An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 43 : Arc 3.7 สืบสวน (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 950
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    14 พ.ย. 63

 

หลังจากประกาศเรื่องโรคระบาดออกไป กรมควบคุมโรคก็ออกมาตรการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้ทุกคนสวมฟิลเตอร์มาสก์ การสืบสวนโรค การกักตัวผู้เป็นพาหะและผู้ติดเชื้อ ทำให้โรคนี้ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้

 

แต่ถึงควบคุมได้ดีอย่างไรก็ไม่สามารถห้ามให้ผู้คนทั่วประเทศแตกตื่นได้ โดยเฉพาะอัลฟ่า เขาต่างหวาดระแวงว่าจะมีเบต้าหรือโอเมก้าคนไหนเป็นพาหะนำเชื้อมาให้ แม้เศรษฐกิจจะไม่ถึงขั้นหยุดชะงัก แต่การแบ่งแยกและการเหยียดเพศกลับปรากฏชัดขึ้น เบต้าและโอเมก้าหลายคนถูกไล่ออกจากงานเพียงเพราะตรวจพบว่าเป็นพาหะ เรื่องนี้ทำให้กวีที่รับเคสจำพวกนี้ยุ่งจนหัวหมุน

 

ทางด้านไมลส์เองก็หัวหมุนกับงานวิจัยเช่นกัน โชคดีที่เจ้าของร่างอย่างกฤตฉลาดและมีความรู้แน่นมาก และไลล่าเองก็ให้ข้อมูลทั้งหมดที่ตัวเองมีเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ ยาต้าน รวมไปถึงวัคซีนที่ตัวเองทำรีเสิร์ชและออกแบบไว้ แม้จะพบว่ามันกลายพันธุ์จนรุนแรงกว่าเนื้อเรื่องเดิม แต่ก็ช่วยให้งานวิจัยคืบหน้าไปรวดเร็วขึ้นมาก

 

ผ่านไปสามสัปดาห์ หลังจากทำงานติดต่อกันมายาวนาน ในที่สุดวันพรุ่งนี้ไมลส์ก็จะได้หยุดพักบ้างเสียที เขาเก็บกระเป๋าอย่างอารมณ์ดี ถึงขนาดฮัมเพลงไปด้วย พอกลับถึงห้องก็กดสวิตช์ปิดฟิลเตอร์มาสก์ที่ใส่ครอบหูอยู่ พอมันหยุดทำงาน พลาสมาฟอกอากาศที่ครอบปากและจมูกของคนใส่ไว้แบบโปร่งใสก็หายไป ไมลส์หายใจโล่งขึ้นอีกครั้ง ทิ้งตัวลงบนเตียง กลิ้งไปมาอย่างเกียจคร้าน

 

เสียงเรียกเข้าจากแท็บที่ข้อมือดังขึ้น ไมลส์ชำเลืองดู พอเห็นว่าเป็นอนันต์วีดีโอคอลมาก็กดรับ

 

“ว่าไงครับ สารวัตรอนันต์” เขาส่งยิ้มละไมให้

 

“สะ…สวัสดีครับ เอ่อ ช่วงนี้หายยุ่งแล้วเหรอ”

 

อนันต์ทักทายอย่างเก้กัง แม้จะเป็นภาพสามมิติ แต่ไมลส์รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นตึกตักของอีกฝ่ายได้ ทั้งหน้าทั้งหูแดงไปหมด แม้จะเริ่มชินกับเขามากขึ้นตามเวลาที่ได้พบได้คุยกัน แต่อาการประหม่าก็ยังไม่หายไปง่าย ๆ อยู่ดี จนเขาชักกลัวว่าวันนึงอาจจะทำให้หมอนี่ตื่นเต้นจนหัวใจวายตายเอา

 

“งานวิจัยคืบหน้าเร็วกว่าแผนมาก ผมเลยได้โอกาสพักกับเขาบ้างน่ะครับ” ไมลส์ตอบพลางปิดปากหาวไปด้วย ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ง่วงเร็วมาก “พรุ่งนี้ผมว่าจะนอนยาว ๆ สักวัน”

 

อนันต์พยักหน้าหงึกหงัก “สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ ทำงานหนักยังไงก็ต้องดูแลตัวเองบ้าง เดี๋ยวจะล้มป่วยเอาได้”

 

“ว่าแต่ผม คุณเถอะ นี่ยังไม่กลับอีกเหรอครับ นี่มันก็สองทุ่มแล้วนะ” ไมลส์ถาม เมื่อเห็นว่าแบ็กกราวน์เป็นห้องในสำนักงานตำรวจ

 

“พอดีว่าการประชุมสืบสวนลากยาวเพิ่งจบน่ะครับ แต่ผมก็กำลังจะกลับแล้วล่ะ” อนันต์เกาแก้ม เสตาไปทางอื่น เหมือนกำลังลำบากใจ

 

“ท่าทางแบบนี้…หรือว่า เรื่องเชื้อไวรัส ยังไม่คืบหน้าเหรอครับ?”

