[MINYOON - WINNER] Simply Complexity

ตอนที่ 2 : Section 2 : WHERE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    6 ก.ย. 61

Place [noun]

- a particular position or point in space.

 

 

 

 

ร้านสะดวกซื้อ, จียางโร, ยางชอนกู, โซล

 

 

คิมจีซูถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยระหว่างเปลี่ยนชุดพนักงานร้านสะดวกซื้อออก และสวมชุดของตัวเองก่อนจะเดินออกมาในร้านหยิบข้าวห่อสาหร่าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่มไปจ่ายเงิน แล้วเดินไปนั่งที่เคาน์เตอร์ แสงไฟสว่างทำให้บริเวณถนนหน้าร้านสะดวกซื้อที่จีซูมาทำงานพิเศษไม่วังเวงทั้งที่เป็นเวลาตีสาม

 

 

วันนี้เธอทำงานพิเศษตั้งแต่ 3 ทุ่มจนถึงตีสาม พนักงานที่เข้ากะต่อมาถึงไว จีซูจึงพอเหลือเวลากินมื้อดึกก่อนกลับบ้าน ดวงตากลมโตมองนาฬิกาข้อมือเรือนใหม่เอี่ยมที่ราคาแพงกว่าค่าเช่าห้องพักแคบๆ ที่เธอเช่าอยู่เสียอีก มือเรียวคนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พลางนึกถึงคนที่ให้นาฬิกาเรือนนี้กับเธอ

 

 

คิมอึนยอง

 

 

จีซูนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อนระหว่างคนข้าวห่อสาหร่ายปนไปกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งที่สุกแล้ว เธอเล่าเรื่องของคิมอึนยอง เกือบทุกเรื่องให้คุณตำรวจหน้าเข้มที่มาสอบถามคนนั้นฟัง ยกเว้นเรื่องค่าจ้างที่คิมอึนยองให้เธอเป็นพิเศษสำหรับการส่งพัสดุกล่องย่อมๆ กล่องนั้นให้ทันเวลา

 

 

หญิงสาวไม่กล้าบอกตำรวจไปตามความจริงว่า คิมอึนยองกำชับจนเกือบจะเป็นข่มขู่ให้เธอส่งกล่องพัสดุนั่นไปในเช้าวันนั้น จีซูไม่กล้าพูดออกไปว่า คิมอึนยองสั่งไว้อย่างหนักแน่นว่า ต้องใส่ชื่อ และเบอร์โทรของเธอเป็นผู้ส่งเท่านั้น และจะต้องส่งให้ทันภายในวันนั้น

 

 

จีซูเกือบไม่รับปาก แต่คิมอึนยองยื่นกล่องนาฬิการาคาแพงเรือนนี้มาให้ และบอกว่า เป็นรางวัลสำหรับงานง่ายๆ แค่ส่งพัสดุเท่านั้น

 

 

ใครจะไม่รับของมีราคาขนาดนี้ .... คิมจีซูคิดในใจ

 

 

ตากลมของหญิงสาวเหลือบไปมองเมื่อเห็นร่างสูงเดินฝ่าความมืด และเงียบของถนนสายเล็กๆ นี้มาใกล้ร้านสะดวกซื้อ ปกติแล้วชีวิตเมืองหลวงทำให้ผู้คนไม่ใส่ใจกันและกัน จีซูเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น แต่อดใจไม่มองไม่ได้ เมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาสวมชุดดำทั้งชุด และสวมเสื้อโค้ทตัวยาวทับฮู้ด ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หมวกเสื้อฮู้ด สวมแว่นตาดำ และใส่ผ้าปิดปากสีดำ

 

 

ที่สำคัญ คนคนนั้นกางร่มสีดำคันโตทั้งที่ฝนไม่ตก และอากาศอบอุ่นเกินกว่าจะแต่งตัวพิลึกพิลั่นอย่างนี้

 

 

คนแต่งตัวประหลาดเดินก้มหน้าเข้ามาในร้าน จีซูคิดในใจว่าดูยากเหลือเกินว่าคนคนนี้เป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย เพราะเสื้อผ้าปิดบังสัดส่วนจนหมด และรองเท้าก็เป็นรองเท้าบู๊ทคู่ใหญ่ที่ใส่ได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง คนคนนั้นหยุดยืนอยู่หน้าตู้เครื่องดื่มนานจนกระทั่งจีซูกินบะหมี่หมดชาม และลุกเดินออกจากร้าน

 

 

แวบหนึ่งที่หันมองกลับเข้าไปด้านในร้าน คนแต่งตัวประหลาดนั่นมายืนอยู่ที่ตู้แช่ฝั่งที่ติดกับริมกระจก และจ้องมองจีซูผ่านแว่นดำนั้น ทั้งที่ไม่เห็นแววตา แต่จีซูมั่นใจว่าตัวเองเป็นเป้าสายตาของอีกฝ่าย

 

 

 

 

ขนอ่อนบนต้นคอของหญิงสาวลุกชันขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

 

 

 

 

สถานีตำรวจมาโป, โซล

 

 

