An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 28 : Arc2.13 ยุ่งเหยิง(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    27 ก.ค. 63

ถึงภายนอกจะดูสวยและอบอุ่น แต่ภายในตัวเรือนกลับเงียบมาก ตัวไม้ค่อนข้างเก่า ทุกครั้งที่ไมลส์ย่ำไปก้าวหนึ่งก็จะได้ยินเสียงดังแอ๊ดของพื้นไม้ทีหนึ่ง บางครั้งแค่เห็นเงาวูบไหวของต้นไม้ก็สะดุ้งโหยง

 

เขาลอบเข้าไปในห้องนอนของโอทสึงุ ภายในห้องนั้นโล่ง นอกจากกระดานโชคุบังที่ใช้ทำนาย กับโต๊ะวางของเล็ก ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นอีก พอลองหาตามพื้นไม้หรือชั้นวางของ ก็ไม่พบว่าจะมีช่องลับแต่อย่างใด ห้องอื่นทั่วเรือนก็เช่นกัน หลังจากค้นไปหลายชั่วโมง ไมลส์ก็ยอมแพ้ นั่งลงกับพื้น นิ่วหน้า

 

‘ไม่เจอเลย…หรือว่าจะคิดผิด?’

 

[หมอนั่นคงไม่โง่ขนาดเก็บหลักฐานมัดตัวไว้ในเรือนที่มีคนเข้าออกตลอดเวลาหรอก…]

 

‘รู้แล้วน่า ผมคงคิดง่ายไป…’ เขาเขี่ยนิ้วบนพื้นไม้ไปมา ‘นอกจากในบ้านแล้ว หมอนี่จะเก็บที่ไหนได้อีกนะ’

 

ตอนนั้นเองที่เหลือบไปเห็นอาคารเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกจากเรือนหลัก มันถูกทิวไม้บดบังจนหากไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น

 

[เรือนเล็กนั่น…เมื่อก่อนไม่มีไม่ใช่เหรอ?] ไลล่าถามด้วยความแปลกใจ

 

ไมลส์พยักหน้า ก่อนที่จะเกิดเรื่องกับโยเฮย์ เขาก็เคยมาบ้านโอทสึงุอยู่บ้าง แถมยังเดินรอบด้วยซ้ำ แต่จำได้ว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน จึงรีบลุกขึ้นไปดู

 

…สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

เรือนนั้นไม่ใหญ่นัก ปิดทึบ มีประตูคู่บานใหญ่ที่ถูกลงดาลไว้เป็นทางเข้าเพียงทางเดียว มองดูอย่างไรก็ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่เหมือนห้องเก็บของมากกว่า

 

เขาลองใช้ยันต์ตรวจสอบ แต่สัมผัสไม่พบว่ามีอาคมลงไว้เลย

 

…ประมาทเกินไปหรือเปล่า?

 

ไมลส์รู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ก็ตัดสินใจวาดอาคมลงบนประตู ครู่หนึ่งดาลประตูก็เลื่อนออกดังแกร๊ก

 

ห้องนั้นกว้างราวแปดเสื่อ แต่เพราะไม่มีหน้าต่าง ภายในจึงมืดและอับชื้น แต่ฝุ่นไม่มาก เหมือนมีคนเข้ามาทำความสะอาดเป็นประจำ สองข้างผนังขนาบด้วยชั้นวางที่มีของหลายอย่างอัดแน่น ทั้งอุปกรณ์ทำนาย ม้วนบันทึก แท่นหมึก รวมถึงลังใส่ของอีกมากมายจนแยกไม่ออก

 

“ไม่ใช่…ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่”

 

ไมลส์ปิดประตู แล้วหันมาไล่ดูม้วนบันทึกไปทีละอัน พอเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องก็โยนทิ้ง กองนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภูเขาย่อม ๆ พอถึงม้วนสุดท้ายก็โอดครวญออกมา

 

“หมดแล้ว อะไรกัน ไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรเลย มีแต่ตำราพื้นฐานกับบันทึกสูตรอาหารเท่านั้นเอง แม้แต่วิชาเกกไกระดับสูงที่ตัวเองคิดค้นก็ไม่ได้บันทึกไว้ หมอนี่จำทุกอย่างไว้ในสมองหรือไง?”

