An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 34 : Arc2.19 สิ่งยืนยัน(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 990
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    12 ก.ย. 63

[ไมโล...ตื่นได้แล้ว! เฮ้!]

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ไมลส์ถึงได้ลืมตาตื่นขึ้น เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นเบียดเสียดกันจนหนาทึบ แสงอาทิตย์วิบวับลอดตามช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมาถึงพื้นได้แค่วงเล็ก ๆ ส่วนพื้นที่โดยรอบครึ้มจนมองดูทิศไม่ออก เขายันตัวขึ้น มองสำรวจ แต่ก็ไม่พบใครสักคน เลยเอานิ้วคลึงหัวตา นึกทบทวนความทรงจำก่อนหน้า

 

...อา...นึกออกแล้ว พวกเขาสามคนโดนกับดักของโอทสึงุ ร่วงลงจากหน้าผาที่กำลังถล่ม

 

ว่าแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็ต้องกัดฟันร้องซี้ด

 

...เจ็บโว้ย! ทำไมเจ็บขนาดนี้เนี่ย!

 

[ช้า ๆ สิ ตาบ้า! นายทั้งสู้กับพระเอก ทั้งตกลงมาจากหน้าผานะ! กระดูกหักหรือเปล่าก็ไม่รู้เนี่ย! ยาล่ะ มียาฟื้นฟูใช่ไหม เอามาใช้เดี๋ยวนี้เลย!] ไลล่าสงเสียงแว้ด ๆ ทิ่มหู จนไมลส์อุปาทานไปว่าสมองตัวเองใกล้จะระเบิดเต็มทีแล้ว

 

‘อย่าตื่นตูมน่าพี่ ไม่ได้หนักหนาอะไร แค่ขาแพลงเฉย ๆ ยานั่นน่ะไว้ใช้ตอนใกล้ตายเถอะ มันเหลือไม่เยอะแล้ว’

 

ไมลส์ก้มสำรวจสภาพร่างกายตัวเอง ถึงเสื้อผ้าจะรุ่ยร่ายและขาดวิ่นไปบ้าง เนื้อตัวมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด ขาแพลง แต่ไม่ได้มีแผลใหญ่ กระดูกไม่มีส่วนไหนหัก มันจะโชคดีเกินไปไหม ตามปกติตกลงมาสูงขนาดนี้ ถ้าไม่สมองไหลก็ต้องพิการแล้ว

 

จริงสินะ ตอนที่ร่วงลงมา ทามาฮิเดะรวบตัวเขาไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง แถมอีกข้างยังคว้าเอาแง่งหินที่กลางหน้าผาไว้ได้ทันก่อนที่จะตกลงพื้น พวกเขาห้อยต่องแต่งอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที หมอนั่นพยายามเกาะมันสุดชีวิต พอมือลื่นจนเกือบจะหลุดก็ใช้เล็บจิกหินอย่างแรงจนเลือดไหลซึมออกมา แต่สุดท้ายแง่งหินนั้นก็หัก ขณะที่ร่วงลงมาอีกรอบก็ยังพยายามถ่ายพลังปีศาจส่วนหนึ่งมาช่วยคุ้มครองเขา ก่อนที่จะกระเด็นสู่พื้นกันคนละทิศละทาง

 

...ทามาฮิเดะ

 

ความหวาดกลัวที่ไม่เคยเจอมาก่อนแล่นปราดขึ้นมาที่อก ไมลส์ลืมความเจ็บ ลากสังขารอันสะบักสะบอมของตัวเองออกตามหาทันที

 

ครู่ต่อมาก็พบคราบเลือดติดอยู่ที่พุ่มไม้เตี้ย ห่างจากจุดที่เขาตกไม่ไกลนัก

 

เพราะไม่รู้ว่าใช่ทามาฮิเดะหรือเปล่า ไมลส์เลยพยายามเดินเข้าไปอย่างระแวดระวังและเงียบเชียบที่สุด เขาตามรอยเลือดไปเรื่อย ๆ จนเห็นร่างของสุนัขจิ้งจอกเก้าหางสีดำนอนนิ่งอยู่ใต้ต้นโมมิจิ [1] ขาหน้าและแผ่นหลังเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและรอยแผลเหวอะหวะ

 

[1] ต้นเมเปิ้ล

 

“ทามาฮิเดะ เฮ้! ”

 

จิ้งจอกหนุ่มยังหายใจอยู่ แต่แผ่วเบามาก ไมลส์ใจหายวาบ รีบพยุงขึ้น ตั้งใจจะพาไปหาที่ซ่อน แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายตัวหนักกว่าที่คิดเอาไว้ หากเขาสภาพปกติยังพอแบกไหว แต่ตอนนี้ร่างกายเขาเองก็ร่อแร่เหมือนกัน

