[MINYOON - WINNER] Simply Complexity

ตอนที่ 1 : Section 1 : WHEN

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    6 ก.ย. 61

Section 1 : WHEN




Timing [noun]

-        the choice, judgment, or control of when something should be done.

-       a particular point or period of time when something happens.

 

 

 

 

02.56AM, ซังอัมดง, โซล

 

 

            เสียงโทรศัพท์มือถือกรีดเสียงสนั่นท่ามกลางความเงียบช่วงดึกสงัด ชายหนุ่มวัยกลางยี่สิบสะดุ้งจากความหลับใหล ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัวด้วยความตกใจ มือเรียวปะป่ายไปที่โต๊ะข้างหัวเตียงเพื่อคว้าโทรศัพท์ที่ยังส่งเสียงเตือนสายเรียกเข้าไม่หยุด

 

 

            เสียงเรียกเข้าเงียบลง เมื่อชายหนุ่มแตะเลื่อนหน้าจอรับสาย

 

 

            “ครับ” ชายหนุ่มเจ้าของโทรศัพท์ขยับตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง พลางพยายามกระแอมกระไอ เพื่อไล่อาการคอแห้ง

 

            “คุณคังซึงยูนใช่ไหมครับ” เสียงตอบจากปลายสายทุ้มห้าว มั่นคง

 

            “ครับ คังซึงยูนพูดครับ” ชายหนุ่มตอบพลางหาวฟอดหนึ่ง และเอื้อมมือไปเปิดโป๊ะไฟข้างเตียง “ไม่ทราบใครโทรมาครับ”

 

            “เราโทรจากหน่วยสอบสวนคดีอาชญากรรม สถานีตำรวจมาโปครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ”

 

            “โทรจากไหนนะครับ”

 

 

            คนรับสายขมวดคิ้ว และตื่นเต็มตาเมื่อถามคำถามกลับไป ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้างเตียง และพยายามตั้งสติ เพื่อให้แน่ใจว่ากำลังตื่นอยู่ ไม่ใช่อยู่ในห้วงความฝันเรื่อยเปื่อย

 

 

            “ผมเป็นสารวัตรหน่วยสอบสวนคดีอาชญากรรม สถานีตำรวจมาโปครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ"

 

           

            คนปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับเป็นเสียงตอบรับอัตโนมัติ ในสมองของคนรับสายพยายามประมวลผลว่า สิ่งที่ได้ยินอยู่เป็นเรื่องจริง หรือเป็นตลกร้ายของใคร แต่เมื่อลองพิจารณาดูแล้ว เพื่อนของเขาไม่ว่าคนไหน ก็ดูไม่น่าจะมีอารมณ์ขันพอที่จะโทรมาแกล้งกันกลางดึกอย่างนี้

 

 

            “คุณคังซึงยูน ฟังอยู่หรือเปล่าครับ” ปลายสายถามย้ำเมื่อซึงยูนเงียบ

 

            “ครับ ฟังอยู่ครับ”

 

            “ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ”

 

            “ผมอยู่บ้านครับ” คนถูกถามลูบหน้าเพื่อไล่ความเหนื่อยล้าจากการถูกปลุกกลางดึก “บ้านที่ซังอัมดง”

 

            “คุณมีพยายานยืนยันไหมครับ”

 

            “อะไรนะครับ” คังซึงยูนงุนงงกว่าเดิม ก่อนจะถามอย่างหงุดหงิด “บ้านผม ผมอยู่คนเดียว แล้วทำไมผมต้องมีพยานด้วยล่ะครับ”

 

            “คุณรู้จัก นางสาวคิมอึนยอง ใช่ไหมครับ”

 

            “อึนยอง” ใจคนฟังกระตุกเมื่อพูดชื่อของหล่อนออกไป แต่ซึงยูนพยายามบังคับเสียงให้ราบเรียบ “รู้จักครับ”

 

            “คุณคิมอึนยอง อายุ 25 ปี เราพบเธอเสียชีวิตอยู่ในห้องพัก คาดว่าจะเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง มือถือของเธอมีเบอร์โทรออกเป็นเบอร์ของคุณ ไม่ทราบว่าคุณเกี่ยวข้องยังไงกับผู้ตายครับ”

 

           

            คนฟังงุนงงอยู่ครู่ใหญ่ ในหัวของคังซึงยูนตอนนี้ มีคำว่า อึนยอง ตาย และเบอร์โทรออก วิ่งวนอยู่ในความคิดอย่างสะเปะสะปะ ซึงยูนไม่ทันได้ฟังด้วยซ้ำว่าปลายสายพูดว่าอะไรหรือเปล่า เพราะภาพของอึนยองในความทรงจำปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด

 

 

            หญิงสาวผมยาว รูปร่างเล็กบาง ตากลมโต และริมฝีปากอิ่มที่มักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ซึงยูนเสมอ

 

 

            “คุณคังซึงยูน ฟังอยู่ไหมครับ”

 

            “ครับ” ชายหนุ่มถอนใจ ก่อนจะตอบเสียงเบา “อึนยองกับผม เราเป็นเพื่อนกันครับ เพื่อนมัธยมปลาย”

 

            “คุณติดต่อกับเธอบ่อยไหมครับ”

 

