An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 31 : Arc 2.16 งานชุมนุมปีศาจ(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,071
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 145 ครั้ง
    18 ส.ค. 63

วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไมลส์ปรับปรุงวิชาของโยเฮย์ และเริ่มจับทางได้บ้างแล้ว เขาสร้างวงเวทแห่งหนึ่งไว้ในถ้ำที่พัก จากนั้นนั่งสมาธิโคจรพลังที่ใจกลางวงเวทนั้นเกือบทั้งวัน มีเพียงช่วงเวลาเย็น ๆ ที่จะออกมานั่งเขียนยันต์ หรือออกไปหาผลไม้และจับปลากินบ้าง

 

หัวค่ำวันหนึ่ง ไมลส์ยังคงนั่งโคจรพลังอยู่ แสงจากวงเวทส่องแสงสีทองราง ๆ เขาหลับตา หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อย เพราะวันนี้การฝึกวิชาให้ความรู้สึกแปลกไปกว่าทุกที อยู่ ๆ ก็ร้อนวาบราวกับชีพจรทั่วร่างกำลังเดือดพล่าน หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายทั่วร่าง หายใจลำบาก ราวกับสูดอากาศเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่ลงปอด หัวใจเต้นรัวเร็ว

 

…แย่แล้ว!

 

ไมลส์ลุกพรวด เอามือกุมอก เดินออกจากวงเวททันที เขาเอนตัวพิงผนังถ้ำ หอบหายใจเหมือนปลาขาดน้ำ ก่นด่าตัวเองในใจว่า บัดซบ!

 

เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่ปะทุขึ้นมาพร้อมกันทั่วร่าง มันร้อนรุ่มเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด หากเป็นร่างกายคนอื่นอาจพอทำเนา แต่โยชิอากิร่างกายอ่อนแอ ไม่มีทางรับพลังใหม่นี่ไหวแน่

 

…นี่เขาต้องมาตายน้ำตื้นเหรอ

 

ไมลส์คิดอย่างท้อแท้ แผ่นหลังครูดไปกับผนัง เลื่อนลงช้า ๆ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ

 

“โยชิอากิ!”

 

ตอนที่กำลังแย่ ไมลส์ก็เหลือบไปเห็นจิ้งจอกหนุ่มที่หน้าปากถ้ำ หมอนั่นหน้าซีด ท่าทางตกใจมากถึงได้รีบเข้ามาประคองเขา เอามือแตะหน้าผาก ลำคอ จากนั้นก้มหัวลงแนบอกฟังเสียงหัวใจ พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แล้วกุมข้อมือของเขาไว้

 

พลังที่ร้อนจนแทบระเบิดถ่ายเทออกจากตัวไมลส์ไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

 

ทามาฮิเดะมีสีหน้าทรมานนิด ๆ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ ผ่านไปหลายนาที ไมลส์ถึงได้รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกลับมาเต้นเป็นปกติ ความร้อนจนแทบระเบิดก็หายไปแล้ว จึงสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ พูดเสียงอ่อนแรงว่า

 

“ขอบคุ…”

 

ยังไม่ทันพูดจบ ก็โดนจิ้งจอกหนุ่มเขกหัวดังโป๊ก

 

“ทำอะไรน่ะ!” ไมลส์กำลังจะร้องประท้วง แต่พอเห็นทามาฮิเดะกางวิชาลับของโยเฮย์ที่ตกอยู่ข้างวงเวทขึ้นมา แถมยังจ้องเขาด้วยสีหน้าเหมือนพายุลูกใหญ่พาดผ่าน จึงได้แต่หุบปากฉับ

 

“นี่คืออะไร!” ทามาฮิเดะคาดคั้น น้ำเสียงโกรธจัด “ของอันตรายพรรค์นี้ โยเฮย์สอนลูกศิษย์ด้วยเหรอ!”

 

ไมลส์อุดหู ตอบเสียงอ่อยว่า “แอบเอาออกมาน่ะ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ข้าไม่มีทางจัดการกับไวรัส…โอทสึงุ ได้แน่ ถ้าอยากเก่งขึ้นในเวลาสั้น ๆ ก็มีวิธีนี้อย่างเดียวเท่านั้น”

 

“ทำอะไรไม่กลัวตาย” ทามาฮิเดะกัดฟันกรอด มือจิกม้วนบันทึกจนแน่น เหมือนอยากจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ “หากข้ามาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น! วิชาพรรค์นี้ ทำลายมันเสียให้หมด”

 

“อย่า! นั่นสมบัติของอาจารย์ข้านะ!” ไมลส์ร้องห้ามเสียงหลง ซัดยันต์ใบหนึ่งไปที่มืออีกฝ่ายทันที พอโดนเข้า ทามาฮิเดะก็สะดุ้งราวกับต้องของร้อน ปล่อยม้วนบันทึกร่วงลงกับพื้น

 

ไมลส์รีบเก็บมันเข้าไว้กับเสื้ออย่างหวงแหน พอเงยหน้าอีกที ก็เห็นจิ้งจอกหนุ่มกุมมือของตัวเอง นิ่วหน้านิด ๆ เพราะความเจ็บ จากนั้นหันมาถามเขาว่า

 

“…เมื่อกี๊…ยันต์อะไร?”

