An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 42 : Arc 3.6 นายมีสิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,048
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 192 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

ห้องพยาบาลตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคาร มันเป็นห้องโปร่ง หน้าต่างเปิดกว้างรับอากาศสองทิศทาง โชคดีที่ฤดูนี้อากาศกำลังเย็นสบาย อีกทั้งมีลมพัดผ่านเป็นระยะ ทำให้ไม่ร้อนจนเกินไปนัก มีห้องตรวจ และห้องพักซึ่งมีเตียงคนไข้สองเตียง มีฉากกั้นเป็นห้องเลื่อนเปิดปิดเองได้อัตโนมัติเพื่อความเป็นส่วนตัว

 

หลังจากตรวจอนันต์ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเรียบร้อย แพทย์หนุ่มก็เอ่ยขึ้น

 

“แค่เป็นลมไปเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ปล่อยเขาพักสักหน่อยเดี๋ยวก็ได้สติเอง อาจจะพักผ่อนไม่พอ หรือไม่ก็เจอเรื่องที่ทำให้เครียดมาก พอจะรู้สาเหตุไหมครับ”

 

พิภพกับไมลส์ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ข้างเตียงลอบมองตากัน แล้วส่ายหน้า

 

“ไม่ทราบครับ”

 

…ใครจะไปกล้าพูดว่าสารวัตรหน่วยสืบสวนพิเศษแค่เจอคนที่แอบชอบก็อาการหนักขนาดนี้น่ะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เขาถึงกับต้องโกหกลูกน้องอีกหลายคนว่าอนันต์กลับไปก่อนแล้วเลยนะเฟ้ย! ลำบากคนอื่นเขาแท้ ๆ โชคชะตาบ้าอะไรทำให้เขามีหัวหน้าแบบนี้ได้เนี่ย

 

พิภพถอนหายใจหนักออกมาทีหนึ่ง

 

“ตอนนี้ปล่อยให้เขาพักไป ถึงเขาฟื้นขึ้นมาก็อย่าเพิ่งให้รีบลุกนะครับ ผมขอตัวไปตรวจคนไข้คนอื่นก่อน”

 

หลังจากหมอหนุ่มเดินออกจากห้องพักไป พิภพก็เอ่ยขึ้น “ทำให้คุณวุ่นวายไปด้วย ขอโทษจริง ๆ”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ไมลส์ยิ้มตอบ “ยังไงเราก็คนคุ้นเคยกัน คุณเองก็ช่วยพี่ชายผมไว้เยอะ เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาหรอกครับ”

 

ได้ยินชื่อกวี อยู่ ๆ พิภพก็หน้าเจื่อนลง

 

…อะไรกัน ยังไม่คืนดีกันอีกเหรอ? นี่มันก็หลายอาทิตย์แล้วนะ

 

ไมลส์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะไม่อยากก้าวก่ายเรื่องคนอื่น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกมา “คุณภพคิดยังไงกับพี่ของผมกันแน่ครับ”

 

พิภพสะดุ้ง

 

“…กวีบอกอะไรคุณงั้นเหรอ…?”

 

“ก็ไม่ได้บอกอะไรมากหรอกครับ” ไมลส์พูดต่อ สายตามองผ่านไปทางหน้าต่าง น้ำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “แต่เท่าที่ผมรู้ แต่ไหนแต่ไรมา กวีไม่ค่อยได้เจอคนดี ๆ นักหรอกครับ เห็นท่าทางไม่เกรงใจใครแบบนั้น แต่กลับเก่งแค่กับเรื่องงาน พอเป็นเรื่องตัวเองทีไรกลับขี้ขลาดทุกที ทิฐิสูงอีกต่างหาก”

 

“…”

 

“พี่ชายผม กับบางเรื่อง ง้างปากให้ตายก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนหรอกครับ นิสัยน่าปวดหัวแบบนี้แหละ ดังนั้น หากคุณภพอยากทำอะไรให้มันชัดเจน คงต้องเป็นคนเริ่มก่อนแล้วล่ะครับ”