            “ไม่ครับ” ตอบโดยไม่ต้องคิด เพราะเป็นเรื่องจริงที่ไม่จำเป็นต้องปิดบัง “ผมไม่เจออึนยองเลยหลังจบม.ปลาย รู้ว่าเธอมาอยู่ที่โซลเหมือนกัน แต่เราไม่เคยติดต่อกันครับ”

 

            “แล้วทำไมเธอถึงโทรหาคุณเป็นเบอร์สุดท้ายล่ะครับ”

 

            “ผมไม่รู้ครับ”

 

 

            มือของชายหนุ่มลูบหน้าตัวเอง ราวกับพยายามระบายความเหนื่อยล้า และตระหนกออกจากใจ คังซึงยูนตอบปลายสายด้วยความรู้สึกงุนงง

 

 

            “ผมไม่เคยมีเบอร์โทรศัพท์ของอึนยองเลยครับ” ซึงยูนกลืนน้ำลาย และถามต่อ “ทำไมอึนยองถึงได้เสียครับ”

 

            “เธอถูกฆาตกรรมครับ คนร้ายเข้าไปในห้องของเธอ และปาดคอเธอจนเสียชีวิต”

 

 

 

 

คำตอบจากปลายสาย ทำให้มือของคนฟังสั่นระริก เท่ากับที่หัวใจเต้นแรงด้วยความโศกสลด

 

 

 

 

 

09.52AM, สถานีตำรวจมาโป, โซล

 

 

            “ชงกาแฟมาด้วยแก้วนึงสิ”

 

 

            ชายหนุ่มร่างสูง ผอม หันไปสั่งชายหนุ่มอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา คนสั่งมองคนที่ถูกสั่งทำหน้าเบื่อ แต่ยอมเดินกระฟัดกระเฟียดไปฉีกซองกาแฟสำเร็จรูปเทลงแก้วกระดาษ เติมน้ำร้อน และคนด้วยซองกาแฟที่เพิ่งเทไปเมื่อครู่ กลิ่นกาแฟกระจายไปทั่วห้องทำงาน

 

 

            มือแข็งแรงของชายหนุ่มที่สั่งกาแฟคว้าถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หมดแล้วบนโต๊ะทำงานนั้นไปโยนลงถังขยะ และตามด้วยแก้วกาแฟเก่าๆ ที่มีก้นบุหรี่อัดอยู่เต็ม ก่อนจะนั่งลงตรงโต๊ะทำงานที่มีเอกสารหลายปึกกองสุมกันจนสูงท่วมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

 

 

            “เชิญดื่มครับ” น้ำเสียงคนชงกาแฟ ประชดประชันจนคนฟังยิ้มกว้างอย่างสะใจ

 

            “ขอบใจ”

 

 

            ชายหนุ่มร่างสูงยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ที่จริงเขาเกลียดกาแฟสำเร็จรูป แต่การมานั่งจู้จี้เรื่องเครื่องดื่มในเวลานี้ อาจจะกวนโมโหชายหนุ่มที่ชงกาแฟมาให้หนักกว่าเก่า เขาจึงยอมจิบเครื่องดื่มร้อนๆ ที่รสชาติเหมือนน้ำล้างแก้วกาแฟใส่นมนี่ไปโดยไม่พูดอะไร

 

 

            “ตกลงว่าแวะมานี่มีอะไรเหรอครับรุ่นพี่ หรือแวะมากินกาแฟเฉยๆ”

 

            “มีเรื่องให้แวะมา หรือไม่มีเรื่องดีล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงตอบยียวน ก่อนจะยิ้มกว้างและโยนปึกกระดาษใส่ตักคนที่เริ่มทำหน้างอ “เอาไปไป๊ ที่แกขอ”

 

            “พี่ได้มาแล้วเหรอพี่ซึงฮุน”

 

 

            ชายหนุ่มชื่อ ซึงฮุน ยักไหล่ และเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ จิบกาแฟสำเร็จรูปรสชาติไม่เอาไหนอีกอึก ระหว่างที่หนุ่มรุ่นน้องเปิดดูปึกเอกสารอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

 

            “พี่ตรวจดูแล้ว ไม่มีประวัติการโทร ไม่มีประวัติการส่งข้อความระหว่างคุณคิมอึนยอง กับคุณคังซึงยูน ขนาดเช็คย้อนหลังไปเป็นปีก็ยังไม่มี”

 

            “หรือเขาใช้เบอร์อื่นติดต่อกัน”

 

            “ไม่แน่” ซึงฮุนรับคำ “แต่ที่พี่เช็คประวัติ คังซึงยูนคนนี้ ประวัติขาวสะอาด เป็นพนักงานเงินเดือนธรรมดา มีหนี้บัตรเครดิตนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูน่าสงสัยอะไร เป็นการใช้จ่ายปกติ ไม่เคยทำผิดกฎหมายอะไรด้วย”

 

            “แต่น่าแปลกมากเลยนะพี่ ผู้ตายจะโทรหาคนที่ไม่เคยติดต่อกันทำไม”

 

            “ต้องพูดให้ถูกคือคุณคิมอึนยองโทร แล้วตัดสายทิ้งทันที ไม่ทันต่อไปที่คุณคังซึงยูน”

 

            “ประหลาด”

 

 