 

ขณะที่กำลังลังเลว่าจะทำยังไงต่อดี หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาบางอย่างวูบวาบไปมาที่หลังต้นโมมิจิ ปีศาจตัวเล็ก ๆ สามสี่ตัวซ่อนอยู่ตรงนั้น เป็นลูกยักษ์ตัวหนึ่ง ลูกไก่ตัวหนึ่ง และปีศาจที่เป็นเหมือนก้อนเมือกเปลี่ยนรูปร่างได้อีกสองตัว พอเห็นไมลส์หันมาก็ตกใจ โผเข้ากอดกันกลม ตัวสั่นกึก ๆ

 

“พวกเจ้า? ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ใช่ศัตรู...พวกเราเคยเจอกันมาก่อนนี่” เขาเดินเข้าไปหา เอ่ยปลอบ “ถ้าจำไม่ผิด...ตอนที่โดนเผาไล่ที่”

 

ได้ยินแบบนั้น พวกมันก็เหมือนจะจำเขาได้แล้วเช่นกัน จึงพยักหน้า ไม่สั่นกลัวอีก

 

“อาจจะกะทันหันไปหน่อย” ไมลส์ปะเหลาะ “แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องให้พวกเจ้าช่วย ได้หรือไม่? ”

 

หลังจากนั้นพวกเขาช่วยกันหามทามาฮิเดะขึ้นแคร่ไม้ไผ่ที่ทำขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วเดินเลียบตีนผาไปเรื่อย ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่นานฝนก็เทลงมา โชคยังดีที่พบปากถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกล แม้ไม่ลึกแต่พอจะหลบฝนและซ่อนตัวได้ จึงตัดสินใจหยุดพัก

 

"ในนี้แหละ เข้าไปเลย”

 

ไมลส์โบกมือให้ปีศาจทั้งสามหามทามาฮิเดะเข้าไปในถ้ำนั้น แต่พวกมันเข้าไปได้ไม่กี่ก้าวก็ร้องโวยวาย ปล่อยแคร่กับจิ้งจอกหนุ่มทิ้งลงพื้นดังโครม แล้ววิ่งปรู๊ดหนีออกไปท่ามกลางสายฝน

 

“เฮ้! พวกเจ้า จะไปไหนกัน ไม่หยุดพักก่อนเหรอ? ”

 

ตะโกนถาม แต่เสียงโดนสายฝนกลบจนหมด ปีศาจเหล่านั้นหายลับไปกับดงไม้เสียแล้ว

 

ไมลส์เอียงคอ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เลยเข้าไปหาทามาฮิเดะที่โดนทิ้งอยู่ในถ้ำเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง ตั้งใจจะจัดท่าจัดทางให้ได้นอนพักดี ๆ จนกระทั่งเจอรอยเลือดแห้งที่ยาวเป็นทางอยู่บนพื้น

 

นี่ย่อมไม่ใช่เลือดของทามาฮิเดะที่เพิ่งมาถึงแน่ ไมลส์เงยหน้าขึ้น สายตาเริ่มชินกับความมืดของถ้ำแล้ว จึงเห็นร่างเจ้าของรอยเลือดนั้นอยู่ที่ริมสุดของถ้ำ

 

ฟูยูฮิสะนอนพิงผนัง ชุดคาริกินุสีขาวเปรอะเลือดไปกว่าครึ่ง ดูเหมือนจะบาดเจ็บที่ท้องและชายโครงด้านขวา ใบหน้าซีดเซียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแผ่ไออันตรายออกมาหลายส่วน เข้าใจเลยว่าทำไมปีศาจพวกนั้นถึงรีบแจ้นหนีไป

 

“ข้าไม่ทำอะไรหรอกน่า” ไมลส์พูดอย่างอ่อนใจตอนที่เห็นสายตาแข็งกร้าวมองมา “บาดเจ็บกันทุกคนแบบนี้ สงบศึกชั่วคราวเถอะ”

 

ฟูยูฮิสะเสตาหลบ ไม่มีทีท่าว่าอยากพูดคุยด้วย แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาสู้เช่นกัน ไมลส์จึงวางใจ จัดให้ทามาฮิเดะนอนที่มุมหนึ่งของถ้ำ แล้วค่อยนั่งพักตามไปอีกคน

 

ด้านนอกยังคงมีฝนเทลงมา น้ำในถ้ำหยดลงมากระทบพื้นดังติ๋ง ๆ ฟูยูฮิสะดูท่าทางอ่อนเพลียมาก ครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ไม่กล้าหลับเต็มที่เพราะความระแวง ไมลส์เห็นแล้วได้แต่ทอดถอนใจ