            ซงมินโฮ รับราชการตำรวจมาตั้งแต่เรียนจบ เขาทำผลงานได้ดี และรับผิดชอบปิดคดียากๆ ได้สำเร็จ จนทำให้เลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็ว ใครๆ ก็พูดกันว่าเขาเป็นนายตำรวจหนุ่มอนาคตไกล ที่ไม่เคยหวั่นไหวเมื่อต้องเจอกับผู้ต้องหาที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์ แต่ตอนนี้ซงมินโฮกำลังทำตัวไม่ถูก

 

 

            ก็ใครใช้ให้เลขาหนุ่มแก้มขาวนั่นมาเดินเสิร์ฟขนม ชงกาแฟให้เจ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจแบบนี้กันล่ะ

 

 

            สารวัตรหนุ่มทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเพื่อนร่วมงานในแผนกชมชายหนุ่มที่ยิ้มแป้นเป็นเด็ก คอยวิ่งวุ่นดูแลบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสืบสวนในสถานี

 

 

            “คุณคัง เลือกขนมมาอร่อยจริงๆ นะครับ” สารวัตรรุ่นพี่ของมินโฮพูดกับซึงยูนอย่างใจดี

 

            “จริงเหรอครับคุณนักสืบ” คนถูกชมยิ้มแก้มแทบปริ ก่อนจะบอกต่อ “ร้านนี้ผมสั่งไปที่ทำงานบ่อยๆ เวลามีประชุม ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ เลยนะครับ”  

 

            “นานๆ ทีจะได้ดื่มกาแฟดีๆ แบบนี้นะครับ” ตำรวจวัยกลางคนที่ยศน้อยกว่ามินโฮอีกคนยกแก้วกาแฟสดที่ซึงยูนสั่งจากร้านขึ้นมาให้คุณเลขาดูด้วย “ผมดื่มหมดไม่เหลือสักหยดเลยครับ”

 

            “งั้นเอากาแฟเพิ่มอีกนะครับ” ซึงยูนพูดพลางยิ้มกว้างและหยิบกาแฟให้

 

“นี่ถ้าไม่มีสารวัตรซง พวกเราไม่รู้ว่าจะได้กินของดีๆ แบบนี้ไหมนะครับ” นายตำรวจที่นั่งมุมห้องพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนล้อเลียน “คุณคังของสารวัตรซงนี่ช่วยพวกเราไว้แท้ๆ เลย”

 

            “พอได้แล้วครับ”

 

 

            เสียงดุๆ ของสารวัตรหนุ่มทำเอาทั้งคังซึงยูนและสิบเอกนายนั้นหน้าเสียกันทั้งคู่ ซงมินโฮเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ความจลาจลย่อมๆ เมื่อครู่นี้กลับคืนสู่ความสงบเมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง เหลือแต่คนที่เข้ามาก่อนความวุ่นวายที่ยืนหันรีหันขวางอยู่หน้าโต๊ะที่วางขนมกับเครื่องดื่ม

 

 

            “นี่คุณ” คิ้วเข้มของสารวัตรเลิกขึ้นหน่อยหนึ่ง ตาเรียวรีของซึงยูนมองกลับมาด้วยความงุนงง ทำให้มินโฮต้องพูดต่อ “ขนของมาเลี้ยงที่สถานีตำรวจเยอะขนาดนี้ ไม่รู้เหรอครับว่ามันผิดกฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชั่น เพราะมันดูเหมือนคุณพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยของกินพวกนี้”

 

            “ของพวกนี้ไม่ใช่สินบนนะครับ” คังซึงยูนทำตาโต แล้วเถียงเสียงดัง “ผมแค่อยากเอาของมาขอบคุณพวกคุณตำรวจที่ช่วยดูแลคดีอึนยองให้”

 

            “ไม่จำเป็นหรอกครับ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่อยู่แล้ว ยกเว้นว่า คุณกลัวคนจับได้ว่ามีส่วนกับคดีนี้ด้วย”

 

 

            คำพูดของมินโฮทำให้ทั้งแผนกเงียบกริบ รวมทั้งเลขานุการฝ่ายการตลาด บริษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพมุนฮวาด้วย มินโฮพยายามมองหาความผิดปกติของสีหน้า และแววตาของคังซึงยูนที่มองมา แต่อีกฝ่ายกลับตอบอย่างเยือกเย็น

 

 

            “ถ้าคุณมีหลักฐาน ก็เอาผิดผมได้เลยครับ ผมไม่หนีแน่ แต่ที่ผมอยากให้คุณตำรวจช่วยเรื่องคดีอึนยองให้ถึงที่สุด เพราะเธอไม่มีญาติเหลือเลยสักคน แล้วตอนนี้ยังไม่มีใครมาขอรับศพเธอไปจัดการเลยไม่ใช่เหรอครับ อึนยองน่ะ เป็นคนน่าสงสาร เพราะตอนเธอมีชีวิตอยู่ เธอก็ไม่มีใครเลย แล้วยังต้องมาตายแบบนี้อีก”

 

 