 

อนันต์บอก “ที่จริงก็มีผู้ต้องสงสัยอยู่หรอกครับ เรื่องนี้ยังเป็นความลับ คงบอกอะไรไม่ได้ แต่ถ้าได้หลักฐานแบบเป็นทางการเมื่อไหร่ ยังไงก็ทางตำรวจก็ต้องให้ทางศูนย์วิจัยฯ ช่วยตรวจสอบแน่นอน ไว้ตอนนั้นผมจะบอกคุณอีกทีนะ”

 

ไมลส์พยักหน้า จากนั้นกดปุ่มแท็บแกสองสามที หน้าจอคอมพิวเตอร์กับคีย์บอร์ดก็ถูกฉายมาเป็นภาพที่มีแสงเรืองจาง ๆ

 

“ความลับทางการสืบสวน ผมเข้าใจครับ เป็นผมเสียมารยาทถามเอง” เขาเอามือเคาะแป้นพร้อมกับคุยไปด้วย “มีอีเมลเข้า ขอเช็กแป็บนึงนะครับ”

 

“ผมโทรมารบกวนคุณหรือเปล่า?”

 

“ไม่เลยครับ ไม่ใช่งานซีเรียสอะไร พิมพ์ไปคุยไปได้ครับ” ไมลส์หัวเราะ “ตามมาตรการควบคุมโรคล่าสุด คนที่ทำงานวิจัยเสี่ยงแบบผม ไม่สามารถไปที่สาธารณะได้ วันหนึ่งได้แค่ไปกลับบ้านกับที่ทำงาน คุยแต่กับเชื้อโรค ยา และเนื้อเยื่อ นับวันยิ่งเหมือนเครื่องจักรเข้าไปทุกที มีคุณมาคุยด้วยแบบนี้ค่อยทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่ครับ”

 

อนันต์เหม่อมองนักวิจัยหนุ่มที่พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟัง ภาพตอนที่อีกฝ่ายอ้าปากขมุบขมิบ ส่วนสายตาก็จ้องหน้าจอทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง มันช่างน่ามองเหลือเกิน อนันต์พลันคิดว่าถ้าคนตรงหน้าไม่วางสาย เขาก็อยากจะจ้องมองอย่างนี้ไปตลอดทั้งคืน

 

“ว่าแต่…เย็นนี้คุณกินอะไรเหรอครับ” กฤตถามเปลี่ยนเรื่อง นิ้วหนึ่งดันกรอบแว่นไปด้วย

 

“มืดแบบนี้ คงเป็นร้านบะหมี่หน้าสำนักงานนี่แหละครับ” เขาตอบ “รสชาติอาจไม่เท่าไหร่ แต่ให้เยอะและถูกดี คนที่สำนักงานตำรวจนี้ ใครกลับดึกก็ฝากท้องที่ร้านนี้กันทั้งนั้น”

 

“กินง่ายดีนะครับ”

 

“ก็ตำรวจนี่ครับ” อนันต์เอ่ย “กินไม่ค่อยเป็นเวลาหรอกครับ เวลาออกไปสืบคดีข้างนอกก็ต้องหาอะไรที่มันไว ๆ กิน บางทีก็พวกขนมปัง แฮมเบอร์เกอร์ ลูกชิ้น อะไรพวกนั้น”

 

“ถ้าอย่างนั้น” กฤตทำท่าครุ่นคิด “คุณคงไม่ชอบอาหารอิตาลีหรือเปล่า?”

 

“ไม่ครับ ผมชอบ แค่ไม่ค่อยมีโอกาสได้กิน”

 

“เหรอครับ” น้ำเสียงอีกฝ่ายฟังดูดีใจ “ผมรู้จักร้านนึงที่เขต 2 รสชาติใช้ได้เลย บรรยากาศก็ดีมากด้วย ไว้มีโอกาส ไปกินด้วยกันไหมครับ…คือว่า พี่ชายผมเกลียดมะเขือเทศเข้าไส้ แล้วเมนูอาหารอิตาลีมันมีมะเขือเทศแทบจะทุกเมนู เขาเลยไม่ยอมไปกินกับผมสักทีน่ะครับ แต่อาหารพวกนี้มันต้องมีคนกินด้วยถึงจะอร่อยน่ะ ผมไม่อยากไปคนเดียว”

 

“…”

 

“ว่าไงครับ ตกลงไหม?”