 

อยู่โลกนี้มาได้เกือบปี หมอนี่เคยทั้งกวน ทั้งแหย่เขาจนรำคาญอยู่หลายครั้ง แต่มาเจอกันคราวนี้กลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย ฟูยูฮิสะผอมลงมาก แค่มองไปที่แขนก็รู้ได้ ผิวหนังแทบจะติดกระดูกอยู่แล้ว ไหนจะอารมณ์ที่แปรปรวน แววตาที่เคยมีประกายสดใสก็หายเกลี้ยง พลังมีกลิ่นอายปีศาจปะปนอย่างเข้มข้น ไม่รู้ว่าใช้วิชาใหม่ดูดกลืนพลังปีศาจตัวอื่นมากี่สิบกี่ร้อยตัวแล้ว

 

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้า ขอให้เจ้าคอยดูแลตัวเองและฟูยูฮิสะให้ดี เข้าใจหรือไม่”

 

คำพูดของโยเฮย์ตามหลอกหลอนอีกครั้ง ที่ผ่านมาเขามัวแต่หลบซ่อนตัวจากโอทสึงุ ไม่ได้สนใจปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่สุดท้ายก็หนีมันไม่พ้น ทั้งความรู้สึกผิดต่อโยชิอากิเจ้าของร่าง ทั้งความผูกพันที่มีต่อฟูยูฮิสะกับโยเฮย์ที่อยู่ด้วยกันมาร่วมปี ทำให้คำขอนี้กลายเป็นบ่วงรัดคอ แม้อยากจะตัดทิ้งแค่ไหนก็ทำไม่ได้

 

ไม่รู้หรอกว่าฟูยูฮิสะจะก้าวต่อไปในเส้นทางไหน ไม่รู้ด้วยว่าจะทำได้อย่างที่โยเฮย์คาดหวังหรือเปล่า แต่หากไม่พยายามทำอะไรเลย ต้องรู้สึกผิดตลอดไปแน่

 

เหมือนเช่นทุกครั้ง ไมลส์หยิบบิวะออกมาจากมิติเก็บของ เริ่มบรรเลงเพลง

 

“เวลาแบบนี้ เจ้ายังมีอารมณ์สุนทรีย์อีกหรือ” นี่คือประโยคแรกที่ฟูยูฮิสะพูดด้วย

 

“ฟังเงียบ ๆ เถอะน่า”

 

วิชาบิวะที่ไมลส์คิดค้น หัวใจหลักมีไว้ใช้ในการต่อสู้ บ้างใช้โจมตี บ้างใช้สกัดกั้นคู่ต่อสู้ ทั้งหมดนั้นเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองดุดัน แต่ระยะหลังมานี้ เขาก็ค้นพบความสามารถใหม่อีกอย่างหนึ่ง

 

เพลงที่เล่นนั้นเชื่องช้าเหมือนธารน้ำที่ไหลเอื่อย ฟูยูิสะฟังแล้วคล้ายโลกภายนอกถูกตัดออกไปจนหมดสิ้น รับรู้ได้เพียงเสียงดนตรีเท่านั้น ชวนให้รู้สึกสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด

 

เพียงไม่กี่นาทีเขาก็พลันรู้สึกว่าพลังปีศาจที่ปั่นป่วนไปทั่วร่างนั้นสงบลง แม้แต่ความหงุดหงิดเคียดแค้นที่สุมอยู่ในอกก็ลดลงด้วย

 

ฟูยูฮิสะเบิกตากว้าง ก้มลงมองร่างกายตัวเองด้วยความประหลาดใจ “นี่มัน...”

 

“รู้สึกดีขึ้นหรือไม่? ” ไมลส์ถามพร้อมรอยยิ้มบาง “เจ้าฝึกวิชาแบบไหนมาข้าไม่รู้หรอกนะ แต่พลังของปีศาจกับพลังขององเมียวจิอยู่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน เจ้าซึมซับพลังของปีศาจมาใช้เป็นของตัว พลังย่อมปั่นป่วน อารมณ์ไม่มั่นคงเป็นธรรมดา เพลงที่เล่นไปจะช่วยปรับสมดุลของพลังได้ หลังจากนี้ก็จะดีขึ้นเอง เจ้านอนพักเถอะ”

 

ฟูยูฮิสะยังไม่วางใจ แต่เสียงเพลงยังคงก้องกังวานต่อ เปลือกตาพลันรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ พยายามประคองสติไว้ได้อีกไม่กี่นาที ทุกอย่างก็ดับวูบไป

