An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 44 : Arc 3.8 สืบสวน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 870
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 171 ครั้ง
    21 พ.ย. 63

 

ไมลส์ใช้วันหยุดอันน้อยนิดสืบเรื่องของชนินทร์ หลังจากหาหลักฐานทั้งด้านการเงิน การติดต่อกับนักวิจัยที่มีแนวโน้มเป็นตัวอันตราย และร่องรอยการเข้าออกโรงพยาบาล T ได้แล้ว ก็ส่งเอกสารทุกอย่างไปให้ทางหน่วยสืบสวนพิเศษโดยไม่ระบุชื่อ

 

พวกตำรวจย่อมไม่เชื่อในทันที หลายคนคิดว่าเป็นพวกก่อกวนส่งมาด้วยซ้ำ แต่อนันต์กำลังมืดแปดด้าน จึงลองตรวจสอบดู และก็พบว่าคนส่งนิรนามนี้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมด จึงสั่งให้ทีมลงมือสืบสวนอย่างจริงจัง และนำไปสู่การจับกุมในที่สุด

 

หน่วยปราบปรามเข้าทลายศูนย์วิจัยลับที่ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล T พวกเขาต่างตกตะลึงเมื่อพบว่าที่นี่เป็นศูนย์ที่เพียบพร้อมขนาดไหน แค่นักวิจัยก็หลายสิบคนแล้ว แถมยังมีเครื่องมือที่ทันสมัยเทียบเท่าศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ตัวอย่างเชื้อก็ถูกเก็บแช่ไว้หลายพันตัวอย่าง คนเหล่านี้ทุ่มทั้งเงิน เวลา และความรู้ทั้งหมดไปกับการทำร้ายคนอื่น แทนที่จะช่วยเหลือผู้คน นับเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

 

พวกเขารวบตัวคนร้ายไว้ได้เกือบทั้งหมด จากนั้นส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ส่วนชนินทร์ไหวตัวทัน หนีไปที่สนามบินก่อนแล้ว อนันต์ พิภพ และมินตรา จึงรีบตามไปในทันที และกระจายกันตามหาตัวในอาคารผู้โดยสารขาออก

 

“ใช่ครับ ออกหมายจับแล้วในระบบ ถ้าหากเจอตัวกรุณารีบติดต่อทันทีเลยนะครับ”

 

พิภพบอกกับตำรวจท่าอากาศยาน ทันใดนั้นสายตาพลันเหลือบไปเห็นคนหนึ่งภายในกลุ่มคนที่เบียดเสียด กำลังลากกระเป๋าไปยังเคาน์เตอร์เช็กอิน เป็นชายร่างสูง ผมหวีเรียบแปล้ ใบหน้ายาว และมีไฝที่หางคิ้วเป็นเอกลักษณ์ มองแวบเดียว พิภพก็จำได้ทันที

 

“นี่ตำรวจ หยุดเดี๋ยวนี้!”

 

ชนินทร์หันมองตามเสียง พอเห็นเขาก็หน้าซีดเผือด ทิ้งกระเป๋าเผ่นแน่บอย่างรวดเร็ว พิภพไล่กวดสุดฝีเท้า ตามมาด้วยตำรวจท่าอากาศยานอีกหลายคน ฝูงชนเห็นแบบนั้นเข้าก็ต่างแตกฮือไปคนละทิศละทาง

 

“สารวัตร! หมอนั่นกำลังหนีไปทางเชื่อมอาคาร”

 

พิภพกรอกเสียงใส่ระบบวิทยุสื่อสาร ชนินทร์ตรงไปทางบันไดเลื่อนที่ยาวต่อเนื่องขึ้นไปชั้นสาม วิ่งสุดตัวโดยไม่สนว่าจะชนใครบ้าง

 

“ขอโทษครับ ตำรวจ ขอทางหน่อยครับ” พิภพเองก็เป็นอัลฟ่าร่างกายแข็งแรงคนหนึ่ง ไม่นานก็ไล่ตามมาห่างแค่ไม่กี่ช่วงตัวแล้ว ชนินทร์เห็นอย่างนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปอีก จนกระทั่งเจอแม่กับลูกสาวคู่หนึ่งยืนขวางทางอยู่ พอหญิงคนนั้นรู้ตัวว่าคนร้ายกำลังวิ่งมาก็ตกใจจะรีบดึงลูกตัวเองหลบ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

“เกะกะ!”

