[MINYOON - WINNER] Simply Complexity

ตอนที่ 3 : Section 3 : WHO

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 295
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

Who [pronoun]

-       what or which person or people.

-       used to introduce a clause giving further information

about a person or people previously mentioned.

 

 

 

 

คิมจินอู, อายุ 33 ปี, เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์

 

 

            ตากลมใสเหมือนลูกกวางของคิมจินอูตรวจดูรายงานผลรอยนิ้วมือแฝงบนเครื่องเพชร และกล่องเครื่องเพชรที่อีซึงฮุนส่งมาให้ตรวจ และถอนใจอย่างกลุ้มๆ เพราะว่าเขาเจอเพียงรอยนิ้วมือของคิมอึนยองที่เป็นเจ้าของเครื่องเพชร และคังซึงยูนที่จับต้องกล่องเครื่องเพชรเป็นคนสุดท้ายก่อนส่งถึงมือตำรวจ

 

 

            เครื่องเพชรน้ำงาม มูลค่าสูงลิบลิ่วกลับถูกส่งต่อด้วยพนักงานส่งของราวกับของไม่มีค่า

 

 

            จินอูถอนใจ แต่กลับอธิบายความรู้สึกหนักๆ ในใจที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ได้ เขารู้สึกไม่ปลอดโปร่งใจ ทั้งที่ไม่ควรรู้สึกอะไร เพราะผลการตรวจลายนิ้วมือนั้นดูปกติดี แต่สัญชาตญาณของจินอูกลับบอกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเพชรชุดนี้ ไม่อย่างนั้นผู้ตายจะพยายามส่งมันไปให้เพื่อนเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันนับสิบปีทำไม

 

 

            ประตูห้องทำงานของจินอูเหวี่ยงเปิด พร้อมกับชายหนุ่มหน้าบึ้งตึงที่เดินเข้ามาในห้อง สารวัตรหนุ่มอนาคตไกลเดินปึงปังเข้ามาในห้อง และวางซองใส่ของลงตรงหน้าจินอู

 

 

            “พี่ ตรวจให้หน่อย”

 

            “อะไรอีกล่ะเนี่ย”

 

 

            คิมจินอูถามพลางหยิบถุงมือมาใส่ และหยิบของในซองอออกมา นาฬิการาคาแพงเรือนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ในซองพลาสติกอีกที เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะแซวคนตรงหน้า

 

 

            “นี่นายกับซึงฮุนทำคดีฆาตกรรมเศรษฐีหรือไงเนี่ย มินโฮ วันก่อนซึงฮุนก็เอาเครื่องเพชรมาให้ตรวจ วันนี้นายก็เอานาฬิกามาให้อีก อาทิตย์หน้าจะต้องเอารถหรูมาให้ตรวจเลยไหมเนี่ย”

 

            “ไม่ตลกนะพี่” มินโฮว่าพลางทำตาคว่ำ “ผมแทบจะต่อยกับสารวัตรที่ทำคดีที่สถานียางชอนเลยนะ กว่าจะเอานาฬิกานี่มาให้พี่ตรวจได้ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

 

            “อ้าว!

 

 

            คิมจินอูอุทานอย่างประหลาดใจ และกวาดตามองหน้าซองกระดาษ ที่ระบุเลขคดี ชื่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ และชื่อสถานีเจ้าของคดี ก่อนจะพบว่าทั้งหมดเป็นคดีของเจ้าหน้าที่ฮวัง สถานียางชอน คนเป็นพี่จึงเอ่ยถามนายตำรวจที่นั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับตรงหน้า

 

 

            “แล้วไปเอาหลักฐานในคดีเขามาทำไมล่ะเนี่ย”

 

            “ก็คนที่ตายที่เป็นเจ้าของนาฬิกานี่ เป็นพยานอีกปากที่เห็นผู้ตายคดีของผมเป็นคนสุดท้าย มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะพี่ ผู้ตายคดีนี้น่ะ อยู่ห้องเช่าเล็กเท่ารูหนู แต่ดันมีนาฬิการาคาแพงขนาดนี้ ผมก็เลยไปขอมา ไอ้เจ้าหน้าที่ฮวังที่สถานีนั่นก็เต๊ะท่าเบ่งใส่”

 

            “ใจร้อนตามเคย” จินอูว่าพลางหัวเราะ “ก็นายเล่นไปฉกหลักฐานคดีเขามานี่หว่า เขาไม่ต่อยเอาก็บุญแล้ว”

 

            “ฉกอะไรล่ะพี่ ที่นั่นเก็บเอาไว้ก็ไม่ส่งตรวจอะไร แถมจะสรุปคดีเป็นชิงทรัพย์อีก ชิงทรัพย์บ้าอะไร แค่นาฬิกาเรือนนี้เรือนเดียวก็แพงกว่าของทั้งห้อง ทำไมโจรนั่นไม่เอาไปล่ะ นาฬิกาก็วางอยู่ในลิ้นชักแท้ๆ”

 

            “แปลกเนอะ” จินอูพูดไปพลางเขียนหน้าซองเก็บหลักฐานไปพลาง

 

            “แปลกสิพี่ ของที่หายมีแค่โทรศัพท์กับกระเป๋าเงินของคนตาย แต่ในห้องโดนรื้อเละไปหมด เหมือนคนร้ายต้องการหาของอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ของมีค่า”

 

            “กล้องวงจรปิดก็จับภาพผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลยเหรอ”

 

            “ในโคชีวอนไม่มีกล้อง ที่ติดอยู่หน้าทางเข้าก็เสียไปชาติเศษ” มินโฮพูดอย่างเบื่อๆ “แต่ผมให้น้องในทีมไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดแถวๆ นั้นมาแล้ว”

 

            “ไม่มีกล้องนี่ตามหาคนร้ายลำบากเลยนะ”