 

“ก็ยันต์ลูกไฟธรรมดา…อย่าบอกนะว่าเจ็บน่ะ ล้อเล่นแล้ว!?”

 

พลังของทามาฮิเดะนับว่าอยู่ในขั้นปีศาจระดับสูง ดังนั้น ยันต์พื้น ๆ จากองเมียวจิกาก ๆ อย่างไมลส์จึงไม่ระคายผิวเขาเลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้กลับบ่นว่าเจ็บขึ้นมา

 

อย่าบอกนะว่า…

 

ไมลส์ลองปายันต์อีกรอบหนึ่ง ทามาฮิเดะชักสีหน้า ปัดมันออก แล้วด่าว่า “เล่นอะไรของเจ้า! มันเจ็บ! ตอบแทนคนมีบุญคุณอย่างนี้เหรอ เจ้านี่มัน!”

 

ได้ยินอย่างนั้น ไมลส์ก็ก้มมองมือทั้งสองข้างของตัวเองอย่างตกตะลึง

 

…สำเร็จแล้ว!

 

…สำเร็จแล้วจริง ๆ!

 

“ไชโย!” เขายิ้มแก้มแทบปริ กระโดดจนตัวลอย “ทำได้แล้ว! ทำได้แล้ว! ไม่ตายด้วย! นี่มันฝีมือเข้าขั้นน้อง ๆ พระเอกเลยนะ! ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ! เลเวลอัปสุด ๆ ไปเลย”

 

“พูดจาอะไรไม่รู้เรื่อง ที่เจ้ารอดตายมาได้เพราะโชคดีน่ะสิไม่ว่า!” ทามาฮิเดะยังคงว่าต่อ หัวคิ้วขมวดมุ่น “แล้วก็…ไม่ต้องกอดแน่นขนาดนั้นก็ได้ มันอึดอัด”

 

…หวา!

 

ไม่รู้ว่าเผลอตัวไปกอดตั้งแต่เมื่อไหร่ ไมลส์รีบผละหนีจากจิ้งจอกหนุ่มทันที พูดแก้ตัวตะกุกตะกัก

 

“ขอโทษ…มันติดนิสัยน่ะ เวลาดีใจมาก ๆ ก็เผลอกอดคนอื่นตลอด เจ้าอย่าถือสาเลยนะ”

 

ทามาฮิเดะส่งเสียงฮึดฮัดในใจ ‘ข้าไม่ได้หมายถึงห้ามกอด แค่คลายลงมาหน่อยน่ะ เข้าใจไหม?’

 

น่าเสียดายที่ไมลส์ไม่สามารถอ่านใจจิ้งจอกหนุ่มได้ จึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายเกลียดการโดนแตะเนื้อต้องตัวไปแล้วเรียบร้อย เขาหันมาสนใจม้วนบันทึก พูดต่อ

 

“วิชาลับนี้ นอกจากจะเพิ่มพลังเวทขององเมียวจิ ก็ยังมีอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ หากปรับปรุงอีกสักหน่อย แล้วฝึกได้ทั้งหมดนี่ต้องเป็นองเมียวจิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย” ไมลส์ลากนิ้วมองหาวิชาต่อไปที่ควรจะฝึก พลันสายตาก็หันไปเห็นวิชาต้องห้ามอันหนึ่ง “วิชานี้…”

 

“ไม่ได้!”

 

ทามาฮิเดะพยายามแย่งบันทึก แต่ไมลส์รู้ตัวก่อน พอโดนคว้ามือได้ บันทึกก็หายเข้าไปอยู่ในมิติเก็บของแล้ว จึงได้แต่คำรามอย่างโมโหว่า

 

“ยังไม่เข็ดอีกหรือ! ขืนทำแบบนี้ต่อไป เจ้าได้ตายก่อนสู้กับมันแน่! ต่อไปนี้ก็อยู่เฉย ๆ หากเกิดอะไรขึ้น ข้า…ปีศาจทุกตัวที่นี่ ก็พร้อมปกป้องเจ้าอยู่แล้ว เป็นมนุษย์อ่อนแอก็หัดประเมินตัวเองบ้าง!”

 

ในตอนแรกไมลส์ยังซาบซึ้งที่อีกฝ่ายมาช่วยอยู่ แต่พอโดนปรามาสก็ฉุนขึ้นมาทันที

 

“แต่ข้าไม่ต้องการให้ใครมาปกป้อง! แน่นอนว่าข้าไม่มีทางแข็งแกร่งได้แบบปีศาจ แต่ก็มีศักติ์ศรีเหมือนกัน จะให้ทนมองดูคนอื่นสู้โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยได้ยังไง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด!”

 

“เจ้ามันไม่เข้าใจอะไรเลย องเมียวจิดื้อด้าน!” พอได้ยินแบบนั้น ทามาฮิเดะก็แทบคลั่ง จับไหล่ไมลส์เขย่าอย่างแรง “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าตาย ข้าน่ะ! ข้าน่ะ! …”

 

พูดมาถึงตรงนี้ เสียงของจิ้งจอกหนุ่มก็หายไป ได้แต่กัดฟัน มองเขาด้วยสีหน้าจนใจครู่หนึ่ง ตัดพ้อว่า “ช่างมันเถอะ…อย่างไรข้าก็ห้ามเจ้าไม่ได้อยู่ดี” จากนั้นก็ขยุ้มหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด “ครั้งนี้ข้าจะยอมไปก่อน แต่ถ้าเจ้าฝึกจนปางตายอีกรอบ ข้าจะเผาตำราให้หมดเลยคอยดู โธ่เว้ย!”

