An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 23 : Arc2.8 เรื่องไม่คาดฝัน (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 241 ครั้ง
    4 ก.ค. 63

ที่น้ำตกแห่งหนึ่งในป่า มีน้ำไหลเอื่อยและฝูงปลาแหวกว่าย ต้นหลิวใหญ่ขึ้นอยู่หน้าโขดหินข้างน้ำตกนั้น ใบสั่นพลิ้วตามแรงลมที่พัดมา หากมองให้ดีจะเห็นว่าต้นหลิวนั้นบดบังปากถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ ขนาดใหญ่พอที่คนจะเดินเข้าไปได้

 

ในถ้ำนั้น ทามาฮิเดะนั่งผิงผนังนิ่งเหมือนรูปปั้น สีหน้าอ่อนเปลี้ย นัยน์ตาสีดำมองพื้นอย่างเลื่อนลอย หัวคิ้วขมวดนิด ๆ ราวกับขบคิดเรื่องยุ่งยากใจอยู่

 

มีเสียงสวบสาบดังขึ้น เป็นทานูกิน้อยตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในถ้ำ มันกระโดดผลุงเข้าหาจิ้งจอกหนุ่ม กลายร่างเป็นเด็กห้าขวบที่มีแก้มกลม ซบเข้ากับอ้อมอกของเขาอย่างออดอ้อน พวงห่างส่ายดุ๊กดิ๊กไปมา

 

“ท่านทามาฮิเดะ! อาการบาดเจ็บเป็นเช่นไรบ้าง คิทาโร่เป็นห่วงมากรู้หรือไม่”

 

“เดี๋ยวเถอะ ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าเด็กนี่! อย่าก่อกวนนายท่าน”

 

คาไมทาจิทั้งสามในร่างเด็กหนุ่มตามเข้ามา ตัวที่ถือเคียวรีบดึงทานูกิน้อยออก ส่วนตัวที่ถือกระปุกยาก็นำชามยาสมุนไพรไปให้ กลิ่นเหม็นเขียวโชยคลุ้งจนทามาฮิเดะทำหน้าเหยเก

 

“ดื่มเถิดขอรับ มันจะช่วยให้ท่านฟื้นฟูพลังได้เร็วขึ้น ทั้งพวกข้า ทั้งท่านยูกิอนนะ ช่วยกันรวบรวมสมุนไพรและต้มมันไว้ทั้งคืน”

 

หลังจากสู้กับองเมียวจิ ทามาฮิเดะก็สูญเสียพลังปีศาจไปกว่าครึ่ง

 

“เจ้าพวกโง่ โดนแค่นี้อย่างไรข้าก็รักษาตัวเองได้อยู่แล้ว ทำอะไรไร้สาระ”

 

จิ้งจอกหนุ่มแค่นเสียง แต่ก็ยอมคว้ายามาดื่ม รสชาติขมปร่าจนแทบคายทิ้งตั้งแต่คำแรก แต่พอเห็นแววตาวิบวับของพวกมัน ก็กลั้นใจดื่มลงไปจนหมด แล้วโยนถ้วยคืนไป “รสชาติไม่ได้เรื่อง!”

 

ทว่านอกจากเพียงพอนทั้งสามจะไม่สนใจคำบริภาษแล้ว ยังยิ้มนิด ๆ ด้วยความปลื้มอกปลื้มใจอีกต่างหาก

 

“เลิกทำหน้าแบบนั้นสักที…พวกเจ้าสามตัวยิ้มเหมือนกันไม่มีผิด มันน่าขนลุก”

 

ทามาฮิเดะทิ้งตัวลงนอนกลางพื้นหิน ประสานมือไว้หลังศีรษะ สายตาเหม่อมองไปไกล ราวกับสิ่งที่ดูอยู่ไม่ใช่ผนังถ้ำ แต่เป็นดวงดาวบนฟากฟ้า หลังจากเวลาผ่านไปครู่ใหญ่จึงเปรยว่า “พวกเจ้าเคยฝันถึงอะไรซ้ำ ๆ หรือไม่”

 

ไม่เข้าใจว่าคนพูดอยู่ในอารมณ์แบบไหน ทุกตัวจึงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

 

“ข้าว่า…ข้าชอบฝันว่าทะเลาะกับเจ้านี่น่ะ” คาไมทาจิตัวถือเคียวชี้ไปที่ตัวถือกระบอง

 

“ส่วนข้าชอบฝันว่าโดนมนุษย์จับไปทำเสื้อขนสัตว์” ตัวถือกระบองกล่าว

 

“ข้าชอบฝันว่าจับหนูได้เยอะแยะเลย” คิทาโร่พูดบ้าง

 

ทามาฮิเดะ “…”

 

“เอ่อ…พวกเจ้า…ข้าว่านายท่านไม่ได้ต้องการคำตอบแบบนั้นนะ” คาไมทาจิตัวถือกระปุกยายิ้มแหย “มีอะไรรบกวนจิตใจหรือ นายท่าน?”