            คำพูดของคังซึงยูนทำให้คนฟังในแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรมเงียบกันไปหมด ถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจในแผนกจะพบเจอกับคดีที่น่าสะเทือนใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะไร้ความรู้สึกกันไปหมด สารวัตรหนุ่มเจ้าของคดีมองหน้าหนึ่งในผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมคิมอึนยองอยู่นานร่วมนาที ก่อนจะชี้มือไปที่เก้าอี้ใกล้ๆ ตัวที่ยังว่าง ซึงยูนนั่งลงอย่างใจเย็น สารวัตรซงจึงถามคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

 

            “หมายความยังไงครับ ที่บอกว่าคุณคิมอึนยองไม่มีใครเลย”

 

            “ในโซลผมไม่รู้ว่าเธอรู้จักใครบ้างนะครับ” ซึงยูนตัดสินใจเล่าเรื่องอึนยองตามจริง “แต่ที่ปูซาน พ่อแม่เธอเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก เธออยู่กับยายที่เสียไปตอนก่อนเรียนจบ และเธอไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว”

 

            “แต่เธอเป็นเพื่อนคุณ”

 

            “เราเรียนห้องเดียวกันครับ อึนยองเป็นเพื่อนร่วมชั้น” คังซึงยูนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อตาคมของสารวัตรหนุ่มมองมาด้วยคำถาม “เราเป็นแค่เพื่อนจริงๆ ครับ แต่เธอชอบจดการบ้านมาให้ผม เพราะผมไม่ค่อยเข้าเรียน อึนยองเป็นหัวหน้าห้องน่ะครับ”

 

            “ปกติเด็กที่เป็นหัวหน้าห้อง ถ้าไม่ใช่คนที่เรียนเก่งที่สุด ก็เป็นคนที่เพื่อนรักที่สุดนี่ครับ”

 

            “อึนยองเรียนเก่งที่สุดในห้องครับ แต่ไม่มีใครรักเธอสักคน” ซึงยูนพูดอย่างระมัดระวัง “พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นที่โรงเรียนตอนเราเรียน ม.ปลาย ปีแรกครับ ในห้องรวมเงินกันเพื่อจัดงานฉลองปีใหม่ เพื่อนที่เป็นคนเก็บเงินทำเงินหาย ไม่มีใครสงสัยอึนยองจนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งมาบอกคนอื่นๆ ในห้องว่า ได้ยินว่าอึนยองไปซื้อของให้คุณยายเยอะมากในวันที่เงินหายไป ถ้าเธอมีเงินทุกคนคงเฉยๆ แต่เพราะใครๆ ก็รู้ว่าอึนยองลำบากเรื่องเงินมาก ทุกคนถามอึนยอง แต่เธอไม่ยอมรับ เพื่อนๆ ก็เชื่อว่าเธอเอาเงินไปแน่ๆ หลังจากนั้นก็เลยไม่มีใครคุยกับเธออีก ขนาดตอนงานศพคุณยายเธอ ยังไม่มีใครในห้องไปงานสักคนเลยครับ”

 

            “แต่คุณสนิทกับเธอนี่ครับ”

 

            “ไม่เชิงสนิทหรอกครับ อย่างที่บอก เธอชอบแวะไปที่บ้านผม จดการบ้านไปให้ เพราะคุณแม่ผมจะให้กับข้าว หรือของใช้จำเป็น ไม่ก็ข้าวสารกับเธอทุกครั้งที่เธอแวะมาครับ เธอเลยคอยแวะมาบ่อยๆ ตอนจบมัธยมปลาย เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่กลับไม่ได้ทุนการศึกษาทั้งที่คะแนนเธอดีมาก ผมไม่แน่ใจว่าทำไม แต่เธอย้ายเข้ามาในโซล และเราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยครับ”

 

 

            ซงมินโฮรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่รู้สึกถึงความขัดแย้งหลายอย่างในตัวคิมอึนยองจากเรื่องที่ซึงยูนเล่า เพราะหลังจากที่เขาสอบประวัติหญิงสาวผู้เสียชีวิต ซงมินโฮพบว่าห้องที่คิมอึนยองเช่าอยู่เป็นห้องเช่าราคาแพงที่มีค่าประกันสูงลิบ และเงินสดในบัญชีของหญิงสาวก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คิมอึนยองไม่ได้ทำงาน และเธอมีวุฒิการศึกษาเพียงแค่ระดับมัธยมปลายเท่านั้น

 

 

นายตำรวจหนุ่มมองหน้าเคร่งเครียดของคังซึงยูน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

 

 

            “เอาล่ะครับ คุณกลับไปพักก่อนดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องแวะมาที่สถานีตำรวจอีก ถ้ามีอะไรผมจะติดต่อไปเองครับ”

 

            “คือผม ...”

