An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 45 : Arc 3.9 ลมสงบก่อนพายุจะมา(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 837
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    27 พ.ย. 63

 

หลังการจับกุมชนินทร์ ทางศูนย์วิจัยฯ ก็ได้ข้อมูลของเชื้อไวรัสมา ทำให้การวิจัยคืบหน้ารวดเร็วมาก ยาต้านเชื้อที่คิดค้นขึ้นมีประสิทธิภาพสูง ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงฮวบฮาบ วัคซีนเองก็ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการแล้วเศรษฐกิจที่ซบเซาเริ่มฟื้นตัว

 

โครงการวิจัยเฉพาะกิจจบลง ไมลส์จึงกลับไปวิจัยยาสำหรับโอเมก้าเหมือนเดิม เวลาว่างจึงมากขึ้น และได้กลับมาใช้ชีวิตไปไหนมาไหนได้ตามปกติอีกครั้ง เขาเก็บกระเป๋า ออกจากห้องแล็บ ระหว่างเดินที่โถงทางเดินก็กดส่งข้อความในแท็บไปด้วย จนเผลอไปชนกับคนที่สวนมาดังโครม

 

“อ๊ะ! ขอโทษ”

 

เอกสารในมือของอีกฝ่ายร่วงเกลื่อนพื้น ไมลส์รีบก้มลงช่วยเก็บ สายตาพลันสะดุดกับเนื้อหาบนกระดาษ จึงเหลือบตามองเจ้าของเอกสารที่กำลังลนลานรีบเก็บมันเหมือนกัน เป็นโอเมก้าคนหนึ่ง อายุยังไม่มาก เหมือนยังไม่ยี่สิบปีดีด้วยซ้ำ หน้าตาบ้องแบ๊ว มีฟันเขี้ยวที่เด่นสะดุดตา ดูเหมือนเด็กซุกซนคนหนึ่งที่เอาชุดกาวน์ของพ่อมาสวมเล่นมากกว่าจะเป็นนักวิจัย

 

หลังเก็บจนครบแล้ว เด็กหนุ่มก็ยืนมือมาขอเอกสารในมือของไมลส์คืน และกำลังจะอ้าปากขอบคุณ แต่ไมลส์กลับรั้งมันไว้ไม่ยอมปล่อยมือ

 

“นายเป็นนักวิจัยของที่นี่เหรอ” เขามั่นใจว่าไม่เคยเจอเด็กคนนี้มาก่อน “เอกสารของศูนย์วิจัยลับที่โรงพยาบาล T เป็นชั้นความลับสูงสุด คนไม่เกี่ยวข้องดูไม่ได้หรอกนะ”

 

“รันย์ มัวทำอะไรอยู่”

 

เด็กหนุ่มยังไม่ทันอธิบาย ก็มีเสียงเรียกมาจากอีกฟาก คนพูดคือเบต้าชายร่างอวบอ้วนคนหนึ่ง วิ่งมาทีก็เกิดเสียงดังตึงตังไปทั่วห้อง พุงกลม ๆ กระเพื่อมแกว่งไกว

 

“วิทย์?” ไมลส์เรียกชื่ออีกฝ่าย

 

“อ้าว กฤต หวัดดี นายเพิ่งเจอรันย์ครั้งแรกสินะ” เสียงพูดของวิทย์ครืดคราดในลำคอ “หมอนี่เพิ่งมาใหม่ได้เดือนเดียว วัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในแล็บ คนนอกแผนกไม่ค่อยได้เจอหรอก”

 

“เด็กคนนี้เป็นลูกน้องนายงั้นเหรอ?” ไมลส์ยื่นเอกสารให้วิทย์ สายตาเหลือบมองรันย์ไปด้วย “ให้ทำโครงการสำคัญแบบนี้ตั้งแต่เข้างานใหม่ ๆ เชียว”

 

ที่โรงพยาบาล T นอกจากเชื้อไวรัสที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศแล้ว ยังพบเชื้ออื่น ๆ ที่ถูกพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพอีกมากมาย ศูนย์วิจัยฯ จึงนำมาศึกษาต่อโดยมีวิทย์เป็นหัวหน้าโครงการ หากรัยน์เป็นลูกน้อง จะมีข้อมูลก็ไม่แปลก แต่ที่แปลกคือทั้งที่ยังเด็กมาก แถมเพิ่งเข้างานมาใหม่ กลับได้ทำงานสำคัญขนาดนี้ต่างหาก