            ชายหนุ่มที่ซึงฮุนมาหาพูดเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ หนุ่มรุ่นพี่ยิ้มน้อยๆ เมื่อเอื้อมมือไปเปิดปึกเอกสารที่กองเป็นภูเขาย่อมๆ บนโต๊ะทำงานอีกฝ่าย และพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ

 

 

            “ตอนนี้ข่าวลงว่อนในอินเตอร์เน็ต เรื่องสาวถูกฆ่าปาดคอในห้องตัวเอง แต่ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ”

 

            “คนพูดกันใหญ่เลยสิว่าน่าขนลุก”

 

            “ใช่” ซึงฮุนพยักหน้ารับ “แต่จะน่าขนลุกกว่านี้อีก ถ้ารู้ว่ามีผู้หญิงโทรมาแจงว่ามีคนถูกฆ่า แต่เบอร์ที่โทรมาเป็นเบอร์บ้านของผู้ตาย หลังจากที่ผู้ตายตายแล้ว”

 

            “ก็ยังดีที่ปิดข่าวส่วนนั้นไว้ ไม่งั้นเราทำงานกันไม่สงบแน่ นักสืบในอินเตอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ เก่งกว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนแบบพวกเราอีก”

 

            “จะเก่งกว่าคนที่ได้ที่ 1 ของรุ่นอย่างนายได้ยังไงน่ะ ซงมินโฮ”

 

 

            หนุ่มรุ่นพี่เย้า พลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ และฟาดมือลงเบาๆ ไปที่หลังศีรษะของหนุ่มรุ่นน้องที่ยังนั่งพิจารณารูปภาพที่เกิดเหตุอย่างตั้งอกตั้งใจ อีกฝ่ายหันมองหน้าทันที และมีแววหงุดหงิดอยู่ในดวงตาคม นั่นยิ่งทำให้ซึงฮุนยิ้มกว้างก่อนจะพูดเสียงสดใส

 

 

            “เรียนก็เก่ง ทำงานก็เก่ง หน้าก็หล่อแล้ว ทำไมไม่หัดเก็บขยะที่โต๊ะทำงานมั่งวะ รกอย่างกับเล้าหมู”

 

 

 

 

            คนถูกว่าโต๊ะรกเหมือนเล้าหมูค้อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนตำรวจ ส่วนหนุ่มรุ่นพี่กลับหัวเราะเสียงใสราวกับชอบใจท่าทางของรุ่นน้องอย่างจริงจัง

 

 

 

 

01.15PM, สำนักงานใหญ่ MBC, ซังอัมดง, โซล

 

 

            คังซึงยูนนั่งใจลอยอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน วันนี้เหมือนสวรรค์มาโปรดเมื่อตลอดทั้งวัน แทบไม่มีโทรศัพท์เข้ามาเลย ทั้งที่ปกติเขาแทบจะไม่ได้หยุดพักหายใจเลยด้วยซ้ำ เพราะตำแหน่งเลขานุการประจำสำนักงานฝ่ายการตลาด งานของซึงยูนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ และมักถูกมองข้ามไปเสมอ ทั้งที่ตำแหน่งนี้เป็นเหมือนเฟืองตัวเล็กๆ ที่หมุนให้กิจกรรมต่างๆ ของแต่ละฝ่ายผ่านไปได้ด้วยดี

 

 

            และเป็นเหมือนถังขยะที่แต่ละฝ่ายโยนอารมณ์บูดบึ้งใส่ทุกครั้งด้วย

 

 

            ซึงยูนหยิบกระป๋องไดเอทโคล่ากระป๋องที่ 2 ของวันขึ้นดื่มจนหมด และโยนทิ้งถังขยะ เขาทำงานไปเรื่อยๆ ทั้งที่ในใจยังคงคิดวนเวียนถึงโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อคืนนี้ ในเว็บไซต์ต่างๆ สำนักข่าวออนไลน์ต่างลงข่าวอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญคนเมืองหลวงตั้งแต่เช้าตรู่

 

 

            นางสาว A นามสมมุติ ถูกฆาตกรรมในห้องพักหรูย่านซังอัม บางสำนักข่าวถึงกับรายงานว่า หล่อนถูกฆ่าปาดคอ และมีรอยกรีดตามเนื้อตัว

 

 

            คังซึงยูนรู้สึกเศร้ากว่าตอนที่รู้ข่าวว่าอึนยองตาย เพราะสำหรับคนอ่านข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างเผ็ดร้อนนั้น นางสาว A เป็นเพียงคนตายที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่สำหรับซึงยูน คนตายที่อยู่ในข่าวไม่ใช่ นางสาว A แต่เป็น คิมอึนยอง

 

 

            อึนยอง คนสวยที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของซึงยูนตั้งแต่มัธยมปลาย สาวน้อยจิตใจดีที่มักจะคอยเตือนให้คังซึงยูนในวัยมัธยมปลายที่ชอบโดดเรียนไปนั่งอยู่กับรุ่นพี่ที่โต๊ะสนุกรีบมาเข้าเรียนเสมอ คิมอึนยองที่เป็นข่าวในอินเตอร์เน็ต คือเด็กสาวที่มักจะมาหาซึงยูนที่บ้านตอนค่ำพร้อมกับกระดาษจดการบ้าน และปึกเอกสารเพิ่มเติมที่หล่อนทำสรุปไว้ให้แล้ว

 

 