 

            “มีอะไรครับ” มินโฮมองสีหน้าอึกอักของอีกฝ่าย

 

            “มีเบอร์แปลกๆ โทรเข้ามือถือผมครับ”

 

 

            สารวัตรหนุ่มเป็นฝ่ายที่ทำตาโตแทน คังซึงยูนเลยเริ่มเล่าเหตุการณ์ประหลาดๆ ที่เจอ

 

 

“หลังจากที่ผมเอาเครื่องเพชรให้คุณวันก่อน ผมก็ไปทำงาน กลับบ้านตามปกติ แต่มีเบอร์แปลกๆ โทรมา พอผมรับสายก็เงียบ แล้วก็จะมีเบอร์แปลกๆ เบอร์อื่นโทรมาอีกครับ แต่ก็เงียบเหมือนเดิม”

 

“เดี๋ยวผมจะลองเช็คประวัติการโทรเข้าให้ครับ”

 

“จะไม่เป็นไรใช่ไหมครับ” คังซึงยูนถามพลางยิ้มแหยๆ “โทรครั้งสองครั้ง ผมก็รู้สึกแปลกๆ แต่เบอร์แปลกๆ เนี่ย โทรเข้ามาตอนเที่ยงคืนทุกคืนหลายวันแล้ว ผมก็ประสาทเสียหน่อยๆ แล้วล่ะครับ”

 

“ผมจะรีบเช็คให้เลยครับ ได้เรื่องแล้วจะบอกคุณนะครับ”

 

“ครับ ขอบคุณนะครับ” เลขาหนุ่มยิ้มจนตาหยีเหมือนเด็กๆ “คุณสารวัตรซงนี่ดูเหมือนดุ แต่จริงๆ ก็ใจดีนะครับ”

 

“ผมไม่ได้ดุสักหน่อย” มินโฮเถียงกลับแล้วเผลอตัวทำหน้างอ คนที่มองอยู่หัวเราะ ก่อนจะพูดอย่างขำๆ

 

“สารวัตรทำหน้าเหมือนงอนผมเลยครับ”

 

“ผมเปล่านะ!

 

 

ซงมินโฮทำตาคว่ำใส่อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว คังซึงยูนหัวเราะเสียงใสจนเห็นรอยบุ๋มเล็กๆ ที่คาง ก่อนจะพูดไปด้วยหัวเราะไปด้วยเหมือนยอมแพ้

 

 

“โอเคครับ ไม่ได้งอนก็ไม่ได้งอน”

 

 

มินโฮทำตาคว่ำไม่เลิกเมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นไปหยิบขนม กับกาแฟที่เหลือไปวางตามโต๊ะเจ้าหน้าที่ตำรวจในแผนกจนครบ และย้อนกลับมาที่โต๊ะทำงานของสารวัตรหนุ่ม พร้อมกับขนมทาร์ตกล่องหนึ่งที่คังซึงยูนหยิบออกมาจากถุงหิ้ว คังซึงยูนก้มหน้ามาพูดกับสารวัตรหนุ่มเบาๆ

 

 

“อันนี้ทาร์ตผลไม้ร้านอร่อยครับ ผมเอามาฝากสารวัตรซงคนเดียวเลยครับ”

 

 

 

 

ซงมินโฮทำหน้าไม่ถูกเมื่ออีกฝ่ายยิ้มแป้นเหมือนเด็ก สัญชาติญาณนักสืบของมินโฮร้องเตือนให้อยู่ห่างๆ รอยยิ้มของคังซึงยูน เพราะมันทำให้หัวใจไขว้เขวชอบกล

 

 

 

 

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, จียางโร, ยางชอนกู, โซล

 

 

            อีซึงฮุนก้าวยาวๆ ไปตามทางเดินในตึกสำนักงานขนาดใหญ่ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งเพราะหน้าที่การงาน เจ้าหน้าที่ในหลายแผนกจึงเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่จุดมุ่งหมายของซึงฮุน อยู่ที่แผนกนิติวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัย ซึ่งรับตรวจพิสูจน์หลักฐานในคดีต่างๆ ด้วย

 

 

            ซึงฮุนเคาะประตูห้องแผนก และเปิดเข้าไปทันที ในห้องมีโต๊ะทำงานหลายตัวที่มีเอกสารมากมายวางกองอยู่ สุดมุมห้องเป็นทางเดินยาวเข้าไปสู่ห้องปฏิบัติการ มีกระจกกั้นแยกสัดส่วนชัดเจน สารวัตรหนุ่มชะเง้อมองไปทั่วห้อง แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่สักคน

 

 

            ขายาวก้าวไปที่โต๊ะซึ่งมีป้ายชื่อของเจ้าหน้าที่ที่สนิทสนมกันและทำท่าจะชะโงกดูที่โต๊ะทำงาน แต่จู่ๆ ก็มีใครบางคนโผล่พรวดมาจากใต้โต๊ะ เล่นเอาเจ้าหน้าที่หนุ่มสะดุ้งโหยงพลางอุทานลั่นด้วยความตกใจ

 

 

            “พระเจ้าช่วย! พี่เล่นบ้าอะไรของพี่เนี่ย”

 

 

            คนตกใจเผลอพูดภาษาถิ่นปูซานออกไปโดยไม่ทันยั้งปาก ทำเอาคนที่โผล่มาจากใต้โต๊ะหัวเราะร่วน ชายหนุ่มเจ้าของห้องกระชับเสื้อกาวน์ที่สวมอยู่ให้เข้าที่ แล้วถามด้วยน้ำเสียงสดใส

 

 

            “ขวัญอ่อนจริงๆ เลยนะหนุ่มปูซานเนี่ย” เจ้าหน้าที่หนุ่มที่ตากลมใสเหมือนกวางแกล้งแหย่ “ไงล่ะ สารวัตรอี ลมอะไรหอบมาถึงนี่”