 

ชนินทร์คำราม ผลักสองแม่ลูกอย่างแรง หญิงสาวทรงตัวไม่อยู่ หงายหลังล้มลง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้เห็นเหตุการณ์

 

เกิดเสียงดัง ตึง! ขึ้น ความเจ็บที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่เกิด หญิงสาวที่หลับตาปี๋กอดลูกตัวเองไว้ลืมตาขึ้นมา ถึงเห็นว่ามีตำรวจหนุ่มคนหนึ่งรับพวกเขาไว้ และบันไดเลื่อนก็หยุดฉุกเฉินแล้ว

 

“ไม่เป็นไรนะครับ”

 

พิภพถามพลางนิ่วหน้า เพราะเมื่อกี๊เอาตัวรับสองแม่ลูก เลยกระแทกเข้ากับขอบบันไดเลื่อนอย่างจัง แขนขวาเจ็บแปลบไปหมด หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเสียงสั่น แล้วรีบตบหลังปลอบลูกสาวที่แผดเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ

 

เมื่อเห็นว่าทั้งสองปลอดภัย เขาจึงรีบลุกไล่ตามคนร้ายต่อทันที ทว่าพอขึ้นไปถึงชั้นสาม ชนินทร์ก็ถูกอนันต์กับตำรวจท่าอากาศยานอีกสองสามนายรวบตัวไว้ได้แล้ว

 

“ไอ้พวกทุเรศ ถือสิทธิ์อะไรมาจับฉัน!” ชนินทร์ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างที่ถูกสวมกุญแจมือ “คอยดูเถอะ อีกไม่นานอัลฟ่าอย่างพวกแก จะต้องตายกันหมด! แล้วพวกแกจะต้องเสียใจ!!!”

 

“เฮ้อ! จบจนได้” อนันต์บิดขี้เกียจ สายตาทอดมองไปยังคนร้ายที่ยังโวยวายไม่หยุดแม้ถูกคุมตัว กว่าเสียงจะเงียบลงก็เป็นตอนที่โดนลากขึ้นรถปิดประตูเรียบร้อย “ว่าแต่หมอนี่มันเป็นคนร้ายที่คิดแผนซับซ้อนร้ายกาจขนาดนี้จริง ๆ เหรอเนี่ย ดูไม่ออกเลยแฮะ”

 

“คงต้องขอบคุณคนที่ส่งข้อมูลมาให้” พิภพเดินมายืนข้าง ๆ

 

“นั่นสินะ…เฮ้ย! พิภพ ทำไมสภาพเป็นอย่างนั้น” อนันต์ร้องลั่น เมื่อหันไปเห็นลูกน้องตัวเองเต็มสองตา

 

“สภาพผม ทำไมเหรอครับ?”

 

พิภพขมวดคิ้ว แต่แล้วก็รู้คำตอบ เมื่อลองเอามือแตะบริเวณศีรษะที่ปวด แล้วพบว่ามีเลือดเปื้อนติดมือแดงแจ๋

 

 

นอกจากหัวแตกแล้ว แขนของพิภพยังได้รับบาดเจ็บอีกด้วย แต่โชคดีที่อาการไม่หนัก หลังจากไปตรวจที่โรงพยาบาล อนันต์ก็บังคับให้เขาลาหยุดอยู่ที่บ้านตามคำสั่งแพทย์

 

บ่ายวันหนึ่ง พิภพสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตูรัว ๆ ที่หน้าห้อง เขาเดินงัวเงียไปมองลอดตาแมว พอเห็นว่าคนที่มาหาเป็นใครก็ขยุ้มผมอย่างยุ่งยากใจทีหนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดประตูให้

 

“หัวแตก กระดูกแขนร้าวต้องเข้าเฝือกอ่อน นี่ถ้าฉันไม่รู้มาจากคนอื่น นายก็ไม่คิดจะบอกกันเลยใช่ไหม?!”