 

“ทามาฮิเดะ…?”

 

คำพูดชวนสับสนนั้นทำให้ไมลส์งุนงงไปหมด เขากำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ทามาฮิเดะแปลงร่างเป็นจิ้งจอกดำ วิ่งปรู๊ดออกจากถ้ำไปแล้ว

 

ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใจกลางหุบเขา เมื่อก่อนยังพอมีคนอาศัยอยู่บ้าง แต่เมื่อสิบปีก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ผู้คนอพยพย้ายไปกันจนหมด ปัจจุบันจึงกลายเป็นหมู่บ้านร้างที่เงียบงัน

 

มีเรื่องเล่ากันปากต่อปากว่า ทุกคืนเดือนมืด หากเกิดมีใครคนไหนบังเอิญเดินไปที่หมู่บ้านนั้น ก็จะต้องพบกับปรากฏการณ์ประหลาดชวนขนหัวลุก

 

เขาจะเห็นลูกไฟประหลาดลอยไปลอยมา กระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน

 

เขาจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากทั่วสารทิศ จนแทบก้าวขาไม่ออก

 

เขาจะเดินหลงทาง ไม่ว่าจะพยายามเดินไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็จะวกกลับมาที่เดิม

 

เจอแบบนั้นไม่นานก็จะวิ่งจ้ำอ้าวกลับโดยไม่คิดชีวิต

 

นานวันเข้าก็ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้หมู่บ้านนี้อีก

 

นั่นคือมุมมองของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

 

แต่ตอนนี้ ไมลส์ที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป กำลังยืนตะลึงตาค้างอยู่ที่ถนนหน้าหมู่บ้าน พึมพำออกมาว่า “สุดยอด!”

 

คืนเดือนมืดนี้ งานชุมนุมปีศาจถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราอลังการ ทั่วหมู่บ้านมีลูกไฟวิญญาณสีเหลืองสดใสประดับ ทำให้บรรยากาศดูรื่นเริงแม้เป็นยามค่ำคืน สองข้างทางมีซุ้มขายของเรียงราย ปีศาจเจ้าของร้านร้องเรียกลูกค้ากันคึกคัก บ้างเป็นร้านขายของสวยงามอย่างพวกมุก เครื่องประดับ บ้างเป็นร้านขนมหวาน บ้างก็เป็นร้านอาหาร แต่ไมลส์คงจะกินไม่ลง เพราะอาหารที่ว่าคือเนื้อสด ๆ เสียบไม้ เรียกได้ว่าเลือดยังซิบ ๆ อยู่เลย

 

พอเข้าไปในใจกลางหมู่บ้านก็จะพบลานกว้างขนาดใหญ่ รอบลานนั้นมีต้นซากุระรายล้อม เหล่าปีศาจตั้งวงกันทั้งเล็กใหญ่ กินเหล้ากันสรวลเฮฮา ส่วนกลางลานนั้นมีปีศาจสาวกลุ่มหนึ่งในชุดสีแดงกำลังเริงระบำ ท่าทางอ่อนช้อยงดงาม ใบหน้ามีรอยยิ้มงดงามฉีกกระชากใจคนประดับ ชวนให้ปีศาจหนุ่มแถวนั้นเฮโลกันเข้าไปหา บางตัวตะโกนโห่ร้อง บางตัวผิวปากแซว แต่ที่เหมือนกันคือทุกตนจับจ้องพวกนางไม่วางตา ด้านข้างลานมีนักดนตรีวงหนึ่งบรรเลงเพลงสนุกสนานประกอบการเต้น บรรยากาศคึกคักเหมือนเป็นงานเทศกาลใหญ่

 

"ชอบใช่ไหมล่ะ" ซาบุโร่พูดอวด “พวกเราถึงได้เฝ้ารอคืนเดือนมืดกันตลอด หากปีศาจตัวไหนเคยมาสักครั้งหนึ่งแล้ว รับรองว่าต้องติดใจ”

 

“อืม...” ไมลส์พยักหน้า แต่มือกำถุงเครื่องรางห้อยคอแน่น “ว่าแต่ จะไม่มีใครจับได้ใช่ไหมว่าข้าเป็นองเมียวจิน่ะ”

 

หากเป็นมนุษย์ทั่วไปหลงเข้ามายังพอทำเนา ปีศาจทั้งหลายอาจจะแหย่เล่นแล้วปล่อยไป แต่ถ้ามีใครรู้ว่าองเมียวจิแอบเข้ามา ต้องโกลาหลแน่นอน

 