 

            “วิญญาณคนตายส่งมามั้ง” อีซึงฮุนประชด ก่อนจะกลับมาพูดสำเนียงโซล “พี่ลงไปทำอะไรใต้โต๊ะล่ะเนี่ย”

 

            “ปากกาตกเลยลงไปเก็บน่ะ” เจ้าหน้าที่หนุ่มยกปากกาขึ้นโบกอวด

 

“แค่เก็บปากกาแค่นี้ เล่นเอาผมตกใจหมด” สารวัตรหนุ่มตำหนิไม่จริงจัง และยื่นกล่องเครื่องประดับที่ใส่ในถุงซิปล๊อคพลาสติก “เอาของมาให้พี่ช่วยตรวจลายนิ้วมือให้หน่อย”

 

            “อะไรเนี่ย”

 

 

            เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์พลิกของในซองดู ก่อนจะหยิบถุงมือมาสวม และเปิดกล่องกำมะหยี่ออกดูก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

 

            “โอ นี่มันคดีเครื่องเพชรประจำตระกูลหรือไงเนี่ย”

 

            “พี่จินอูก็พูดเกินไป คดีฆาตกรรมที่เป็นข่าววันก่อนไง ที่มีผู้หญิงโดนปาดคอในห้อง”

 

            “สร้อยเพชรที่นี่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเหรอ”

 

“เปล่าครับ แต่มันเป็นของที่ผู้ตายฝากส่งคนส่งให้เพื่อนเก่า” อีซึงฮุนลากเก้าอี้มานั่งลงที่หน้าโต๊ะทำงานของคิมจิมอู “ไอ้มินโฮมันฝากมา ตอนแรกผมจะเอาไปส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน แต่มันไม่ยอม”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“พี่ก็รู้” ซึงฮุนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ “เกิดเครื่องเพชรเนี่ย มีลายนิ้วมือคนใหญ่คนโตขึ้นมา คดีนี้ก็จบกัน”

 

“ซงมินโฮกับนายเนี่ย ทำงานเข้าขากันดีตลอดเลยนะ”

 

 

คิมจินอูพูดพลางเก็บเครื่องเพชรลงในกล่อง และใส่ลงถุงซิปล๊อค ก่อนจะเอาของทั้งหมดใส่ในซองเก็บหลักฐาน ปิดซองและเขียนชื่อผู้ฝากตรวจ พร้อมกับชื่อผู้รับของอย่างละเอียด

 

 

“เออ ซึงฮุน พี่ถามหน่อยสิ” คิมจินอูถามเหมือนนึกขึ้นได้ “ในกล่องเครื่องเพชรไม่มีใบรับประกันมาเหรอ ปกติเครื่องเพชรพวกนี้ต้องมีใบรับประกันจากร้านที่ทำนะ”

 

“ใบรับประกันเหรอครับ ที่ผมไม่มีนะ ส่วนมินโฮก็ไม่น่าเอาออกไปแน่ถ้ามี” อีซึงฮุนพูดพลางหรี่ตาอย่างใช้ความคิด “ผมว่าถ้ามี เราอาจจะเอากลับไปหาเจ้าของมันได้”

 

“ลองหาดูนะ ส่วนเรื่องลายนิ้วมือ เดี๋ยวพี่จะตรวจให้”

 

“อ้อ! ผมมีบันทึกลายนิ้วมือคนที่ได้รับของมาให้พี่” ซึงฮุนส่งแฟลชไดร์ฟให้จินอู แล้วพูดต่อ “มินโฮมันให้เขาพิมพ์ลายนิ้วมือเก็บไว้ เพราะคนที่ได้รับของ บอกว่าเขาเปิดกล่องดู”

 

“ดีเลย ถ้าเจอลายนิ้วมือพี่จะลองเทียบกันดู”

 

“ขอบคุณครับ”

 

            “ไม่เป็นไร เป็นหน้าที่พี่อยู่แล้ว แต่สังหรณ์ใจชอบกลนะเนี่ย”

 

            “ทำไมล่ะพี่”

 

            “ก็นายกับมินโฮจับมือกันทำคดีทีไร เป็นคดีใหญ่ทุกที”

 

            “มันเป็นคำชมใช่ไหมเนี่ยพี่จินอู”

 

            “ชมสิ นายกับมินโฮเนี่ย เป็นโคนันแห่งสถานีตำรวจมาโปเลย”

 

            “ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกน่า” ซึงฮุนพูดขำๆ แต่คิมจินอูทำหน้าเฉย ก่อนจะตอบ

 

            “เปล่า พี่หมายถึงนายกับมินโฮจับมือกันไปทำคดีที่ไหน ต้องมีคนฆ่ากันตายเพิ่มทุกทีเลย”

 

 

 

 

            อีซึงฮุนโวยวายจนคิมจินอูหัวเราะร่วน แต่สารวัตรหนุ่มก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าคิมจินอูก็ไม่ได้พูดเกินจริงไปในเรื่องที่มักจะมีคนฆ่ากันตายเกิน 1 ศพทุกครั้งที่เขาและมินโฮสืบคดีด้วยกัน