 

ฟังมาถึงตรงนี้ พิภพก็หายตกใจแล้ว เขาหัวเราะเสียงต่ำ

 

“ผมเคยคิดว่าคุณเป็นพวกนิ่ม ๆ เสียอีก ที่ไหนได้ พอเป็นเรื่องของพี่ชายแล้วก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะครับ กดดันซะผมเสียวสันหลังวาบเลย นี่ถ้าผมทำเขาร้องไห้ขึ้นมาจะโดนวางยาไหม?”

 

“ไม่ได้กดดันอะไรสักหน่อยครับ…” ไมลส์หัวเราะบ้าง “ก็แค่…เห็นกวีอารมณ์ไม่ดีมาพักใหญ่แล้ว มันกระทบมาถึงผมด้วย เลยอยากให้คุณช่วยน่ะครับ”

 

“เข้าใจแล้ว…ผมจะพยายาม…คุณก็บอกให้เขารับโทรศัพท์ผมหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ติดต่อยากเย็นเหลือเกิน” พิภพยิ้มอ่อน ลุกขึ้นยืน “จะออกไปซื้อน้ำแล้วก็สูดอากาศข้างนอกสักหน่อย เอาอะไรไหมครับ”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ไมลส์โบกมือปฏิเสธ

 

เสียงฉากกั้นเปิดและปิดลงอีกครั้ง พิภพออกไปแล้ว ในห้องพักผู้ป่วยจึงเหลือเพียงเขาและอนันต์สองคน

 

ไมลส์ลุกไปที่ข้างเตียง ก้มลงพิจารณาคนป่วยตรงหน้า

 

อนันต์ยังคงนอนหลับนิ่งอยู่บนเตียงที่เล็กเกินตัว ไม่มีวี่แววว่าจะได้สติ แถมยังย่นหัวคิ้ว เหงื่อเปียกชุ่ม เหมือนกำลังทรมานจากอะไรบางอย่าง แต่ชุดก็ถูกคลายหมดแล้ว ห้องก็ไม่ได้ร้อน ลมก็พัดดี ไม่น่ามีอะไรทำให้อึดอัดได้

 

…หรือกำลังฝันร้ายกันนะ

 

เขาเกลี่ยผมแล้วเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายเบา ๆ อนันต์ราวกับรู้ตัวว่ามีคนมาสัมผัส ส่งเสียงครางอือในลำคอ สีหน้าผ่อนคลายลง เหมือนหาที่พักพิงของตัวเองเจอแล้วในที่สุด

 

แม้รูปร่างหน้าตาจะเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง บุคลิกก็ยังเปลี่ยนไปไม่น้อย แต่แวบหนึ่ง ไมลส์เหมือนเห็นคนคุ้นเคยซ้อนทับอยู่ในนั้น

 

โลกก่อน ๆ หมอนั่นก็นอนหลับด้วยท่าทางทรมานแบบนี้ และดูโดดเดี่ยวแบบนี้เหมือนกัน

 

ภาพของเอไอที่ต้องคอยต่อสู้กับไวรัส ตายแล้วเกิดนับร้อยนับพันรอบเพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครจดจำได้ พลันผุดวาบขึ้นมาในหัว

 

…สัญญาไว้ว่าจะคอยอยู่ข้างกันแล้วนี่นะ ดังนั้น แทนที่จะมัวเสียเวลาสงสัยอยู่แบบนี้ รีบยืนยันตัวไปเลยดีกว่า

 

ไมลส์ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของอนันต์ แหวกมันออก แล้วพลิกตัวให้นอนตะแคง พอมองเห็นปานแดงรูปปีกที่สะบักซ้าย จึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

 

…นายจริง ๆ ด้วย

 

เขาเอามือลูบรอยปานนั้นอย่างทะนุถนอม

 