 

            “ไม่รู้ว่าเป็นความซวยของตำรวจ หรือเป็นโชคร้ายของคนตายนะ โคชีวอนนั่นเสียหมดทุกอย่าง ทั้งกล้องวงจรปิด ทั้งระบบคีย์การ์ดผ่านเข้าประตู”

 

            “โลกเรามันเต็มไปด้วยเรื่องโชคร้าย แล้วก็คนโชคร้ายแบบนี้แหละ”

 

 

            คิมจินอูว่าพลางหยิบนาฬิกาเตรียมใส่ซอง คิ้วเรียวของเจ้าหน้าที่หนุ่มขมวดเป็นปมเมื่อเพ่งมองนาฬิกาตรงหน้า ก่อนจะพูดเบาๆ

 

 

            “นาฬิกานี่หน้าปัดน่าจะสั่งทำพิเศษนะ มันเล่นลายเหลือบๆ เป็นรูปเหมือนสัญลักษณ์ราศีตุลย์”

 

            “ไหนพี่ ขอผมดูหน่อย” มินโฮชะโงกมาดู และพูดอย่างทึ่งๆ “จริงด้วยแฮะ”

 

            “นายนั่งรอนี่ก่อน เดี๋ยวพี่จะไปถ่ายรูปแบบละเอียดมาให้”

 

 

 

 

            คิมจินอูสั่ง และเดินหายเข้าไปในส่วนที่เป็นห้องปฏิบัติการ ทิ้งให้สารวัตรหนุ่มนั่งรออยู่คนด้วยความกระวนกระวายใจ

 

 

 

 

คังซึงยูน, อายุ 30 ปี, เลขานุการแผนกการตลาด

 

 

            ซึงยูนตรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอยู่หลายครั้งทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำแบบนั้นทำไม เจ้าหน้าที่การตลาดที่มาเข้าห้องน้ำ หันมองหน้าซึงยูนเพราะรู้จักกันดี ฝ่ายนั้นเอ่ยทักซึงยูนด้วยสีหน้าเหมือนล้อเลียน

 

 

            “มีเดทเหรอครับคุณคัง แต่งตัวซะหล่อเชียว”

 

            “เปล่าครับ” ซึงยูนหน้าร้อนอย่างบอกไม่ถูก “พอดีวันนี้เลิกงานเร็วเลยมาดูหน้าตาตัวเองหน่อย”

 

            “รีบกลับเถอะครับ เพราะผู้จัดการเราก็ใช้งานคุณคังซะหัวไม่ได้วางหางไม่ได้เว้นเลยนะครับ” อีกฝ่ายพูดเสียงเบา และทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “งั้นก็กลับบ้านดีๆ นะครับ”

 

            “ครับ”

 

 

            เลขาหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำและแทบผงะเมื่อเกือบชนเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดสูทดำทั้งชุด สวมแว่นตาดำ และถือร่มสีดำคันโตไว้ในมือ เมื่ออีกฝ่ายไม่ขยับ ซึงยูนจึงถอยหลังหลบ และรีบพูด

 

 

            “ขอโทษนะครับ”

 

 

            ฝ่ายนั้นไม่ตอบ แต่กลับยืนมองซึงยูนอยู่ครู่ใหญ่ผ่านแว่นตาดำ คังซึงยูนต้องเลี่ยงเดินมาอีกฝั่งหนึ่งแต่ยังรู้สึกว่า ชายชุดสูทดำคนนั้นมองตามจนลับสายตา

 

 

เลขานุการแผนกการตลาดไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดออกไป ก่อนแตะบัตรบันทึกเวลาออกงาน เขาเบียดเสียดอยู่ในลิฟต์กับบรรดาพนักงานที่เลิกงานพร้อมๆ กัน ตาเรียวมองนาฬิกาข้อมือ และรู้สึกกระวนกระวายใจนิดๆ เพราะคุณสารวัตรซงนัดเอาไว้ว่าจะแวะมารับไปเพื่อไปส่งที่บ้าน หลังจากที่ซึงยูนได้รับข้อความจากเบอร์ของคิมจีซู เมื่อวันก่อน ซงมินโฮก็บอกว่า ซึงยูนกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัยแล้ว

 

 

อีก 15 นาที จะถึงเวลาที่นัดไว้ ถ้าแวะซื้ออะไรให้คุณสารวัตรก่อน ก็ไม่น่าเป็นอะไร ซึงยูนคิดในใจ

 

 

ประตูลิฟต์เปิดออก ซึงยูนจึงเดินในจังหวะเดียวกับบรรดาพนักงานคนอื่น แต่แทนที่จะเดินไปแตะบัตรเพื่อออกจากอาคาร ซึงยูนกลับเลี้ยวซ้ายไปที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในตึก สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อนสองแก้ว และเดินออกไปที่ประตูทางออกที่นัดกับสารวัตรหนุ่มไว้

 

 

ชายหนุ่มร่างสูง สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีกรมท่ายืนอยู่ตรงนั้นแทนที่จะเป็นซงมินโฮ

 

 

ซึงยูนโค้งรับเมื่ออีกฝ่ายหันมาทัก และหยิบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้ซึงยูนดู ตาเรียวกวาดมอง และเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าชื่อ อีซึงฮุน ยศเดียวกับสารวัตร ซึงยูนจึงส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสดใส

 

 

“สวัสดีครับ คังซึงยูนครับ รบกวนด้วยนะครับ สารวัตรอี”

 

“ได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ” อีกฝ่ายตอบอย่างสดใส “ไปกันเลยไหมครับ ผมจอดรถไว้ที่ลานจอดรถฝั่งโน้น เดินไปอีกหน่อยนึงนะครับ”

 