“ไม่ต้องห่วง” คราวนี้อิจิโร่พูดบ้าง “เครื่องรางนั่นกลบกลิ่นอายมนุษย์ของเจ้าได้ อีกอย่าง ชุดฮิตาตาเระของเจ้าก็มอซอ ไม่มีสง่าราศีของพวกขุนนางในวังสักนิดเดียว ดูอย่างไรก็เหมือนวิญญาณชาวบ้านไร้พลังตนหนึ่ง รับรองไม่มีใครจับได้เด็ดขาด”

 

ไมลส์หน้ากระตุกนิด ๆ ทั้งที่คำพูดของอีกฝ่ายถูกต้อง แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนโดนด่าชอบกล

 

“ส่วนด้านโน้นก็เป็นลานประลอง พวกปีศาจที่คิดว่าฝีมือแน่จะท้าสู้กัน บางทีก็มีวางเดิมพันกันด้วย” คิทาโร่ในร่างทานูกิน้อยปีนขึ้นบนหัวของไมลส์ ใช้อุ้งเท้าชี้ไปยังลานอีกแห่งหน้าบึงน้ำ ที่กำลังมีฝูงปีศาจตะโกนส่งเสียงเชียร์กันดังสนั่น ไมลส์มองตาม เห็นปีศาจสองตนกำลังต่อสู้กันอยู่ ไม่สิ...ต้องเรียกว่า ปีศาจตนหนึ่งกำลังไล่อัดอีกฝ่ายจนยับต่างหาก เพราะปีศาจในชุดดำนั้นทั้งกระโดดถีบ ทั้งฟาดหาง สุดท้ายยังจับคู่ต่อสู้โยนออกมานอกวงจนกองเชียร์แตกกระเจิง โดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถแตะต้องเขาได้เลยแม้แต่เส้นผม

 

ปีศาจผู้ชนะยืนเชิด เอาแขนปาดผมยาวที่ปรกหน้าปรกตาตัวเองจากการต่อสู้ออก เผยให้เห็นรอยยิ้มหยิ่งผยองในชัยของตัวเอง จากนั้นกระดิกนิ้วเรียกหาคู่ต่อสู้คนต่อไป

 

ในตอนแรกไมลส์อยู่ไกล แถมปีศาจชุดดำยังเคลื่อนไหวเร็ว จึงมองเห็นไม่ชัด พอหยุดประลองถึงได้มองเห็นอีกฝ่ายเต็มสองตา ไมลส์อ้าปากค้าง

 

“อ๊า!!! นั่นท่านทามาฮิเดะนี่!” คิทาโร่ตะโกนเรียกปีศาจชุดดำ เสียงแหลมสูงเหมือนแฟนคลับกรี๊ดเวลาเจอดารา แถมยังตื่นเต้นจนจิกอุ้งเท้าลงบนหัวไมลส์อย่างแรง หนังศีรษะแทบจะหลุดเป็นชิ้น ๆ “ท่านทามาฮิเดะ สู้เขานะขอรับ!!! จัดการพวกมันให้ร้องไห้หาท่านเอ็นมะ [1] ไปเลย!!”

 

[1] ท่านเอ็นมะ เป็นจ้าวนรก หรือพญายมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ในที่นี้หากแปลคำพูดของคิทาโร่ให้เป็นภาษาแบบเรา ๆ ก็คือ จัดการพวกมันให้ร้องไห้หาพ่อหาแม่ไปเลย ประมาณนี้ค่ะ

 

“นึกว่าปีศาจชั้นต่ำที่ไหนส่งเสียงหนวกหู ที่แท้ก็เจ้าพวกเห็บหมัดของทามาฮิเดะนี่เอง”

 

เสียงเย้ยหยันดังขึ้นด้านหลัง ไมลส์หันขวับ เห็นปีศาจหนุ่มในชุดสีเหลืองวาววับพร้อมกับบริวารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ท่าทางของมันยโสโอหังไม่แพ้ทามาฮิเดะ แต่นอกนั้นให้บรรยากาศต่างกันลิบลับ ทั้งความหรูหราของชุดและเครื่องประดับที่บ่งบอกว่าเป็นพวกมีเงิน และน้ำเสียงแหบต่ำที่ฟังดูเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก ส่วนเรื่องของเผ่าพันธุ์ สังเกตจากตาดำที่หดแคบเป็นขีดเดียวดูชั่วร้าย และร่องรอยของเกล็ดสีเหลืองที่ยังเหลือให้พอสังเกตเห็นนิด ๆ บนใบหน้าคมคาย ไมลส์คาดว่าเป็นอสรพิษจำพวกหนึ่ง

 

“เจ้าก็ยังปากเสียเหมือนเดิมไม่มีผิด! คราวก่อนแพ้ท่านทามาฮิเดะไป นึกว่าจะอับอายจนไม่กล้ามาที่นี่แล้วเสียอีก โดคุเอมอน!”

 

“ใช่! กลับไปเลยเจ้างูผี!”

 

อิจิโร่และคิทาโร่ส่งเสียงท้าทายมาจากที่ไหนซักแห่ง ไมลส์หันซ้ายหันขวาไม่เจอ สุดท้ายก้มลงดู ถึงได้เห็นว่าคาไมทาจิทั้งสามกับทานูกิน้อยเข้ามาหลบอยู่หลังเขาเรียบร้อยแล้ว มือที่เกาะชายเสื้อเขาสั่นเป็นเจ้าเข้า

 

...ถ้าจะหาเรื่องกันก็อย่ามาหลบหลังคนอื่นสิเว้ย!