 

[ยังเหลือข้างบนอีกนะ]

 

พอไลล่าพูด ไมลส์ถึงได้เห็นว่าชั้นบนสุดมีลังไม้อยู่อีกหนึ่งลัง แต่เนื่องจากตัวเล็ก เขาจึงต้องปีนชั้นวางของจึงจะเอื้อมถึง ท่าทางทุลักทุเลสิ้นดี

 

พอคว้าสิ่งที่ต้องการไว้ได้ ชั้นที่เหยียบอยู่ก็หักเป๊าะ

 

เกิดเสียงโครมครามดังสนั่น ไมลส์ร่างกระแทกพื้น รู้สึกเหมือนก้นกบร้าวระบม สูดปากร้องซี้ดออกมารอบหนึ่ง พอหายตกใจถึงได้เงยหน้าขึ้น เห็นว่าลังนั้นแตกไปแล้ว นาฬิกาหลากสีสันกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น

 

…นาฬิกา!?

 

เขาพุ่งตัวไปทันที พอหยิบมาดูมือก็สั่นไปด้วย ของพวกนี้คือแท็บไม่ผิดแน่ แถมยังมีเป็นสิบ ๆ ชิ้น แต่คนที่เข้ามาในโลกเสมือนจริงจะใช้แท็บแค่คนละชิ้นเท่านั้น และถ้าจิตสำนึกยังดีอยู่ไม่มีทางมีใครแย่งไปได้เด็ดขาด หมายความว่า…

 

โอทสึงุ…ไวรัส…จัดการผู้แล่นแถยังยึดแท็บมามากมายชนาดนี้…จะเอาไปทำอะไรกัน?

 

แท็บอันหนึ่งส่องแสงกะพริบวูบวาบ ฉายภาพลงบนพื้นติด ๆ ดับ ๆ เป็นแลขฐานสองยาวเหยียดวิ่งขึ้น จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปเป็นรูปวงเวทวงกลมและดาวห้าแฉก หลากหลายแบบเปลี่ยนไปมา ไมลส์มองมันอย่างตะลึงตาค้าง

 

นี่มัน…

 

[ไมโล! ข้างบน!]

 

อยู่ ๆ ไล่ล่าก็หวีดร้องขึ้น บนลังที่แตกกระจายมีแสงเลือนรางของวงเวท จากนั้นบนเพดานก็มีเงาสีดำประหลาดเป็นเส้นยั้วเยี้ยโผล่พรวดลงมา จากนั้นแทงเข้าทั่วร่างกายเขาโดยยังที่ไม่ทันได้เงยหน้ามอง

 

…ชิท

 

เงาดำนั้นทะลุทั้งแขน ขา ศีรษะ ลำตัว ไมลส์ล้มลงกับพื้น ทว่าไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ เกิดขึ้น แม้แต่ตอนหัวกระแทกพื้นก็ไม่รู้สึกอะไร สายตามองเห็นแต่เพดานมืด ๆ ส่งเสียงไม่ได้ ขยับแขนขาไม่ได้ แม้แต่นิ้วก็กระดิกไม่ได้ เป็นเหมือนหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง แต่สติยังคงรับรู้ได้ทุกอย่าง

 

…ซวยแล้ว

 

หลังจากอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างนั้นราวสิบนาที ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเดินมาทางประตู ก่อนจะหยุดลงข้างเขา

 

ดวงหน้าของโอทสึงุยื่นเข้ามาในคลองสายตา แสงไฟจากตะเกียงในมือสะท้อนจนเกิดเงาบดบังกว่าครึ่ง ดูสีหน้าไม่ออก เขาก้มลง เลิกแขนเสื้อของไมลส์ขึ้น พอเห็นแท็บที่ข้อมือ ตาก็เป็นประกาย

 

“นึกไม่ถึงว่าจะเป็นผู้เล่น คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่วางกับดักไว้” องเมียวฮากาเสะปล่อยมือออก จากนั้นลูบนกกระจอกสีดำบนบ่าไปพลาง พูดกับเขาไปพลางด้วยภาษาปัจจุบัน “เสียใจด้วยนะ โยชิอากิ…ไม่สิ แกชื่อจริงชื่ออะไรกัน?”

 

ไมลส์ปิดปากเงียบ

 

“ลืมไป พูดไม่ได้สินะ แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวยึดแท็บมาได้ฉันก็รู้อยู่ดี”

 

โอทสึงุหัวเราะในลำคอ แล้วกระชากผม ดึงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาขึ้น เพราะกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ เลยได้แค่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างแข็งกร้าวเท่านั้น

 

“แววตาดีมาก ถ้ามีเวลาฉันก็อยากจะเล่นสนุกด้วยสักหน่อย” พูดมาถึงตรงนี้ก็เอามือกอบกุมรอบลำคอของเขามุมปากเยาะยิ้ม แต่ดวงตาไม่ยิ้มด้วย “น่าเสียดายที่แท็บจะยึดมาได้ก็ตอนพริบตาที่ตายเท่านั้น…ออกจากโลกนี้แล้วไปอยู่กับคนอื่น ๆ ในมิติที่สี่ไปก็แล้วกัน”