            อึนยองไม่ใช่รักแรกของซึงยูน แต่เป็นคนที่ทำให้ซึงยูนเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจ

 

 

            โทรศัพท์โต๊ะทำงานกรีดเสียงสนั่นจนซึงยูนสะดุ้งสุดตัว เขายกหูขึ้นรับด้วยความหงุดหงิด เสียงพนักงานต้อนรับที่ทำหน้าที่แจ้งเรื่องทั่วไปดังแจ้วๆ มาจากปลายสาย

 

 

            “คุณเลขาคังคะ มีพนักงานส่งพัสดุมาส่งของถึงคุณเลขาคังนะคะ เขากำลังขึ้นไปค่ะ”

 

            “พัสดุจากไหนครับ” ซึงยูนถามอย่างงุนงง

 

            “เอ ... ไม่ทราบสิคะ แต่เป็นพัสดุส่วนตัวนะคะ”

 

            “ทราบได้ยังไงครับว่าเป็นพัสดุส่วนตัว”

 

            “เดาเอาค่ะ” ปลายสายหัวเราะเสียงใส “ปกติเวลามีพัสดุหรือจดหมายของคุณเลขาคัง จะลงชื่อผู้รับเป็น เลขานุการฝ่ายการตลาด บริษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพมุนฮวา* ตลอดเลยนี่คะ แต่ครั้งนี้ระบุชื่อเป็น คังซึงยูน เฉยๆ”

 

            “งั้นหรือครับ ขอบคุณนะครับ”

 

            “ค่ะ”

 

 

            ซึงยูนวางสาย และรู้สึกปวดหัวเพราะความมึนงง ระเบียบข้อหนึ่งที่ซึงยูนตั้งขึ้นเองตั้งแต่ทำงานที่นี่ คือทุกครั้งที่จะให้ที่อยู่ใครก็ตามเพื่อส่งจดหมายหรือพัสดุ ซึงยูนมักจะให้ระบุชื่อเป็น เลขานุการฝ่ายการตลาด บริษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพมุนฮวา รวมทั้งเบอร์โทรก็เป็นเบอร์ของสำนักงาน เพราะเขาให้ไว้เพื่อติดต่อเรื่องงานโดยเฉพาะ

 

 

            เขาคิดเอาง่ายๆ ว่า ถ้าหากเขารับความกดดันจากงานนี้ไม่ไหว และลาออกไป คนที่ยังต้องติดต่อเรื่องงานก็ยังสามารถติดต่อคนใหม่ได้ตามที่อยู่นี้เสมอ

 

 

            ซึงยูนรับโทรศัพท์อีกสายจากแผนกธุรการสำนักงานที่โทรมาแจ้งว่า ทีมการตลาดเบิกกระดาษ A4 เกินจำนวนที่บริษัทกำหนดไว้ให้ ขอให้ซึงยูนประสานงานกับทีม และให้ทำเอกสารแจ้งภายในชี้แจงเหตุผลที่ต้องการเบิกเพิ่ม เขารับคำอย่างสุภาพ ทั้งที่เบื่อกับเรื่องไร้สาระพวกนี้เต็มทน และเหลือบเห็นพนักงานส่งของของบริษัทแห่งหนึ่งเดินถือบัตรผู้ติดต่อผ่านเข้ามาภายในแผนก

 

 

            กล่องพัสดุขนาดย่อมอยู่ในอ้อมแขนของพนักงานคนนั้น

 

 

            ชายวัยกลางคนท่าทางสุภาพเดินตรงมาหาซึงยูน ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเมื่ออีกฝ่ายเดินมาจนถึงโต๊ะ ซึงยูนลงชื่อรับพัสดุตามที่อีกฝ่ายขอร้อง และโค้งให้เมื่ออีกฝ่ายขอตัวกลับ ตาเรียวของชายหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งที่อยู่บนกล่องพัสดุ

 

 

            “คุณครับ!” ซึงยูนละล่ำละลักเรียกพนักงานส่งของ “รอก่อนครับ”

 

            “มีอะไรหรือเปล่าครับ” พนักงานส่งของทำท่าทางสงสัยเมื่อซึงยูนเดินเร็วๆ ไปหา ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างเพราะงุนงงเมื่อซึงยูนยื่นกล่องให้ดู “มีอะไรครับคุณ”

 

            “กล่องนี่ส่งมาเมื่อไหร่ครับ” ซึงยูนถามเสียงแหบแห้ง

 

            “เอ ... สักครู่นะครับ ขอผมตรวจในระบบให้ก่อนครับ”

 

 

            ซึงยูนใจเต้นตึกตักๆ เหมือนตีกลอง เมื่อพนักงานกดตรวจสอบข้อมูลจากเครื่องบันทึกรายการรับส่งของ ไม่กี่อึดใจก็ปรากฎข้อมูลของผู้ส่งของ ชายวัยกลางคนยื่นเครื่องให้ซึงยูนดู พลางชี้ที่หน้าจอ

 

 

            “นี่ครับ ของส่งวันนี้เมื่อตอนแปดโมงเช้า เลือกส่งแบบด่วนพิเศษภายในวันเดียว ผมเลยจัดส่งให้ภายในวันนี้เลยครับ”

 

 

            “แปดโมงเช้าเหรอครับ” ซึงยูนรู้สึกงุนงงเหมือนโดนชกอีกหมัด “เป็นไปไม่ได้”

