An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 46 : Arc 3.10 ลมสงบก่อนพายุจะมา (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 145 ครั้ง
    5 ธ.ค. 63

คืนวันศุกร์ สามสัปดาห์ต่อมา

 

ที่ศูนย์วิจัย เมฆบังท้องฟ้าจนมืดครึ้ม ลมพัดเศษใบไม้ปลิวกระจาย คาดว่าอีกไม่นานฝนคงตก

 

ไมลส์กลับมายุ่งอีกครั้ง เขาอยู่รอติดตามผลการทดลองถึงสามทุ่ม พอสกัดสารเคมี เก็บตัวอย่างเรียบร้อย ก็เดินตรงไปที่ล็อกเกอร์เพราะจะแขวนชุดกาวน์เก็บ แต่ยังไม่ทันไรก็มีเสียงเรียกเข้าจากแท็บดังขึ้นเสียก่อน

 

“กฤต แกยังอยู่ที่ศูนย์รึเปล่า” เสียงครืดคราดในลำคอของวิทย์ดังมาตามสาย

 

“อยู่ ทำไมเหรอ”

 

“ฉันจะตามผลการทดลองผ่านคอม แต่ดันลืมเปิดระบบรีโมตไว้น่ะสิ แกเปิดให้ฉันหน่อย พาสเวิร์ดก็อันเดิมนั่นแหละ”

 

ในยุคนี้ เครื่องมือวิเคราะห์จะถูกลิงก์เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้นักวิจัยสามารถติดตามการทดลองได้สะดวกกว่าเดิม แต่ไม่ว่าจะยุคไหน ๆ ก็ยังมาหาเทคโนโลยีให้คนบางประเภทเลิกขี้ลืมไม่ได้

 

“ทำไมไม่ให้ลูกน้องแกเปิดให้ล่ะ”

 

“รันย์ไม่รับสายน่ะสิ อาจจะกลับไปแล้วก็ได้ แกช่วยฉันหน่อยนะ”

 

ไมลส์ถอนหายใจ “ก็ได้”

 

พูดจบก็วางสาย แล้วกดลิฟต์ลงไปชั้นห้าที่วิทย์ดูแลอยู่

 

พอประตูลิฟต์เปิดออกก็จะเห็นโถงทางเดินยาว ตอนนี้มันมืดสนิท ไมลส์กดสวิตช์ไฟข้างกำแพง ทั้งชั้นจึงค่อยสว่างขึ้นมา ฟากซ้ายมีห้องทดลองพิเศษ เข้าได้เฉพาะผู้เกี่ยวข้อง ส่วนฟากขวาเป็นห้องพักของนักวิจัย ห้องเก็บสารเคมีและอุปกรณ์ กับห้องวิจัยทั่วไปอีกห้องหนึ่ง

 

เขาเข้าไปในห้องพัก แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ของวิทย์ ใส่รหัสผ่านที่จำได้แม่นเพราะโดนอีกฝ่ายขอให้ช่วยบ่อย ๆ หน้าจอแสดงความคืบหน้าผลการทดลองทั้งหมดในความดูแลของวิทย์เด้งขึ้นมา พอตั้งค่าการเชื่อมต่อ จนเห็นว่าลิงก์กับแท็บของวิทย์เรียบร้อยแล้ว ไมลส์จึงเดินออกจากห้อง แล้วปิดไฟกลับเหมือนเดิม

 

ตอนนั้น เขาสังเกตเห็นสิ่งที่ตอนเดินมาครั้งแรกไม่เห็น ที่ด้านล่างของประตูห้องวิจัยพิเศษ มีแสงสว่างลอดออกมาเลือนราง

 

…ไหนว่าไม่มีใครอยู่แล้วไง? หรือว่าลืมปิดไฟอีกล่ะ?