 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ไมลส์จึงเก็บบิวะ เขาเป็นคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด ดังนั้นจึงต้องเป็นฝ่ายดูแล ฟูยูฮิสะแม้ดูเหมือนมีแผลน่ากลัวก็จริง แต่พอดูปากแผลก็พบว่าเจ้าตัวใช้ยันต์เรียกไฟจี้ปิดปากแผลไปเรียบร้อยแล้ว ขอแค่นอนให้ร่างกายและพลังเวทฟื้นฟูสักหน่อย อาการก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว

 

ตรงข้ามกับทามาฮิเดะ หมอนี่ทั้งโดนฟูยูฮิสะและโอทสึงุสูบพลังไปมากระหว่างต่อสู้ ทั้งช่วยเขา ทำให้แม้แต่จะคงร่างมนุษย์ก็ยังทำไม่อยู่ พลังที่สัมผัสได้แผ่วเบาลงทุกทีจนไมลส์รู้สึกเหมือนหัวใจดิ่งวูบ

 

เขาเปิดแท็บเรียกดูไอเทมที่เหลือของตัวเอง ตอนนี้น้ำยาฟื้นฟูเหลือเพียงสองขวด นับว่าน้อยมากสำหรับสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในโลกเสมือนนี้ไปอีกกี่โลก กี่ร้อยกี่พันปี แต่พอมองร่างจิ้งจอกเก้าหางที่นอนขดตัวทรมานอยู่ตรงหน้า ไมลส์ก็ไม่ลังเลที่จะเรียกมันออกมาใช้

 

[ไมโล! นายเอาจริงเหรอ!] ไลล่าร้องปรามขึ้นมา [ใช้ไปตอนนี้ก็จะเหลือยาฟื้นฟูแค่ขวดเดียวแล้วนะ ไหนบอกว่าจะประหยัด ไว้ใกล้ตายค่อยใช้ไง!? นี่คืออะไร ตัวเองไม่ยอมใช้แต่เอาให้คนอื่นเนี่ยนะ?]

 

‘พี่บอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าหน้าที่ของผมคือต้องช่วยออสมอนด์น่ะ ถ้าหมอนี่ตายไปโลกนี้ก็จบเห่น่ะสิ’ เขาพูดพลางหยิบเอาหลอดยาสีเขียวมรกตใส่ปากกาฉีดยา

 

[ทำเป็นพูดดี นายยังหาหลักฐานยืนยันไม่ได้เลยไม่ใช่เลยหรือไงยะ ว่าหมอนี่ใช่ออสมอนด์จริง ๆ หรือเปล่า ที่กำลังจะทำนี่นายใช้อารมณ์ส่วนตัวล้วน ๆ ฉันดูออกหรอกย่ะ] ไลล่าทำเสียงขึ้นจมูก [นายต้องตั้งสติ คิดให้มันดี ๆ ก่อนจะใช้ยาแต่ละอย่าง หรืออย่างน้อยก็ควรใช้เพื่อตัวเอง เพราะว่า...]

 

ประโยคยังไม่ทันจบ ปากกาฉีดยาก็กดลงที่หน้าท้องของหมาจิ้งจอกเรียบร้อย

 

[ไมโล!] คนเป็นพี่ทำเสียงคล้ายจะเป็นลม [โอ๊ย! นายนี่มัน...ให้ตายเถอะ! ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนแม่ที่มีลูกใจแตก ทำทุกอย่างเพื่อผู้ชายโดยไม่สนใจตัวเองได้เนี่ย!]

 

‘ใจเย็นน่าพี่’ ไมลส์บอก ‘มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย ยาพวกนี้อยู่ไปนาน ๆ ยังไงก็ต้องหมดเข้าซักวัน ถึงคราวจำเป็นต้องใช้ก็ใช้ไปเถอะ ไม่เห็นว่าจะน่าเสียดายตรงไหน”

 

เขานึกถึงครั้งแรกที่ใช้ยารักษาคริสโตเฟอร์ ถึงสถานการณ์จะคล้ายกัน บาดเจ็บปางตายเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาทำไปเพราะมีเจตนาแอบแฝง ตรงข้ามกับครั้งนี้ ถึงจะอ้างโน่นอ้างนี่ แต่สุดท้ายก็ทำเพราะเป็นห่วง เขาคงใช้อารมณ์ส่วนตัวอย่างที่ไลล่าว่าจริง ๆ นั่นแหละ

 

[ว่าไงนะ ก่อนหน้านี้นายก็เอายาให้คนอื่นอีกงั้นเหรอ!]