 

“นายไม่รู้อะไร หมอนี่น่ะอัจฉริยะ” เขาพูดพลางตบหัวเด็กชาย “ถึงเด็กหน่อยแล้วจะเป็นไรไป ฉันอ่านงานวิจัยของหมอนี่แล้ว มันสุดยอดจริง ๆ ทำแล็บก็ละเอียดรอบคอบกว่าลูกน้องบางคนที่อยู่มาหลายปีซะอีก”

 

ไมลส์พยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มให้เด็กหนุ่ม ไม่ติดใจสงสัยอะไร “งั้นเหรอ…พยายามเข้าล่ะ ที่นี่งานหนักหน่อย แต่เดี๋ยวก็ชิน แกก็ด้วย อย่าใช้งานเด็กใหม่หนักเกินไปล่ะ” ประโยคสุดท้ายหันไปบอกเพื่อนตัวเอง

 

“ว่าแต่จะกลับแล้วเหรอ?” วิทย์ถาม “นายกลับตรงเวลาแบบนี้ หายากนะ”

 

“อืม…มีนัดน่ะ ไปก่อนนะ”

 

ล่ำลาเสร็จ ไมลส์ก็ตรงดิ่งไปที่ลิฟต์ทันที วันนี้ ไม่ว่างานอะไรก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะมีนัดสำคัญรออยู่

 

ร้านอาหารที่นัดกันอยู่บนชั้นเก้าสิบของอาคารที่สูงที่สุดในเมือง ในร้านตกแต่งสไตล์เอิร์ทโทน แสงไฟประดับด้วยโคมสีเหลืองนวล เปิดเพลงอะคูสติกคลอเบา ๆ ที่ริมหน้าต่างจะมองเห็นวิวเมืองในยามค่ำคืน เป็นบรรยากาศที่ทั้งโรแมนติกและผ่อนคลายสุด ๆ

 

แต่ดูเหมือนใครบางคนที่อยู่ในร้านจะไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายด้วยเลยแม้แต่น้อย

 

อนันต์นั่งกระสับกระส่าย เดี๋ยวก็ก้มลงดูเวลาในแท็บ เดี๋ยวก็เรียกบริกรมากระซิบถาม สักพักก็เอามือมาตบหน้าเรียกสติตัวเอง

 

ตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมา เขากับกฤตออกมากินข้าวดูหนังด้วยกันหลายครั้งแล้ว ความประหม่าก็ค่อย ๆ ลดลงไปตามระยะเวลาที่ได้พูดคุยกัน เรียกว่ามีภูมิต้านทานสูงขึ้นเยอะ แต่ที่วันนี้เขาตื่นเต้นจนเหงื่อแตก เพราะมันจะไม่ใช่เดทธรรมดาทั่วไป

 

แต่เขาจะขอกฤตเป็นแฟนแบบเป็นทางการ

 

เขาอุตส่าห์มาถึงก่อนเวลาที่จองไว้ ซื้อดอกไม้แล้วเตี๊ยมกับบริกรจนเรียบร้อย ส่วนการแต่งตัว ปกติถ้าเขาไม่ใส่เครื่องแบบตำรวจก็ใส่ชุดโปโล ไอ้ที่โกนหนวดโกนเคราเรียบร้อย ใส่สูทผูกเนกไทแบบวันนี้เกิดมานับครั้งได้ ดังนั้นเลยต้องเช็กความเรียบร้อยของชุดตัวเองนับสิบตลบเพื่อให้มั่นใจ

 

ชุดพร้อม ทุกอย่างพร้อม

 

ใจเย็น อนันต์ ลูกผู้ชายต้องมั่นใจ!