 

โชคดีที่ไมลส์มีตำแหน่งสูงพอจะเข้าห้องทดลองพิเศษได้ เขาแตะคีย์การ์ด ประตูห้องทดลองเลื่อนเปิดออก ไฟไม่ได้เปิดครบทุกดวง ด้านในของห้องจึงค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสลัวเลือนลางที่มุมห้องทดลองให้พอเห็นว่ามีคนอยู่สี่คน สามคนอยู่ในชุดเครื่องแบบช่าง กำลังวุ่นวายอยู่กับการรื้อแผงวงจรริมผนัง ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ในชุดกาวน์ กำลังยืนสั่งการ ไมลส์ผละไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

 

 “รันย์? ดึกป่านนี้แล้วยังอยู่นี่อีกเหรอ แล้วช่างพวกนี้ใครน่ะ?”

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือก เอกสารในมือหลุดร่วงลงจากพื้น

 

“พะ…พี่กฤตนี่เอง ตกใจหมด” รันย์ ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วค่อยก้มลงเก็บเอกสารขึ้นมาชูให้เขาดู “พอดีระบบรักษาความปลอดภัยห้องมันรวน เลยให้ช่างมาแก้ระบบน่ะครับ”

 

“เวลานี้เนี่ยนะ?” ไมลส์เลิกคิ้ว “เจ้าวิทย์นี่ก็เหลือเกินจริง ๆ ปล่อยให้เด็กใหม่แถมยังเป็นโอเมก้าอย่างนายคุมงานอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองกลับบ้านไปสบายใจเฉิบ มิน่า แผนกมันถึงไม่มีใครอยู่ได้นาน"

 

รันย์หัวเราะแหะ “ความผิดผมเองแหละครับ ผมลืมเตือนเขาว่าวันนี้นัดช่างไว้ รู้ตัวอีกทีพี่วิทย์ก็กลับบ้านไปแล้ว เลยไม่อยากตาม แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

 

ไมลส์สอน “ไม่ได้นะ คราวหลังจะอยู่ดึกก็ต้องบอกใครไว้บ้าง โดยเฉพาะเวลาเรียกช่างมา ยิ่งไม่ควรอยู่คนเดียว ทุกอย่างมันก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนายเองด้วย แล้วก็หัดเปิดไฟให้มันสว่าง ๆ หน่อย มานี่ เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อน”

 

“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่รีบกลับไปก่อนดีกว่า”

 

รันย์บอก แต่ไมลส์ไม่ได้ถือจริงจังนัก เอื้อมมือไปที่สวิตช์เพื่อจะเปิดไฟ สุดท้ายก็ชนโครมเข้ากับรถเข็นที่มีกล่องเก็บอุปกรณ์มากมายซ้อนกันอยู่ในมุมมืดนั้นดังโครมใหญ่ แถมนอกจากเสียงตัวเขาชนแล้ว ยังมีเสียงเคร้ง เหมือนหลอดแก้วที่แสนคุ้นเคยจำนวนมากกระทบกันดังเกรียวกราว ดังมาจากในรถเข็นด้วย

 

ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ไมลส์เปิดล็อกฝากล่องพวกนั้นออกดู และดังคาด ในกล่องไม่ได้ใส่อุปกรณ์ทดสอบอะไรไว้สักอย่าง แต่กลับเต็มไปด้วยหลอดเก็บตัวอย่างนับสิบนับร้อยเรียงตัวกันเป็นตับ ไม่ใช่แค่นั้น วิทย์นั้นเก็บตัวอย่างเป็นระบบมาก ไมลส์เคยทำงานกับหมอนั่นมาก่อนย่อมรู้ดี รหัสตัวอย่างที่แปะอยู่บนฝาที่เขาเห็น เป็นชุดตัวอย่างที่ยึดมาจากศูนย์วิจัย T ไม่ผิดแน่

 

...ทำไมตัวอย่างถึงมาอยู่ที่นี่

 

…หมอนี่คิดจะทำอะไร

 

หลังของไมลส์เย็นวาบ

 

“เป็นอะไรไปล่ะครับ?”