 

พอประตูเปิดออก กวีก็กวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พอเห็นผ้าก็อซที่หัวกับแขนที่ใส่เฝือกคล้องไหล่ไว้ก็ต่อว่าทันที พลางก้มตัวลงถอดรองเท้าวางไว้ที่ชั้น ที่บ่าพาดกระเป๋ากีฬา ในมือมีถุงที่เต็มไปด้วยขนมอีกเพียบ

 

“ใครบอก?”

 

“กฤตรู้มาจากสารวัตรอนันต์ ถึงได้บอกฉันน่ะสิ” กวีโยนกระเป๋ากีฬาลงโซฟา “ถึงว่า สองสามวันมานี้ไม่ยอมวีดีโอคอล เอาแต่โทรอย่างเดียว”

 

“หงุดหงิดไปได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย สองสามอาทิตย์ก็หายแล้ว” พิภพถอนหายใจเบา ๆ ที่เขาปิดไว้ ก็เพราะไม่อยากให้เป็นห่วงนั่นแหละ อีกอย่าง ไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นสภาพแบบนี้ของตัวเองด้วย แต่ความลับไม่มีในโลก ดังนั้นเขาจึงต้องรับกรรมด้วยการเจอกับเพลิงพิโรธของกวี “เอาเป็นว่า ขอโทษที่ไม่ได้บอกก็แล้วกัน”

 

กวีเดาะลิ้นทีหนึ่ง เดินผ่านเขาไปที่ห้องครัวอย่างหัวเสีย พิภพนึกว่าอีกฝ่ายคงจะโกรธจนเงียบใส่ตัวเองอีกนาน แต่เพียงเดี๋ยวเดียวกวีก็โผล่หน้าออกมา ถามเขาเสียงขุ่นต่อ

 

“ถ้วยมาม่ากับกระป๋องเบียร์เต็มถังขยะนั่นมันอะไร?”

 

“อาหารของเมื่อวาน”

 

“แล้วเมื่อวานซืน?”

 

“ข้าวปั้นเซเว่นมื้อนึง อีกสองมื้อก็มาม่า”

 

“ตู้เย็นมีแต่เบียร์?”

 

“ก็ไม่มีของสดให้ต้องเก็บนี่”

 

“ฉันรู้ว่าสภาพนี้นายทำกับข้าวไม่ได้ แต่ไม่คิดจะสั่งอะไรมากินให้มันดี ๆ หน่อยเหรอ?”

 

“…ถ้าอยู่ห้องไม่ได้ไปไหน ฉันก็กินแบบนี้ประจำ มันถูกดี”

 

พูดมาถึงตรงนี้ กวีก็มองเขาอย่างอึ้ง ๆ จากนั้นลูบหน้าตัวเองทีหนึ่ง พูดอย่างอ่อนใจว่า “โอเค…ฉันไม่มีอารมณ์จะโมโหนายแล้ว แถวนี้มีซูเปอร์มาร์เก็ตใช่ไหม เดี๋ยวฉันมา ต่อไปนี้ นายต้องกินอาหารที่ฉันทำให้ทุกวัน”

 

“ทุกวัน?” พิภพถามย้ำ นึกว่าตัวเองหูฝาด

 