 

            “จริงนะครับ นี่ไงครับ สถานที่ส่ง กับชื่อผู้ส่ง” พนักงานส่งของกดให้ซึงยูนดูรายละเอียดจากระบบ “ส่งจากจุดรับสินค้าซังอัมดง วันนี้เวลาแปดโมงสิบนาที ชื่อผู้ส่ง คิมจีซู มีเบอร์โทรด้วยนะครับ”

 

            “เบอร์โทรเหรอครับ ผมขอจดก่อนนะครับ”

 

 

            มือของซึงยูนสั่นน้อยๆ เมื่อจดหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยลงบนกระดาษ เขาโค้งขอบคุณอย่างใจลอยและกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ลายมือตัวเล็กๆ เป็นระเบียบที่จ่าหน้าบนกล่องพัสดุเป็นลายมือของอึนยอง แต่ทำไมคนที่ส่งกลับเป็นคนอื่น

 

 

ซึงยูนพยายามบังคับมือตัวเองไม่ให้สั่นขณะกรีดเปิดกล่องพัสดุออก ข้างในเป็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มแบบกล่องเครื่องประดับ ซึงยูนเปิดออกดู และแทบตาพร่าเพราะแสงจากสร้อยคอ และต่างหูที่อยู่ภายในกล่อง สร้อยคอเพชรน้ำงามระยิบระยับเป็นเส้นยาว ตรงกลางสายสร้อยเป็นจี้ไพลินเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำเม็ดเดี่ยวใหญ่ขนาดเท่านิ้วโป้งของซึงยูน ในกล่องมีต่างหูเข้าชุดกันเป็นไพลินเม็ดย่อมกว่า เจียระไนเป็นรูปเดียวกันล้อมด้วยเพชรเม็ดเล็ก

 

 

มือเรียวของเลขานุการฝ่ายการตลาดรีบปิดกล่องเครื่องประดับและยัดมันลงในลิ้นชักโต๊ะทำงานพร้อมกล่องพัสดุ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขโทรออกอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

ตอนนี้ซึงยูนคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาจัดการเรื่องบ้าๆ พวกนี้ได้

 

 

 

 

 

08.45pm, ซังอัมดง, โซล

 

 

            สารวัตรของหน่วยสอบสวนคดีอาชญากรรม สถานีตำรวจมาโป ชื่อ ซงมินโฮ ยืนพิงรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ของตัวเองอยู่ริมถนน ที่จริงเขามีอีกคดีที่ถืออยู่ แต่เพราะเบื้องบนเปลี่ยนเอาคดีที่ทำอยู่ทั้งหมดให้คนอื่นจัดการ และให้เขามาสืบคดีฆาตกรรมนางสาวคิมอึนยองที่เกิดขึ้นไม่ทันครบ 24 ชั่วโมงดีเป็นการเร่งด่วน

 

 

            มินโฮยอมรับว่าคดีฆาตกรรมครั้งนี้ค่อนข้างสะเทือนขวัญคนทั่วไป เพราะหญิงสาวอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูย่านซังอัม การรักษาความปลอดภัยของอาคารดีเยี่ยมจนคนผ่านเข้าออกไปได้ลำบาก แต่คิมอึนยองกลับถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมในห้องนั่งเล่นที่บ้านของตัวเอง

 

 

            สภาพศพของหญิงสาวถูกแทงนับสิบแผลที่หน้าอก และแขน ขา มีรอยถูกของมีคมกรีดจนเหวอะหวะ ที่ร้ายที่สุดคอลำคอถูกของมีคมปาดจนหลอดลมขาด

 

 

            การกระทำที่รุนแรงต่อศพ อาจจะบ่งบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเหยื่อกับคนร้าย มินโฮคิดในใจ

 

 

            เขายืนมองผู้คนผ่านไปมาในย่านซังอัมดง และเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าใกล้เวลานัดของเขา กับคนที่ต้องพบทั้ง 2 คน แต่มินโฮยังไม่เห็นใครที่ดูเหมือนจะมาตามหาเขาเลยแม้แต่คนเดียว ยิ่งใกล้เวลานัด สารวัตรหนุ่มยิ่งหงุดหงิด

 

 

            คนสมัยนี้ไม่รักษาเวลาเลยจริงๆ

 

 

            “ขอโทษนะครับ”

 

 

            มินโฮสะดุ้งเมื่อชายหนุ่มที่แต่งตัวสุภาพเรียบร้อยเดินเข้ามาแบบเงียบๆ เขามองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายใส่สูท ผูกเนคไทตามสูตรมนุษย์เงินเดือน แต่มีรอยเจาะหูทั้ง 2 ข้างทั้งที่ไม่ได้สวมต่างหู และแหวนเงินลายเชือกถักหนาๆ วงเดียวใส่ติดนิ้วเรียว

 

 

            “สารวัตรซงใช่ไหมครับ” คนที่มาใหม่ถามอย่างเกรงใจ และพูดต่อ “ผมคังซึงยูนครับ ขอโทษที่มาช้านะครับ ผมแวะซื้อกาแฟมาฝากครับ”

 

 