 

น้ำหนักที่กดมาของมือนั้นมหาศาลเกินกว่าจะเรี่ยวแรงของมนุษย์ วินาทีนั้น ไมลส์คิดว่าตัวเองต้องตายเหมือนโลกก่อนแน่แล้ว แต่ทันใดนั้นก็เกิดเสียง โครม ดังสนั่น เกกไกแตก หลังคาพังเป็นรูโหว่ พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตกลงมา ถีบโอทสึงุกระเด็นติดกำแพง ไมลส์ร่วงลงกับพื้นอีกรอบ แต่คราวนี้หัวยังไม่ทันสัมผัสพื้น ก็เกิดลมหมุนข้างตัว เพียงพอนตัวถือกระปุกยาก็จับเขาไว้

 

“เกือบไปแล้ว ๆ ขืนสมองกระทบกระเทือนสองรอบในหนึ่งวัน อาจจะเอ๋อไปเลยก็ได้”

 

…ฉันควรขอบใจพวกนายใช่ไหม?

 

“หยุดพูดมากแล้วรักษาหมอนั่นก่อน ซาบุโร่!”

 

ทามาฮิเดะตะโกน พลางเงื้อมือเตรียมฆ่าไวรัส แต่นกกระจอกกลับพุ่งปราดเข้ามา กลายร่างเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดสีดำขลับ ดวงตาสีแดงคมปลาบ แต่มีปีกสีดำแทนแขนทั้งสองข้าง พริบตาที่แปลงร่างนั้น ขนนกปลิวกระจายไปทั่ว ดูดกลืนแสงทุกอย่างจนมืดลง เขามองไม่เห็นไปชั่วขณะ จึงเสียหลักวืด

 

“โยซุสุเมะ! [1] ” จิ้งจอกหนุ่มคำราม

 

[1] ปีศาจนกกระจอก ดูดกลืนแสงรอบตัว ปกติจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มในตอนกลางคืน ชิงแสงสว่างขนองผู้คนที่เดินทางไปมา

 

นกกระจอกราตรีบินหนีกรงเล็บที่ตะปบเข้ามาได้ก็หัวเราะคิกเหมือนจงใจหยอกล้อ ทำให้ทามาฮิเดะโกรธขึ้นไปอีก เขาไล่ตะปบ แต่เพราะความมืดจากนกนั้น สุดท้ายเลยไม่โดนตัวอีกฝ่าย กลับทำให้ผนังมีรูเป็นแถบ ส่วนโอทสึงุอาศัยจังหวะนั้นฉีกยันต์แผ่นหนึ่ง แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“ท่านทามาฮิเดะ นกนี่ให้พวกข้าจัดการเอง”

 

คาไมทาจิอีกสองตัวรีบเข้ามาจัดการกับโยซุสุเมะ ไล่ต้อนนางไปอีกทาง ทามาฮิเดะจึงได้กลับมาสนใจองเมียวจิตัวร้ายอีกครั้ง ทั้งสองซัดกันจนประตูพังลง จากนั้นก็ไปสู้กันต่อด้านนอก ไมลส์มองไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจน

 

ซาบุโร่ถ่างเปลือกตาของเขา จับชีพจร จากนั้นก็ใช้จมูกเล็ก ๆ นั่นดมรอบตัวเขาฟุดฟิด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น

 

“ไม่ใช่พิษ แต่โดนตัดการเชื่อมต่อระหว่างวิญญาณกับร่างกาย อย่างนี้ต้องใช้พลังวิญญาณรักษา”

 

ว่าแล้วก็เอาอุ้งเท้าเล็ก ๆ มาแตะที่ต้นคอเขา หลับตารวบรวมสมาธิ กระแสพลังอุ่น ๆ แทรกเข้ามา เหมือนทำนบที่เกิดรอยร้าวเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกกระแสน้ำพัดจนพังทลาย จนทางเดินน้ำกลับมาลื่นไหลตามธรรมชาติในที่สุด

 

ไมลส์สะดุ้งเฮือก ขยับตัวได้ก็หอบหายใจเหมือนต้องการโกยอากาศรอบบริเวณเข้าปอดให้หมด พอเต็มอิ่มแล้วจึงพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ”

 

เพียงพอนน้อยเชิดหน้าอย่างพออกพอใจ

 