“ครับ สารวัตรอี นี่กาแฟครับ ผมซื้อมาฝาก”

 

“ขอบคุณครับ”

 

 

สารวัตรหนุ่มรับแก้วกาแฟมาจากซึงยูน และเดินเคียงกันไปช้าๆ หญิงสาวผมยาวร่างสูงโปร่ง สวมชุดสูทสีดำทั้งชุด ใบหน้าเรียว ขาวจนเกือบซีดตัดกับริมฝีปากที่แต้มลิปสติกสีแดงสด จมูกโด่งรับกับแว่นตาดำที่บดบังครึ่งหนึ่งของใบหน้า แวบหนึ่งซึงยูนรู้สึกเหมือนสบตากับหญิงสาวคนนั้นผ่านแว่นตาดำ และเลขาหนุ่มถึงได้สังเกตเห็นว่า หญิงสาวร่างสูงคนนั้นถือร่มสีดำคันโตเอาไว้ในมือ

 

 

อากาศก็ดีแท้ๆ ทำไมวันนี้เจอคนพกร่มตั้งสองคน ซึงยูนนึกสงสัยอยู่ในใจ

 

 

 

 

อีซึงฮุน, อายุ 32 ปี, เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสอบสวนคดีอาชญกรรม สถานีตำรวจมาโป

 

 

            ซึงฮุนขับรถเข้ามาจอดที่ชั้นใต้ดินคอนโดของคังซึงยูน คอนโดขนาดเล็กที่มีเพียง 8 ชั้น แต่มีหลายๆ ตึกปลูกติดกันในโครงการ ซึงฮุนมาส่งจนถึงที่นี่ก็เพราะมินโฮกำชับแล้วกำชับอีกว่าให้มาส่งให้ถึงที่ ซึงยูนเป็นพยานปากสำคัญ ที่พอจะเหลือเบาะแสพอจะช่วยโยงไปจนถึงคดีฆาตกรรมคิมอึนยองได้

 

 

            เพราะมินโฮตั้งใจจะพาซึงยูนไปหาเบาะแสที่บ้านเก่าของอึนยอง เผื่อจะมีใครเคยพบเห็นหรือติดต่อกับหญิงสาวในช่วงระหว่างที่ซึงยูนกับอึนยองขาดการติดต่อกัน

 

 

            “ขอบคุณสารวัตรอีมากนะครับที่มาส่ง” ซึงยูนพูดพลางทำท่าจะเดินลงจากรถ “ผมเกรงใจมากเลย ที่จริงเดินมาหน่อยเดียว ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้วนะครับ แต่แถวนี้รถติด ต้องเสียเวลานานเลย”

 

            “ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีอะไรผิดปกติรีบโทรหามินโฮเลยนะครับ”

 

            “ได้ครับ”

 

 

            ซึงยูนลงจากรถเดินห่างไปได้ไม่กี่ก้าว ด้วยสังหรณ์บางอย่างของซึงฮุนทำให้สารวัตรหนุ่มตัดสินใจลงจากรถ และเดินตามไปด้วย เลขาหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ ซึงฮุนจึงนึกถึงที่มินโฮย้ำนักย้ำหนาว่าคนร้ายอาจจะวนเวียนอยู่ใกล้ตัวคังซึงยูนมากกว่าที่ใครๆ คิด แต่สารวัตรหนุ่มทั้ง 2 คนลงความเห็นกันว่า เพื่อให้ซึงยูนไม่วิตกจนเกินเหตุ พวกเขาจะช่วยกันคุ้มครองพยานคนนี้อย่างเงียบๆ

 

 

            “ผมจะขอเข้าห้องน้ำได้ไหมครับ” ซึงฮุนพูดอย่างกระอักกระอ่วน “คือดื่มกาแฟ แล้วอยากเข้าห้องน้ำก่อนจะออกไปขับรถ เผื่อรถติดน่ะครับ”

 

            “ได้สิครับ”

 

 

            เพราะซึงยูนยิ้มอย่างเข้าใจ ทำให้ซึงฮุนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนคดีอาชญกรรม แต่ซึงฮุนโกหกไม่เก่ง ตาเรียวของสารวัตรหนุ่มมองสำรวจรอบๆ ทางเข้าคอนโดมิเนียมของซึงยูน และเห็นว่าโถงหน้าตึกมีห้องเล็กๆ น่าจะเป็นห้องสำหรับเจ้าหน้าที่อาคาร ตอนนี้ปิดไฟมืดเพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงาน และตรงโถงนี้ก็มีชุดโซฟารับแขกชุดใหญ่จัดวางไว้ พร้อมกับนิตยสารเก่าๆ หลายเล่ม

 

 

            หญิงสาวที่ท่าทางดูเป็นพนักงานออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานมาเหนื่อยๆ นั่งเล่นมือถืออย่างเซ็งๆ เมื่อเห็นซึงยูนกับซึงฮุนเดินเข้ามา เธอจึงกระวีกระวาดหยิบข้าวลุกเดินตามสองหนุ่ม ซึงยูนแตะคีย์การ์ดผ่านเข้าตึก และหลีกให้สาวพนักงานออฟฟิศเดินเข้าไปก่อน แล้วจึงเดินตามเข้าไป และปิดท้ายโดยซึงฮุน

 

 

            ในลิฟต์โดยสารเงียบสนิท หญิงสาวออกจากลิฟต์ไปที่ชั้น 2 ส่วนซึงยูนกับซึงฮุนยังอยู่ในลิฟต์ตามลำพังเพื่อขึ้นไปห้องของซึงยูนที่ชั้น 8 เจ้าหน้าที่หนุ่มสอบถามเบาๆ อย่างครุ่นคิด

 

 

            “ปกติที่นี่อนุญาตให้คนเข้าตึกได้โดยไม่ต้องใช้คีย์การ์ดห้องตัวเองได้ด้วยเหรอครับ”