 

รันย์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือ กำรอบแท็บของเขาพอดี ไมลส์เบิกตากว้าง รีบกระชากมือออกโดยสัญชาตญาณ กล่องในมือร่วงหล่น หลอดตัวอย่างตกกระจายกับพื้นดังเคร้ง

 

“หวา! ...ร่วงหมดแล้ว อันตรายชะมัด” รันย์ร้อง รีบก้มลงเก็บ “นี่มันตัวอย่างสำคัญทั้งนั้นเลยนะ เกือบไปแล้วไหมล่ะ”

 

“ขอโทษ ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาจับ…แขน” เขายิ้มฝืดเฝื่อน

 

“ว้า!” รันย์รวบรวมตัวอย่างที่กระจายได้หมดแล้ว เอามันจัดเข้ากล่อง ไม่ได้สนใจ…หรือไม่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจสีหน้าตระหนกของเขา เฉไฉไปเรื่องอื่น “อย่างนี้สารวัตรอนันต์ก็น่าสงสารแย่ ไม่สิ แฟนอาจจะเป็นข้อยกเว้นใช่รึเปล่า?”

 

“นี่นาย…” ไมลส์มุมปากกระตุก “ไปรู้มาจากไหนน่ะ”

 

“อ้าว พี่! เขาก็รู้กันทั้งศูนย์ฯ นั่นแหละ” เด็กหนุ่มเอากล่องวางกลับเข้ารถเข็น แล้วก็หัวเราะ “ก็สารวัตรแท็กพี่เต็มหน้าไอดีซะขนาดนั้น”

 

…ก็จริง

 

นับจากวันนั้น เขาก็คบกับอนันต์มาได้เกือบเดือนแล้ว หมอนั่นสุภาพกับเขามาก แต่ก็บ้าเห่อมากด้วย เจอกันทีไรต้องอัปลงไอดีตลอด อย่างกับอยากประกาศให้โลกรู้ยังไงยังงั้น

 

“แล้วพวกพี่คบกันได้ยังไงน่ะ รู้จักกันมานานแค่ไหน ใครสารภาพรักก่อน แล้วเขาดูแลพี่ดีไหม มารับมาส่งบ้างรึเปล่า” รันย์ยังคงถามไม่หยุด

 

“…จะอยากรู้ไปทำไม?”

 

อันที่จริง วันนี้เขากลับดึก อนันต์เลยบอกว่าจะมารับ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าเขายังตอบตามตรงอยู่ก็บ้าแล้ว

 

“ก็แค่คิดว่า สารวัตรท่าทางจะรักพี่น่าดูเลยน่ะสิ” รันย์สืบเท้าเข้ามาใกล้ ไมลส์ถอยหลังหนีอย่างลืมตัว ประโยคสุดท้าย นักวิจัยรุ่นน้องพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก “ถ้ารู้ว่ามีคนเป็นห่วงอยู่แบบนั้น ก็ไม่ควรจะหาเรื่องใส่ตัว รู้ไหม” 

 

[ไมโล! หนีเร็ว มันกำลังจะล็อกประตู!] ไลล่าร้องกรี๊ด ตอนที่เห็นช่างคนหนึ่งเอื้อมมือไปกดปุ่มบนแผงวงจรบนกำแพง ไมลส์รีบวิ่งไปที่ประตูอย่างสุดฝีเท้า ทว่าช้าเกินไป

 

เสียงกลไกลั่นดังกริ๊ก ไฟทั้งชั้นดับวูบ เหลือเพียงไฟฉุกเฉินที่สองให้เห็นราง ๆ เท่านั้น ระบบประตูที่เข้าออกได้ด้วยคีย์การ์ดถูกตัด เปลี่ยนเป็นระบบควบคุมแบบแมนนวล ซึ่งเขาจะไปมีเวลาเปิดได้อย่างไร ในเมื่อช่างสามคนนั้นถือชะแลง เดินตรงมาทางเขาแล้ว

