ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

สีพื้นหลัง

ระยะห่างบรรทัด

คืนค่า

[นิยายแปล] Kyuuketsu hime wa barairo no yume o miru

ตอนที่ 8 : 1-06 Episode 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 18 ก.พ. 60

Chapter 1 – Land of Rebirth

Episode 5 นักผจญภัย

อีมูมีความยาวของขาที่ไม่ต่ำกว่า 1.7 เมตรในตัวเต็มวัย เป็นนกขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 3 เมตรที่ตั้งแต่หัวจรดเท้าปกคลุมเต็มไปด้วยขนนก

อีมูไม่สามารถบินได้ แต่ก็แทนที่ด้วยความสามารถในการวิ่งที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง และยังมองว่าสิ่งที่นกกินนั้นน่าขยะแขยง มันไม่รังเกียจเลยที่จะกินวัชพืชทั่วไป
และด้วยราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับม้าหรือมังกรบก (TL: มังกรที่บินไม่ได้) หรืออะไรอย่างอื่นที่ไม่ค่อยจำเป็นนักกับโจอี้ ผู้ซึ่งเป็นนักผจญภัยจนๆคนหนึ่ง

แต่ถึงอย่างไรมันก็อ่อนแอมาก อย่างแรกนั้น อีมูสามารถบรรทุกน้ำหนักได้น้อยกว่าม้ามาก น้อยกว่าที่ลาขนได้ด้วยซ้ำ
ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีสมองที่เล็กเอามากๆ ดังนั้นมันจึงไม่เข้าใจคำสั่งที่มีความซับซ้อนได้

และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เพราะมันมีสภาวะทางอารมณ์ที่ก้าวร้าวแบบสุดโต้ง มันจึงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับผู้ฝึกของมันเอง

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอีมูถึงถูกผูกไว้ และในทันทีที่มันปรากฏขึ้นในสายตา

เห-- นั่นคืออีมูหรอ?! มันดูเหมือนโจโคโบะเลย น่ารักจัง-

(TL: โจโคโบะ เป็นตัวละครประเภทนกที่ปรากฏในชุดเกมไฟนอลแฟนตาซี สามารถหารูปได้ในอากู๋)

โดยไม่มีเวลาให้หยุด ฮิยูกิยิ้มกว้างแล้วพุ่งเบ้าหาอีมูในลักษณะกึ่งวิ่ง โจอี้แสดงท่าทีร้อนรนกับสภาพไร้การป้องกันของเธอ

ดะ-เดี๋ยว! นกนั่นมันเป็นพวกก้าวร้าว--

ก่อนที่เขาจะเตือนจบ อย่างที่คาดไว้ เจ้านกอีมูที่พูดถึงก็งอขาของมันและทำท่าจะเตะเด็กสาวไปในอากาศ -ทันใดนั้นเอง อีมูกับเด็กสาวก็สบตากัน

เพียงเท่านั้น อีมูก็แสดงท่าทีตกใจอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เจ้านกรีบหยุดการกระทำของตนทันที ในทางตรงกันข้าม มันทิ้งหัวลงสู่พื้นด้วยท่าทีนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง

“…เอ๊ะ? เอ๋? ทำไม…?”

ขณะที่โจอี้กำลังงงงวย ฮิยูกิก็สัมผัสขนของอีมูและลูบขนของมันอย่างเบามือ

หว่า~ เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ อา ฉันอยากเอาพวกมันกลับบ้านสัก 5-6 ตัวจัง
ฮิยูกิพูดความคิดออกมาโดยไม่ได้ใส่ใจ

อะ โอ อา ฉันคิดว่าน่าจะไม่เป็นไรละนะ อย่างน้อยนั้นก็ไม่น่าจะใช่เรื่องวิกฤต...