 

เขาหายใจเข้าเต็มปอด แล้วผ่อนออกมายาวเหยียด เพื่อลดความตื่นเต้น เขาจะไม่ยอมเป็นลมต่อหน้ากฤตอีกเด็ดขาด ภาพลักษณ์ของเขาวันนี้ต้องเป็นชายชาตรีที่พึ่งพาได้

 

“คุณกฤต เชิญโต๊ะ 9 ได้เลยครับ”

 

ยังไม่ทันที่จะเตรียมใจดี กฤตก็มาถึงแล้ว สวมชุดสเวตเตอร์สีเทาที่ใส่ดูน่ารักแปลกตา พอมองเห็นเขาก็เดินตรงมาที่โต๊ะ พร้อมกับยิ้มกว้างที่ทำให้ตาพร่าลาย

 

“ขอโทษทีมาช้านะครับ พอดีรถติดนิดหน่อย” ไมลส์ลากเก้าอี้นั่งลง บริกรคนหนึ่งวางเมนูไว้ที่โต๊ะ

 

“ไม่หรอกครับ ผมเองก็เพิ่งถึงแป๊บเดียว” อนันต์ถูจมูก “อยากกินอะไรครับวันนี้ เขาว่าร้านนี้พิซซ่าหน้ามาการิต้า [1] เด็ดมาก”

 

พิซซ่าหน้ามะเขือเทศ ชีส และใบโหระพา

 

“อนันต์ครับ คุณรู้ใจผมที่สุดเลย” ไมลส์สายตาเป็นประกายวิบวับ

 

พวกเขาสั่งพิซซ่าถาดเล็กมาหนึ่งถาด ตามด้วยลาซานญ่า สเต๊ก สลัด พร้อมกับเปิดไวน์แดงขวดหนึ่ง กินบ้าง คุยกันบ้าง ไม่รีบร้อน ท่าทางตอนกินของกฤตดูมีความสุขจนล้นทะลักออกมา และเขาชอบมาก เวลาที่อีกฝ่ายทำตัวตามสบายแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกสงบลง

 

พออาหารหมด อนันต์ก็จิบไวน์เข้าไปอึกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้า จากนั้นก็เรียกบริกรมาสั่งทีรามีสุเป็นของหวาน แต่ไม่ลืมกระซิบบอกว่า

 

“…แล้วก็ ช่อดอกไม้ ด้วย”

 

บริกรคนนั้นพยักหน้า ลอบขยิบตาให้

 

กฤตยังไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงชวนคุยเล่นไปเรื่อยเปื่อย อนันต์ใจเต้นตึกตัก ทั้งกังวล ทั้งเครียด แต่ก็อยากเห็นปฏิกิริยาของเขาเหลือเกิน อนันต์จินตนาการไปเรื่อยเปื่อย กฤตจะเขินไหมนะ จะหน้าแดงไหม จะตอบรับหรือเปล่า หรือปฏิเสธ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะทำยังไงดีล่ะ

 

เหตุการณ์ที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดสลับกันไปมาในหัว จนเขาเผลอคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า

 

และแล้ว บริกรคนนั้นก็หอบช่อดอกไม้มาพร้อมกับซองจดหมาย เขาค้อมตัว มอบให้ไมลส์ แล้วยิ้มย่างมีเลศนัย

 

“คุณผู้ชายมอบให้คุณครับ”

 

“เอ๋?”

 

ไมลส์รับช่อดอกคาร์เนชั่นสีเหลืองมา จ้องบริกรสลับกับอนันต์แบบงง ๆ

 

…เดี๋ยวนะ ทำไมเป็นคาร์เนชั่นสีเหลืองล่ะ จำได้ว่าเขาซื้อช่อกุหลาบแดงมานี่ แล้วซองจดหมายก็เป็นซองแดง ไม่ใช่ซองสีขาวเรียบ ๆ อย่างนี้ด้วย

 

แต่ไมลส์ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีเลิ่กลั่กของอนันต์ เขาฉีกซองออก แหวนสีเงินเกลี้งวงเล็กวงหนึ่งร่วงลงมา พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่ง

 

ไมลส์คลี่มันออกอ่าน ตอนแรกกำลังตื่นเต้น แต่พออ่านไป หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น

 

 

ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกคุณตามตรง แต่ใช้วิธีแบบนี้

แต่เรื่องของเราคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าคุณมีคนอื่น

แหวนก็คืนให้แล้ว เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก

ดอกคาร์เนชั่นช่อนี้ ฉันให้แทนความผิดหวัง

ลาก่อน

 

 

“เอ่อ…นี่มันอะไรน่ะครับ อนันต์?”

 

ไมลส์พลิกกระดาษให้ดู ถามเสียงเย็น

 

อนันต์ยิ้มค้าง

 

ในเวลาเดียวกัน เสียงไวโอลินเพลง Can’ t help falling in love ก็ดังขึ้น นักไวโอลินพร้อมกับบริกรอีกคนหนึ่งที่หอบกุหลาบแดงช่อใหญ่ต่างเดิน…

 

…ไปยังอีกโต๊ะหนึ่ง!