…ขอโทษที่ให้รอนานนะ

 

ยืนยันตัวได้แล้ว ไมลส์จึงพลิกตัวอีกฝ่ายกลับมานอนหงาย ตั้งใจจะติดกระดุมคืนให้ แต่แล้วอยู่ ๆ อนันต์ก็พลิกตัวหันหน้าเข้ากำแพงอีกครั้ง

 

ไมลส์จึงจับเขากลับมานอนหงายอีกรอบ แต่เดี๋ยวเดียวอนันต์ก็พลิกตัวหนีอีก

 

…จะนอนดิ้นไปไหนเนี่ย!

 

สุดท้ายไมลส์เลยปีนขึ้นบนเตียง เอาขาคร่อมคนนอนดิ้นไว้ แล้วค่อย ๆ บรรจงติดกระดุมให้

 

ทว่า บรรจงติดไปได้เม็ดเดียว ก็ได้ยินเสียงงึมงำขึ้นมาว่า “…ที่ไหน?”

 

อนันต์ลืมตาขึ้น ครู่แรกสายตายังดูงัวเงีย แต่พอมองเห็นเขาก็กะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นกวาดสายตามองขึ้นลงอย่างตื่นตระหนก

 

สภาพในตอนนี้ คือนักวิจัยหนุ่มร่างบางคนหนึ่ง กำลังนั่งขึ้นคร่อมนายตำรวจที่พักฟื้นอยู่บนเตียงคนไข้อย่างอุกอาจ สองมือจับเสื้อที่ถูกปลดกระดุมจนหลุดลุ่ย

 

ไมลส์เพิ่งเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้มันชวนล่อแหลมขนาดไหน

 

“อะ…เอ่อ…คือว่า”

 

อนันต์หน้าแดงแปร๊ดเป็นลูกมะเขือเทศ ลนลานกลิ้งหนีจนตกเตียงดังโครม

 

“คะ…คุณ...คุณกฤต...ระ…เราเพิ่งรู้จักกัน…ทำแบบนี้…มะ…ไม่ดีมั้งครับ” เขาพูดแทบไม่เป็นคำ

 

…ไม่ใช่ว้อย!

 

ยังไม่ทันที่ไมลส์จะได้แก้ตัว ที่ปลายจมูกของอีกฝ่ายก็มีของเหลวสีแดงเข้มไหลออกมา หยดแหมะลงกับเสื้อและพื้นเป็นดวง

 

“คะ…คุณอนันต์! เลือดกำเดาไหลแล้วครับ เลือดกำเดา! เอ้า! เดี๋ยวก็เป็นลมไปอีกรอบหรอกครับ ปัดโธ่!”

 

เสียงโวยวายของคนทั้งสองดังลั่นจนหมอหนุ่มที่กำลังตรวจคนไข้อื่นต้องรีบผละมาดู ก่อนจะเทศนากัณฐ์ใหญ่

 

แสงสีฟ้าบนแท็บเรืองขึ้น มีข้อความเข้า แต่เพราะความชุลมุนในห้องพยาบาลทำให้ไมลส์ไม่ทันได้สังเกต

 

KWEE : กฤต แกทำอะไรอยู่

 

KWEE : ฉันแวะมาหาลูกความที่บริษัท A เพิ่งคุยเสร็จ อยู่ใกล้ ๆ ศูนย์วิจัยนี่เอง

 

KWEE : เดี๋ยวแวะไปหา กินข้าวเที่ยงด้วยกันหน่อย

 

 

พิภพซื้อโคล่ากับขนมอีกสองสามอย่างที่ร้านสะดวกซื้อ หลังจากคุยกับกฤต ก็เหมือนถูกกระตุ้นให้คิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดอีกรอบ เขาเดินไปหามุมสงบที่สนามหญ้าขนาดเล็กข้างตึก จุดบุหรี่ขึ้นสูบเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ พ่นควันที่มีกลิ่นมินต์จาง ๆ ออกมา สายตาเหม่อมองไปไกล