 

            “จริงๆ ตามระเบียบก็ไม่ได้ครับ” ซึงยูนตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ส่วนใหญ่ก็มีคนเนียนๆ เข้าพร้อมคนอื่นแบบนี้นะครับ ตอนเย็นๆ นี่เยอะเลยครับ”

 

            “ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่นะครับ เจ้าหน้าที่เฝ้าทางเข้าทางออกก็ไม่มี”

 

            “จริงๆ มีครับ พอเจ้าหน้าที่ออฟฟิศกลับ ก็จะมี รปภ. นั่งตลอด แต่วันนี้คุณลุงอาจจะไปห้องน้ำ”

 

            “กล้องวงจรปิดทำงานปกติหรือเปล่าครับ” พอเห็นซึงยูนมองหน้าแบบอึ้งๆ ซึงฮุนก็หัวเราะ “ผมเคยตัวไปหน่อยครับ เลยถามไปเรื่อย แต่ที่นี่ก็ดูๆ แล้วไม่พลุกพล่านนะครับ”

 

            “ที่นี่ค่อนข้างเงียบครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นคนทำงานกันหมด”

 

 

            ซึงฮุนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ และเดินตามซึงยูนออกจากลิฟต์ ทั้งคู่เลี้ยวซ้ายเพื่อเดินไปที่ห้องซึงยูน นายตำรวจหนุ่มเห็นซึงยูนเขม้นมองไปที่ร่างสูงในชุดดำทั้งชุดที่ปิดคลุมทั้งรูปร่างและใบหน้าผู้สวมใส่ แล้วซึงยูนก็ร้องเอะอะขึ้น

 

 

            “เฮ้ย! ใครน่ะ”

 

 

            ร่างสูงวิ่งพรวดไปทางบันไดหนีไฟทันที และสารวัตรหนุ่มที่เดินมากับซึงยูนก็ออกวิ่งตามไปติดๆ อีซึงฮุนไม่เสียเวลาตะโกนบอกให้ผู้ต้องสงสัยหยุดแบบตำรวจในละคร แต่ชายหนุ่มวิ่งตามไปอย่างเอาเป็นเอาตาย ร่างสูงในชุดดำผลักประตูทางออกบันไดหนีไฟ และวิ่งทิ้งห่างสารวัตรหนุ่มไปหลายช่วงตัว

 

 

            อีซึงฮุนวิ่งตามไปพลาง คว้าปืนไฟฟ้าเทเซอร์ที่อนุญาตให้ใช้ในราชการตำรวจออกมาเพื่อเตรียมพร้อม ตาเรียวของสารวัตรอีเหลือบเห็นคังซึงยูนวิ่งตามมาด้วย แต่เขาไม่มีเวลาร้องห้าม เพราะเห็นหลังของผู้ต้องสงสัยวิ่งทิ้งห่างไปเรื่อยๆ สารวัตรหนุ่มจึงทำได้แค่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

 

 

            ร่างสูงในชุดดำกลับว่องไวกว่าที่คิด ซึงฮุนวิ่งตามมาจนถึงชั้น 4 แต่ฝ่ายนั้นอยู่ห่างลงไปที่ชั้น 2 และกำลังจะถึงชั้น 1 ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันกัน และดูเหมือนว่าคนที่วิ่งหนีก็คงแทบหมดแรงไม่ต่างกัน เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มวิ่งช้าลง ซึงฮุนกระโดดข้ามบันไดทีละหลายขั้นจนเกือบทันกัน

 

 

            แต่ผู้ต้องสงสัยคนนั้นกลับผลักประตูทางออกบันไดหนีไฟด้านข้างตึกออกไป สารวัตรหนุ่มวิ่งตามออกมา และเห็นหลังเสื้อไวๆ เท่านั้น

 

 

            “โธ่เว้ย!

 

 

ซึงฮุนทั้งหอบ ทั้งสบถออกมาอีกหลายคำ แต่ไม่วิ่งตามไปต่อ ส่วนพยานปากสำคัญที่ซงมินโฮฝากฝังไว้ ก็วิ่งตามหลังซึงฮุนมาติดๆ ก่อนจะล้มแปะหมดแรงลงกับพื้น เลขาหนุ่มหน้าแดงก่ำ และพยายามหายใจทั้งทางปากและจมูก มือบางยกขึ้นกดตรงหน้าอกตัวเองเหมือนจะช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง

 

 

เสียงเอะอะของซึงฮุนทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งมาหน้าตาตื่น ก่อนจะโวยวายใส่ชายหนุ่มทั้ง 2 ที่เปิดประตูทางหนีไฟ และทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้น ซึงฮุนหยิบบัตรประจำตัวมายื่นให้อีกฝ่าย ก่อนจะพูดอย่างหัวเสีย

 

 

“ก่อนที่คุณลุงจะโวยวายใส่พวกผม เดี๋ยวเรากลับไปดูที่ห้องก่อนดีกว่าครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” สารวัตรหนุ่มยังหอบ แต่ช่วยดึงซึงยูนให้ลุกขึ้น “เพราะมีคนบุกรุกเข้าไปที่ห้องผู้พักอาศัยนะครับ”

 

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ระบบรักษาความปลอดภัยเราแน่นหนานะครับ”

 

“แล้วเมื่อกี๊ คุณลุงไปไหนมาครับ” สารวัตรหนุ่มถามเสียงดุ “ตอนผมเข้ามาที่นี่ช่วงประมาณหนึ่งทุ่มสิบสามนาที ไม่มีใครนั่งเฝ้าประตูทางเข้าเลย”

 

“ผม ...” พนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าเจื่อน “ผมไปห้องน้ำครับ แค่เดี๋ยวเดียว ไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้นเอง”

 

 

อีซึงฮุนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายโดยไม่ปิดบัง เพราะ 5 นาทีที่ว่า อาจจะเป็นเวลาจริงเกิน 15 นาที เพราะคนร้ายสามารถขึ้นไปบนห้องของซึงยูนได้โดยไม่มีใครเห็น และลักษณะที่เห็นคนร้ายครั้งแรก คือลักษณะที่กำลังออกจากห้อง ไม่ใช่พยายามเข้าไปในห้อง

 

 

สารวัตรหนุ่มกับพนักงานรักษาความปลอดภัย ช่วยกันหิ้วปีกคังซึงยูนที่ยังหายใจหอบแฮ่กๆ เพราะวิ่งลงจากชั้น 8 มาถึงชั้นล่าง เลขาหนุ่มยืนพิงผนังลิฟต์อย่างหมดแรง ขณะที่ซึงฮุนเป็นคนจัดการกดลิฟต์ เมื่อมาถึงหน้าห้องพักของซึงยูน ประตูปิดสนิทดี แต่มีกุญแจดอกหนึ่งเสียบคาอยู่ที่ด้านล่างสุดของชุดลูกบิดดิจิตอลที่หน้าห้อง

 

 

“กุญแจผีหรือเปล่าครับเนี่ย” ลุงพนักงานรักษาความปลอดภัยรีบถามเมื่อสังเกตเห็นกุญแจเสียบอยู่ “ปกติลูกบิดแบบนี้มันไขได้ด้วยเหรอครับ”

 

“ได้ครับ” คนตอบเป็นเจ้าของห้อง “มันมีช่องไขกุญแจเอาไว้ใช้เวลาใช้ปลดล๊อคด้วยระบบไฟฟ้าไม่ได้น่ะครับ”

 

“ลองเปิดห้องดูหน่อยครับ” อีซึงฮุนสั่ง

 

 

ซึงยูนพยักหน้ารับคำของสารวัตรหนุ่ม ก่อนจะยืนตรงหน้าห้องตัวเอง มือเรียวสั่นน้อยๆ ตอนที่กดตัวเลข 4 หลักที่ตั้งไว้เป็นรหัสผ่าน

 

 

เจ้าของห้องกลืนน้ำลายเมื่อเปิดประตูห้องตัวเอง

 

 

นายตำรวจหนุ่มกันซึงยูนกับพนักงานรักษาความปลอดภัยยืนรออยู่หน้าห้อง อีซึงฮุนหยิบปืนไฟฟ้าเทเซอร์มาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อม ก่อนกดปุ่มเปิดไฟในห้อง และก็เป็นอย่างที่ประสบการณ์ของนายตำรวจบอกไว้ เพราะในห้องถูกรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจาย รวมถึงในห้องนอนด้วย

 

 

 

 

อีซึงฮุนสำรวจดูจนแน่ว่าไม่มีคนอื่นอยู่ในห้องแล้ว จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก

 

 

 

 

ซงมินโฮ, อายุ 31 ปี, เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสอบสวนคดีอาชญกรรม สถานีตำรวจมาโป

 

 

            มินโฮกำลังคุยกับพนักงานสาวหน้าตาสะสวย แต่งตัวชุดเครื่องแบบพนักงานเรียบร้อย ชายหนุ่มสอบถามและได้ความว่า นาฬิกาในรูปถ่ายที่จินอูอัดลงรูปมาให้แบบชัดๆ เรือนนั้น เป็นนาฬิกาที่สั่งทำพิเศษ แต่ทางร้านไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้ มินโฮจึงหัวเสียไม่น้อย เมื่อต้องกลับไปเตรียมเอกสารเพื่อกลับมาขอให้ทางร้านเปิดเผยข้อมูลผู้สั่งทำ

 

 

            โทรศัพท์มือถือที่ส่งเสียงเรียกเข้า ทำให้มินโฮขอตัวกลับ พนักงานสาวทำท่าโล่งใจ เพราะได้เวลาปิดร้านพอดี สารวัตรหนุ่มรับสายด้วยน้ำเสียงไม่แจ่มใส

 

 

            “ว่าไงพี่ซึงฮุน”

 

            “ไง เช็คเรื่องนาฬิกาเสร็จหรือยัง”

 

            “เสร็จพอดี พี่ส่งคุณคังเรียบร้อยใช่ไหม”

 

            “ส่งแล้ว แต่ไม่เรียบร้อย” ปลายสายทำเสียงเครียด “คนร้ายเข้ามาที่ห้องคุณคัง รื้อของเกลื่อนเลย แถมยังปักมีดไว้บนประตูห้องนอนเพื่อขู่ด้วย”

 

           

            ซงมินโฮสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

 

            “ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม”

 

            “ไม่มี พี่กับคุณคังมาถึงตอนคนร้ายจะออกจากห้องพอดี ไอ้เวรนั่นก็ดันวิ่งลงบันไดหนีไฟ เลยต้องวิ่งตาม เหนื่อยเหมือนจะตาย แต่จับไม่ได้ มันหนีไปก่อน”

 

            “ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!

 

            “นี่แกสบถใส่พี่เหรอมินโฮ” ซึงฮุนพูดพร้อมหัวเราะ “เจอกันฉันเตะแกคอหักแน่”

 

            “ผมด่าไอ้เวรที่ไปรื้อห้องคุณคังต่างหาก แล้วนี่พี่เรียกทีมมาหรือยัง”

 

            “เรียบร้อยแล้ว จะให้ทีมเข้ามาเก็บลายนิ้วมือ กำลังรออยู่ น่าจะใกล้ถึงแล้ว” ซึงฮุนตอบ “แต่คุณคังขวัญเสียน่าดู คืนนี้คงให้นอนที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะ”

 

            “พี่หาที่นอนให้เขาก่อนได้ไหมล่ะ”

 

 

            มินโฮพูด และกลับขึ้นรถยนต์ของตัวเองก่อนจะเคลื่อนออกจากห้างสรรพสินค้ากลางเมืองที่เป็นที่ตั้งศูนย์ใหญ่ของร้านนาฬิกาหรู อีซึงฮุนพูดอะไรบางอย่างกับคนนอกสายก่อนจะหันมาพูดใส่โทรศัพท์

 

 

            “เดี๋ยวแกตรงไปที่สถานีเลยแล้วกัน ไม่ต้องวกมาที่นี่หรอก พี่ดูให้หมดแล้ว”

 

            “พี่ซึงฮุน แล้ว ...”