 

“หืม แล้วเจ้านี่ใคร ข้าไม่เคยเห็น” โดคุเอมอนเลิกคิ้ว จากนั้นโน้มตัวเข้ามาหาไมลส์ แลบลิ้นสองแฉกออกมาดมกลิ่น ส่งเสียงฟ่อ ๆ วนเวียนอยู่แถวศีรษะและลำคอ ไมลส์รู้สึกเหมือนถูกคุกคามอย่างรุนแรง ถอยหลังไปชนต้นไม้ ยืนเหงื่อตก หลับตาปี๋

 

“หน้าตาก็ออกจะน่ากิน แต่ทำไมกลิ่นเหมือนทามาฮิเดะขนาดนี้” มันกระซิบเสียงต่ำ ท่าทางไม่ชอบใจนัก “ไม่ไหว ๆ อย่างนี้จะไปมีอารมณ์ได้ยังไง”

 

...เอ๊ะ!? ว่าไงนะ?

 

คำถามเพิ่งผุดขึ้นมาในหัว อยู่ ๆ ก็มีมือของใครบางคนดึงเขาออกมาจากสถานการณ์อันตรายนั้น ไมลส์ลืมตาขึ้น เห็นแผ่นหลังของทามาฮิเดะบังเขาเอาไว้ ขู่เสียงเกรี้ยวกราดว่า

 

“หมอนี่เป็นน้องของข้า เจ้ากล้ายุ่งหรือ!”

 

“แหม ๆ ที่แท้ก็น้องของเจ้านี่เอง ถึงว่า กลิ่นเหมือนกันมาก” โดคุเอมอนหัวเราะเสียงต่ำ “ปล่อยพวกหน้าใหม่มาเดินเพ่นพ่านไม่ดีนะ หน้าตาดี ๆ แบบนี้ เดินไม่รู้เหนือรู้ใต้ระวังจะโดนปีศาจตัวไหนคาบไปกินเอา ยิ่งท่าทางยิ่งไม่ประสีประสาอยู่ด้วย”

 

เดี๋ยว...’ กิน’ ของแกมันมีความหมายยังไงกันแน่ หา?! ไอ้งูวิปริต!

 

“เจ้านั่นแหละตัวอันตราย! หากไม่อยากโดนข้าอัดน่วมอีกรอบก็ไปซะ!” ทามาฮิเดะคำราม

 

“น่าเสียดาย…น่าเสียดาย...” อสรพิษหนุ่มโคลงศีรษะ จากนั้นก็จากไปพร้อมกับปีศาจบริวาร ไมลส์ถอนหายใจอย่างโล่งอก แข้งขาอ่อนแรง

 

“หมอนั่นมันอะไรกัน น่าขนลุกชะมัด”

 

ทามาฮิเดะไม่ตอบ แต่กระชากมือของเขา เดินฝ่าฝูงชนออกไปทันที

 

“เดี๋ยว! อะไรของเจ้าเนี่ย!” ไมลส์ร้องตะโกน

 

“ท่านทามาฮิเดะ ข้าไปด้วย!” คิทาโร่กำลังจะวิ่งตามไป แต่ซาบุโร่ตะปบหางไว้ได้ก่อน จากนั้นแปลงร่างเป็นมนุษย์ หิ้วทานูกิน้อยไปอย่างรู้หน้าที่

 

“ปล่อยพวกเขาไป คิทาโร่ พวกเราไปเล่นจับคู่เปลือกหอย [2] กับยูกิอนนะทางโน้นกันดีกว่า” คาไมทาจิตัวสุดท้องชี้ไปที่วงเล่นเกมข้างลานแสดง

 

“ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอ๊า!!!!”

 

[2] จับคู่เปลือกหอย หรือ ไคอะวาเสะ เป็นเกมอย่างหนึ่งในยุคเฮอัน ปัจจุบันพัฒนามาเป็นไพ่คารุตะค่ะ

 

 

ทามาฮิเดะลากเขาออกมาทางท้ายหมู่บ้าน ห่างไกลผู้คนไปเรื่อย ๆ สีหน้าเคร่งเครียดไม่พูดไม่จา ไมลส์พยายามนึกว่าตัวเองไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจตรงไหนอีก แต่ก็นึกไม่ออก

 

‘เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย!’ เขาโอดครวญกับพี่สาวในจิตสำนึก

 

[หมอนั่นคงกลัวนายจะเป็นเหยื่อโดคุเอมอนนั่นแหละ] ไลล่าอธิบาย [สองคนนั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน เจอกันทีไรตีกันตลอด]

 

‘หมอนี่เนี่ยนะ? เป็นห่วง?’