โจอี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเดินไปปลดบังเหียน (TL: เชือกที่ผูกติดกับเหล็กหรือผ้าที่ครอบบริเวณปากม้า ใช้ควบคุมทิศทางเดินของม้า) ซึ่งผูกเอาไว้กับต้นไม้
เย็นไว้ เย็นไว้ ไม่เจ็บหรอกนะ เด็กดี

ขณะตบแก้มด้านล่างของอีมูเบาๆ โจอี้ก็วางอาน (TL: อานคือที่สำหรับนั่งของผู้ขี่) และใส่เท้าทิ้งสองข้างเข้าไปในโกลน (TL: เป็นที่วางเท้าของคนขี่) เขาจัดท่าทางของอีมูให้เหมาะสม

เอาละ ฮิยูกิ ขึ้นมาข้างหลังสิ เพราะมันเป็นอานแบบนั่งคนเดียว นั่งสองคนเลยอาจจะแคบไปหน่อย แต่ว่าเธอตัวเล็ก เพราะงั้นน่าจะไม่เป็นไรหรอก

อย่าพูดว่าตัวเล็กนะ
ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนฮิยูกิจะขึ้นมานั่งด้านหลังโจอี้ด้วยท่าทางแบบเจ้าหญิง (TL: แบบเอาขาพาดไปทางด้านใดด้านหนึ่ง)

อะ อา ก็มันเป็นกระโปรงนี่นะ

ขณะที่หัวใจของเด็กหนุ่มกำลังเต้นถี่รัวเพราะท่าทางเช่นนั้น เขาก็แนะนำบางอย่างกับเธอ
มันจะดีกว่า ถ้าเธอจับหลังฉันเอาไว้แน่นๆ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะตกลงไปก็ได้

อะ อืม…”

พูดเสร็จ ฮิยูกิก็แนบตัวชิดกับหลังของโจอี้
เพราะการทำเช่นนั้น ทำให้ได้กลิ่นหอมของเด็กสาวที่เหมือนกับดอกไม้ เหมือนน้ำตาล เป็นกลิ่นน่าหลงใหลที่ไม่เคยรู้จักของเธอ กลิ่นประหลาดที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับของค่ำคืน และริมฝีปากที่ดูนุ่มนิ่มคู่นั้น
-- ความรู้สึกนั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ โดยเฉพาะความรู้สึกนุ่มนิ่มที่มาโดนหลังของโจอี้ ร่างกายของเขารุ่มร้อนขึ้นมาเหมือนความเป็นลูกผู้ชายของเขาถูกยั่วยุ เขาสะบัดหัวไปมาอย่างร้อนรน

อา ชักไม่ดีแล้วสิ--!”
โจอี้เผลอพึมพำออกมาเสียงดัง

หืม? นายพูดอะไรนะ?”

เธอหันหน้าไปมองครู่หนึ่ง ก็เห็นเพียงซีกหนึ่งของลำคอ โจอี้ซ่อนใบหน้าของเขาอย่างเขินอาย

อะ อา ไม่มีอะไร--ฉันแค่คิดว่ามันแย่นิดหน่อยที่แถวนี้ไม่มีอาหารเลย

โอ อย่างนั้นหรอ... ถ้านายหิวละก็ ฉันมีเนื้อแห้งอยู่นะเอาไหม? หรือถ้าไง พวกเราถึงเมืองอาระแล้ว ที่นั้นน่าจะมีอาหารเยอะอยู่ จะไปทานที่แพงอาหารไม่ก็ร้านอาหารอะไรพวกนี้แล้วกัน นายอดทนไหวไหม?”

อา ได้ ฉันไม่เป็น ฉันมีอาหารฉุกเฉินอยู่... แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่ต้องการจะทำแบบนั้น เพราะฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า

แบบนี้นี่เอง ถ้าหากทานมันเดี๋ยวนี้มันก็คงเป็นการปฏิเสธที่จะใช้มันในยามฉุกเฉินจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็อดทนเข้านะ แล้วไปทานอาหารอร่อยๆในเมืองกัน!”

อืม ฉันจะอดทน

ทันใดนั้นด้วยความเร่งรีบ เขาดึงบังเหียนให้อีมูลุกขึ้นยืน แต่เพราะอะไรบางอย่างทำให้มันไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการ ในตอนนั้นอีมูหันไปมองที่ฮิยูกิราวกับต้องการขออนุญาต ฮิยูกิเข้าใจจึงพยักหน้าเล็กน้อย ดังนั้นมันจึงลุกขึ้นยืนตามคำสั่งของโจอี้

นี่มันเกิดอะไรกัน? ช่างเป็นนกที่ดีอะไรแบบนี้ แทนที่จะฟังคำสั่งเจ้านายแต่ไปฟังเด็กผู้หญิงที่เจอกันแทน
โจอี้โอดครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ฮิยูกิหัวเราะแล้วลูบขนของอีมูอย่างอ่อนโยน