“นายไม่เห็นกระเป๋าฉันเหรอ?” กวีเลิกคิ้ว พอเห็นเขาจะขยับปากก็ชิงพูดก่อนทันที “ฉันจะมาอยู่กับนายจนกว่าจะหายยังไงล่ะ…หยุด! เงียบไปเลย ฉันไม่ยอมรับคำคัดค้านไหนทั้งนั้น”

 

เย็นนั้นพิภพจึงได้กินอาหารเป็นกิจจะลักษณะแบบคนอื่นเขาบ้าง มีผัดผัด แกงจืด แล้วก็ไข่เจียว ที่จริง อาหารฝีมือกวี จะบอกว่าอร่อยก็คงไม่ได้ ผักหั่นชิ้นไม่เท่ากัน ไข่ก็ไม่รู้พลิกยังไงถึงได้ไม่เป็นชิ้นเดียว กลับแยกเป็นสองสามชิ้น แถมยังปรุงจืดไป แต่ก็ไม่ถึงกับกินไม่ลง

 

กวีลอบสังเกตสีหน้าของเขา แล้วบอก “รู้ว่ามันไม่อร่อย แต่ก็กิน ๆ ไปเถอะน่า จะได้ไม่ขาดสารอาหาร”

 

มุมปากของพิภพยกขึ้นเล็กน้อย

 

“ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

 

เขาก้มหน้าก้มตากินต่อจนหมดเกลี้ยงแทนคำพูด

 

หลังจากวันนั้น กวีก็อาศัยอยู่ที่ห้องเขาต่อไปอีกพักใหญ่

 

สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ กวียังคงออกไปทำงานตามปกติ เย็นกลับมาก็ทำกับข้าวให้เขากิน ทำความสะอาดห้อง ทำแผลให้ พิภพเองก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร ทั้งที่ปกติแล้วเขาเป็นพวกหวงความเป็นส่วนตัว แต่ตอนกวีอยู่ใกล้ ๆ เขากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด อย่างกับพวกเขาเป็นคู่ที่อยู่ด้วยกันมานานปีแล้วอย่างนั้นแหละ

 

หากจะมีอะไรที่ทำให้เขาลำบากใจ ก็คงเป็นความรู้สึกปั่นป่วนเวลาที่หมอนั่นใกล้ชิดเขามากเกินไป ทุกครั้งที่กวีสัมผัสตัวเวลาทำแผลให้ เขาจะได้กลิ่นฟีรีโมนหอมหวานเหมือนดอกไม้ป่า กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวทุกที แถมเวลาที่อีกฝ่ายกลับมาจากงาน หลังจากออกแรงมาตลอดทั้งวันย่อมทำให้ฟีรีโมนชัดเป็นพิเศษ จนเขาต้องไล่ให้รีบไปอาบน้ำซะทุกที ยังไม่พอ ตอนกลางคืน หมอนั่นยังชอบใส่เสื้อคลุมหลวม ๆ ที่เวลานั่งก็ยังแหวกให้เห็นไปถึงขาอ่อนอีก รู้อยู่หรอกว่ากวีไม่ใช่คนเรียบร้อย แต่นี่อัลฟ่านะ ต่อให้บาดเจ็บอยู่ก็เถอะ คิดว่าเขาจะทนทำตัวเป็นสุภาพบุรุษไปได้ถึงเมื่อไหร่กัน ถ้าไม่กลัวว่าจะโกรธจนมองหน้ากันไม่ติด เขาจะทำตามใจตัวเองจริง ๆ ด้วย

 

ความคิดฟุ้งซ่านแบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ก็ถึงวันที่หมอนัดดูอาการ โชคดีที่การฟื้นตัวของพิภพไวกว่าที่คิด หมอจึงให้เขาถอดเฝือกได้ แต่ก็ห้ามใช้งานหนัก ยังต้องคอยตามอาการต่อจนกว่ากระดูกจะประสานกันสนิทดี

 

