร่าเริง

 

 

            “แกอ่านจดหมายอึนยองไปก่อน เดี๋ยวฉันกลับมา จะลงไปซื้อเบียร์เพิ่มหน่อย หมดพอดี”

 

            “อือ”

 

 

            คังซึงยูนเปิดจดหมายของอึนยองออกอ่าน คิ้วเรียวขมวดอย่างงุนงงก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออ่านเนื้อความในจดหมาย คำตอบของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในจดหมายฉบับนี้ที่อึนยองทิ้งไว้กับจีซอง ซึงยูนมือสั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่เมื่ออ่านจดหมายอย่างถี่ถ้วน

 

 

            เขารู้สึกผิดต่อคิมอึนยอง ... รู้สึกผิดที่ไม่เคยอยู่ในที่ที่อึนยองจะพึ่งพาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือตอนนี้

 

 

            ดวงตาของซึงยูนพร่าด้วยหยาดน้ำตา เมื่ออ่านถึงประโยคที่อึนยองเขียนไว้ด้วยลายมือเป็นระเบียบว่า คนบางคน เกิดมาเพื่อพบแต่โชคร้าย มันคงเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงของฉันเอง

 

 

            เลขาหนุ่มถ่ายรูปจดหมายให้เห็นชัดที่สุด และกดส่งไปหามินโฮ ซึงยูนกำลังจะพิมพ์ข้อความบอกมินโฮถึงเรื่องจดหมาย แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ เขาจึงวางมือถือลง และเดินไปดูตาแมวที่หน้าห้อง ร่างสูงใส่ฮู้ดคลุมศีรษะยืนรออยู่หน้าห้อง

 

 

            “ประตูเสียหรือเปล่านะ จีซองถึงเปิดเองไม่ได้”

 

 

            คังซึงยูนพึมพำพลางปลดสายยูคล้องประตู และเปิดบานประตูให้คนภายนอก ริมฝีปากของซึงยูนชะงักค้างเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ซึงยูนสบตากับหญิงสาวร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจนเกือบซีดขับให้ปากบางของหญิงสาวแดงจัด ใบหน้าเรียวสวยงดงาม จมูกโด่ง รับกับดวงตาดำใหญ่ที่ฉายแววเย็นชา

 

 

            “คุณคังซึงยูน ได้เจอกันตรงๆ สักทีนะคะ ตามคุณอยู่ตั้งหลายวัน ในที่สุดก็ได้โอกาสสักที”

 

 

            เสียงของหญิงสาวเบาแต่เย็นเยียบ และซึงยูนก็นึกออกว่าเขาเคยเห็นหญิงสาวคนนี้ครั้งหนึ่งในวันที่สารวัตรอีมารับเขากลับบ้าน ริมฝีปากบางยิ้มเหยียดก่อนจะเอ่ยต่อ

 

 

            “ฉันโจฮยอนอาค่ะ”

 

 

            ดวงตาของซึงยูนเบิกกว้างเมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาว เขากำลังจะร้องแต่ริมฝีปากอิ่มหุบฉับเมื่อสัมผัสเย็นๆ ของปลายกระบอกปืนสีดำเมี่ยมแนบกับชายโครง หญิงสาวใช้แขนซ้ายควงแขนซึงยูน และแขนขวาทำท่าเหมือนกอดอก เพื่อบังไม่ให้ใครเห็นว่าเอาปืนจี้ชายหนุ่มไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความรื่นเริงอย่างยิ่งยวด

 

 

            “ถ้าทำให้ใครผิดสังเกตแม้แต่นิดเดียว ฉันจะส่งแกไปนรกที่นังอึนยองอยู่แน่”

 

 

            คังซึงยูนเดินตามหญิงสาวไปอย่างไม่มีทางสู้ มองเผินๆ คงไม่มีใครผิดสังเกต เพราะทั้งคู่ท่าทางไม่ต่างไปจากคู่รักหนุ่มสาวธรรมดาๆ ที่เดินกอดแขนกันไป แต่ถ้าหากจะมีใครสังเกตจะเห็นว่าใบหน้าของชายหนุ่มชื้นเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นสบาย และฝ่ายชายสวมชุดเตรียมเข้านอน กับรองเท้าสำหรับใส่ในบ้านเดินออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่ห่างจากคอนโดของจีซอง

 

 

 

 

            โทรศัพท์มือถือของซึงยูนที่ถูกวางทิ้งไว้ในห้องมีสายเรียกเข้าจากมินโฮนานจนตัดไป





anonym_minyoon



anonym's message : สวัสดีค่ะ ^^ ตอนนี้ข้อสงสัยหลายๆ อย่างก็คลี่คลายแล้ว แต่ก็ยังต้องเอาใจช่วยคุณเลขาคังอยู่ดี ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ในตอนที่ผ่านมานะคะ พูดคุยกันได้ที่ #คดีมินยูน หรือ @anonym_minyoon นะคะ 


ตอนหน้ามาติดตามตอนจบของคดีนี้กันนะคะ ขอบคุณค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #19 PHMBieber (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 14:23
    สารวัตร ช่วยคุณเลขาด้วยยยยยย แงงงง
    #19
    0
  2. #18 nmtb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 20:55
    แง้งงงงงงง ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ เริ่มเปิดเผยตัวผู้ต้องสงสัยออกมาทีละนิดๆ แล้วสินะ แต่มาในสถานการณ์ที่น้องเลขาตกที่นั่งลำบากเนี่ย คนอ่านใจตุ๊มต่อมมากเลยค่ะ ;__; คุณสารวัตรรีบๆ มาช่วยน้อยนะคะ ฮือ คุณสารวัตรซงต้องรีบไปช่วยด่วนเลย เอาใจช่วยมากๆ ให้น้องเลขาปลอดภัย ขอบคุณสำหรับฟิคด้วยนะคะ รอคอยตอนค่อไปค่ะ <3
    #18
    0
  3. #17 Minyoon lovely (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 19:04

    ชช่วยด้วยค่ะช่วยเลขาคังด้วยสารวัตรจะจบแล้วเหรอคะไรท์ยังไม่หายคิดถึงงานไรท์เลย:(

    #17
    0
  4. #16 JwinKon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 09:43
    แงงตื่นเต้นโอ้ยย
    #16
    0
  5. #15 hugegirl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 07:19
    แงงงงงงงงงงงงง น้องงงงงงงง ทำไมน้องจำพวกฮูดดำไม่ได้ล่ะลูก
    #15
    0
  6. #14 SKYLER (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 15:12

    สารวัตรซงงงง อยากส่งสัญญาณSOSไปช่วยคุณเลขาคังด่วนๆๆๆ เป็นห่วงมากกกก ตื่นเต้นสุดๆ ลุ้นสุดๆ สนุกสุดๆ ไรท์มาต่อไวๆนะคะ จะขาดใจแล้ว

    #14
    0