 

ลืมไปเสียสนิทว่าไลล่าอ่านใจได้ สุดท้ายเลยต้องต้องทนฟังเสียงบ่นแหลม ๆ นั้นไปอีกนานนับสิบนาที

 

ตะวันลับขอบฟ้า ดวงจันทร์เวียนขึ้นมา จวบจนวนกลายเป็นรุ่งสางของอีกวัน ฟูยูฮิสะที่หลับลึกก็ลืมตาตื่นขึ้น

 

ในถ้ำนั้นมีเพียงจิ้งจอกสีดำ อาการบาดเจ็บและรอยแผลต่าง ๆ หายไปหมดแล้ว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเบา ๆ หายใจสม่ำเสมอ แต่ยังไม่รู้สึกตัว นอนขดตัวซุกหางทั้งเก้าเป็นก้อนกลม

 

เขามองออกไปนอกถ้ำ เมื่อเห็นว่าองเมียวจิรุ่นน้องของตัวเองไม่อยู่ ก็ลุกขึ้นไปยืนอยู่หน้าจิ้งจอกหนุ่ม มือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อที่เก็บซ่อนยันต์

 

...หากจะแก้แค้นให้อาจารย์ นี่คือโอกาสแล้ว

 

แต่แล้วมือก็หยุดค้างอยู่อย่างนั้น ความคิดหลายอย่างตีกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะลดมือลง ฟูยูฮิะถอนหายใจออกมา

 

...บ้าบอสิ้นดี

 

“ตื่นแล้วเหรอ” ไมลส์เดินมาจากหน้าปากถ้ำ มือขวามีไม้ที่มัดกระต่ายป่าที่โดนเชือดแล้วมาตัวหนึ่ง เขาโบกมันไปมา แล้วถาม “กินไหม? ”

 

“...”

 

“อ่อ...ลืมไป เจ้าไม่ใช่ทามาฮิเดะนี่นะ” ไมลส์หัวเราะแก้เก้อ “โทษที อยู่แต่กับพวกปีศาจที่กินแต่เนื้อดิบ ๆ นานไปหน่อยน่ะ”

 

“ยังซื่อบื้อเหมือนเดิม...บางทีข้าก็สงสัยว่าเจ้ารอดชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ยังไง” ฟูยูฮิสะพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ สีหน้าแข็งกร้าวแบบเมื่อวันก่อนไม่เหลืออีกแล้ว “แล้วนี่อะไรกัน ออกไปข้างนอกปล่อยข้าทิ้งไว้กับเจ้าจิ้งจอกนี่ ไม่กลัวว่าข้าจะลุกขึ้นมาเชือดคอมันหรือไง”

 

ที่จริงก็เกือบไปแล้วนะ รู้ตัวไหม

 

“ทำอะไรไม่ได้หรอก” ไมลส์พูด พลางเอามือซ้ายล้วงอกเสื้อ หยิบของบางอย่างออกมา

 

“ยันต์ของข้า! ” ฟูยูฮิสะทำตาโต ลองสำรวจตัวเองอีกรอบหนึ่ง พบว่ายันต์หายเกลี้ยง “เอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ”

 

“เมื่อคืน ข้าไม่ได้บ้องตื้นขนาดที่จะลืมปลดอาวุธคนที่เป็นศัตรูหรอกนะ” ตอบพลางวางกระต่ายป่าไว้ข้างตัวทามาฮิเดะ “อีกอย่าง ข้าก็วางอาคมคุ้มกันหมอนี่ไว้ด้วย ถ้ามีอะไรเข้าใกล้ อาคมจะสะท้อนกลับใส่ศัตรู แล้วข้าก็จะรู้ตัวทันที อยากลองไหมล่ะ? ”

 

“อ้าว...ฉลาดขึ้นนี่...เห็นทีต้องถอนคำพูดแล้ว”

 

“แล้วเจ้าล่ะเป็นอะไร? ดูคุยรู้เรื่องขึ้นนี่...หัวกระแทกเลยได้สติหรือไง? ” ไมลส์ค่อนแคะบ้าง

 

“เปล่า...ก็แค่มีเวลาได้คิดอะไรนิดหน่อย เลยรู้สึกว่าควรจะฟังเรื่องของทางเจ้าบ้าง”

 