ฮะฮะ นับเป็นเกียรติของฉันจริงๆ แต่ไม่เชื่อฟังโจอี้มันไม่ดีนะรู้ไหม

เมื่อได้ฟังแล้ว อีมูก็ร้องรับแต่โดยดี

◆◇◆◇

เมืองขึ้น อาระ รุ่งเรืองได้เพราะที่ตั้งของมันอยู่บนจุดตั้งของถนนสายหลัก และบริเวณใกล้เคียงก็เป็นซากโบราณสถาน (ดันเจี้ยน), ทะเลกว้างและแนวภูเขามังกรขาวที่อยู่หลังเมืองนั้นเป็นสถานที่ที่มีแร่คุณภาพสูง ทำให้มีพ่อค้า ช่างฝีมือและคนหนุ่มสาวจำนวนมากเข้ามายังเมืองนี้เพื่อสร้างชื่อหรือทำตามความฝัน

เป็นธรรมดาที่กิลด์นักผจญภัยจะรู้ถึงเรื่องนั้น พวกเขาสร้างตึก 3 ชั้นจากหินที่โดดเด่นยิ่งกว่าตึกไหนในเมือง แบบที่ว่าแม้ไม่ต้องการจะเห็น ตอนเดินบนถนนหลัก ก็ยังรับรู้ได้ถึงความโอ่อ่าของมัน

จำนวนนักผจญภัยที่ลงทะเบียนมีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน จากระดับต่ำสุดคือ Rank G ซึ่งยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัดถึงระดับสูงสุด Rank A ที่สามารถล้มมังกรได้ด้วยตัวคนเดียว

มีสมาชิกกิลด์จำนวนไม่น้อยที่มีบุคลิกแบบอันธพาล บ้าๆบอๆ หรือแม้แต่เป็นพวกล้มเหลวในด้านบุคลิกภาพ แต่แล้วในยามบ่ายวันหนึ่ง เด็กสาวปริศนาที่ถูกไก่อ่อน Rank F คนหนึ่งพามาก็ได้สร้างความวุ่นวายขึ้น เด็กสาวที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง และเป็นเป้าสายตาอย่างยิ่งยวด..

เฮ้ เฮ้ โจอี้-คุง เธอเป็นเจ้าหญิงที่ไหนนะ? ไปลักพาตัวเธอมาได้ไง! อย่าบอกฉันนะว่า นี่หนีตามกันมานะ!?”

เด็กสาวในคำถามนั่งแกว่งเท้าอยู่บนโซฟาถูกๆในกิลด์ เด็กสาวที่สวยราวกับภาพวาดได้รับความสนใจจากผู้คนโดยรอบ
ไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้าที่เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดูแล้วเป็นของที่ต้องทุ่มเทเงิน เวลาและกำลังคนไม่น้อยเลยทีเดียว และถึงแม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ก็ยังรู้ได้เลยว่า สิ่งที่ประดับอยู่บนนั้นคืออัญมณี

ด้วยภาพลักษณ์เช่นนั้น ทำให้เธองดงามราวกับเจ้าหญิงจากสักแห่งที่กำลังออกเดินทางโดยไม่เปิดเผยตัว

โดยปกติแล้ว แผนกข้อมูลที่ชั้นหนึ่งของกิลด์และที่จ่ายค่าตอบแทนจะเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างบ้าคลั่ง แต่วันนี้พนักงานและเหล่านักผจญภัยต่างพากันหยุดหายใจแล้วทอดมองไปที่เด็กสาวคนนั้นเป็นสายตาเดียว

ท่ามกลางพวกเขา ตัวการสำคัญที่ทำให้เธอเป็นจุดสนใจคือคนรู้จักของโจอี้ เด็กสาวที่เป็นเจ้าหน้าที่จ่ายค่าจ้าง -มิยะ เด็กสาวเผ่าพันธุ์แมวที่อายุจวนจะครบ 20 ปีในปีนี้ เธอกดดันโจอี้ด้วยการยื่นหน้าออกมาจากเคาเตอร์

เป็นเรื่องปกติที่เด็กใหม่จะรู้สึกเขินอายเมื่อต้องคุยกับรุ่นพี่คนสวยอย่างมิยะ และไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้แล้วมองไปรอบๆอย่างประหม่า พูดกระตุกกระตักเมื่อต้องการขอข้อมูลหรือรายงานบางอย่าง (มิยะตระหนักได้ถึงท่าทางไร้เดียงสาของโจอี้ เธอจึงมักใช้วิธีเช่นนี้เพื่อความสะดวกสบายของตัวเองในบางโอกาส) แต่สำหรับโจอี้ในตอนนี้ แม้ว่าจะเห็นใบหน้าของเธอในระยะที่ใกล้มาก เขาก็เพียงทำหน้าเซ็งๆแล้วถอนหายใจ