 

[เครื่องรางปกปิดตัวตนที่นายห้อยอยู่ ซาบุโร่เป็นคนเอามาให้ก็จริง แต่คนทำคือทามาฮิเดะ แถมเพื่อให้ได้พลังสูงสุด หมอนั่นถึงขั้นกรีดเลือดเขียนอาคมให้เลยนะ ไม่เชื่อลองเปิดถุงเครื่องรางดูสิ]

 

‘เขียนเอง..ด้วยเลือดเนี่ยนะ!’ ไมลส์ก้มลงมองเครื่องรางหน้าตื่น ไม่รู้จะประทับใจหรือตกใจดี แต่ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมปีศาจงูนั่นถึงได้บอกว่ากลิ่นอายของเขาเหมือนทามาฮิเดะ ‘ว่าแต่...ทำไมพี่ถึงรู้ได้’

 

[ตอนที่นายหลับ ฉันก็วนเวียนรอบถ้ำไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็เห็นเข้าน่ะสิ หมอนั่นใส่ใจนายมากกว่าที่นายคิดมากนะ...ไมโล]

 

ไมลส์นิ่งเงียบ กำถุงเครื่องรางจนแน่น จากนั้นเงยหน้ามองอีกฝ่าย ทามาฮิเดะยังคงลากเขาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่หันมามอง สีหน้าบึ้งตึงเย็นชา แต่ไม่รู้ทำไม ไมลส์ถึงรู้สึกว่ามือที่กุมอยู่นี้อุ่นเหลือเกิน

 

หลังจากที่ทะเลาะกันเรื่องการฝึกวิชา พวกเขาก็แทบไม่ได้พูดกันเลย วันนี้ก็เพิ่งจะเห็นหน้ากันที่งานชุมนุมนี่เอง เขาจึงคิดว่าทามาฮิเดะคงรำคาญจนเลิกสนใจเขาแล้วเสียอีก

 

...ที่แท้เขาคิดผิดไปถนัด

 

พวกเขาเดินอยู่หลายนาที ผ่านบ้านเก่าคร่ำคร่าจนกระทั่งสุดทางเดิน ณ ที่นั้นมีต้นซากุระใหญ่ต้นหนึ่งตั้งอย่างโดดเดี่ยว ผลิดอกเป็นสีสันตัดกับต้นไม้และภูเขาโดยรอบ

 

ทามาฮิเดะหยุดฝีเท้าลง กวาดตามองโดยรอบครู่หนึ่ง พอมั่นใจว่าไม่มีใครแล้ว จึงจับไหล่เขา จากนั้นก็ใช้สายตาดุจ้องสำรวจใบหน้า ลำคอ แถมยังทำท่าเหมือนอยากจะกระชากเสื้อออกมาดูด้วย แต่ก็ยั้งมือไว้ก่อน เค้นถามว่า

 

“มันทำอะไรเจ้าหรือเปล่า?!”

 

“ใคร? ...อ๋อ หมายถึงโดคุเอมอน? ไม่หรอก เพราะครื่องรางของเจ้านั่นแหละ หมอนั่นเลยบอกว่ากระเดือกไม่ลงน่ะ สบายหายห่วง” ไมลส์ตอบติดตลก พยายามคลายบรรยกาศตึงเครียด “ช่วยได้มากจริง ๆ”

 

“เจ้ารู้?” ทามาฮิเดะหน้าตื่น จากนั้นก็บ่นขมุบขมิบ “ซาบุโร่ปากโป้งหรือ..มันน่านัก...ข้าไม่บอกเพราะหากรู้ว่าเป็นของที่ข้าทำให้เจ้าอาจไม่ยอมใส่ แต่เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว”

 

“ไม่มีใครปากโป้งหรอก ข้ารู้ได้เองน่ะ แต่ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าจะไม่ยอมใส่ล่ะ?” ไมลส์เลิกคิ้ว

 

“ก็...เจ้าบอกว่าไม่ต้องการให้ใครมาปกป้อง...เลยคิดว่าเจ้าคงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากข้าอีกต่อไปแล้ว”

 

ไมลส์หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ที่แท้หมอนี่ไม่ได้โกรธเขาด้วยซ้ำ แต่กลัวเขาจะโกรธต่างหาก พวกเขาไม่ได้คุยกันเพราะความเข้าใจผิดและทิฐิงี่เง่าแท้ ๆ

 

“ข้าพูดแบบนั้นเพราะเจ้าบอกให้ข้าอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรน่ะสิ แต่ถ้าเจ้าหยิบยื่นน้ำใจให้ในฐานะสหายที่เท่าเทียม ทำไมข้าจะไม่รับไว้ล่ะ”

 

ไมลส์พูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทามาฮิเดะชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพแบบนี้สักช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อนานแสนนานมาแล้ว

 

ตอนนั้น ใครบางคนก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่าหรือเรื่องหนักหนา แต่สุดท้ายก็ยังคงยิ้มให้เขาเสมอ แม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย

 

ทามาฮิเดะปวดหัวจี๊ดขึ้นมารอบหนึ่ง นิ่วหน้า

 

“เจ้าไม่สบาย?”