            สารวัตรหนุ่มปรายตามองแก้วกาแฟร้อน กับถุงกระดาษใส่ขนมในมือของอีกฝ่าย ก่อนจะทักทายอย่างไว้ตัว เพราะจริงๆ แล้วคังซึงยูนก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการตายอย่างประหลาดของคิมอึนยอง ในฐานะที่เป็นคนสุดท้ายที่ผู้ตายพยายามติดต่อด้วย

 

 

            แต่มินโฮก็เอื้อมมือไปรับแก้วกาแฟร้อนกับโดนัทในซองกระดาษจากอีกฝ่าย

 

 

            “ว่าแต่คุณซึงยูน เอากล่องของที่ได้มาหรือเปล่าครับ” สารวัตรซงถามเมื่อกาแฟหมดไปครึ่งแก้ว คนถูกถามที่ดื่มโกโก้ร้อนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าหงึกๆ

 

            “เอามาครับ อยู่ในเป้”

 

            “อย่าเพิ่งเอาออกมาครับ”

 

 

มินโฮรีบห้ามเมื่อเห็นฝ่ายนั้นทำท่าจะหยิบของ คังซึงยูนเม้มปากแล้วพยักหน้า มินโฮจึงเห็นแก้มอิ่มๆ เหมือนแก้มเด็กของอีกฝ่ายอย่างเต็มตา บุคลิกแบบคังซึงยูน อาจจะดูไม่น่าเป็นฆาตกรได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตการทำงาน ทำให้มินโฮรู้ว่า ใครๆ บนโลกนี้ก็สามารถฆ่าคนได้ ถ้าไม่รู้สึกเสียใจกับการลงมือนั้น

 

 

สายตาของชายหนุ่มที่แตกต่างกันสุดขั้วจับจ้องไปที่หญิงสาวที่สวมเสื้อยืดสีชมพูสะท้อนแสงกับเสื้อแจคเก็ตยีนส์ และกางเกงขาสั้นที่เดินออกมาปะปนกับผู้คนที่ยังเดินกันขวักไขว่ริมถนนในย่านซังอัม หญิงสาวเอียงคอมองทะเบียนรถของสารวัตรหนุ่ม และเดินตรงมาอย่างมั่นใจ

 

 

“หวัดดีค่ะ”

 

 

            หญิงสาวที่เดินมาหาหน้าตาสะสวย ดวงตากลมโต รับกับจมูกเล็ก และริมฝีปากบาง แต่ท่าทางเหมือนเด็กผู้ชายซนๆ ทำให้ซึงยูนเหลือบมองสารวัตรหนุ่มข้างตัว ซงมินโฮหยิบสมุดจดเล่มเล็กกับปากกาออกมาจากอกเสื้อ และหยิบบัตรประจำตัวยื่นให้หญิงสาวดู

 

 

            “คุณคิมจีซูใช่ไหมครับ”

 

            “ใช่ค่ะ คิม-จี-ซู” หญิงสาวทวนชื่อตัวเองเสียงหนักแน่นเหมือนล้อเลียน “ว่าแต่คุณตำรวจมีอะไรคะ”

 

            “คุณคิม เมื่อวานนี้ตอนสองทุ่ม ถึงเที่ยงคืนคุณอยู่ที่ไหนครับ”

 

 

            แววตาของหญิงสาวมีความสงสัย เธอมองหน้ามินโฮ แล้วเลื่อนไปมองหน้าซึงยูนก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง

 

 

            “เมื่อวานฉันเลิกงานตอนสามทุ่ม” น้ำเสียงขี้เล่นของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นจริงจัง “หลังจากนั้นก็ไปทำงานพิเศษต่อค่ะ”

 

            “งานพิเศษ?” ซงมินโฮเลิกคิ้ว หญิงสาวจึงรีบตอบ

 

            “ฉันเงินไม่พอใช้ เลยไปทำงานพาร์ทไทม์กะดึกที่ร้านสะดวกซื้อตรงหัวมุมถนนแถวๆ ศูนย์รับพัสดุบริษัท ...”

 

 

            ชื่อบริษัทรับส่งพัสดุที่คิมจีซูพูดถึงทำให้ซึงยูนใจเต้นรัว เพราะเป็นบริษัทเดียวกับที่ส่งพัสดุจากอึนยองมาให้ ซึงยูนมองสารวัตรหนุ่มที่จดอะไรบางอย่างลงกระดาษ และกลั้นใจรอมินโฮถามคำถามต่อไป

 

 

            “คุณทำกะดึกคนเดียวเหรอครับ”

 

            “เปล่าค่ะ มีคนทำงานด้วยอีกคน ไปถามเขาก็ได้ค่ะ ฉันอยู่ที่นั่นตลอด”

 

            “งั้นเมื่อเช้าคุณเป็นคนส่งพัสดุให้คุณคิมอึนยองใช่ไหมครับ”

 

            “ใช่ค่ะ คุณอึนยองฝากฉันส่ง แต่ฉันจำเบอร์เธอไม่ได้ เลยใส่ชื่อตัวเอง กับเบอร์โทรฉันเป็นผู้ส่งในใบฝากส่ง”

 

 

            ดวงตาของคิมจีซูฉายแววงุนงงอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวมองคนนั้นที มองคนนี้ทีและรีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

 

            “คุณอึนยองแวะมาที่ร้านเมื่อวานนี้ค่ะ เธอแวะมาหาฉัน บอกว่ามีของจะฝากส่ง แพคใส่กล่องมาเรียบร้อยแล้ว ฉันเลยเอาไปส่งให้ เพราะยังไงร้านสะดวกซื้อก็ใกล้กับศูนย์รับพัสดุใหญ่นั่นอยู่แล้ว”