“…นั่นไม่ใช่ความจริงแน่นอน เธอแค่เป็นลูกค้าของฉัน ให้คุ้มครองและพาชมรอบๆนี้ เธอบอกเองว่าต้องการชมกิลด์ ฉันก็เลยพาเธอมา มีปัญหาอะไรหรือไง มิยะ-ซัง?”

เอ๋, ไม่ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก…”

แตกต่างไปจากทุกครั้ง ท่าทีทื่อๆของโจอี้ทำให้เธอช๊อคเล็กๆ และเมื่อเธอมองไปยังเด็กสาวคนนั้น เป็นอีกครั้งที่มิยะตอบโต้ออกไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

เมื่อเห็นมิยะสงบลง โจอี้ก็เริ่มพูดเกี่ยวกับคำขอ
 “ถ้ายังไงเกี่ยวกับคำขอกวาดล้างสุนัขคลั่ง ฉันคิดว่าในช่วงนี้คงขอพักไปก่อน

โอ๋ คำขออันนั้นเองมิยะพยักหน้าและเปลี่ยนท่าทีเป็นการเป็นงาน “จากกำหนด 5 วันนี่เพิ่งจะ 2 วันเท่านั้น ทำไม เธอหามันไม่เจอหรือไง?”

ไม่ ฉันหาเจอแล้วก็สู้ไปแล้วด้วย แต่มันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว มันมีอยู่ 2 ตัว บางทีมันอาจจะเป็นคู่กัน ฉันทำไม่สำเร็จเพราะไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ถึงขนาดนั้น

หืม-- ถ้ามันเป็นคู่ งั้นฉันจะติดต่อไปที่ลูกค้าอีกรอบเพื่อปรับรางวัลให้สูงขึ้นกับขยายเวลาออกไป

งั้นหรอ ช่วยได้มากเลยละ….”

แต่ว่านะ โจอี้-คุง พูดตามตรง ไม่ว่าจะหนึ่งหรือสองตัวมันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักผจญภัยจริงๆหรอก- ไม่คิดว่าคำขอปราบปรามนี้มันจะเร็วไปหน่อยหรอ? หรือไม่ลองหาใครจับกลุ่มดูละ?

ต่อหน้าโจอี้ที่ถอนหายใจอย่างโล่งอก มิยะให้คำแนะนำเหมือนพี่สาวกังวลเกี่ยวกับน้องชาย

“…แต่ถ้าเป็นคน Rank F เหมือนฉันจะไม่เป็นภาระกันหรือไง?”

ถึงแม้ว่าจะเป็นภาระ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สำคัญนะ
มิยะเตือนเขา แต่ดูเหมือนโจอี้จะไม่เห็นด้วยนัก

มันเป็นเรื่องแน่นอน ตั้งแต่แรกแล้ว ผู้คนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์หรือนักผจญภัยที่ประสบผลสำเร็จที่เหนือกว่าคนทั่วไป พวกเขาถูกเรียกกันว่า อัจฉริยะ
เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว ไม่ว่าจะมองดูอย่างไรความสามารถของเด็กหนุ่มก็จัดอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา
มันไม่มีทางเลือกแล้วนอกเสียจากจะต้องเพียรพยายามอย่างหนักเป็นเวลานาน

นั้นคือเหตุผล ถ้าเขาไม่ล้มเลิกแนวทางของเขาซะ ไม่ช้าก็เร็วที่เขายังใช้ชีวิตเป็นนักผจญภัยเช่นนี้ แม้แต่ชีวิตของเขาก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้

แม้ว่าจะทำงานที่กิลด์มาได้ไม่นานนัก แต่มิยะก็เห็นคนมามากมายแล้ว เธอถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

 “-อย่างไรก็ตาม มิยะ-ซัง ฉันสงสัยว่าสิ่งนี้ใช้ได้หรือเปล่า?”
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่มืดมน โจอี้วางเหรียญจำนวนหนึ่งลงบนเคาเตอร์ ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

“….ฉันไม่เคยเห็นเหรียญพวกนี้มาก่อนเลย

เป็นเวลานานที่เธอตรวจสอบน้ำหนักของเหรียญทองเหรียญหนึ่ง
ตรวจสอบจากน้ำหนักแล้วมันไม่ใช่ของปลอมแน่ นอกจากนี้มันยังหนักกว่าเหรียญทองทั่วไปที่ทำขึ้นจากการผสมเงินกับทองด้วย

(--หรือบางที มันอาจทำจากทองคำบริสุทธิ์?!)