 

 

 

 

คอนโดมิเนียม, ซังอัมดง, โซล

 

 

            คังซึงยูนไม่กล้าเข้านอน เขานั่งกลั้นหาว และจ้องนาฬิกาบอกเวลาที่โต๊ะข้างเตียง หลังจากเรื่องโทรศัพท์ประหลาดที่โทรมาเขย่าขวัญเขาตอนเที่ยงคืนทุกคืน ซึงยูนลงทุนไปซื้อสัญญาณกันขโมยแบบติดตั้งเองมาติดที่ประตู หน้าต่างทุกบานในบ้านตัวเอง เขาเดินตรวจว่าเครื่องกันขโมยทุกตัวเปิดเครื่องทำงานแล้วก่อนที่จะมานั่งกอดผ้าห่มอยู่บนเตียง

 

 

            ยิ่งนาฬิกาใกล้เที่ยงคืน ซึงยูนยิ่งรู้สึกประสาทเสีย

 

 

            เวลาเดินผ่านเที่ยงคืนไปโดยไร้เสียงเขย่าประสาทของโทรศัพท์ที่โทรมาแล้วไม่มีคนพูด คังซึงยูนถอนหายใจอย่างโล่งอก และนึกขำที่ตัวเองประสาทเสียจนไม่กล้าเข้านอน ชายหนุ่มลงจากเตียงเพื่อจะไปปิดไฟ แต่เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าทำเอาสะดุ้งจนเกือบล้มลงไปนั่ง

 

 

            ตาเรียวของซึงยูนเบิกมองโทรศัพท์อย่างหวาดๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นเบอร์คนที่โทรเข้ามา

 

 

            “ครับ สารวัตรซง” ซึงยูนรับสายด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นปกติ

 

            “คุณ มีโทรศัพท์เข้ามาหรือเปล่าครับ”

 

            “ไม่มีครับ”

 

            “ผมกำลังเป็นห่วงอยู่เลย”

 

 

            หัวใจของคังซึงยูนเต้นผิดจังหวะ เพราะประโยคล่าสุดของสารวัตรหนุ่ม

 

 

“เพราะผมเช็คเบอร์โทรเข้าของคุณอยู่ เบอร์ที่โทรตอนเที่ยงคืนโทร เป็นเบอร์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะในย่านซังอัมทั้งนั้น สายที่โทรหาคุณเมื่อคืน โทรจากตู้ที่ห่างจากคอนโดคุณแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเอง”

 

“อะไรนะครับ”

 

 

ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเมื่อครู่หายวับไปหมด คังซึงยูนรู้สึกตัวชา และเย็นวูบตั้งแต่กลางกระหม่อมจรดปลายเท้า เพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภับที่คืบคลานมาใกล้ตัว

 

 

“คุณคัง ฟังอยู่ไหมครับ”

 

“ครับ ฟังอยู่ครับ”

 

“ช่วงนี้คุณไปไหนมาไหนระวังหน่อยนะครับ”

 

“ครับ ผมจะระวังตัว”

 

“คุณเลี่ยงๆ การทำกิจกรรมประจำวันแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ก็ดีนะครับ อย่างกลับบ้านลองกลับไม่ตรงเวลาดู แล้วก็เปลี่ยนเส้นทางการกลับบ้านดู”

 

“ผมจะลองดูครับ” ซึงยูนรับปากทั้งที่ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เพราะชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเขามีแบบแผนค่อนข้างแน่นอน

 

“แล้วถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล นึกถึงผมเป็นคนแรกได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

 

 

 

 

หัวใจของคังซึงยูนเต้นผิดจังหวะ เพราะคำพูดของสารวัตรหนุ่มเป็นครั้งที่ 2

 

 

 

 

ห้องพักแบบโคชีวอน, จียางโร, ยางชอนกู, โซล

 

 

            ตึกเก่าขนาด 4 ชั้นถูกปรับเป็นห้องพักเล็กๆ เรียงรายกันไปในชั้น ห้องพักราคาถูกที่มีแค่เตียงเดี่ยว ห้องน้ำ และโต๊ะเขียนหนังสืออัดรวมกันอยู่ในพื้นที่ที่ก้าวยาวๆ ได้ไม่ถึง 10 ก้าวด้วยซ้ำ เป็นห้องพักของคิมจีซู หญิงสาวทำหน้าเบื่อหน่ายเมื่อเดินมาถึงหน้าประตู และพบว่าเครื่องอ่านคีย์การ์ดทางเข้าตึกไม่ทำงาน

 

 

            “พังอีกแล้ว เฮงซวยจริงๆ” หญิงสาวพึมพำ และเดินลากขาเข้าตึกไป

 

 

            ความเหนื่อยล้าทำให้คิมจีซูไม่สนใจอะไรรอบตัวอีก หญิงสาวถอนหายใจและเดินขึ้นไปที่ห้องพักที่อยู่บนชั้น 4 ตึกเฮงซวยนี่ไม่มีลิฟต์โดยสาร ทางเดียวที่จะขึ้นห้องพักได้ ก็คือการเดินขึ้นบันไดไปทีละชั้นๆ ไฟที่ชานพักบันไดแต่ละชั้นจะติดเองเมื่อมีคนเดินผ่าน และไฟชานพักบันไดดวงสุดท้ายที่ติดคือชั้น 4