พิภพออกไปที่ระเบียง ปากคาบบุหรี่ มือหนึ่งจุดไฟแช็ก มือหนึ่งป้องลม กะจะสูบให้ชุ่มปอดหลังจากที่ไม่ได้สูบมานาน แต่ยังไม่ทันถึงครึ่งมวน กวีก็เข้ามาแย่งไป

 

“คนเจ็บ ห้ามสูบ” ว่าแล้วก็จี้มันกับที่เขี่ยหลังเครื่องซักผ้า

 

“หายแล้ว”

 

“ถึงอย่างนั้น ต่อหน้าฉันก็ห้าม พักปอดบ้างเถอะ”

 

“เข้มงวดจังนะ” เขาพูด สายตากวาดมองกวีที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ใบหน้าและผมมีหยาดน้ำเกาะเล็กน้อย เสื้อที่ใส่ก็ขาวและบางจนแทบจะทะลุเห็นไปถึงไหนต่อไหน กลิ่นฟีรีโมนจาง ๆ ผสมกับกลิ่นครีมอาบน้ำลอยแตะจมูก แม้แต่กลิ่นบุหรี่ก่อนหน้าก็กลบไม่ได้ พิภพเผลอกลืนน้ำลาย เบนหน้าหนี “ฉันไปนอนก่อน พรุ่งนี้มีประชุมเช้า”

 

พูดจบก็รีบผละเข้าห้อง ดับไฟ แล้วทิ้งตัวลงนอน ท่องยุบหนอพองหนอในใจ

 

…อดทนไว้ อดทนไว้

 

ห้านาทีต่อมา กวีก็เดินตามเข้ามาในห้องนอน สิ่งเห็นคือพิภพที่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เขาเอานิ้วคลึงขมับ ถอนหายใจเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน

 

…หมอนี่ ชอบเขาจริงหรือเปล่าเนี่ย

 

ต่อให้พิภพเป็นคนขอคบก็จริง แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับเหมือนเพื่อนมากกว่าคนรัก พูดคุยก็มีแต่เรื่องทั่วไป อย่าหวังถึงคำพูดหวานหูเลย แถมพิภพยังดูเฉยชาสุด ๆ ก่อนหน้านี้ยังพอเข้าใจได้ว่าเจ็บเลยไม่มีอารมณ์พวกนั้น แต่นี่ก็หายแล้ว กลับไม่หือไม่อือตอนที่เขาเข้าใกล้เลยสักนิด เป็นอัลฟ่าจริงหรือเปล่าเนี่ย

 

ใช่แล้ว…เขาแอบคาดหวังเรื่องพวกนั้นอยู่ ถึงจุดประสงค์ของเขาแต่แรกเป็นเพราะต้องการมาดูแลหมอนี่จริง ๆ แต่ต่อให้เป็นคนบื้อแค่ไหนก็ต้องรู้หรือเปล่าว่ามาห้องแฟนนาน ๆ มันหมายถึงอะไรน่ะ ก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องจู่โจมเขาทันทีหรอก แต่อย่างน้อยถ้าชอบเขาก็ควรมีปฏิกิริยาอะไรบ้างหรือเปล่า แต่นี่กลับเลี่ยงเขาตลอด หรือฟีรีโมนของเขาไม่เข้ากับของหมอนั่นกันนะ

 

…ช่างเถอะ รอดูอีกสักพักก็แล้วกัน

 

คิดแบบนั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกที ก็เป็นคืนสุดท้ายแล้ว

 

เนื่องจากพรุ่งนี้ต้องกลับ กวีจึงเตรียมมื้อเย็นชุดใหญ่ไว้ให้ส่งท้าย แต่เพราะมีคดีติดพัน กว่าพิภพจะถึงห้องเวลาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว เขาเปิดประตูเข้ามาก็เห็นกวีนอนกอดหมอนหลับอยู่บนโซฟา ส่วนบนโต๊ะมีอาหารที่เตรียมไว้ถูกเอาพลาสติกแร็ปไว้อย่างดี รอให้เขามาอุ่นกิน

 

พิภพสะกิดอีกฝ่ายเบา ๆ กวีลุกขึ้นมา ตาปรือ หาววอดใหญ่ ชุดคลุมที่ใส่นอนแหวกออกจนมองเห็นกระดูกไหปลาร้าและหัวไหล่กลมมนชัดเจน

 

“กลับมาแล้วเหรอ?”