 

“ครับ…?” อนันต์นิ่งอึ้งไป เหมือนไม่ได้ยินคำถาม “คุณถามว่าอะไรนะ?”

 

“ผมถามว่า คุณอยากไปกินข้าวกับผมซักมื้อไหมครับ”

 

“พะ…พูดจริงเหรอครับ” อนันต์ลุกพรวด กองเอกสารบนโต๊ะโดนปัดร่วงพื้นกระจุยกระจาย “ต้องไปอยู่แล้ว! ผมไปแน่ ๆ ครับ อย่าผิดคำพูดนะ!”

 

“ผมพูดจริงครับ” กฤตพูดพลางชำเลืองดูแท็บ หาวอีกรอบหนึ่ง “ผมขอตัวก่อนนะครับ นอนน้อยติดกันมาหลายวันแล้ว ง่วงมากเลย แล้วเจอกันครับ”

 

เขาส่งยิ้มให้ ก่อนจะกดตัดการเชื่อมต่อ ภาพตรงหน้าเหลือเพียงโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารกองพะเนินของตัวเอง แต่อนันต์ยังคงอ้าปากค้างอยู่อีกสองสามวินาที ก่อนจะทิ้งตัวลงเก้าอี้ ใช้สองมือตบแก้มตัวเอง

 

“ไม่ได้ฝัน…ฉันไม่ได้ฝัน พระเจ้า!”

 

เสียงเคาะห้องดังขึ้น ก่อนประตูจะเลื่อนเปิดอัตโนมัติ พิภพเดินเข้ามา ขมวดคิ้วถามเสียงต่ำ

 

“เอะอะโวยวายอะไรน่ะครับ”

 

“เดท! ไอ้น้อง! เดท!!!!” อนันต์ยิ้มไม่หุบเหมือนคนบ้า กำหมัดชูขึ้นฟ้า ขาเขี่ยพื้นจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่หมุนไปมาเป็นวงกลม “เขาชวนฉันเดท สำเร็จแล้ว ยะฮู้ว!!”

 

พิภพทำหน้าเวทนา ก่อนเอ่ย

 

“ครับ…ผมที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว รู้สึกยินดีกับสารวัตรด้วยจริง ๆ ครับ”

 

“หา? มีแฟนแล้ว!? นายคบกับกวีแล้วเหรอ?” อนันต์ตะลึง “ไม่ใช่ว่าเร็ว ๆ นี้ยังทะเลาะกันอยู่หรอกเรอะ โกหกหรือเปล่า”

 

“จะโกหกทำไมล่ะครับ” พิภพลากเก้าอี้มานั่งไขว่ห้างตรงข้ามอนันต์ “แต่ก็เพิ่งไม่กี่วัน ไม่แปลกที่คุณจะไม่รู้”

 

หลังจากเขาขอคบไปวันนั้น กวีไม่ได้ตกลงในทันที แต่สุดท้ายก็ยอมใจเย็นและฟังเขามากขึ้น ในที่สุดก็ยอมตกลงคบกันเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เอง

 

“ช่างเรื่องของผมเถอะครับ มาคุยเรื่องงานกันดีกว่า”

 

“แต่ฉันหิวแล้วนา” อนันต์พูดเสียงอ่อย “มีอะไรไว้คุยพรุ่งนี้ไม่ดีเหรอ”

 

“ไม่ต้องห่วง ผมซื้อมาเผื่อแล้ว กินไปฟังไปก็ได้ครับ” พิภพวางถุงบะหมี่ลงบนโต๊ะดังตุบ “นี่ก็ดึกแล้ว เพราะงั้นจะพูดรวบรัดเลยนะครับ เรื่องคนปล่อยไวรัส ผมว่าเรากำลังพุ่งเป้าไปผิดคน”

 

“อาจจะเป็นแบบนั้น” อนันต์ถอนหายใจ “ไม่เจอผู้ก่อการร้ายกลุ่มไหนมีเอี่ยวกับเรื่องอาวุธชีวภาพ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยด้านนี้เลย”

 