 

“อุตส่าห์ว่าจะรอจัดการหมอนั่นก่อน ค่อยจัดการนายแท้ ๆ แต่โดนจับได้แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้แฮะ” ในแสงไฟสลัว นัยน์ตาใสซื่อของรันย์เปลี่ยนเป็นวาววับด้วยความสนุก แลบลิ้นเลียริมฝีปาก “พวกนายตามหากันเจอทุกโลกเลยนี่…อืม…ถ้าสารวัตร…ไม่สิ ต้องเรียกออสมอนด์ใช่ไหม เห็นนายตายอีกรอบล่ะก็ จะเป็นยังไงกันน้า~”

 

 

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

 

ตอนกลางคืน ในเขตที่แสงไฟข้างถนนไม่ค่อยมี ชายคนหนึ่งวิ่งสุดชีวิต ข้ามถนนโดยไม่สนสัญญาณไฟ โฮเวอร์คาร์ที่พุ่งมาในระดับพื้นถนนบีบแตรแล้วเหยียบเบรกเสียงดังสนั่น เฉี่ยวตัวคนไม่ดูตาม้าตาเรือไปเพียงนิดเดียว แต่จนแล้วจนรอด ชายคนนั้นก็ยังคงไม่หยุดวิ่ง พอข้ามถนนได้ก็ตรงเข้าตรอก หยุดวิ่ง หอบหายใจหนัก

 

“อยู่นี่เอง! บอกให้หยุดไงเฟ้ย วันนี้ฉันรีบนะ!!”

 

เสียงตะโกนไล่มาจากด้านหลัง ทำให้เขาตื่นตระหนกขึ้นมา จึงหนีเตลิดลึกเข้าไปในตรอกต่อ ทว่าวิ่งไปได้ไม่กี่สิบเมตร ก็เห็นว่าที่ทางออกมีรั้วตาข่ายกั้นสูงเทียบเท่าตึกสองชั้น ขณะที่คิดว่าจะหนียังไงต่อ หันหลังกลับมา ก็เห็นตำรวจร่างสูงใหญ่วิ่งตรงมาทางเขาแล้ว อารามรีบร้อน จึงรีบปีนขึ้นรั้วตาข่ายนั่น ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา ขากลับถูกกระชากอย่างแรง มือที่กำรั้วไว้หลุดออก

 

ร่างของคนทั้งสองร่วงกระแทกกับถังขยะแถวนั้นดังโครมสนั่น

 

อนันต์รีบรวบแขนคนร้ายที่ตัวเองจับได้ ใส่กุญแจมือดังกริ๊ก พิภพกับมินตราที่วิ่งตามหลังมาเห็นดังนั้นก็ชะลอฝีเท้าลง

 

“ดูเหมือนอีกทีมก็จะจับได้สองคน” พิภพเอ่ย ระหว่างที่จ้องหน้าคั่งแค้นของคนร้ายไปด้วย “ลูกน้องของชนินทร์นี่ จับเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักทีนะครับ” ต่อให้ทลายศูนย์วิจัยลับไปแล้ว แต่คนที่เหลืออยู่ก็ยังหาทางดำเนินการกันต่อ ไม่ยอมจบง่าย ๆ

 

“ช่วยไม่ได้…คนเกลียดอัลฟ่ามันเยอะนี่”

 

อนันต์หอบหายใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มินตราเข้าไปคุมตัวร้ายแทน แล้วแซวว่า “แต่ว่า วันนี้สารวัตรดูตั้งอกตั้งใจทำงานผิดหูผิดตาเลยนะคะ ปกติเอาแต่ยืนสั่งแท้ ๆ ”

 

“อะไร้…ฉันก็ไฟแรงอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว” อนันต์พูดเสียงสูง เอามือปัดเสื้อตัวเองไปด้วย

 