 

           

            เวลาไม่กี่อึดใจ กระจกฝ้าขนาดกว้างไม่เกินหนึ่งไม้บรรทัดที่เป็นช่องแสงสำหรับห้องน้ำของห้องหนึ่งบนชั้นสี ก็มีแสงสว่าง บ่งบอกว่าคนในห้องเปิดไฟแล้ว          

 

 

งานหนักจากที่ร้านทำเล็บ และร้านสะดวกซื้อทำให้จีซูไม่ทันสังเกตเห็นว่า ร่างสูงที่สวมชุดดำทั้งชุด  สวมเสื้อโค้ทตัวยาวทับฮู้ด ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หมวกเสื้อฮู้ด สวมแว่นตาดำ และใส่ผ้าปิดปากสีดำ เดินตามมาห่างๆ หลังจากที่เธอเลิกงานที่ร้านสะดวกซื้อตอนตีสาม จีซูไม่รู้ตัวเลยว่าถูกติดตามมาร่วมอาทิตย์ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างสูงนั้นแฝงตัวอยู่ตรงซอกตึกใกล้ๆ และคอยมองอย่างอดทน เพื่อสังเกตว่าหญิงสาวพักอยู่ที่ชั้นไหน และห้องไหน

 

 

ไฟชานพักบันไดดวงสุดท้ายติดที่ชั้น 4 แสงสว่างจากช่องแสงที่เปิดขึ้นซ้ำๆ ทุกคืนที่ห้องที่ 3 จากทางซ้าย เป็นสัญญาณที่ทำให้คนที่เฝ้ามองแน่ใจ

 

 

โชคชะตากลายเป็นเหรียญสองด้านสำหรับคนสองคนในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อเครื่องอ่านคีย์การ์ดเข้าตึกเสียสร้างความหงุดหงิด เบื่อหน่ายให้จีซู แต่กลับจุดความลิงโลดยินดีขึ้นในใจของคนที่เฝ้ามอง

 

 

 

 

ร่างสูงในชุดสีดำประหลาด เดินเข้าตึกนั้นไปอย่างใจเย็น ไฟชานพักบันไดสว่างและดับลงทีละชั้นๆ ไฟดวงสุดท้ายติดและดับลงที่ชั้น 4

 

 

 

  

 

 

สถานีตำรวจมาโป, โซล

 

 

            ซงมินโฮสะดุ้งจนแทบตกจากเก้าอี้ที่งีบหลับอยู่ เมื่อโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานแผดเสียงเรียกเข้า ตาคมที่ยังไม่เปิดดีนักมองนาฬิกาข้างฝาที่บอกเวลาหกโมงเศษๆ ไปพลางรับโทรศัพท์ไปพลาง

 

 

            “แผนกสืบสวนคดีอาชญากรรม สถานีตำรวจมาโปครับ”

 

            “สวัสดีครับ ผมเจ้าหน้าที่อี จากแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรม สถานียางชอนนะครับ” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ต่างจากมินโฮ “ผมขอสายสารวัตรซงมินโฮ หรือเบอร์ติดต่อเขาหน่อยได้ไหมครับ”

 

            “ซงมินโฮพูดอยู่ครับ”

 

            “โชคดีจริง สารวัตรซงอยู่ที่นี่ด้วย”

 

            “พอดีวันนี้เข้าเวรดึกน่ะครับ” มินโฮแอบหาวและปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

            “คือว่า วันนี้เราได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมที่ห้องพักแบบโกชีวอนแถวจียางโรครับ ผู้ตายเป็นเพศหญิง อายุ 23 ปี ถูกผ้าขนหนูอุดปาก และใช้ถุงพลาสติกครอบหัว แล้วรัดคอจนเสียชีวิตในห้องพักครับ อ้อ! เกือบลืม ผู้ตายชื้อคิมจีซู ในห้องนี่โดนรื้อของเกลื่อนเลยครับ ของมีค่าหายไปหมด”

 

 

            มินโฮงุนงงเหมือนถูกทุบ เพราะคิมจีซูที่เกี่ยวข้องกับคดีการตายของคิมอึนยอง กลายเป็นอีกศพในห้องพักของตัวเอง ปลายสายยังพูดต่อไปเรื่อยๆ

 

 

            “ข้างห้องบอกว่าได้ยินเสียงตึงตังจากในห้องราวๆ ตีสามครึ่ง แต่ว่าพอไปทุบประตูต่อว่าเสียงก็เงียบไป พอตีสี่ครึ่ง คนที่ไปต่อว่าจะออกไปทำงาน ก็เห็นประตูห้องเปิดอยู่ มองเข้าไปก็เห็นศพเลย ก็เลยโวยวายโทรเรียกตำรวจ ตอนเราไปถึงตัวยังไม่เย็นเท่าไหร่เลยครับ ผมโทรมา เพราะเจอนามบัตรสารวัตรซงอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ตของผู้ตายน่ะครับ เลยคิดว่าอาจจะมีอะไรที่สารวัตรอาจจะพอทราบ”