 

 

            เสียงสัญญาณโทรศัพท์ตัดไปก่อนจะพูดจบ ทำให้สารวัตรหนุ่มทำหน้างอด้วยความไม่ชอบใจ และเลี้ยวรถกลับไปทางที่จะตรงไปสู่สถานีตำรวจมาโปตามที่รุ่นพี่สั่ง

 

 

            ห้องแผนกของมินโฮกลายเป็นแหล่งชุมนุมย่อมๆ ของตำรวจเกือบทั้งสถานีมาโปเมื่อมินโฮมาถึง ชายหนุ่มเจ้าของห้องคอนโดที่ถูกคนร้ายบุกเดี่ยวเข้าไป กลายเป็นจุดศูนย์กลางความวุ่นวายนั้น เพราะนายตำรวจทั้งสถานีเหมือนจะแห่กันมาปลอบขวัญคุณเลขาคังกันยกใหญ่

 

 

            มินโฮสังเกตเห็นว่า แก้มที่ขาวอยู่แล้วของคังซึงยูน วันนี้ซีดเผือด และเจ้าตัวดูอ่อนแรงกว่าทุกๆ วัน

 

 

            สิบตรีที่เพิ่งบรรจุใหม่ เป็นน้องเล็กของหน่วยช่วยพนักงานส่งอาหารหิ้วของกินมาพะรุงพะรัง มื้อค่ำง่ายๆ ประเภทบะหมี่ดำ หมูเปรี้ยวหวาน ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง รวมทั้งคุณเลขาคังที่นั่งทำหน้าเหนื่อยๆ ที่โต๊ะทำงานของซึงฮุนที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของมินโฮ สารวัตรซงเองก็ได้รับมื้อเย็นมา ก่อนที่สิบตรีน้องเล็กประจำหน่วยจะยืนมองหน้ามินโฮตาแป๋ว

 

 

            “มีอะไรหรือเปล่า” มินโฮถาม และเจ้าน้องเล็กก็ยิ้มจนตาหยีก่อนจะพูด

 

            “ผมยังไม่ได้จ่ายเงินค่าอาหารเลยครับ”

 

            “แล้วทำไมไม่จ่ายล่ะ ใครเป็นคนสั่ง”

 

            “สารวัตรอีสั่งครับ แต่บอกว่าสารวัตรซงจะเป็นคนจ่าย”

 

 

            ซงมินโฮทำปากขมุบขมิบเหมือนสบถใส่รุ่นพี่ที่ปัดภาระการจ่ายเงินมาให้เขา ก่อนจะหยิบเงินให้น้องเล็กเอาไปจ่ายให้พนักงานส่งอาหาร และเริ่มลงมือกินบะหมี่ดำ มื้อเย็นง่ายๆ ทำให้ห้องหน่วยสอบสวนคดีอาชญกรรม สถานีตำรวจมาโปเงียบไปชั่วครู่ เพราะทุกคนง่วนกับมื้อเย็นของตัวเอง

 

 

            สารวัตรซงสังเกตเห็นว่าคังซึงยูนกินบะหมี่ไปได้แค่ไม่กี่คำเท่านั้นก็ทำท่าเหมือนไม่อยากกินต่อ

 

 

            “เออ มินโฮ เรื่องนาฬิกาว่ายังไงบ้าง” ซึงฮุนเช็ดปากพลางถามมินโฮไปพลาง

 

            “เดี๋ยวพี่จินอูจะลองตรวจแบบละเอียดดู เผื่อเจอพวกสารต่างๆ หรือลายนิ้วมือแฝง”

 

            “ก็ดี ให้พี่จินอูตรวจน่ะดีสุด”

 

            “วันนี้โชคดีนะเนี่ย พี่ขึ้นไปส่งคุณคังที่ห้องด้วย” มินโฮพูดจบก็คีบเส้นบะหมี่ดำเข้าปากอีกหน แล้วเคี้ยวอยู่นานก่อนจะพูดต่อ “ไม่งั้นล่ะก็ ไม่รู้จะเป็นไง”

 

            “พอดีตอนไปส่งพี่อยากเห็นสภาพตึกน่ะ เลยตัดสินใจลงไปดู”

 

            “ปกติคอนโดผมปลอดภัยนะครับ” คังซึงยูนรีบอธิบาย “ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยครับ ขนาดลักเล็กขโมยน้อยก็ไม่มี”

 

            “จริงๆ ถ้ามองโดยทั่วไปก็ปลอดภัยครับ แต่ไม่ใช่กับคุณที่เป็นหนึ่งในพยานคดีฆาตกรรม มันอันตรายเกินไป” มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงดุๆ ทำเอาคนพยายามอธิบายหน้าเสีย จนซึงฮุนต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง

 

            “คุณซึงยูน ทานให้หมดนะครับ วันนี้ใช้แรงไปเยอะ วิ่งตามผมกับไอ้เวรนั่นลงตึกตั้ง 8 ชั้น”

 

            “คุณไปวิ่งตามเขาทำไมเนี่ย” มินโฮถามดุๆ คังซึงยูนเลยยิ้มแหยๆ ก่อนจะแก้ตัว

 