 

อยู่สงบได้ไม่ถึงห้านาที ก็เห็นคนคนหนึ่งเดินมา

 

“พี่ภพ”

 

คนคนนั้นไม่ใช่คนที่พิภพกำลังนึกถึงอยู่ในตอนนี้ แต่เป็นโอเมก้าหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่ง ตัวเล็ก ดวงตาดอกท้อกลมโต ใส่ชุดเอี๊ยมดูน่ารักมาก พอเห็นเขาก็ยิ้มกว้าง ตรงรี่เข้ามาทันที ผิดกับพิภพที่ทอดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา

 

“ปิ่น? ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”

 

เขาพูดพลางดับบุหรี่กับที่เขี่ยพกพาโดยไม่ยอมมองหน้า

 

“คิดถึงจังเลย…ตอนแรกไปหาที่สำนักงานก็ไม่อยู่ กว่าจะตามจนรู้ว่าอยู่ที่ไหนก็ลำบากแทบแย่”

 

ดูเหมือนคนชื่อปิ่นจะอ่านอารมณ์ไม่ออก…หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นแบบนั้น พอเข้ามาใกล้ก็จะคว้าแขนเขาเอาไว้ แต่พิภพกระชากออกอย่างรู้ทัน

 

“เราไม่ได้เกี่ยวข้องกันตั้งนานแล้ว…ผูกพันธะกันก็ไม่ได้ผูก ทำไมถึงยังทำแบบนี้อยู่ได้ นายเป็นคนขอเลิกกับฉัน ไปคบกับอัลฟ่าคนอื่นเองไม่ใช่เหรอ ชีวิตก็ดูมีความสุขดีนี่ มีอะไรไม่พอใจรึไง?”

 

ปิ่นหลุบตาลง อ้ำอึ้งตอบ

 

“นั่นมัน…ผมโง่เอง แต่หลังจากเวลาผ่านมาถึงได้รู้ ว่าไม่มีอัลฟ่าคนไหนที่ผมชอบไปมากกว่าพี่แล้ว” เขาช้อนตาขึ้นมองด้วยสายตาอ้อนวอน “เรากลับมาคบกันเหมือนเดิมเถอะ…นะ”

 

พิภพกอดอก แค่นเสียงเย็นชา “นั่นมันใช่ข้ออ้างให้ตามติดฉันเหมือนสตอล์กเกอร์ รวมไปถึงการไปรังควานคนที่ฉันคุยด้วยหรือไง”

 

สีหน้าของปิ่นซีดลงไปถนัดตา

 

“…เอ้า! ทำไมทำหน้าอย่างนั้น…อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้”

 

หมอนี่ตามรังควานกวีอยู่พักหนึ่ง เรื่องนี้แม้กวีไม่พูดออกมาเอง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางผิดปกติไป มีหรือที่พิภพจะไม่สืบจนรู้ ที่ยังไม่ลงมือจัดการอะไรก็เพราะตั้งแต่เขากับกวีทะเลาะกันปิ่นก็เงียบหายไปเอง แต่ใครจะไปนึกว่าหมอนี่จะยังมีหน้ากล้ามาตามตอแยเขาอยู่อีกล่ะ

 

“ก็…ก็ผมหึงนี่” ปิ่นหายตกใจแล้ว แก้ตัวให้ตัวเองหน้าตาเฉย “อีกอย่าง คนคนนั้น…ชื่ออะไรนะ กวีใช่ไหม ก็ไม่เหมาะกับพี่เลยสักนิด นิสัยก็เสีย วางตัวเองสูงส่งอย่างกับอะไรดี ทำตัวเหมือนไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่จริง ๆ ก็คบ ๆ เลิก ๆ ข่าวฉาวก็มี พี่ไม่คบผมแล้วทำไมถึงเลือกคนแบบหมอนั่น มันมีดีตรงไหนกัน!”