 

            “เธอเป็นคนสุดท้ายที่เห็นผู้ตายในคดีที่ผมสืบอยู่ ผมเลยให้นามบัตรไว้น่ะครับ”

 

            “อา แปลกจังเลยนะครับ”

 

            “เดี๋ยวผมจะเข้าไปที่เกิดเหตุนะครับ อาจจะขอดูอะไรหน่อย”

 

            “ได้เลยครับ”

 

 

 

 

หน้าตึกโคชีวอน, จียางโร, ยางชอนกู, โซล

 

 

            ซงมินโฮล้างหน้าล้างตา และขับรถออกไปตามที่อยู่ที่ขอมาจากเจ้าหน้าที่อี เขาถึงที่เกิดเหตุเกือบแปดโมงเช้า เมื่อไปถึงทางเข้ามีรถตำรวจอดขวาง และมีคนมายืนมุงดูกันอยู่จำนวนหนึ่ง มินโฮจึงตัดสินใจจอดรถแอบไว้ข้างทาง ก่อนจะเดินลงจากรถ เท้าทั้งสองข้างของสารวัตรหนุ่มตรึงอยู่กับที่เมื่อสบตากับชายหนุ่มหน้าตาซีดเซียวที่ยืนอยู่ตรงด้านหน้าแถบกั้น

 

 

            “สารวัตรซง” ใบหน้าของซึงยูนไม่มีสีเลือดเมื่อเอ่ยทัก

 

            “มาทำอะไรที่นี่ครับ”

 

            “ผมได้ข้อความครับ” ซึงยูนรีบยื่นโทรศัพท์ให้มินโฮดู “คนส่งบอกว่าตัวเองเป็นคุณจีซู”

 

 

            สารวัตรหนุ่มกวาดตามองข้อความบนหน้าจอ เวลาที่ข้อความถูกส่งบอกว่าเป็นเวลา 05.19น. เนื้อหาในข้อความทำให้ซงมินโฮขมวดคิ้ว

 

 

            มาที่โกชีวอนในจียางโร ตามแผนที่นี้ จีซู

 

 

            “มันเกิดอะไรขึ้นครับ” ซึงยูนถามอย่างตกใจ “ผมตื่นมาตอนตีห้าครึ่งก็รีบโทรกลับ แต่ปิดเครื่อง ผมเลยรีบมา”

 

            “คือว่า ...”

 

 

            เสียงฮือฮาของผู้คนดึงสายตาของมินโฮกับซึงยูนให้มองตาม เจ้าหน้าที่ชายช่วยกันแบกร่างที่ห่อด้วยผ้าขาวและคลุมผ้ามาบนเปล ซงมินโฮหันไปมองหน้าขาวซีดของซึงยูน ก่อนจะบอกเสียงเบา

 

 

            “คุณจีซูถูกฆาตกรรมเมื่อเช้ามืดวันนี้ครับ”

 

 

 

 

            ไหล่ของเลขาหนุ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ จนสารวัตรหนุ่มต้องเอื้อมไปบีบไหล่ผอมๆ นั่นไว้เบาๆ




anonym_minyoon



anonym's message : สวัสดีค่ะ ตอนใหม่มาไว 555 เห็นคอมเมนต์ใน #คดีมินยูน และคอมเมนต์ในนี้ ก็ดีใจและแปลกใจด้วยค่ะ ตอนแรกที่ลงก็แอบกลัวเหมือนกันว่า คนอ่านจะสนุกกันหรือเปล่าเพราะเป็นแนวที่ไม่เคยเขียนเลย 


พูดคุยกันได้ที่ @anonym_minyoon ในทวิตเตอร์ หรือ #คดีมินยูน นะคะ ขอบคุณค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #8 hugegirl (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 17:13
    หูยยย ลุ้นนนนนนน สนุกมากกกค่าาา สารวัตรนิ่งจังเลยน้าา
    #8
    0
  2. #7 SKYLER (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 01:32

    เหมือนอ่านนิยายสืบสวนที่ดีมากๆเรื่องนึงเลยค่ะ ตื่นเต้น ลุ้นตามทุกฉากเลย ชอบฉากหวานๆของคุณตำรวจกับคุณเลขาด้วย น่ารักมากๆ รอตอนต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ

    #7
    0
  3. #6 มิมิ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 22:14

    รักเลยยยย

    #6
    0
  4. #5 pray_paphaw (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 20:56
    จะรู้สึกกลัว หรือสงสัยหรือเขินดีคะ แงงงง พล็อตดีมากเลยอ่าาาา รอเน้อออ ~
    #5
    0
  5. #4 Minyoon lovely (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 20:30

    กรี๊ดดดคุณเลขาคังคดีมันไม่ธรรมดาเลยนะนั้นคุณตำรวจช่วยคุ้มกันด้วยนะคะงือสงสารซีจู

    #4
    0
  6. #3 Kkang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 20:23

    กรี๊ดดดด สนุกมากกกก

    ตายสองแล้ว คังซึงยูนจะเป็นไงเนี่ย

    เดาไม่ออกเลย ฆาตกรคืดจะทำอะไรทำไมต้องฆ่ากันด้วย

    #3
    0