“แล้วตอนนี้ก็พุ่งเป้าไปที่ สส. ธวัช ที่เป็นสส.โอเมก้าคนเดียวในรอบยี่สิบปีสินะครับ” พิภพพูดต่อ “ชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักก็จริง แต่เท่าที่สืบข้อมูลจากเพื่อนผมที่กำลังสืบคดีทุจริตของสส.ธวัช ดูแล้วหมอนั่นเอาเงินทั้งถูกและผิดกฎหมายไปพยุงธุรกิจของครอบครัวที่กำลังจะล้มละลายจนหมด ไม่น่ามีเงินเหลือมาทำโครงการวิจัยใหญ่ ๆ แบบนี้ได้หรอกครับ”

 

“อีกพวกหนึ่งที่น่าสงสัยคือพวกเรียกร้องความเท่าเทียม” อนันต์แกะห่อบะหมี่ เคี้ยวไปพูดไป “…เอ่อ ฉันไม่ได้หมายถึงกวีนะ…อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ…บ้าฉิบ! เรียกร้องความเท่าเทียม มีน้องชายเชี่ยวชาญชีวเคมี นี่มันเข้าเค้าพอดีเลยนี่หว่า ไม่ ๆ กฤตที่น่ารักของฉันไม่มีทางทำอะไรโหดร้ายแบบนั้นหรอก…เอาเป็นว่า สืบต่อไป พยายามเข้าล่ะ”

 

“อย่าพูดเหมือนเป็นงานของคนอื่นสิครับ!”

 

พวกเขาถกเถียงกันต่อไปอีกครึ่งค่อนชั่วโมง ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปสามสิบกิโลเมตร ไมลส์ที่ควรจะนอนไปแล้ว กลับนั่งอยู่ที่โต๊ะ แอบฟังเรื่องที่นายตำรวจทั้งสองคุยกันอย่างเงียบ ๆ ทีแรกยังตาปรือพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ แต่พอได้ยินเรื่องการสืบสวน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

 

ไมลส์ไม่ใช่แฮ็กเกอร์ แต่ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์นับว่าสูงกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง ระหว่างคุย เขาจึงแอบเจาะเข้าไปในแท็บของอนันต์ ฝังโปรแกรมลงไป คอยดักฟังและดึงข้อมูล เพราะอยากรู้ความคืบหน้าของการสืบสวน แต่มันดูคืบหน้าช้ากว่าที่เขาคิดไว้

 

[น่าแปลกจัง…] ไลล่าครุ่นคิด [ตามเนื้อเรื่องเดิม ป่านนี้สมควรรู้ตัวคนร้ายแล้วสิ]

 

“พี่บอกว่าคนร้ายคือนักธุรกิจชื่อชนินทร์ใช่ไหม” เขาถาม มือเคาะคีย์บอร์ดจำลองรัวอีกรอบหนึ่ง

 

[อื้ม…ชนินทร์เป็นลูกคนสุดท้องที่เกิดจากอัลฟ่าที่เป็นทหารยศสูงกับโอเมก้า มองดูเผิน ๆ เหมือนครอบครัวปกติทั่วไป แต่เพราะเขาเป็นเบต้าเพียงคนเดียว ขณะที่พี่อีกสามคนเป็นอัลฟ่ากันหมด เลยโดนพ่อรังเกียจ ทั้งชนินทร์กับแม่…ถ้าจะพูดให้ถูกคือโอเมก้าชายที่ให้กำเนิดเขานั่นแหละ โดนกีดกันและทำร้ายร่างกายเป็นประจำ พอโตขึ้นเลยแยกตัวออกจากตระกูลมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฉากหน้าดูดีมาก คนภายนอกไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาเกลียดอัลฟ่า]

 

“แล้วอะไรทำให้เขาถูกจับได้”

 

[วิธีการปล่อยเชื้อน่ะสิ] ไลล่าอธิบาย [พอวิจัยเชื้อขึ้นมาได้ หมอนั่นก็ทดลองกับอัลฟ่าใกล้ตัวอย่างพ่อก่อนเลย จากนั้นถึงค่อยปล่อยเชื้อให้กระจายไปหาอัลฟ่าคนอื่น ๆ แต่เพราะกระจุกตัวอยู่ใกล้เขตที่ตัวเองอยู่มากไปหน่อย อนันต์กับพิภพเลยสืบสาวไปถึงตัวได้ ทลายศูนย์วิจัยลับนั้นซะเหี้ยน ชนินทร์ก็ตายในคุก]

 