 

พูดมาถึงตรงนี้ พิภพก็ก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง ร่างกายเกือบชิดกัน ทีแรกเขานึกว่าเป็นเพราะพิภพนึกอยากใกล้ชิดตัวเองขึ้นมา แต่เปล่า เงาของอีกฝ่ายทามทับตัวเขาเหมือนเวลากลางคืน ฟีรีโมนที่ปล่อยออกมาก็ไม่ใช่กลิ่นหอมหวานของความต้องการ แต่เป็นการคุกคาม รุนแรงราวกับสุนัขป่าที่กำลังกราดเกรี้ยว ทำให้เขาผงะถอยหลังไปหลายก้าว

 

“อีกคำเดียว” ทั้งน้ำเสียงและสายตาของพิภพเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง “ลองพูดไม่ดีถึงหมอนั่นอีกคำเดียว ฉันจะทำให้แกอ้าปากพูดไม่ได้อีกเลย”

 

“ยะ…อย่าล้อกันเล่นแบบนั้นสิ” ปิ่นพยายามฝืนหัวเราะออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้ เพราะสายตาคมกริบคู่นั้นบ่งบอกว่าเอาจริง

 

…เขาจะแพ้อย่างนี้เหรอ

 

แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าอะไรที่อยากได้ เขาก็จะได้มันมาเสมอ แม้จะเป็นสิ่งที่เขาเคยทิ้งขว้างไปก็ตาม ดังนั้น แทนที่จะยอมรับความจริง กลับกลายเป็นความโกรธ และอยากเอาชนะให้ได้โดยไม่เลือกวิธีการ

 

ตอนนั้นเอง สายตาของปิ่นก็เหลือบไปเห็นเงาของคนคนหนึ่งตรงมา

 

…เหมาะเจาะอะไรอย่างนี้

 

เขาคว้าคอพิภพเข้ามาโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว แล้วประกบริมฝีปากลงไป

 

อยู่ ๆ ก็โดนรุกรานแบบนี้ พิภพตกใจจนตาเบิกกว้าง ผลักโอเมก้าหนุ่มหน้าหวานออกไปอย่างแรง โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะดูร่างกายอ่อนแอบอบบางน่าถนอมแค่ไหน

 

“แก…ทำบ้าอะไร!” เขาตวาดลั่น

 

ฟีรีโมนที่คุ้นเคยของอีกฝ่ายหอมหวานมาก แต่ก็ไม่ใช่ช่วงฮีท พิภพจึงยังไม่ขาดสติ ตรงข้าม เขากลับรู้สึกว่ามันเลี่ยนเกินทานทน ถึงขั้นขยะแขยง มันไม่ใช่เรื่องของรสสัมผัส แต่เป็นเพราะนิสัยเหลือทนของคนตรงหน้า

 

พอเห็นปิ่นยกยิ้ม พิภพจึงหันมองตาม

 

บนทางเดินอีกฟากของสนามหญ้า กวียืนนิ่งเหมือนไม่อยากเชื่อภาพที่เห็น มือที่ตอนแรกปล่อยตามสบายก็เปลี่ยนเป็นกำแน่น เหมือนเอาเล็บจิกมือตัวเอง จากนั้นก็หันหลัง ก้าวฉับ ๆ เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

 

“น่าเสียดายนะ ต่อให้พี่จะชอบเขาแค่ไหน แต่ดูเหมือนเขาจะเกลียดพี่ซะแล้ว” ปิ่นเยาะ

 

พิภพรวบแขนอีกฝ่าย จับทุ่มลงพื้นในทันที ปิ่นนอนแผ่อยู่กับพื้น หลังร้าวระบม ตัวมอมแมมด้วยดินและเศษหญ้า ตาเบิกกว้างเหมือนไม่อยากเชื่อ

 

“พี่ทำแบบนี้กับผม…กล้าทำแบบนี้กับผม?!”