ที่ผ่านมาเขาเชื่อถือโอทสึงุมาก นับว่ารองจากโยเฮย์เพียงแค่คนเดียว คำพูดใด ๆ ล้วนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือในสายตาเขาทั้งสิ้น อีกฝ่ายชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ แต่หลังจากเห็นว่าองเมียวฮากาเสะผู้นั้นปล่อยให้เขาตกหน้าผามาด้วยอย่างไม่สนใจไยดี ความเชื่อมั่นนั้นก็เริ่มสั่นคลอนแล้วส่วนหนึ่ง ยิ่งพอได้ไมลส์ช่วยสงบอารมณ์และพลังที่กำลังพลุ่งพล่านของตัวเองจากวิชาอันตราย เขาก็เหมือนคนหลงทางในความมืด หวาดกลัวจนอาละวาดไปรอบทิศ จนในที่สุดก็ได้หลุดออกมาเห็นแสงสว่างสักที ทำให้พิจารณาเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างเป็นกลางขึ้นมาก

 

แม้ยังไม่เชื่อว่าทามาฮิเดะบริสุทธิ์เต็มร้อย แต่เขาก็คลางแคลงใจกับโอทสึงุที่คอยพูดจายุแยงแล้วเช่นกัน

 

“ช่วยเล่าเรื่องราวทางเจ้าฟังหน่อยได้หรือไม่? ”

 

...

 

หลังคุยกันได้ไม่นาน ฟูยูฮิสะก็จากไป ทางด้านไมลส์เองยังต้องรอจนกว่าทามาฮิเดะจะหายดี จึงยังพักอยู่ที่ถ้ำนั้นต่อ จวบจนตกบ่าย เขาออกไปหาสมุนไพรเพียงชั่วโมงเดียว กลับมาก็พบว่าทามาฮิเดะหายไปแล้ว

 

เขาออกตามหา พอไปที่ลำธารใกล้ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครบางคนเล่นน้ำอยู่

 

ทามาฮิเดะตอนนี้อยู่ในร่างมนุษย์แล้ว แม้จะยังไม่ได้เก็บหูและหางสีดำก็ตาม และเนื่องจากถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ตรงริมลำธาร ทั้งเสื้อ ทั้งกางเกงฮากามะ ดังนั้นตอนนี้สภาพร่างกายจึง เอ่อ...เปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อได้รูปและซิกซ์แพ็กที่เปียกปอนด้วยน้ำ เป็นร่างกายที่หากถ่ายไปลงนิตยสารในโลกปัจจุบัน คงมีสาว ๆ เลือดกำเดาไหลกันเป็นแถบ แต่นั่นมันกรณีที่หมอนี่ไม่ได้กำลังกระโดดตะครุบปลาในน้ำอย่างเอาจริงเอาจัง บางทีก็จับไม่อยู่จนปลาดิ้นมาฟาดหน้า บางทีก็ลื่นล้มลงน้ำแบบนี้น่ะนะ

 

...ทำลายภาพชวนฝันสุด ๆ

 

“พอได้แล้วมั้ง เจ้าจะกินปลาไปอีกกี่วันน่ะเฮอะ? ”

 

ปลาที่จิ้งจอกหนุ่มจับมาถูกโยนไว้ที่ริมธาร มันกองเป็นภูเขาย่อม ๆ ลูกหนึ่ง

 

หูของทามาอิเดะกระดิกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม ยืดอกกล่าวด้วยเสียงหยิ่งนิด ๆ ว่า “นี่ยังไม่ได้ครึ่งท้องข้าเลย เจ้าน่ะอยู่เฉย ๆ เถอะ เรื่องหาของกินน่ะเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก” ระหว่างที่พูด พวงหางก็ส่ายสะบัดไปมา ไมลส์พลันนึกถึงสุนัขที่คาบสัตว์มาอวดเจ้านาย แล้วนั่งตาแป๋วรอคอยอย่างใจจดจ่อด้วยสายตาที่บอกว่า ‘ข้าเก่งไหมล่ะ ชมข้าหน่อยสิ ชมข้าหน่อยสิ! ’

 

“ก็ได้ ข้าจะให้เจ้าหาอาหาร แต่แผลหายดีหมดแล้วเหรอ เจ้ายังไม่ควรจะลงน้ำตอนนี้นะ ขึ้นมาให้ข้าดูอาการก่อน” ไมลส์เดินไปตามโขดหิน ตั้งใจจะไปลากอีกฝ่ายขึ้นมา แต่กลับเหยียบโดนตะไคร่ จนลื่นพรืดกระแทกน้ำดังตูม เปียกไปทั้งตัว ขาแพลงที่กำลังจะหายก็ปวดจี๊ดขึ้นมาอีก

 

“เจ้านี่มันซุ่มซ่ามนัก โยชิอากิ”

 

ทามาฮิเดะส่ายหน้าหวือ ล้มเลิกการจับปลา แล้วเดินอาด ๆ เข้ามาหา ร่างกายช่วงล่างโผล่พ้นผิวน้ำจนไมลส์เห็นทุกอย่างเต็มสองตา

 

“เดี๋ยว ทามาฮิเดะ! ”