 

“ถ้าง่วงก็ไปนอนดี ๆ” หันไปเห็นกระเป๋ากีฬาที่เก็บของเรียบร้อย จึงเอ่ยถาม “นายจะกลับแล้ว?”

 

“อืม…ต้องไปศาลที่อยู่แถวบ้านพอดี เลยถือโอกาสกลับเลย” กวีขยี้ตา มือหนึ่งก็หิ้วหมอนไปด้วย “นายเองก็หายดีแล้วด้วย ฉันคงไม่อยู่กวนต่อ อาหารก็เอาไปอุ่นกินซะล่ะ”

 

“อืม…”

 

พิภพกินข้าวอย่างไม่ค่อยรู้รส ในใจรู้สึกวูบโหวงชอบกล เขาลืมไปเสียสนิทว่ากวีแค่มาช่วยดูแลเขาเฉย ๆ ไม่ได้มาอาศัยอยู่กับเขา แต่ว่าไม่รู้เพราะอะไร เขาถึงได้ชินกับการที่มีอีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ ง่ายดายนัก

 

แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป

 

พวกเขาต่างคนต่างงานยุ่ง ขนาดอยู่ด้วยกันก็ยังไม่ได้มีเวลาให้กันมากนัก ยิ่งพรุ่งนี้กลับไปอยู่ที่ใครที่มันแล้วไม่ยิ่งมีเวลาให้กันน้อยเข้าไปใหญ่เหรอ

 

เวลาผ่านไปไวขนาดนี้เชียว

 

หลังกินข้าวอาบน้ำเสร็จ กำลังจะเข้าไปนอน ก็ปรากฏว่าเตียงของเขาไม่ว่างเหมือนเดิมเสียแล้ว

 

ปกติแล้ว เขานอนเตียง ส่วนกวีจะปูฟูกนอนอยู่ด้านข้าง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเพราะขี้เกียจปูฟูก หรือง่วงจนลืมตัว อีกฝ่ายถึงได้ขึ้นไปยึดครองเตียงเขา นอนกอดหมอนซุกผ่าห่มอย่างมีความสุขสุด ๆ แบบนั้นได้

 

พิภพกำลังจะดึงฟูกมาปูนอนเอง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงกวีตบเตียง พูดง่วง ๆ ว่า “ไม่ต้องปู นอนด้วยกันนี่แหละ”

 

มือของเขาชะงักค้าง

 

…นายแม่ง! จะทดสอบความอดทนของฉันหรือไง

 

พิภพแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปปูฟูกต่ออย่างขะมักเขม้น กวีเห็นแบบนั้นก็โมโห ลุกพรวดขึ้น “พอที! เออ! ฉันนอนข้างล่างเองก็ได้!”

 

พูดจบก็ลากผ้าห่มกับหมอนลงมา กระแทกพิภพอย่างขัดใจทีหนึ่ง ก่อนจะลงไปนอนคลุมโปง ไม่พูดไม่จา

 

“กวี?”

 

“…”

 

“…โกรธอะไรอีกล่ะทีนี้?”

 

“…”

 

“บอกมา ฉันจะได้รู้” พิภพคาดคั้น

 

“นายอยากรู้?” เสียงอู้อี้ลอดผ่านผ่าห่ม

 

“อืม”

 

“ก็ได้ ฉันจะบอกให้!”