 

“อย่าโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีก” น้ำเสียงของพิภพพร้อมจะฆ่าคนได้ “ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

 

พูดจบก็วิ่งตามกวีไปทันที

 

 

กวีรีบเดินหนีจากภาพบาดตา ในหัวเหมือนมีภูเขาไฟคุกรุ่น พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา

 

…ไอ้อัลฟ่าทุเรศเอ๊ย!

 

ในตอนที่รู้จักกันครั้งแรก พิภพไม่ได้มีนิสัยดูถูกโอเมก้าเหมือนอัลฟ่าคนอื่น ๆ ที่เขารู้จัก แถมยังช่วยเหลือเขาเรื่องคดีอีก เขาจึงถูกใจพิภพไม่น้อย

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็คุยกัน ผ่านไอดีบ้าง บางทีก็นัดเจอกันบ้าง แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนจริงจัง คุยเรื่องซีเรียสมากกว่าหยอกล้อแบบที่เขาเคยเจอกับคนรักคนอื่น ๆ แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวกวีเองก็บ้างานเช่นกัน เรียกว่านอกจากครอบครัวแล้ว ก็เป็นคนที่เขาคุยได้อย่างสบายใจที่สุดก็ว่าได้ นี่ยังไม่นับความรู้สึกคุ้นเคยและโหยหาอย่างประหลาด ราวกับพวกเขาเคยรู้จักกันมานานแสนนานก่อนหน้านี้อีกนะ

 

เขาเคยคิดว่าหมอนั่นคงรู้สึกแบบเดียวกันและตั้งใจจะจีบเขา แต่สุดท้าย หลังคุยกันมาหลายเดือน ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไร เขาเองก็ไม่อยากรีบร้อนเหมือนกัน เขาเคยผิดหวังมามาก คราวนี้จะดูกันนานหน่อยก็ยังรอไหว

 

แต่ใครจะไปนึกว่าหมอนั่นจะมีแฟนอยู่แล้ว แฟนคนนั้นถึงขั้นตามไปโวยถึงที่ทำงาน แถมยังต่อหน้าลูกน้องเขาด้วย น่าอับอายขายสิ้นดี พอกลับไปถามพิภพ หมอนั่นก็บอกแค่ว่าเป็นแฟนเก่า แม้เขาจะหงุดหงิดอยู่จนไม่ค่อยอยากคุยกับอีกฝ่ายต่อ แต่ลึก ๆ เขาก็อยากเชื่อ

 

จนมาวันนี้ ความจริงก็กระจ่าง ถึงขั้นกล้าจูบกันในที่สาธารณะ ยางอายมีบ้างไหม!

 

ถ้าเป็นแบบนั้น ที่คุยกับเขามาตลอดคืออะไรกัน ฆ่าเวลาเล่นหรือไง!

 

กวีเดินผ่านมาจนถึงหน้าตึกแล้ว กำลังจะส่งข้อความให้กฤตลงมารับ แต่กลับถูกใครบางคนจับแขนเอาไว้ก่อน จึงเงยหน้ามอง

 

พิภพมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างหาได้ยาก หอบหายใจหนัก เหงื่อซึมเล็กน้อยเพราะรีบวิ่งตามมาสุดกำลัง

 

“กวี…ฉันอธิบายได้”

 

หลังจากคุยกันมาพักใหญ่ สรรพนามระหว่างพวกเขาก็เปลี่ยนไปนานแล้ว แต่กวีฟังแล้วเพียงยิ้มด้วยปาก นัยน์ตาไม่ยิ้มไปด้วย

 

“คุณพิภพนี่เอง…เมื่อกี๊ผมเสียมารยาทไปหน่อย เอาเป็นว่าผมไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นครับ”

 

คำพูดที่แสนสุภาพ ทำให้พิภพหนาวเยือก

 

“ฉันเลิกกับหมอนั่นแล้วจริง ๆ”