            “ผมตกใจครับ เห็นสารวัตรอีวิ่ง ก็เลยวิ่งด้วย”

 

 

            สารวัตรหนุ่มที่ถูกพาดพิงหัวเราะร่วน ก่อนจะลุกขึ้นมาเอื้อมหยิบกล่องใส่หมูเปรี้ยวหวานของมินโฮ นายตำรวจรุ่นน้องเงยหน้ามองตาเขียว แต่โวยวายไม่ได้ เพราะกำลังคีบเส้นบะหมี่เข้าปากพอดี อีซึงฮุนจัดการคีบหมูใส่จานซึงยูน และจานของตัวเองก่อนจะเอากล่องใส่หมูเปรี้ยวหวานที่พร่องไปครึ่งกล่องวางที่เดิม

 

 

            “คุณคังทานเลยครับ” สารวัตรอีพูดกับเลขาหนุ่มอย่างใจดี ก่อนจะหันหน้ามองมินโฮ “คืนนี้แกหาที่นอนให้คุณคังด้วยสิ จะเอาไปฝากเพื่อนเขาคนอื่นตอนนี้ก็ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่”

 

            “ไหนเราคุยกันแล้วว่าให้พี่หาที่นอนให้คุณคังไง” มินโฮโวยวาย และคังซึงยูนก็รีบพูด

 

            “ผมนอนที่ไหนก็ได้ครับ”

 

            “คุณจะนอนที่ไหนล่ะครับ” มินโฮถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะหลิ่วตาไปทางซ้ายที่เป็นห้องขัง “ในนั้นก็นอนได้นะ ถ้าคุณทนไหว ส่วนในแผนกนี่ ส่วนใหญ่ก็นั่งหลับที่เก้าอี้กันทั้งนั้น”

 

 

            เลขาหนุ่มหน้าเจื่อนเมื่อเห็นห้องขังตรงหน้า และห้องทำงานสอบสวนคดีอาชญกรรม สถานีตำรวจมาโปก็แคบเกินกว่าจะนอนที่พื้น แต่ถ้าจะให้ไปนอนในซาวน่าใกล้ๆ สถานี ซึงยูนก็ยังกลัวคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายกันแน่อยู่ดี ชายหนุ่มหันหน้าไปเพราะหวังพึ่งความเห็นจากสารวัตรอีที่ลุกไปเปิดตู้เย็นหยิบกาแฟยี่ห้อดังที่ขายเป็นขวดแก้วพร้อมดื่มออกจากตู้เย็น อีซึงฮุนเดินไปหาซงมินโฮและฟาดลงมือลงบนไหล่สารวัตรหนุ่มไม่เบานัก

 

 

            “มันจะยุ่งยากอะไรนักหนาวะ” คนเป็นรุ่นพี่พูดสบายๆ และยกกาแฟดื่ม “แกก็พาคุณคังเขาไปนอนที่ห้องพักชั้นบนไง หมอนผ้าห่มก็มีอยู่แล้ว”

 

            “ห้องมันสกปรกนะพี่”

 

            “ผมนอนได้ครับ ไม่เป็นไร” คังซึงยูนยิ้มบางๆ สีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที “นอนคืนเดียว ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

 

 

 

            สุดท้ายซงมินโฮก็ต้องพาคังซึงยูนเดินไปที่ห้องพักตำรวจชั้นบน สารวัตรหนุ่มเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายตอนเห็นสภาพห้องแล้วก็อดสงสารนิดๆ ไม่ได้ เพราะบรรดานายตำรวจที่ใช้ห้องพักทิ้งข้าวของไว้ระเกะระกะ แต่ยังดีที่ห้องไม่ได้มีกลิ่นอับ หรือกลิ่นบุหรี่ติดห้อง สารวัตรซงกวาดๆ เตะๆ ของที่กองบนพื้นออกให้เหลือที่ว่าง ก่อนจะหันไปบอกคังซึงยูนที่ยังยืนเงียบๆ

 

 

            “คุณคังไปอาบน้ำก่อนก็ได้ ห้องอาบน้ำอยู่ข้างๆ นี่เอง แต่น้ำอุ่นมันก็อุ่นบ้างไม่อุ่นบ้างนะครับ เครื่องทำน้ำอุ่นมันเก่าแล้ว” มือแข็งแรงยื่นถุงใส่อุปกรณ์อาบน้ำที่สั่งสิบตรีน้องเล็กให้วิ่งไปซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ให้ซึงยูน “ใช้ของพวกนี้ได้เลยนะครับ ส่วนชุดนอนกับผ้าเช็ดตัว ใช้ของผมแล้วกัน ซักสะอาดนะครับ ผมส่งไปร้านซักรีดหลังสถานี ยังไม่ได้แกะถุงเลย”

 

            “ขอบคุณนะครับ ผมรบกวนสารวัตรตลอดเลย”

 

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณไปอาบน้ำเถอะ”

 

 

            คังซึงยูนรับถุงเสื้อผ้าไปจากมินโฮอย่างว่าง่าย และเดินออกไปอาบน้ำ สารวัตรหนุ่มรีบกวาดเสื้อผ้าที่กองเกะกะใส่ตะกร้า ขยะจำพวกถุงพลาสติกถูกจับยัดใส่ถุงดำ ห้องพักถูกกวาดทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว ซงมินโฮทำทุกอย่างเสร็จพอดีเมื่อคังซึงยูนเปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง เลขาหนุ่มอยู่ในเสื้อยืดกับกางเกงนอนตัวหลวมโพรก แต่สีหน้าดูสดใสกว่าเดิมมาก มินโฮจึงรีบบอก

 

 

            “นอนได้เลยนะ พวกเครื่องนอนคุณใช้ของผมได้ เพิ่งซักมาเหมือนกัน ชุดเก่าจะฝากไปส่งร้านซักรีดก็ได้นะ”