 

ผู้ชายที่โต๊ะนั้นนั่งอยู่คนเดียว ฝั่งตรงข้ามมีชุดจานชามเตรียมไว้เหมือนกำลังรอใครอยู่ เขามองนักไวโอลิน แล้วรับกุหลาบแดงกับจดหมายมาด้วยสีหน้ามึนงง พอหันหน้ามาสบตากับอนันต์ ทั้งคู่ก็กะพริบตาปริบ ๆ

 

…นี่มันบ้าอะไรเนี่ย

 

ผู้จัดการร้านสาววิ่งมาหน้าตาตื่น กระชากแขนบริกรที่โต๊ะเขา ร้องเสียงหลง

 

“ผิดโต๊ะแล้ว! ผิดโต๊ะ!”

 

เป็นเวลาหลายนาทีที่ผู้จัดการก้มหัวขอโทษขอโพยพวกเขาทั้งสองโต๊ะ และยังชดเชยความผิดพลาดให้ด้วยการไม่คิดเงินค่าอาหาร นับว่าเป็นเรื่องโชคดีในความโชคร้ายไป แต่ถึงอย่างนั้น ความล้มเหลวนี้ ก็ทำให้อนันต์หมดความมั่นใจจะทำตามแผนต่อแล้ว สุดท้ายก็เลยมอบช่อดอกไม้ให้ไมลส์โดยไม่พูดอะไร แล้วเข้าไปหลบมุมที่หน้าห้องน้ำ หันหน้าเข้าผนังอย่างหมดอาลัยตายอยาก แทบจะเอาหัวโขกกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอดไป

 

ไมลส์มีเหรอจะไม่รู้ว่าอนันต์มีแผนจะทำอะไร เห็นอีกฝ่ายมีสภาพแบบนั้นแล้วก็ทั้งสงสารทั้งขำ อันที่จริงเขาเองก็มีแผนจะขอเป็นแฟนเหมือนกัน แต่พอเห็นอนันต์เตรียมเซอร์ไพรส์ ก็เลยยอมเป็นฝ่ายตามน้ำไป แต่ในเมื่อแผนการล้มเหลวจนเจ้าตัวหดหู่แบบนี้ เห็นทีเขาจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มเองเสียแล้ว

 

“อนันต์ครับ” เขาสะกิดหลังสารวัตรหนุ่มเบา ๆ ยิ้มกว้าง “มากับผมหน่อยได้ไหมครับ”

 

ตึกนี้เป็นตึกที่สูงที่สุดของเมือง ที่ชั้นหนึ่งร้อยแปดที่เป็นชั้นบนสุดจึงเป็นจุดชมวิวยอดนิยม มีลักษณะเป็นระเบียงยื่นออกมาล้อมรอบยอดตึกเป็นวงกลม รั้วกั้นเป็นกระจกใส สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองได้ 360 องศา แม้จะเสียค่าเข้าชมแพงไปบ้าง แต่คนก็ขึ้นมาชมกันไม่ขาดสาย

 

“โห! สวยมาก ผมอยากเห็นสักครั้งมานานแล้ว”

 

พอออกมาที่ระเบียงชมวิว ไมลส์ก็พูดอย่างเริงร่า ลมที่ชั้นสูงแบบนี้ค่อนข้างแรง มันพัดผมของเขาจนตีกันยุ่งเหยิง ขณะเดียวกันก็รู้สึกหนาวเล็กน้อยด้วย มองผ่านรั้วกระจกไปก็จะเห็นวิวเมืองยามเย็น พระอาทิตย์กำลังตกดิน ที่เส้นขอบฟ้ามีแสงสีส้มรำไร อาคารต่าง ๆ เริ่มส่องแสงไฟละลานตา มองแล้วชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ดูสวยงามจับใจ

 

นี่เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกที่สุดที่ไมลส์คิดออก หากสารภาพรักที่นี่ อนันต์ต้องจำไม่ลืมแน่

 

“อนันต์ ออกมาเร็วสิครับ”

 

เห็นอีกฝ่ายไม่ออกมาสักที ไมลส์จึงหันไปเรียก แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าอนันต์ยืนเกาะขอบประตู หน้าซีด เหงื่อแตก

 