 

            “เมื่อวานคุณเจอคุณคิมอึนยองตอนกี่โมงครับ”

 

            “เอ ... ไม่ค่อยแน่ใจนะคะ ขอนึกก่อน เธอมาถึงตอนก่อนฉันรับลูกค้าคนสุดท้าย”

 

            “รับลูกค้า?” ซงมินโฮทวนคำและจ้องหน้าหญิงสาว ทำให้คิมจีซูโบกมือปฎิเสธเป็นพัลวัน

 

            “อย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันทำงานสุจริตนะ ฉันเป็นช่างทำเล็บค่ะ” หญิงสาวยื่นมือให้นายตำรวจหนุ่มดู “ทำเล็บแบบนี้น่ะค่ะ แบบต่อเล็บ ทาเล็บ เพนท์สี ฉันมีลูกค้าจองทำเล็บไว้ตอนสองทุ่ม คุณอึนยองมาก่อนหน้านั้นแค่ไม่นาน น่าจะทุ่มครึ่งหรือทุ่มสี่สิบห้าค่ะ ฉันไม่แน่ใจ”

 

            “แล้วคุณรู้จักกับคุณคิมอึนยองเหรอครับ”

 

            “ใช่ค่ะ รู้จักดีเลย เธอมาทำเล็บทุก 2 อาทิตย์ ไม่เคยขาด ฉันเป็นช่างประจำของเธอค่ะ”

 

 

            ซึงยูนหันไปสบตากับสารวัตรหนุ่มอย่างไม่ตั้งใจ แต่การมองหน้ากันของทั้งคู่ ทำให้หญิงสาวยิ่งไม่สบายใจ เธอจึงรีบถามด้วยเสียงตื่นๆ

 

 

            “คุณตำรวจทำไมถามถึงคุณอึนยองล่ะคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

 

            “เมื่อวานตอนคุณคิมอึนยองมาหาคุณ เธอพูดอะไรบ้างไหมครับ” ซงมินโฮเลี่ยงไม่ตอบ แต่กลับถามคำถามแทน “หรือเธอมากับใครหรือเปล่าครับ”

 

            “เมื่อวานคุณอึนยองมาหาฉันคนเดียวค่ะ ตอนแรกฉันนึกว่าเธอจะมาทำเล็บ ยังทักเลยว่าเธอไม่ได้นัดไว้ เธอบอกว่าไม่ได้มาทำเล็บ แต่มีเรื่องให้ช่วย แล้วก็เอากล่องของมาให้พร้อมเงินค่าส่ง”

 

            “ท่าทางเธอเป็นยังไงบ้างครับ”

 

            “ปกติค่ะ สดใสเหมือนทุกครั้ง เธอทักทายคนในร้านปกติ” จีซูตอบแล้วถามซ้ำ “ตกลงมีอะไรหรือเปล่าคะ จู่ๆ คุณตำรวจก็โทรมาบอกว่าจะขอถามเรื่องคุณอึนยองหน่อย”

 

            “เธอเสียชีวิตแล้วครับ คุณอึนยองถูกฆาตกรรมเมื่อคืนนี้”

 

            “พระเจ้า!

 

 

            หญิงสาวหน้าซีดเผือด ท่าทางสดใสในตอนแรกที่พบกันหายวับไปทันที ปากบางของหญิงสาวสั่นระริก และดวงตากลมมีน้ำตาคลอ

 

 

            “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมถึงมีคนทำร้ายเธอล่ะ เธอเป็นคนดีนะคะ คุณอึนยองใจดีมาก ใครๆ ในร้านก็ชอบเธอกัน ทุกครั้งที่มาทำเล็บ เธอจะให้ทิปช่างครั้งละมากๆ ตลอดเลยค่ะ”

 

            “เรายังไม่ทราบแน่ชัดนะครับ” ซงมินโฮเลี่ยงไม่ตอบรายละเอียด “แต่ว่ามีอะไรที่สะดุดตาคุณบ้างไหมครับ เมื่อวานนี้ ลองนึกดีๆ ว่าคุณอึนยองพูดอะไรที่ฟังดูแปลกๆ หรือเปล่า หรือมีท่าทางที่ไม่เหมือนเดิมไหม”

 

            “ถ้าจะมีก็แค่เรื่องส่งของค่ะ” จีซูพูดถึงพัสดุที่ตัวเองเป็นคนส่งให้ซึงยูนเมื่อเช้าวันนี้ “เธอสั่งว่าให้ฉันเอาไปส่งให้ได้ ต้องให้ถึงคนรับภายในวันนี้เท่านั้น ที่เหลือหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลยค่ะ ฉันยังแปลกใจอยู่เลย ว่าทำไมเธอไม่เรียกพนักงานมารับไปส่ง เพราะที่อยู่คนรับก็อยู่ที่ตึก MBC ไม่ไกลเอง”

 

            “แล้วปกติคุณอึนยองมาที่ร้านกับใครครับ”

 