“มีนัดสินะ” รองสารวัตรหนุ่มกลอกตา “ถึงได้รีบซะขนาดนี้”

 

“นายเป็นพยาธิในลำไส้ฉันหรือไง”

 

“อย่างสารวัตร ใครดูไม่ออกก็โง่แล้วครับ” พิภพพูดพลางกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ว่าแต่ จะไปพบกับแฟนตัวเองในสภาพนี้จริง ๆ เหรอครับ”

 

พูดก็พูดเถอะ หลังจากกระชากตัวคนร้ายจนร่วงลงมาทั้งคู่ ตัวก็มอมแมมไปหมด ผมยาวที่ตอนแรกรวบไว้ดี ๆ ก็ยุ่งเหยิง หากไม่รู้จักกัน และไม่ใช่เพราะเครื่องแบบตอนนี้ พิภพคงนึกว่าอีกฝ่ายเป็นพวกโฮมเลส

 

“นั่นสินะ” อนันต์มองสำรวจตัวเอง ยกแขนขึ้นมาดม เหมือนเพิ่งนึกได้ “หวา เหม็นชิบ! ทำไงดีล่ะเนี่ย!”

 

“อาบน้ำก่อนสิครับ” พิภพเสนอ “สภาพแบบนี้ ต่อให้รักกันแค่ไหนก็เถอะ จะพาลหมดอารมณ์เอาง่าย ๆ”

 

“หะ…หา!?”

 

“อ้าว ไม่ใช่เหรอครับ?” เห็นคนฟังหน้าเหวอแบบนั้น พิภพก็เลิกคิ้ว “นึกว่าเรียบร้อยกันแล้วซะอีก”

 

“แก…แกมันไอ้คนลามก!” อนันต์ชี้หน้า ด่าแทบไม่เป็นคำ “ฉัน…ฉันไม่ได้คิดไม่ดีแบบนั้นเลยสักนิด กฤตของฉันออกจะใสซื่อบริสุทธิ์ผุดผ่อง เรื่องอะไรจะเอาความคิดพวกนั้นไปทำให้เขาแปดเปื้อน…”

 

“จะบอกว่าแม้แต่ในหัวก็ไม่คิดสักนิดเลยเหรอครับ” พิภพจี้ถามต่อ

 

“มะ…ไม่” อนันต์อึกอัก เอามือปิดหน้า “เออ…ว้อย คิดก็ได้! ยอมรับว่าคิดก็ได้! แต่ก็ได้แค่คิดไหม ถ้าฉันหัวใจวายตาย ใครจะรับผิดชอบ! ฉันไม่อยากตายคาอกกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งนะว้อย ไอ้บ้า!”

 

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้มีนัดอะไรล่ะครับ”

 

“ก็ไปรับกลับบ้านน่ะสิ” อนันต์ถูจมูก “วันนี้หมอนั่นทำงานดึก ใครจะกล้าปล่อยแฟนตัวเองให้กลับคนเดียวกลางค่ำกลางคืนล่ะ จริงสิ นี่ก็น่าจะได้เวลาแล้วด้วย” ประโยคสุดท้ายพูดขึ้นตอนดูเวลาบนแท็บ “หวา…ได้เวลาแล้วด้วย กลับไปอาบน้ำก่อนไม่ทันแล้วไหม ทำไงดี”

 

“ยืมเสื้อคลุมผมก่อนไหมล่ะครับ ผมมีอยาในรถตัวนึง อย่างน้อยเปลี่ยนเสื้อก็ช่วยได้”

 

“เอ่อ...ยังไงก็ช่างเถอะครับ” คนร้ายที่อยู่ในควบคุมของมินตราทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “ตอนนี้ช่วยเลิกโม้ถึงแฟนแล้วพาผมไปโรงพักทีเถอะครับ”

 

 