“ที่แบบนี้ อะ…ออกไปจะดีเหรอ”

 

“…”

 

“ขะ…เข้ามาดีกว่าไหมครับ กฤต มะ…มันอันตรายนะ”

 

…อย่าบอกนะว่า

 

“คุณ กลัวความสูง…หรือครับ”

 

“มะ…ไม่ใช่ แค่คิดว่ามันอันตราย”

 

…กลัวจริง ๆ ด้วย

 

เหมือนอยากยืนยันว่าตัวเองไม่ได้กลัว อนันต์จึงเดินออกมา แต่ออกมาได้แค่ก้าวเดียวขาก็สั่นพั่บไปหมด พูดด้วยลมหายใจติดขัด เสียงเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน

 

“รีบกลับเข้ามาเถอะ”

 

“รู้แล้วครับ รู้แล้ว! คุณไม่ต้องออกมาตามผมแล้ว รีบกลับเข้าไปเร็ว เพราะว่าที่นี่น่ะ” ไมลส์ร้องเตือนยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงดังครืดของเครื่องจักร พื้นระเบียงจากเดิมที่เคยเป็นสีขาวทึบ กลับกลายเป็นพื้นกระจกใสในทันควัน มองทะลุเห็นไปถึงพื้นดิน จากนั้นก็เริ่มเคลื่อนตัวหมุนวน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมองเห็นวิวรอบทิศได้โดยไม่ต้องเดิน

 

“…มันจะเปลี่ยนเป็นพื้นใส”

 

“ว้ากกกกก!!!! ตาย!!! ตายแน่!!!!”

 

อนันต์ทรุดฮวบลงกับพื้น เสียงร้องแทบจะดังลงไปถึงชั้น G ไมลส์ต้องรีบลากเขากลับเข้าอาคาร เพราะกลัวว่าจะช็อกตายเสียก่อน

 

ตอนที่เดินทางกลับ อนันต์สายตาเลื่อนลอย ท่าทางเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

 

พวกเขาลงจากสถานีรถไฟ จากนั้นก็เดินเลาะไปตามทางเท้า ไม่มีใครพูดอะไร ได้ยินเพียงเสียงโฮเวอร์คาร์ลอยฉิวผ่านไปคันแล้วคันเล่า แต่ถึงอย่างนั้นต่างคนต่างก็เดินเอื่อยเหมือนไม่อยากรีบแยกจาก จากถนนใหญ่ เข้าไปในซอกซอย จนถึงหน้าคอนโดที่ไมลส์อยู่

 

พอมาถึงหน้าล็อบบี้ คนทั้งสองก็ยืนนิ่ง มองกันและกันอยู่ครู่ใหญ่

 

“งั้นผม…ขึ้นไปก่อนนะครับ” ไมลส์ตัดสินใจเอ่ยปากบอกลาก่อน

 

อนันต์พยักหน้าเบา ๆ สีหน้าดูหงอย หากเป็นหมาคงหูลู่หางตก ไมลส์เห็นแล้วอดรู้สึกสงสารขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้

 

หมอนี่ ตั้งแต่โลกไหนมาก็ไม่ใช่คนที่มีศิลปะในการจีบอยู่แล้ว พอมาโลกนี้ ทั้งที่ขี้อายก็ยังจะพยายามทำตัวโรแมนติกขัดกับนิสัยตัวเอง สุดท้ายก็ดวงซวย ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ว่าด้วยนิสัยผู้ชาย แถมยังเป็นอัลฟ่า หมอนี่ย่อมอยากมีความเท่ พึ่งพาได้ พอทำตัวน่าขายหน้าให้เขาเห็นติดต่อกันแบบนี้ จะรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในตัวเองพังทลายลงก็ไม่แปลก เขาเองก็พูดปลอบใจอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้หมอนี่สังเวชตัวเองมากกว่าเดิม

 

แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ หมอนี่คงกลับบ้านไปตีอกชกตัว ห่อเหี่ยวไปอีกหลายวันแน่ นั่นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น ก็มาช่วยทำให้มันสำเร็จไปเลยคงจะดีกว่า ถ้าโชคจะตาจะเล่นตลกให้พลาดอีกครั้งก็ให้มันรู้ไปสิ

 

“อนันต์…ดูเหมือนวันนี้คุณมีอะไรอยากบอกผม ใช่หรือเปล่าครับ”

 

“เอ๋?” จากที่ก้มหน้าคอตก อนันต์เงยหน้าขึ้นทันที “ครับ?”