 

“ปวดหัวนิดหน่อย” ทามาฮิเดะตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ที่ข้าลากเจ้ามาตรงนี้ ที่จริงก็มีเรื่องจะคุยกับเจ้าอีกอย่าง”

 

“เรื่องอะไรหรือ” ไมลส์ถาม พลันเห็นทามาฮิเดะยื่นห่อผ้าขนาดใหญ่อันหนึ่งให้เขา ที่จริงอีกฝ่ายก็ถือมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะมัวแต่ตกอยู่ในห้วงความคิดตัวเองเลยไม่ทันสังเกต ไมลส์รับมันมาอย่างงุนงง

 

“เปิดดูสิ” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยเร่ง

 

ไมลส์แกะห่อผ้า ทั้งน้ำหนักและรูปร่างที่คุ้นเคยทำให้เขาเดาได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร จึงไม่ประหลาดใจเท่าไหร่

 

กาคุบิวะ

 

ทั้งที่ดูจากสภาพก็รู้ว่าไม่ใช่ของดีอะไรมากมาย เป็นแค่เครื่องดนตรีพื้น ๆ อันหนึ่ง แต่ไม่รู้ทำไม ไมลส์ถึงดีใจมาก

 

“ข้าเคยหามาให้เจ้าแล้วรอบหนึ่ง แต่ดันทำพังไปซะก่อน การประลองในงานชุมนุมวันนี้ข้าเลยสู้พนันเอาบิวะกับปีศาจตนหนึ่ง เห็นมันโม้นักหนาว่าเป็นของดี แต่ที่ไหนได้…”

 

“ไม่หรอก แค่นี้ก็ดีแล้ว” ไมลส์ส่ายหน้า ยิ้มตอบ “ขอบใจนะ เจ้าดีกับข้าเกินไปแล้ว”

 

“ก่อนจะพูดแบบนั้น” ทามาฮิเดะกระแอมออกมา พูดด้วยน้ำสียงที่สั่นนิด ๆ เพราะความตื่นเต้น “ดูพัดนั่นให้เรียบร้อยก่อน”

 

พออีกฝ่ายทัก ไมลส์ถึงได้เห็นว่าในห่อบิวะมีพัดอยู่หนึ่งอัน ไมลส์กางมันออก พบว่ามีกลอนทังกะ [3] บทหนึ่งอยู่ในนั้น เขียนด้วยลายมือที่ไม่สวยนัก แต่หนักแน่นมั่นคง

 

[แสงอาทิตย์แผดจ้า

ขับไสจันทราให้ลาลับ

ยามคืนผันกลับกัน

ดาวทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วม

รอวันข้ามฟ้ามาบรรจบ]

 

[กรี๊ดดดด!!!!] ไลล่ากรีดร้องลั่นจนอื้ออึงไปทั้งหัว [นี่มันกลอนรัก! กลอนรัก! หมอนี่ส่งกลอนรักให้นายแน่ะ!]

 

ไมลส์ตะลึงจนตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว

 

ในกลอนบทนี้ ทามาฮิเดะเปรียบตัวเองที่เป็นปีศาจและเขาที่เป็นองเมียวจิเหมือนดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า ส่วนประโยคสุดท้ายที่บอกว่ารอวันมาบรรจบ ก็คือรอหวังว่าได้อยู่คู่เคียงคู่กันนั่นเอง มันเป็นการเปรียบเปรยที่เรียบง่าย ไม่มีคำหวาน แต่ก็เข้ากับนิสัยปากไม่ตรงกับใจของหมอนี่มากทีเดียว

 

ที่แท้ทามาฮิเดะก็คิดกับเขาแบบนี้

 

แต่น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปอย่างไร

 

เขาไม่ได้รังเกียจทามาฮิเดะ ตรงกันข้าม หมอนี่ช่วยเขามามากมาย เขาย่อมต้องรู้สึกดีด้วยมากอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่เป็นผู้ชายเหมือนกันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะในโลกของเขา ความรักนั้นข้ามขอบเขตของเพศหรือแม้แต่ขอบเขตของชีวิตอย่างมนุษย์กับเอไอมานานแล้ว แต่ปัญหาคือ เขาไม่อยากจะคิดเรื่องความรักตอนนี้

 

ไวรัสอย่างโอทสึงุยังไม่ถูกกำจัด ตัวเขายังต้องคอยอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง หากตอบรับไปตอนนี้รังแต่จะสร้างปัญหา แล้วอีกอย่าง สาเหตุที่เขารู้สึกดีด้วยเป็นพิเศษเพราะส่วนหนึ่งเชื่อว่าทามาฮิเดะคือออสมอนด์ คนเดียวกับคริสโตเฟอร์คนนั้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว ด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวไมลส์ก็ยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ หากบังเอิญว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ออสมอนด์ ไมลส์ก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกของตัวเองจะเปลี่ยนไปหรือไม่

 

นี่ไม่ใช่เวลาที่ดีเลย

 

ทามาฮิเดะจับแขนทั้งสองของเขา โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคมสีดำจ้องมาแฝงความหมายบางอย่าง ทั้งกังวล ทั้งคาดหวัง ทั้งแฝงความปราถนาเจือจางอยู่ในนั้น มันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย

 

ริมฝีปากของทามาฮิเดะอยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงฝ่ามือกั้น ไมลส์ดันตัวอีกฝ่ายออกเล็กน้อย แล้วบอก

 

“ข้าขอเวลาหน่อยได้หรือไม่”

 

แววตาของทามาฮิเดะเจือแววผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยอมหยุดแต่โดยดี ถอนหายใจเบา ๆ

 

“จะยอมได้เมื่อไหร่”

 