ทางด้านจิ้งจอกหนุ่ม เขาวิ่งไล่กวดโอทสึงุ พออีกฝ่ายปายันต์มาก็รีบหลบ หมุนตัวแล้วสะบัดพวงหางทั้งเก้าฟาดเข้า แต่โอทสึงุกลับตั้งแขนขึ้นพร้อมกับยันต์อันใหม่ พริบตานั้น ทามาฮิเดะรู้สึกว่าหางของตัวเองปะทะเข้ากับพลังอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น โดนกระแทกกลับออกไปหลายชะคุ เขายืนซวนเซ อวัยวะภายในปั่นป่วน จนกระอักเลือดออกมาคำโต

 

โอทสึงุสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ ๆ ก็ทรุดลงไปทั้งอย่างนั้น แถมยังมีสีหน้าเจ็บปวดเหลือประมาณ

 

“ท่านโอทสึงุ!”

 

ฟูยูฮิสะวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตะลึง พอมองเห็นทามาฮิเดะ แววตาก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นในฉับพลัน รีบคว้าสร้อยประคำขึ้นมา พูดเสียงลอดไรฟันว่า “เจ้า! ....เป็นตายวันนี้ก็ต้องกำจัดให้ได้”

 

ด้านหลังฟูยูฮิสะยังมีองเมียวจิอีกหลายคนตามมาด้วย นับรวมแล้วไม่ต่ำกว่าสิบ จะเรียกว่ายกมาทั้งองเมียวเรียวเลยก็ว่าได้ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขาด้วยความชิงชังล้ำลึก ตั้งท่าพร้อมต่อสู้เต็มที่

 

ทามาฮิเดะตวัดสายตามองโอทสึงุที่กำลังลอบยิ้มมุมปาก ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาในฉับพลัน ที่แท้ยันต์ที่มันฉีกไปเป็นยันต์ส่งสาร ตั้งใจเล่นบทคนอ่อนแอผู้กำลังเข้าตาจน กลับดำเป็นขาว

 

“ท่านทามาฮิเดะ รีบไปกันก่อนเถอะขอรับ!”

 

ซาบุโร่ในร่างคนพยุงเด็กหนุ่มออกมา ถึงจะขยับตัวได้แล้ว แต่ร่างกายยังอ่อนแอเกินกว่าจะเดินหรือวิ่งได้ หากปล่อยทิ้งไว้ที่นี่ ไม่นานคงโดนองเมียวจิชั่วนั่นฆ่าตายแน่

 

ทามาฮิเดะตัดสินใจในฉับพลัน แย่งตัวไมลส์มาจากคาไมทาจิน้อย จากนั้นอุ้มเขาลอยขึ้นด้วยท่าเจ้าหญิง

 

…ท่าเจ้าหญิง!!!

 

“เดี๋ยว ๆ ๆ! ปล่อยข้าลง ข้าเดินเองได้” ไมลส์เค้นแรงอันน้อยนิดร้องต่อต้านทันที

 

“หากไม่อยากตายก็อยู่เงียบ ๆ” ดุเสร็จก็หันไปตะโกนเรียกคาไมทาจิอีกสองตัวที่กำลังไล่จับโยซุสุเมะอยู่ “พวกเรา กลับ!”

 

จากนั้นจิ้งจอกหนุ่มก็กระโดดถีบตัวขึ้นหลังคา ก่อนที่คาถาอาคมขององเมียวจิคนอื่นจะมาถึงตัวเพียงพริบตาเดียว เหล่าคาไมทาจิเองก็รวมตัวกันเป็นลมหมุนหายไป ทิ้งไว้เพียงเรือนและต้นไม้ที่พังพินาศจากการต่อสู้

 

โอทสึงุทอดมองจุดที่จิ้งจอกเก้าหางหายไป แววตาเปล่งประกายประหลาด พึมพำเบา ๆ “อย่างนี้นี่เอง…นึกว่าเป็นโยเฮย์…ที่ไหนได้…เข้าใจผิดมาตลอดหรือนี่”

 

“โยชิอากิ! ปีศาจนั่นเอาตัวโยชิอากิไปแล้ว!”