 

“คนเลิกกันแล้วยังจูบกันอยู่อีกเหรอครับ ผมเพิ่งรู้” กวีหัวเราะเบิกบานอย่างไม่จริงใจสักนิด “แต่ก็ไม่ต้องมาอธิบายให้ผมฟังหรอกครับ ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องส่วนตัวของคุณ แล้วก็ไม่ได้โกรธอะไรด้วย”

 

“ไม่ได้โกรธ?” พิภพถาม

 

“ใช่ครับ” กวียิ้มเสแสร้งต่อ “ผมจะไปโกรธอะไรคุณได้?”

 

“ฉันไม่เชื่อ!” พิภพค้านทันที “ปกติ ถ้าไม่ติดงาน นายตอบข้อความฉันเฉลี่ยภายในเวลาไม่เกิน 29.3 นาที คุยกันอาทิตย์นึง 56.8 ข้อความ แต่หลังจากมีเรื่องปิ่นเข้ามาเกี่ยว นายตอบข้อความฉันหลังเวลาผ่านไป 23.8 ชั่วโมง หรือแค่วันละครั้ง คุยกันอาทิตย์นึง 7.1 ข้อความ ความแตกต่างชัดเจนขนาดนี้ ไม่โกรธแล้วจะเรียกอะไร เราต้องเคลียร์กันเดี๋ยวนี้”

 

…หมอนี่แอบเก็บสถิติเขาไว้ด้วยเรอะ!

 

“ไม่…ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” กวีสะบัดมือออก ตั้งใจจะเดินหนีเข้าตึก

 

“ใจเย็นแล้วฟังก่อน!”

 

พิภพเอื้อมมือคว้าไหล่อีกฝ่าย กวีหันหลังกลับ เงื้อหมัดเต็มเหนี่ยว พิภพคิดว่าโดนแน่แล้ว แต่ก่อนที่จะถึงแก้ม หมัดนั้นกลับหยุดกึก

 

“ใจเย็น! แกกล้าบอกให้ฉันใจเย็น!” กวีทนยิ้มต่อไปไม่ไหว ความหงุดหงิด น้อยใจ โมโห ที่สะสมไว้ปะทุออกมาในคราวเดียว มือที่ตั้งใจจะต่อยเขายังคงค้างอยู่อย่างนั้น สั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ “เออ! โมโห ใช่ ฉันโมโหจนอยากตั๊นหน้าแกซักสิบรอบเลย! พอใจหรือยัง ถ้ายังมีปัญหาคาราคาซังกับแฟนอยู่จะมาคุยกับคนอื่นทำไม เล่นกับความรู้สึกคนอื่นอย่างนี้สนุกไหม หา? แต่จะให้ฉันโมโหในฐานะอะไร คนคุย? ฉันมีสิทธิ์โมโหด้วยเหรอ!? ให้ตายสิ! จะกี่ครั้งก็เจอแบบนี้ตลอด! บัดซบเอ๊ย!”

 

เห็นภาพของชายหนุ่มที่ทำลายความมั่นใจแต่เพียงเปลือกนอกไปจนหมดสิ้น จนแสดงตัวตนที่เปราะบางและหวาดกลัวอยู่ข้างในลึก ๆ มาให้เห็น พิภพรู้สึกเหมือนหัวใจแกว่งไกว นึกถึงคำพูดที่กฤตบอกกับเขาก่อนหน้านี้

 

“แต่เท่าที่ผมรู้ แต่ไหนแต่ไรมา กวีไม่ค่อยได้เจอคนดี ๆ นักหรอกครับ เห็นท่าทางไม่เกรงใจใครแบบนั้น แต่กลับเก่งแค่กับเรื่องงาน พอเป็นเรื่องตัวเองทีไรกลับขี้ขลาดทุกที ทิฐิสูงอีกต่างหาก”

 