 

สิ้นเสียง กวีก็ดึงผ้าห่มลง จากนั้นเอามือข้างหนึ่งคว้าหมับที่ท้ายทอยโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว ศีรษะถูกกดลงต่ำ ริมฝีปากแนบประกบ เรียวลิ้นสอดแทรกเข้ามา มันรุกไล่อย่างไม่รู้จักพอ กลิ่นหอมหวานเหมือนดอกไม้ป่ากำจายไปทั่วโพรงปาก

 

เนิ่นนานกว่ากวีจะยอมปล่อยคอ พิภพได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างอึ้ง ๆ กวีในตอนนี้ทั้งหน้าทั้งหูแดงก่ำ หายใจหอบหนัก

 

“นี่แหละ คำตอบ” กวีถาม “รังเกียจรึเปล่า?”

 

“…”

 

พอเขานิ่งเงียบไป นัยน์ตาของกวีก็วูบไหวขึ้นมา

 

“ถ้านายไม่ชอบ…”

 

ความอดทนอดกลั้นที่ผ่านมาทั้งหมดพังทลาย พิภพก้มลงประทับริมฝีปากลงไป เปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกไล่บ้าง จูบรอบนี้ทั้งดุดันและรุนแรงจนกวีแทบขาดอากาศหายใจ

 

“ทำแบบนี้ รู้ใช่ไหมว่าไม่จบแค่นี้น่ะ” พอถอนริมฝีปากออกมา พิภพก็ถามอีกฝ่าย ม่านตาขยายกว้าง เหมือนหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่ง

 

“ทำไมจะไม่รู้ ให้ตายเถอะ! นายคิดว่าฉันต้องรวบรวมความกล้าขนาดไหนถึงจะพูดออกมาได้น่ะเฮอะ” พูดจบ กวีก็งับเข้าที่ไหล่เขาเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว “ส่งสัญญาณให้ตั้งนานก็ไม่รู้ ไอ้บ้าเอ๊ย!”

 

“ฉันกลัวนายเกลียด” พิภพบอกตามตรง “ฉันไม่อยากให้นายคิดว่าฉันเป็นเหมือนอัลฟ่าคนอื่น ๆ ที่คิดแต่จะเอาเปรียบโอเมก้า ควบคุมตัวเองไม่ได้”

 

กวีกะพริบตาปริบ ๆ “อย่างนาย…คิดอะไรละเอียดอ่อนแบบนั้นด้วยเรอะ”

 

“คิดสิ คิดมากด้วย” เขาพูดเสียงต่ำ ระหว่างเอาจมูกซุกไซ้ซอกคอ มือลดต่ำไปปลดเสื้อคลุม “แต่ในเมื่อนายเต็มใจ ฉันก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ”

 

แล้วคืนนั้น พิภพก็ไม่อดทนอีกต่อไป

___________________________

A.L. Lee

แค่ก ๆ ๆ ๆ ///แกล้งไอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 171 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #302 Avista (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 00:00
    แค่กกๆ
    #302
    0
  2. #296 After_TeaTime (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 15:20
    เราว่าหมอนั่นไม่ใช่ไวรัส น่าจะมีคนอยู่เบื้องหลังอีกทีแน่ๆ
    #296
    0
  3. #293 yuu1 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 11:28
    ทำไมผมถึงคิดว่าไวรัสมันคือแฟนเก่าพิภพ(==???
    #293
    0
  4. #292 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 11:26

    รอน้าาาาาาา

    #292
    0
  5. #291 EASYZAZA (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 11:21
    คู่รองคือเยอะกว่าคู่หลัก งงมาก
    #291
    0
  6. #290 Say. (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 10:13

    งุ้ยยยยยยย
    #290
    0
  7. #289 ThaipaKing (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 10:09
    อ่าว โลกนี้ง่ายสุดๆไปเลยเว้ย ไวรัสโดนจับเข้าคุกไปง่ายๆงี้เลย?
    #289
    0