 

            “ขอบคุณครับ” คังซึงยูนนั่งลงกับพื้นห้องและเช็ดผมเปียกๆ ของตัวเองก่อนจะถาม “สารวัตรซงเอานาฬิกาที่เจอในห้องคุณจีซูไปตรวจเหรอครับ เมื่อกี๊ผมได้ยินตอนคุยกับสารวัตรอี”

 

            “ใช่ ไปตรวจลายนิ้วมือ กับพวกสารประกอบอื่นๆ ที่อาจจะพอเป็นเบาะแสได้น่ะ”

 

            “แล้วรู้ไหมครับว่าใครเป็นเจ้าของ”

 

            “ไม่รู้ เพราะว่าที่ร้านรับทำนาฬิกาเขาไม่บอกรายละเอียดลูกค้าที่สั่งทำ ต้องขอหมายไปพรุ่งนี้”

 

            “ผมขอดูรูปหน่อยได้ไหมครับ”

 

            “รูปเหรอ ได้สิ”

 

 

            ซงมินโฮนั่งลงตรงหน้าซึงยูนและเปิดรูปภาพที่จินอูส่งให้ในโทรศัพท์ยื่นให้ซึงยูนดู เลขาหนุ่มเลื่อนดูเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดที่ภาพหนึ่ง ที่เป็นภาพถ่ายด้านหลังหน้าปัดนาฬิกา คิ้วของคังซึงยูนขมวดมุ่น ก่อนจะยื่นโทรศัพท์กลับมาให้มินโฮดู

 

 

            “สารวัตรดูนี่สิครับ มีสลักตัวเลขไว้ 4 ตัวข้างหลังนี่ ตามตำแหน่งบน ล่าง ซ้าย ขวาเหมือนเลข 3 6 9 12 ที่บนหน้าปัดเลย แต่อันนี้เป็นเลข 1 0 0 4”

 

            “1004 เหรอ”

 

            “ใช่ครับ เหมือนเลขรหัสผ่านเข้าห้องผมเลย 1004 ชอนซา ที่หมายถึงเทวดาไงครับ”

 

            “ทำไมต้องสลักแบบนี้ด้วยนะ”

 

 

            สารวัตรหนุ่มอุทานด้วยความไม่เข้าใจ แต่สีหน้าของคังซึงยูนเหมือนคนที่นึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนที่ใบหน้านั้นจะดูขาวเผือด และดวงตาเบิกกว้าง

 

 

            “สารวัตร” คังซึงยูนพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “1004 นี่มัน วันเกิดของอึนยองนี่ครับ ผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ว่าพอพูดถึงเรื่องตัวเลขขึ้นมา ผมถึงนึกถึงตอนที่อึนยองแนะนำตัวหน้าห้องตอนเราเข้ามัธยมปลายปีแรก ผมจำได้ว่า เธอบอกว่า เธอชื่อคิมอึนยอง เกิดในวันของนางฟ้า คือเดือน 10 วันที่ 4”

 

           

            สารวัตรหนุ่มนิ่งเงียบ ในขณะที่พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่อึนยองจะเป็นเจ้าของนาฬิกาไปด้วย คังซึงยูนก็ยังพูดต่อไป

 

 

            “ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ ที่มันจะเป็นของคุณอึนยอง งั้นพรุ่งนี้เราจะได้รู้กันว่าใช่ของคุณคิมอึนยองหรือเปล่า”

 

            “แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีคนฆ่าอึนยองด้วย”

 

            “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

 

 

 

 

            ซงมินโฮพูดเบาๆ และคิดในใจว่าคดีของคิมอึนยองอาจจะไม่ได้ซับซ้อน แต่เขาแค่ยังหาปมของมันไม่เจอเท่านั้น




anonym_minyoon




anonym's message : ตอนที่ 3 มาแล้วค่ะ เหมือนปมจะคลายแต่ก็ไม่คลายเลย 55 ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ในตอนที่แล้วด้วยนะคะ 

ยังไงก็ฝากติดตามต่อด้วยค่ะ บอกเราได้ว่าชอบไม่ชอบยังไงในคอมเมนต์ที่นี่ หรือ #คดีมินยูน หรือ @anonym_minyoon ในทวิตเตอร์นะคะ ขอบคุณค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #13 SKYLER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 14:47

    เห็นภาพสารวัตรอีเป็นพระเอกแอคชั่นเท่ๆเลยค่ะ เสียดายจับคนร้ายไม่ได้ เป็นห่วงคุณเลขามากๆ ลุ้นๆๆๆๆๆ

    #13
    0
  2. #12 Inseo Siam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 01:02

    แล้วทำไมซึงยุนต้องใช้รหัสผ่านเข้าห้องเปนเลขวันเกิดอึนยองด้วยอ่ะ ... ทำไมไม่ใช้วันเกิดตัวเอง...???”

    #12
    0
  3. #11 hugegirl (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 20:53
    สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆ อ่านแล้วไม่เบื่อเลยค่ะ ลุ้นตลอด กลายเป็นว่าโจรมีผญ เพิ่มมาอีก 1 คนด้วยหรอ
    #11
    0
  4. #10 Minyoon lovely (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 20:44

    สารวัตรช่วยเลขาคังด้วยค่ะพวกโจรนี่แสดงว่ามีหลายคนเลยน่ากลัวอะ

    #10
    0
  5. #9 pray_paphaw (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 20:17
    อูยยยยยยย ทำไมมันเครียดอย่างนี้ ㅠㅠ นี่อยากเดาคนร้ายมากแต่กลัวหน้าแตก5555555 ยังรอตอนต่อไปฮะ เผื่อจะถูกกับที่เดา
    #9
    0