“พี่ชายผม กับบางเรื่อง ง้างปากให้ตายก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อนหรอกครับ นิสัยน่าปวดหัวแบบนี้แหละ ดังนั้น หากคุณภพอยากทำอะไรให้มันชัดเจน คงต้องเป็นคนเริ่มก่อนแล้วล่ะครับ”

 

พิภพจับมือของกวีให้ลดระดับลง มือหนึ่งบีบมันแน่นไม่ยอมปล่อย อีกมือหนึ่งรวบตัวคนตรงหน้าเข้ามากอด

 

“นายมีสิทธิ์โกรธ นายมีสิทธิ์หึง นายมีสิทธิ์ทุกอย่าง” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น “กวี…ถ้านายชอบฉันสักนิดละก็ ช่วยคบกับฉันเถอะนะ”

 

“หา?”

 

_______________

A.L. Lee

โลกนี้ค่อนข้างเน้นความรัก ดังนั้น ทุกท่านจะได้เห็นโมเมนต์ของคู่หลักแน่นอนค่ะ ส่วนคู่รองมีแอร์ไทม์ไม่มาก เลยต้องรีบเร่งความสัมพันธ์หน่อย TwT 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 192 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #282 Avista (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 / 09:07
    นังตัวดีเห็นถึงความวุ่นวายในอนาคตเลย
    #282
    0
  2. #281 YuYui (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 23:12

    นังปิ่นแกนี้น่าจับฉีดยาที่ทำให้ฮีทได้ตลอดเวลาจริงๆเลยนะ แล้วจับไปในซ่องสุมที่มีการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่ดี
    หึ! แกจะตายเพราะโดนรุมหรือจะตรอมใจตายล่ะ~~ ของขึ้น!!!! ฮึ่ยยยยยย
    นุ้นกวีชรั้นร่ำไห้เพราะแกกกกกกกก
    อิพรี่ย์จับทุ่มอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใส่ถุงมือแล้วโยนให้หัวมันโดนกับกำแพงให้มีเลือดออกก็ดี แล้วก็ฉีดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อใส่ส่วนที่ถูกนางจับตัวทั้งหมด
    คูมมมมมมอย่าสลบบ่อยๆน้อนกฤตใจบ่ดีลลล
    #281
    0
  3. #280 After_TeaTime (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 21:58
    จากใจ โอเมก้าคนนั้นนิสัยน่ากระทืบมาก= =*
    #280
    0
  4. #279 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 21:38

    รอน้าาาาาาา

    #279
    0
  5. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 21:12
    แค่จับทุ่มได้ไงน่าจะต่อยไปสักหมัดคนประเภทนี้ปฎิเสธปากเปล่าไม่ได้หรอกถ้าไม่แจกตี__แจกหมัด หนักๆก็คงจะหน้าด้านต่อไปนั่นล่ะ

    ดูก็รู้ว่าจิตใจไม่ปกติเท่าไร
    #277
    0
  6. #274 Poppoppop12345 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 19:25
    ขอบคุณค่า T T คุณอนันต์น่ารักจังเลยค่ะ ฮือ
    #274
    0
  7. #273 VanidaSTVNL (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 19:14
    อยากอ่านอีกกก น้อยมากกก
    #273
    0
  8. #272 ThaipaKing (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 19:13
    ช้าอ่ะ ส่งมาอีกตอนซะดีๆ
    #272
    0
  9. #271 sasiwimon_n (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 19:06
    เอิ่ม ไม่ชอบนิสัยกวีเลย ไม่ฟังใคร นิสัยน้ำเน่ามาก ความเห็นส่วนตัวนะคะ *0*
    #271
    1
    • #271-1 ThaipaKing(จากตอนที่ 42)
      7 พฤศจิกายน 2563 / 19:14
      +1 ไม่ชอบเหมือนกัน แต่อ่านแล้วดันตามความรู้สึกของตัวละครได้สุดๆเลยละ-..- ขัดแย้งกันมากๆ
      #271-1