...ไม่ใช่จะให้คำตอบได้เมื่อไหร่ แต่จะยอมได้เมื่อไหร่งั้นเรอะ?! หมอนี่นี่มัน…

 

“ไว้ข้าจัดการเรื่องโอทสึงุเรียบร้อยแล้ว ค่อยว่ากัน”

 

“เข้าใจแล้ว ข้าจะรอ” จิ้งจอกหนุ่มกล่าว “แต่มีเรื่องหนึ่งที่รอไม่ได้”

 

“อะไร” ไมลส์ย่นหัวคิ้ว

 

“เจ้าเคยบอกว่าจะเล่นบิวะให้ข้าฟังเพลงหนึ่ง จำได้หรือไม่ แต่ยังไม่จบเพลง ก็ถีบข้าลงน้ำก่อน ตอนนี้เจ้าได้บิวะไปแล้ว ก็ต้องรักษาคำพูด”

 

“เรื่องนี้เอง...ย่อมได้” ไมลส์ถือบิวะไปยังใต้ต้นซากุระ แล้วนั่งขัดสมาธิ เตรียมพร้อมเล่น “เช่นนั้นเล่นตรงนี้ก็แล้วกัน”

 

ทามาฮิเดะนั่งตาม เท้าคางรอฟัง

 

“ว่าแต่ เรื่องพวกนี้ เจ้าวางแผนไว้หมดแล้วเหรอ ทั้งต้นซากุระนี่ ทั้งบิวะ ทั้งจดหมาย”

 

ทามาฮิเดะพ่นลมหายใจดังพรืด “แรกสุดข้าตั้งใจเอาให้เจ้าตอนจบงาน ดวงไฟทั้งหมดจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า มันสวยกว่าที่นี่มาก แต่ข้าดันทะเลาะกับเจ้า แถมยังเจอโดคุเอมอนอีก ทุกอย่างก็เลยผิดแผนไปหมด”

 

ไมลส์หัวเราะเบา ๆ

 

“เป็นแบบนี้ ดีแล้ว”

 

จากนั้นเขาก็เริ่มบรรเลงบิวะ ท่วงทำนองเพลงบทหนึ่งดังขึ้น มันเรียบเรื่อย ไม่หวือหวา แต่ชวนให้คนฟังรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ทามาฮิเดะมองคนเล่น แล้วยกยิ้มบางเบา

 

ดวงดาวพร่างพรายเต็มฟ้า ที่ใต้ต้นซากุระ หนึ่งคนหนึ่งปีศาจนั่งด้วยกัน ไม่มีคำพูดใด ๆ แค่เสียงบิวะที่ดังแว่วมา

 

 

[3] กลอนทังกะ เป็นกลอนญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง มีฉันทลักษณ์คือ 5 7 5 7 7 ไม่ได้มีบังคับสัมผัสแบบกลอนไทย แต่จะไปเล่นพวกคำพ้อง คำเปรียบเปรย ฯลฯ เฉพาะทางภาษาญี่ปุ่นแทน

________________

 

A.L. Lee
 

ในที่สุดก็ได้เขียนสิ่งที่อยากเขียนมาตลอดตั้งแต่เปิดArc นี้ คือการเขียนกลอนเขียนจดหมายจีบกันค่ะ ฮา ลีว่ามันเป็นอะไรที่โรแมนติกมาก ๆ แต่เนื่องจากแต่ด้วยฉันทลักษณ์กลอนญี่ปุ่น มันก็เลยสุดความสามารถได้แค่นี้ค่ะ และลีชอบการเปรียบเปรยกับธรรมชาติ มากกว่าพร่ำเพ้อออกมาตรง ๆ  ดังนั้นถ้ามันอ้อมค้อมไปจนดูไม่ออกว่าเป็นกลอนรัก หรือรู้สึกว่ามันไม่เพราะ อันนี้เป็นความด้อยสามารถด้านกลอนของลีเอง TwT  แต่ถ้ามีคนชอบก็ดีใจค่ะ
 

อย่างที่เคยบอกค่ะ เดือนนี้ยุ่ง ๆ อาจจะอัปช้าหน่อยนะคะ ขอบคุณทุกคนค่ะ //คำนับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 145 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

437 ความคิดเห็น

  1. #257 sakura17 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 13:11
    เป็นตอนที่อ่านแล้วยิ้มม รู้สึกดีแต่ตอบรับตอนนี้ไม่ได้ ไม่เป็นไรนะอย่างน้อยก็รู้ใจพี่แล้ว
    ขำตอนหาเรื่องโดคุเอมอนกันแล้วพากันหลบหลังไมล์กันหมด น่ารักจัง5555
    #257
    0
  2. #130 StupidDesu (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 06:18
    ไม่ไหวแล้วแม่!!! วิธีการจีบของคนซึนๆมันดาเมจแรงไปแล้วววว
    #130
    0
  3. #129 miyuukiMF (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 05:44

    เย้ย ยัยพี่ ถึงจะซึนแต่ก็จีบเป็นนะค้าบบบ

    #129
    0
  4. #128 Pswmp (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 23:21
    ชั้นชอบการจีบแบบทามาฮิเดะ มันดูห่ามๆดี555555 ชอบๆๆๆๆๆ
    #128
    0