“อย่างนั้นก็แปลก เพราะการกระจายเชื้อที่เกิดรอบนี้ ไม่มีแบบแผนเอาซะเลย” ไมลส์ขยายหน้าจอสามมิติ กวาดสายตาดูตำแหน่งที่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อครั้งแรก ๆ “เกิดขึ้นหลายจังหวัดในเวลาไล่เลี่ยกัน คนที่ติดเชื้อแรก ๆ ก็เป็นคนทั่วไป กว่าจะลามไปถึงทหารก็หลายวันอยู่ ส่วนครอบครัวของชนินทร์” คลิกอีกสองสามที รายชื่อผู้เสียชีวิตก็ขึ้นมา “พ่อตายไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว นับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 147 ส่วนพี่ชายอีกคนหนึ่งรักษาตัวอยู่ อาการหนักทีเดียว ส่วนศูนย์วิจัยลับนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ตอนนี้มันเป็นแค่คอนโดธรรมดา ๆ เจ้าของที่ก็เป็นคนอื่น”

 

[เอ๋…??]

 

“ถ้าหมอนี่ยังเป็นคนร้ายตามเนื้อเรื่องเดิม ต้องบอกว่ารอบคอบขึ้นผิดหูผิดตาเลย หาหลักฐานยากแล้วล่ะ” ไมลส์เอ่ยเสียงเครียด “ยิ่งกว่านั้น ทั้งที่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่ง ทำไมถึงยังสร้างเชื้อไวรัสได้คล้ายกับที่กฤตสร้างในเนื้อเรื่องเดิมได้มากขนาดนี้ล่ะ”

 

[นายคิดว่าชนินทร์คือไวรัส? …ฉันหมายถึงไวรัสคอมพิวเตอร์]

 

“เป็นไปได้สูงเลยล่ะ” เขาค้นหาข้อมูลต่อ “แต่ข้อมูลทั่วไปไม่มีอะไรผิดปกติ…หืม…? ที่ปรึกษากฎหมายเป็นบริษัทที่กวีเคยทำนี่?”

 

ไมลส์วีดีโอคอลหากวีทันที

 

“ชนินทร์? ... ใช่ หมอนั่นเข้าออกบริษัทเก่าฉันหลายครั้งอยู่ แต่ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรอกนะ แผนกอื่นเป็นคนดูแล ทำไมเหรอ? …”

 

“ทางศูนย์วิจัยผมอยากได้ทุนโครงการวิจัยยาแก้ฮีทเพิ่มน่ะ” ไมลส์ปด “อยากจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง มีวี่แววจะสนใจเรื่องพวกนี้ไหม”

 

“แล้วมาถามฉันเนี่ยนะ? แกนี่ก็แปลก” กวีตอบพลางนึกไปด้วย “นอกจากลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ หมอนั่นก็ก่อตั้งมูลนิธิ บริจาคเงิน อะไรแบบนั้น แต่ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องโอเมก้าเป็นพิเศษหรอกนะ”

 

“เขาไม่สนใจด้านงานวิจัยหรือการแพทย์อะไรเลยเหรอ?”

 

“ไม่นะ ฉันไม่เห็นว่าเขาจะ…เดี๋ยวก่อน นึกออกแล้ว” กวีร้องอ๋อ “ก่อนฉันออกมาซักสามปีก่อน ได้ยินว่าหมอนั่นลงทุนอัดฉีดเงินมหาศาลให้กับโรงพยาบาล T ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเหมือนกัน เพราะมันเป็นแค่โรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ชื่อเสียงไม่ดีสักเท่าไหร่ แล้วสุดท้ายก็เจ๊งไป ตอนนี้ก็ถูกทิ้งร้างไว้ทั้งอย่างนั้น”

 

“นั่นแหละ!” อยู่ ๆ ไมลส์ก็ร้องออกมา “ขอบคุณนะเฮีย…”

 

“นั่นมันไม่ได้หมายความว่าหมอนั่นจะสนใจ” กวีเหมือนพลันนึกขึ้นได้ ร้องว่า “เดี๋ยว! กฤต แกโกหกฉันใช่ไหม! แกจะทำอะไร!?”

 

_____

A.L. Lee

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #288 Say. (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 16:12
    น้องงง อย่าลุยเดี่ยวนะ ไหนบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไงงง ไม่น่าาาา
    #288
    0
  2. #285 Avista (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 07:58
    555555555
    #285
    0
  3. #284 After_TeaTime (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 22:26
    สมกับเป็นพี่น้องกัน แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าน้องมีแผนจะทำอะไร5555
    #284
    0
  4. #283 เอลิซ่า (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 19:43
    พี่ชายสัญชาตญาณดีจริงๆ แค่หลุดคำเดียวก็รู้เลย
    #283
    0