 

...อย่าเดินเข้าหาคนอื่นโทง ๆ ด้วยสภาพแบบนี้จะได้ไหม มันจะชัดเกินไปแล้วนะ! ถึงที่นี่จะเป็นโลกโบราณ แต่ยุคเฮอันก็มีวัฒนธรรมนะเฟ้ย ไม่ใช่โลกยุคหิน ต่อให้แก้ผ้าแช่ออนเซ็นก็ไม่มีใครมาเดินโชว์คนอื่นให้เห็นจะ ๆ ตาแบบนี้เปล่าวะ! ช่วยมีความเป็นอารยปีศาจหน่อยจะได้ไหม? แล้วนั่นคืออะไร...อนาคอนด้า? ปืนใหญ่นีโออาร์มสตรองไซโคลนเจ็ทอาร์มสตรอง? มันใช่ไซซ์ที่เหมาะกับร่างมนุษย์ไหมหา! จำแลงร่างกายทั้งทีก็ช่วยเกรงใจมนุษย์เพศผู้ทั่วไปด้วย นายจะทำคนอื่นเขามีปมเอานะว้อย!

 

“เอ้า ลุกขึ้น”

 

ทามาฮิเดะยื่นมือออกมา แต่ไมลส์กลับปัดมือนั้นออก แล้วยันตัวขึ้นเอง เดินกลับขึ้นฝั่งหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา

 

จิ้งจอกหนุ่มผู้ไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดอะไร “...”

 

ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าทามาฮิเดะจะขึ้นจากน้ำ ไมลส์ก่อไฟ เสียบไม้ย่างปลาให้ตัวเองสองตัว ส่วนทามาฮิเดะนั้นกินแบบดิบ ๆ และเป็นอย่างที่พูดไว้ หมอนี่กินปลาเกือบทั้งกองหมดเกลี้ยงในพริบตาเดียว เหมือนกลัวว่าชีวิตนี้จะไม่ได้กินอีกแล้วอย่างนั้นแหละ

 

“เอ้า ใส่เสื้อผ้าได้แล้ว” ไมลส์โยนชุดไปแปะหน้าอีกฝ่ายที่กำลังวักน้ำล้างคราบเลือดจากการกินปลา ขนาดขึ้นมากินอาหารก็ยังจะเปลือย เขาทนไม่ได้จริง ๆ

 

ทามาฮิเดะยอมทำตามอย่างว่าง่าย สวมกางเกงฮากามะ และกำลังจะเริ่มสวมเสื้อ

 

“เดี๋ยวก่อน ผมเจ้าเปียกมาก เดี๋ยวเสื้อก็เปียก หวัดกินกันพอดี”

 

“งั้นหรือ เช่นนั้นก็” เขาเริ่มสะบัดหัว ละอองน้ำปลิวกระจาย

 

“หยุด ยุ้ดดด! ” ไมลส์ร้องห้าม กดอีกฝ่ายให้นั่งลงกับพื้น “เจ้าไม่ได้อยู่ในร่างสุนัขแล้วนะ! มานี่ ข้าจะทำให้”

 

ไมลส์คุกเข่า บีบผมยาวสีดำขลับนั้นเพื่อเอาน้ำออกพอหมาด ๆ จากนั้นก็หยิบยันต์อันหนึ่งออกมา พอเรียกใช้มัน ก็เกิดลมร้อนสายเล็ก ๆ แต่รุนแรงอันหนึ่งเป่าออกมา ทามาฮิเดะตกใจจะดิ้นหนี

 

“ร้อน! ”

 

“อยู่นิ่ง ๆ ผมจะได้แห้ง”

 

นี่เป็นอาคมที่ไมลส์คิดขึ้นเองวิชาแรกตั้งแต่เข้าโลกนี้มา ทั้งยังเป็นยันต์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุดด้วย แต่เขาไม่สามารถทนสภาพผมยาว ๆ เปียกน้ำ รอเป็นชั่วโมงกว่าจะโดนลมโกรกจนแห้งได้จริง ๆ ขนาดอยู่โลกเดิมที่ผมสั้นเขายังใช้ไดร์เลย ดังนั้นจึงทุ่มเทความสามารถอันน้อยนิดไปกับยันต์ประหลาดอันนี้เพื่อใช้เป่าผมตัวเอง

 

หลังเป่าไปสักพัก ทามาฮิเดะก็เริ่มชิน ครางฮืมออกมาอย่างพึงพอใจ

 

...ดูเหมือนจะชอบแฮะ

 

ไมลส์คิดไปเรื่อยเปื่อย รวบเอาผมขึ้นมาเป่า ตอนนั้นเองที่สายตาเหลือบไปเห็นรอยปานรูปปีกนกอยู่ที่สะบักซ้ายของอีกฝ่าย ปกติมันอยู่ใต้เสื้อ หรือไม่ก็โดนผมยาวนั้นปิดไว้ตลอด เขาจึงเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความโล่งใจและดีใจ

 

[นายดีใจอะไรเหรอ?] ไลล่าถามขึ้น

 

‘คริสโตเฟอร์ก็มีปานแบบนี้ ที่ตำแหน่งนี้เหมือนกัน’ ไมลส์ตอบอย่างตื้นเต้น

 

[หมายความว่า...]