 

ฟูยูฮิสะคำรามอย่างเจ็บแค้น

 

โอทสึงุแสร้งไอออกมาเหมือนคนบาดเจ็บ แล้วพูดว่า “ฟูยูฮิสะ ข้าไม่อยากบอกเรื่องนี้กับเจ้า แต่ว่า…โยชิอากิน่ะ…”

 

คนฟังทำหน้าฉงน

 

“โยชิอากิน่ะ…เป็นพรรคพวกของจิ้งจอกนั่นไปแล้ว…หมอนั่นเป็นคนเรียกมันมาสังหารข้าเอง”

 

“ไม่จริง” ฟูยูฮิสะมีสีหน้าเหมือนโดนฟ้าผ่า เขย่าตัวองเมียวฮากาเสะหนุ่มอย่างแรง “บอกทีว่าไม่จริง! ท่านต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ ๆ”

 

“เช่นนั้นทำไมจิ้งจอกนั่นต้องเอาตัวเขาไป แล้วทำไมเขาไม่ต่อต้านอะไรเลยเล่า ทำไมเขาไม่ขอความช่วยเหลือจากเจ้า” โอทสึงุสุมไฟต่อ

 

เกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้นในหมู่องเมียวจิคนอื่น ๆ

 

“อา…มิน่าเล่า ตอนที่โยเฮย์ตาย เด็กนั่นถึงได้ไม่มีทีท่าอยากตามล่าจิ้งจอกเก้าหางเลยสักนิด แถมยังคัดค้านอีกต่างหาก”

 

“อย่าบอกนะว่าคนที่เรียกจิ้งจอกเก้าหางมาฆ่าโยเฮย์น่ะ…”

 

“เป็นไปได้สูงเชียวละ เห็นหน้าตาซื่อ ๆ แบบนั้น ไม่น่าเชื่อเลย…”

 

ฟูยูฮิสะตัวแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนเส้นประสาททั่วร่างชาดิก โอทสึงุบีบไหล่เขาเบา ๆ พูดว่า

 

“ข้ารู้ว่ามันยากที่เจ้าจะทำใจเชื่อ แต่บางครั้งโลกเราก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนที่คบหากันมาตลอดชีวิตก็ทรยศเจ้าได้” พอเห็นนัยน์ตาของฟูยูฮิสะมีเลือดแดงก่ำ ก็รู้ว่าแผนของตนสำเร็จแล้ว จึงยันตัวลุกขึ้น แล้วหันไปตะโกนบอกองเมียวจิคนอื่น ๆ

 

“ติดประกาศจับ! ทั้งปีศาจจิ้งจอกนั่น ทั้งองเมียวจินามโยชิอากิก็ด้วย ใครพบเบาะแสก็แจ้งมา ข้าจะเป็นคนจัดการกับพวกมันเอง!”

 

“รับทราบขอรับ” ทุกคนประสานเสียงพร้อมกัน

 

โยซุสุเมะบินพึ่บพั่บกลับมาเกาะไหล่ โอทสึงุลูบมันเบา ๆ พลางลอบยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก แววตาเปล่งประกายของผู้ชนะ

 

________

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #373 11221622 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 18:22
    สละตำแหน่งพระเอกเถอะ
    #373
    0
  2. #254 sakura17 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 12:46
    ร้ายมากกกกกกก ร้ายตั้งแต่ฆ่าผู้เล่นชิงแท็บมาแล้ว ดูจากคำพูดแสดงว่านี่ตั้งใจฆ่าโยเฮย์เพราะคิดว่สโยเฮย์เป็นผู้เล่นด้วยใช่มั้ยเนี่ย
    #254
    0
  3. #219 After_TeaTime (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 14:29
    -สารเลวไวรัส!!! ส่วนพระเอก นายอยู่กับเพื่อนมาตั้งเท่าไหร่ แต่ไม่เชื่อเพื่อน กับเชื่อคนแปลกหน้าที่เพื่อนคิดว่าเป็นคนร้ายงั้นหรอ นายคิดว่าเพื่อนนายแกล้งร้องไห้ตอนอาจารย์นายตายงั้นหรอ ถ้าคิดแบบนั้นก็ เอ้า เชิญเข้าสายดาร์กไปเลย//ปาน้ำตา เจ็บใจว้อยยย อิไวรัสสารชั่ว!!
    #219
    0
  4. #192 Avista (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 23:22
    พระเอกจะเชื่อง่ายไปแล้ว
    #192
    0
  5. วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 20:56
    ไม่แปลกที่อาจารย์ไม่เคยบอกไร

    พระเอกนี่ นอกจากมุทะลุใจร้อนวู่วาม เชื่อคนง่ายแล้วยังหูเบาสุดๆ

    คุณพี่สาวนึกไงแต่งขยะพรรณนี้เป็นพระเอก

    อย่างร้อยก็น่าจะใส่ไอคิวให้สักหน่อยนะ
    #179
    0
  6. #115 nuttapongjatu (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 12:49
    ยิ่งอ่านยิ่งโมโห
    #115
    0
  7. #114 miyuukiMF (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 12:43

    แม่ง แม่ง แม่ง ;^; มันคับแค้นจัยยย (ขออภัยที่หยาบคาย)

    #114
    0