 

ไมลส์กอดช่อดอกกุหลาบที่อีกฝ่ายให้กระชับแน่นขึ้นในมือ เป็นการบอกใบ้ “ไอ้นี่น่ะ คงไม่ได้ให้เฉย ๆ หรอกใช่ไหมครับ”

 

“คือว่า…คือว่า…” อนันต์หน้าแดงขึ้นมา “พูดตอนนี้ มันออกจะ…ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ไมลส์จ้องตาเขาอย่างจริงจัง “ผมรอฟัง”

 

อนันต์เข้าใจเจตนาของเขาแล้ว จึงพยักหน้า จากนั้นยืดตัว สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ทั้งหน้าทั้งหูแดงไปหมด ใช้ความกล้าที่รวบรวมมาทั้งชีวิต เค้นประโยคนี้ออกมา

 

“ชะ…ช่วยคบกับผมด้วยนะครับ”

 

ไมลส์ยิ้มกว้าง

 

“ครับ…ด้วยความยินดีเลย!”

 

อนันต์เอาสองมือปิดหน้าตัวเอง โอดครวญ “อา…น่าอายชะมัดเลย ต้องให้คุณช่วยแบบนี้ ผม…”

 

“ไม่เห็นจะเป็นไรเลยครับ” ไมลส์หัวเราะ ยังไงเขาก็ไม่ได้ชอบอีกฝ่ายเพราะเป็นคนสุดเท่หรืออะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ป้ำเป๋อแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ “สรุปว่า ตอนนี้พวกเราเป็นแฟนกันแล้วนะครับ”

 

อนันต์รู้สึกมีอะไรบางอย่างในหัวระเบิดตูม

 

ความพยายามครั้งที่หนึ่ง ล้มเหลว

 

ความพยายามครั้งที่สอง ก็ล้มเหลว

 

ความพยายามครั้งที่สาม ในที่สุดก็สำเร็จ

 

สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ขอแค่พวกเขาเข้าใจกันเท่านั้น

 

อนันต์มีความสุขจนอยากจะตะโกนให้ก้องฟ้าเลยทีเดียว

 

____________

A.L. Lee

การแกล้งอนันต์เป็นอะไรที่ไรต์ชอบมากเลยค่ะ 555 พี่แกน่าแกล้งจนอดใจไม่ไหวจริง ๆ 

 

____________

A.L. Lee

การแกล้งอนันต์เป็นอะไรที่ไรต์ชอบมากเลยค่ะ 555 พี่แกน่าแกล้งจนอดใจไม่ไหวจริง ๆ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #307 Porpea (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 19:20
    แม่งเอ้ย!! ไม่ชินสักที อ่านชื่อพระเอกทีไรมันก็.....ชื่อพ่อตัวเอง แล้วเผลอนึกถึงพ่อจีบผู้ชาย แม่งเอ้ยยยย เข้าใจไหมแบบพ่ออายุ60กว่าจีบคน20ปลาย มันดันเผลอไปคิดเนื่ยย โอ๊ยยยยย
    #307
    2
    • #307-2 Porpea(จากตอนที่ 45)
      26 ธันวาคม 2563 / 21:01
      ไม่เป็นไรค่ะถือว่าเป็นพ่อเวอร์ชั่นตอนหนุ่มแล้วกัน
      #307-2
  2. #305 TarikoZaza (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 13:48

    น่ารักมากกกกกก เอ็นดู~

    ปล.แต่พอเห็นชื่อตอนเเล้วใจหวิวเลยค่ะ จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องอีกรึเปล่า
    #305
    0
  3. #304 new_surada (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 15:18
    งู้ยยย เป็นเอ็นดูวววว
    #304
    0
  4. #303 Avista (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 00:06
    น่ารักมากกก
    #303
    0
  5. #301 Say. (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 23:25
    น่าร๊ากกกกกก
    #301
    0
  6. #300 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 20:12

    พระเอกโลกนี้น่ารักดีนะคะ☺️

    #300
    0
  7. #299 นักอ่านผู้เงียบสงบ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 20:11
    เป็นผู้ชายที่เขินเก่งมาก
    #299
    0
  8. #298 ThaipaKing (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 19:22
    ตอนต่ออยู่ไหน!!
    #298
    0