และเหรียญสุดท้าย มันใหญ่เป็นสองเท่าของเหรียญทอง ในตอนแรกมิยะคิดว่ามันเป็นเหรียญเงิน แต่เมื่อเธอหยิบมันขึ้นมา มันเรืองรองแสงสีสายรุ้งออกมาราวแสงจากเทียน เธอถึงกับกรีดร้องออกมา เธอหยุดหายใจไปด้วยตื่นตระหนก
(นะ นี่มัน... อย่าบอกนะว่า มันคือ โอริฮารูกอน--?!)

เธอวางมันลงด้วยมือที่สั่นเทา เธอส่งข้อความให้พนักงานที่อยู่ด้านหลังเคาเตอร์อย่ารวดเร็ว ระหว่างรอการตอบรับ เธอก็หันไปถามโจอี้

เฮ้ โจอี้-คุง เธอไปเอาเหรียญพวกนี้มาจากไหน?”

อา เด็กผู้หญิงคนนั้นใช้มันเป็นค่าตอบแทนคำขอนะ
ขณะที่โจอี้กำลังหงุดหงิดกับการจ้องมองมากกว่าปกติของมิยะ เขาชี้ไปทางเด็กสาวที่มองดูบอร์ดติดคำร้องขออย่างร่าเริง

เธอคนนั้นดูจะเป็นกังวลเกี่ยวกับฝุ่นในห้องจึงตบเบาๆไปที่ไหล่และเข่าของเธอ
 “-หืม อย่างที่คิดเลย
จากนั้น พนักงานที่ถูกมอบหมายให้ส่งข้อความก็กลับมาพร้อมท่าทางที่เปลี่ยนไป คนคนนั้นกระซิบบางอย่างกับมิยะ

โจอี้-คุง ขอโทษนะ เธอคงมีข้อสงสัยหลายอย่าง แต่ช่วยไปที่ห้องหัวหน้ากิลด์กับเธอคนนั้นหน่อยได้ไหม?”

ด้วยคำพูดเหล่านั้น ย่อมเป็นเรื่องแน่นอนที่เด็กหนุ่มจะไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว
 “กะ เกิดอะไรขึ้น? มันเป็นของที่ถูกขโมยหรือว่าอะไรกัน?”

ไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอก เธอต้องรู้ว่าค่าตอบแทนบางอย่างมันยากเกินกว่าจะเข้าใจ

“……”

ก่อนที่ใครจะรู้ เด็กสาวเดินมาถึงเคาเตอร์และพูดบางอย่าง คลี่คลายความตะขิดตะขวงใจของโจอี้
 “ฉันไม่รังเกียจอะไรหรอกนะ รู้ไหม? เพียงแค่ฉันต้องยืนยันบางอย่าง บางทีนี่อาจจะเป็นโชคดีด้วยซ้ำที่จะได้เห็นห้องของหัวหน้ากิลด์

ด้วยคำพูดของเธอ โจอี้พยักหน้าตัดสินใจกับตัวเอง

เข้าใจแล้ว งั้นก็ดีห้องหัวหน้ากิลด์อยู่ชั้นสาม ฉันจะทางเธอไปเอง ทางนี้เชิญ-

หลังจากมิยะพูด พวกเขาก็เดินตามเธอไปยังบันได ฮิยูกิตบเบาๆที่ไหล่ด้านหนึ่ง

เกี่ยวกับสิ่งที่เธอทำเมื่อกี้นี้ ที่นี้มีฝุ่นเยอะงั้นหรอ?”
คำถามจากโจอี้ที่เดินตามอยู่ด้านหลัง ฮิยูกิยั่วยิ้มแล้วตอบเบี่ยงประเด็น

อา ฉันรู้สึกเหมือนมีใยแมงมุมอยู่นิดหน่อยนะฉันแค่คิดเรื่องเวลาที่ไม่มีเหรียญนะ

 

End 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

585 ความคิดเห็น

×