 

‘หมอนี่ต้องใช่ออสมอนด์แน่ ๆ ทีแรกผมใช้แค่ความคุ้นเยระบุตัว แต่นี่คือสิ่งยืนยันยังไงล่ะ’

 

[อย่างนี้นี่เอง] ไลล่าทำเสียงเข้าอกเข้าใจ [ยินดีด้วยนะ ทีนี้นายก็ไม่ใช่คนหลายใจแล้ว]

 

‘เงียบน่า! ’

 

คืนนั้น ทามาฮิเดะคืนร่างเป็นสุนัขขดตัวอยู่ในถ้ำ ด้วยฤทธิ์ของยา บาดแผลจึงหายสนิท พลังก็เกือบจะฟื้นคืนมาเต็มร้อยแล้ว หากเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้คงออกเดินทางไปตามหาพรรคพวกคนอื่น ๆ ได้สักที

 

ไมลส์คิดพลางลูบคางจิ้งจอกดำไปด้วย มันหลับตาพริ้ม ยกคางให้เกาอย่างลืมตัว แล้วหลับไปในท่านั้นอย่างสุขสำราญ

 

เขาลูบหัวมันอีกที จากนั้นก็จุดไฟกองเล็ก ๆ ขึ้นในถ้ำ หยิบพัดกลอนทังกะนั้นมาดู สลับกับมองเจ้าของกลอนนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

ตกหลุมสัญญาไปแล้วนี่นะว่าจะให้คำตอบ

 

ไมลส์ลอบถอนหายใจ แล้วระบายยิ้มออกมา

 

เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่ตัวเองมีอยู่จะเรียกว่าความรักได้หรือเปล่า แต่ทั้งหมดที่เขารู้ คือเมื่อจินตนาการว่าเรื่องวุ่นวายทุกอย่างจบลงแล้ว เขาก็ยังคงอยากอยู่กับหมอนี่ต่อไป ทะเลาะกัน หัวเราะด้วยกัน แบบที่เคยรู้สึกกับคริสโตเฟอร์ในตอนนั้น แถมตอนที่เกือบจะโดนจูบ ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือต่อต้านเลย

 

...ไม่สิ ต้องบอกว่าเกือบจะโอนอ่อนตามไปแล้วด้วยซ้ำ

 

แล้วความรู้สึกนี้จะเรียกว่าอะไรไปได้อีก

 

ในตอนแรกเขายังลังเลอยู่บ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าชอบหมอนั่นเพราะเป็นออสมอนด์ หรือเพราะทามาฮิเดะคือทามาฮิเดะกันแน่ แต่ในเมื่อคนทั้งสองคือคน ๆ เดียวกัน อย่างนั้นแล้ว คำตอบมันก็ชัดเจนไม่ใช่หรือ

 

ไมลส์ตัดสินใจในตอนนั้น เรียกเอาหมึกและพู่กันออกมา เขียนอะไรบางอย่างลงบนพัดอีกอันของตัวเอง

__________

A.L. Lee

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

405 ความคิดเห็น

  1. #260 sakura17 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 13:36
    อ้าวที่ตอนแรกลังเลก็เพราะไม่แน่ใจว่าจะใช่ออสมอนด์รึเปล่าอย่างนี้หรอ ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะไม่ตอบรับหรอ อย่างนี้ทามาฮิเดะก็น่าสงสารนะ
    #260
    0
  2. #197 Avista (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 23:34
    วั้ยๆๆๆๆ
    #197
    0
  3. #145 เบ็ญจี้ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 18:12
    สังหรณ์ใจว่า จะจบเศร้า ?
    #145
    0
  4. #144 miyuukiMF (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 17:39

    Hehheh อยากอ่นต่อแล้วล่ะค่ะ อยากรู้ว่านังทามะจะรีแอคยังไง

    #144
    0
  5. #141 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 15:06

    รอน้าาาสนุกมากคะ

    #141
    0
  6. #137 nna3 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 16:18
    เขาจะได้คู่กันแล้วววว
    #137
    0