            “มาคนเดียวค่ะ” จีซูปาดน้ำตา และเล่าต่อ “เธอแต่งตัวสวย แล้วก็ใช้แต่ของดีๆ ที่สำคัญ เธอใช้เงินสดทุกครั้งที่มาที่ร้านค่ะ จ่ายเงินสดตลอดเลย พอทำเล็บเสร็จ ก็จะเรียกแท็กซี่มารับ ฉันเคยถาม เธอบอกว่าเธอขับรถไม่เป็นค่ะ”

 

            “แล้วเธอเคยพูดเรื่องที่ไม่สบายใจบ้างไหมครับ” ซงมินโฮซัก

 

            “ก็เคยพูดเรื่องแฟนค่ะ เพราะว่าเคยมีช่างที่ร้านถามเธอว่าแฟนเป็นใคร เธอบอกว่าแฟนไม่ชอบให้พูดเรื่องแฟนกับคนอื่น พวกที่ร้านก็เลยแซวกันว่าเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทใหญ่หรือเปล่า เธอก็ยิ้มๆ ไม่พูดอะไรค่ะ เลยเดากันว่าเธอเป็นแฟนกับลูกเศรษฐี เพราะเธอไม่ต้องทำงาน เวลาเธอมาทำเล็บ ก็จะมาตอนกลางวัน วันธรรมดาตลอดเลยค่ะ”

 

            “โอเคครับ ถ้าคุณนึกอะไรเรื่องคุณคิมอึนยองได้ ให้โทรหาผมนะครับ” ซงมินโฮหยิบนามบัตรออกจากกระเป๋าส่งให้หญิงสาว “ช่วงนี้ผมอาจจะโทรหาคุณถามเพิ่มเติม ช่วยรับโทรศัพท์ด้วยนะครับ”

 

            “ได้ค่ะ”

 

 

            คิมจีซูรับคำ และขอตัวเดินจากไป สารวัตรหนุ่มหันไปมองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีอีกคนที่ยืนเงียบตลอดบทสนทนาของเขากับจีซู มินโฮกำลังจะเอ่ยขอกล่องพัสดุ แต่สังเกตเห็นว่าใบหน้าของซึงยูนแดงก่ำ สีหน้าบอกยากว่าโกรธ สับสน หรืออยากร้องไห้

 

 

            “ไหวไหมคุณ”

 

            “ผมว่าอึนยองที่ตาย ไม่น่าจะใช่เพื่อนผม” ซึงยูนพูดเสียงต่ำเบา

 

            “หมายความว่ายังไง”

 

            “อึนยองไม่มีทางใช้ชีวิตแบบที่คุณผู้หญิงคนนั้นเล่าแน่”

 

            “คนเราโตขึ้น ก็เปลี่ยนแปลงไปได้นะคุณ” มินโฮหัวเราะน้อยๆ เมื่อซึงยูนทำท่าทางเหมือนเด็กดื้อ “เพื่อนคุณมาอยู่ในโซล เธออาจจะใช้ชีวิตอีกแบบ”

 

            “ไม่ใช่ครับ คิมอึนยองเป็นเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียนเรา บ้านเธอเป็นห้องเล็กๆ ชั้นใต้ดิน อยู่กับยายตามลำพัง ยายเธอตายไปตอนก่อนจบมัธยมปลายยังแทบไม่มีทำศพด้วยซ้ำ เธอจะมีเงินเป็นฟ่อนใช้ มีเครื่องเพชรแพงๆ ที่ส่งพัสดุมาถึงผมได้ยังไง”

 

 

            ซงมินโฮจ้องหน้าคนกอดกระเป๋าที่มีกล่องเครื่องเพชรอยู่ภายใน ในหัวของสารวัตรหนุ่มเต็มไปด้วยคำถามคือ เครื่องเพชรที่ส่งให้ซึงยูนมาจากไหน คิมอึนยองเอาเงินจากใครมาใช้จ่ายที่ร้านทำเล็บที่จีซูทำงานอยู่ ทำไมคิมอึนยองถึงต้องพยายามติดต่อคังซึงยูน

 

 

 

 

            และคำถามสำคัญ คำถามสุดท้าย ใครฆ่าคิมอึนยอง 

 



anonym_minyoon



anonym's message : สวัสดีค่ะ หายไปนานมาก และกลับมาพร้อมกับเรื่องใหม่ และแนวใหม่ที่ไม่เคยเขียนด้วย ^^; ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ พูดคุยกันได้ที่ @anonym_minyoon ในทวิตเตอร์ หรือ #คดีมินยูน นะคะ ขอบคุณค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #2 ????SKYLER???? (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 09:52

    น่าติดตามมากเลยค่ะ ??”???‘? ลุ้นเหมือนเป็นซึงยูนในเรื่องเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ ดีใจที่ไรท์กลับมา ชอบทุกเรื่องของไรท์เลย ไปตามอ่านมาหมดแล้ว ??????’•

    #2
    0
  2. #1 Minyoon lovely (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 00:38

    น่าติดตามมากๆค่ะจะเดาก็กลัวพลาดรอไรท์มาคลายปมอีกหน่อยดีกว่าเป็นกำลังใจนะคะไรท์ชอบงานไรท์ทุกเรื่องเลย

    #1
    1
    • #1-1 anonym_minyoon(จากตอนที่ 1)
      28 พฤษภาคม 2561 / 08:31
      ขอบคุณนะคะ จะพยายามรีบมาต่อนะคะ 😘
      #1-1