สิบห้านาทีต่อมา โฮเวอร์คาร์สีแดงก็จอดอยู่ที่ลานจอดหน้าศูนย์วิจัยฯ อนันต์กดแท็บโทรหานักวิจัยหนุ่ม ทว่าสามรอบแล้วกลับยังไม่รับสาย เขาจึงเปิดประตูรถ พอออกมาก็ยืดแขนบิดขี้เกียจ สายตาทอดมองไปบนตึก ไฟดับหมดทุกชั้นแล้ว ตัวอาคารแทบจะกลืนกับความมืดของท้องฟ้าครึ้มฝนในตอนนี้เป็นหนึ่งเดียว

 

…กลับไปแล้วเหรอ? ไม่มั้ง?

 

เขามาสายนิดหน่อยเพราะมัวแต่ไปเปลี่ยนเสื้ออยู่ก็จริง แต่ตั้งแต่คบกัน เวลาไปไหนมาไหนกฤตก็บอกเขาตลอด ไม่มีทางปล่อยให้เขารอเก้อแน่ จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ

 

อนันต์ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย

 

ตอนนั้นเอง อยู่ ๆ ที่หน้าต่างบานหนึ่งของชั้นห้าก็มีแสงไฟวาบขึ้นมา ก่อนจะดับไปอีกรอบ

 

…อะไรน่ะ?

 

ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้น ก็ได้ยินเสียงดังเพล้ง เศษกระจกหน้าต่างแตกกระจาย ตามด้วยร่างหนึ่งร่วงลงมา

 

อนันต์เบิกตากว้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทว่าเขากลับเห็นมันเด่นชัดเต็มสองตา

 

ภาพของเด็กหนุ่มร่วงลงมาจากตึก ลมตีชุดกาวน์สีขาวให้กางออกเด่นชัด เหมือนต้องการตอกย้ำว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เสียงฟ้าร้องครืน ดังขึ้นประสานกับเสียงที่ร่างนั้นตกกระแทกพื้น แว่นที่คนคนนั้นสวมอยู่กระเด็นออกจากใบหน้านอนคู้ตัวแน่นิ่ง เสื้อกาวน์มีเลือดสีแดงไหลซึมออกมา ไม่รู้เป็นหรือตาย

 

“กฤต!”

 

อนันต์วิ่งตรงไปหาร่างนั้น เสียงร้องของเขาบิดเบี้ยวจนน่ากลัว สมองชาวาบ ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

 

_____________

 

A.L. Lee

อีกราว 2-3 ตอน ก็จะจบ Arc นะคะ

ปล. อย่าเพิ่งกระทืบไรท์ เราเตือนแล้วนะ จากชื่อตอนไงล่ะ  (・∀・`;) !!  

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 145 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

493 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #377 11221622 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 21:04
    นํ้าตาจะไหลอีกรอบมั้ย ติดตามตอนต่อไป
    #377
    0
  2. #319 mint09za (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 18:22
    อ้าาาค้างงงงงงงง
    #319
    0
  3. #318 babellzcalypso (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 15:37
    ไม่นะะะะะ
    #318
    0
  4. #317 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 13:13

    รอน้าาาาาาาาาา

    #317
    0
  5. #316 a-dark-devil (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 09:16
    ม่ายยยยยยยยย !!!!
    #316
    0
  6. #315 TarikoZaza (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 23:54

    กรี๊ดดดดดดดดดด!! ฉันจะจิ้มแกนังไวรัส//ถือมีด
    #315
    0
  7. #314 inwater56 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 19:11
    อ้าวเฮ้ย !! ไหงเป็นงี้อะ
    #314
    0
  8. #313 france1998 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 18:54

    ขอให้โลกนี้พระเอกได้สมหวังบ้างเถอะ สองโลกปวดตับมากพอแล้ว
    #313
    0
  9. #312 Prixah (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 18:50
    มีดอีโต้ในมือมันสั่นมาก
    #312
    0
  10. #311 tamamo1mae (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 18:42

    ไรท์!!!!!!
    #311
    0