 

“เปล่า…ไม่มีอะไร ช่างมันเถิด”

 

นับตั้งแต่จำความได้ ทามาฮิเดะก็ฝันถึงเรื่องหนึ่งอยู่บ่อย ๆ

 

ในฝันนั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้เขา มันเป็นยิ้มที่ดูมีความสุขมาก ทว่าพอเขาเดินเข้าไปเพื่อจะสวมกอด อยู่ ๆ ก็โดนผลักออก จากนั้นร่างกายของเด็กหนุ่มก็โดนอาวุธบางอย่างที่เขาไม่รู้จักยิงทะลุ เลือดไหลซึมออกมาจากหน้าอก แล้วเด็กหนุ่มก็จากเขาไป โดยที่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยสักคำ

 

ภาพในฝันนั้นเลือนรางมาก เขาจำใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ฝันแบบนั้นแล้วตื่นขึ้นมา เขาจะรู้สึกว่ามัน ‘จริง’ อย่างน่าประหลาด จนคิดว่ามันคงไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน หลายครั้งยังรู้สึกผูกพันกับเด็กหนุ่ม หนักเข้าก็ถึงกับเฝ้ารอคอยให้อีกฝ่ายปรากฏตัว แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม

 

หลายครั้งยังต้องเตือนตัวเองว่าอย่าละเมอเพ้อพก แต่เมื่อวันก่อน…พริบตาเดียวที่สบตากับเด็กหนุ่มองเมียวจิที่ดีดบิวะคนนั้น ก็อึ้งตะลึงไม่กล้าทำร้าย จนเกือบเป็นฝ่ายโดนเล่นงานเสียเอง สัญชาตญาณกู่ร้องบอกว่าหมอนั่นคือคนที่เขารอคอยมาตลอด และมันไม่เคยพลาด ทว่า

 

…ทำไมหมอนั่นต้องเป็นองเมียวจิด้วย

 

…แถมยังเป็นลูกศิษย์ของโยเฮย์อีกต่างหาก

 

“นายท่าน” คาไมทาจิถือกระปุกยาพูดขึ้น “ได้ยินมาว่าหมอผีโยเฮย์เองก็บาดเจ็บไม่น้อย หากนายท่านต้องการ ให้พวกข้าไป…”

 

“ไม่ต้อง! อีกไม่กี่วันก็ฟื้นพลังได้แล้ว ข้าจะจัดการเอง”

 

ทามาฮิเดะเอ่ยแล้วพลิกตัวไปอีกทาง ขบฟันแล้วพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ครู่ต่อมาคืนร่างเป็นจิ้งจอก สะบัดพวงหางสีดำทั้งเก้าปกคลุมตัวจนมิด บ่งบอกว่าไม่ต้องการสนทนาต่อ ภายในถ้ำนั้นจึงเงียบสงบลงในที่สุด

 

“พรุ่งนี้ เจ้าก็จะเข้าพิธีโมงิแล้วสินะ”

 

ที่ถนนดินหน้าเรือนของอุไดจิน ฟูยูฮิสะพูดกับคิโยมิ บิดเท้าไปมาอย่างกระวนกระวาย ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่แย้มยิ้มด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ

 

“ใช่ พรุ่งนี้ไปเราก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว” เด็กสาวพูดพลายเอานิ้วม้วนผมหน้าม้าไปมา “ท่านปู่จะตัดผมให้เรา มันจะออกมาเป็นยังไงกันนะ ไม่มั่นใจเลย”

 

“ย่อมต้องดูดีอยู่แล้ว” ฟูยูฮิสะเอ่ยชม “เคยมีใครบอกหรือไม่ว่าเจ้า…เป็นคนสวยมาก”

 

คิโยมิหน้าขึ้นสีแดงแปร๊ด “ท่านล้อเล่นแล้ว! คนรอบข้างล้วนแต่บอกว่าเราเป็นเด็กแก่นกะโหลก ไร้ความเป็นผู้หญิง”

 

“ไร้สาระ! เจ้าเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก…” เขาพูด น้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กสาว ราวกับต้องการย้ำคำนั้น “หากใครไม่เห็นค่าของเจ้า คนผู้นั้นก็ไม่มีตาแล้ว”

 

ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ เหมือนพยายามย่อยทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน

 

พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของฟูยูฮิสะก็เริ่มติดขัด ริมฝีปากสั่นระริก แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าพูดต่อ

 

“หลังจากนี้…เจ้าช่วยมาอยู่กับข้าได้หรือไม่…ตลอดไป…จนแก่เฒ่า…”

 

ความหมายของคำพูดนี้ก็คือการขอแต่งงานนั่นเอง คิโยมิยกมือขึ้นปิดปาก สีหน้าแปรเปลี่ยน ทั้งดีใจ ประหลาดใจ และกังวลใจ

 

“ท่านฟูยูฮิสะ…ได้ยินแบบนี้เราดีใจยิ่งนัก…แต่ว่า” นางเอ่ยตะกุกตะกัก “อีกไม่นานข้าต้องถวายตัวเป็นสนมขององค์จักรพรรดิ นี่เป็นการทำเพื่อตระกูล เราจึงไม่อาจ…”

 

ได้ยินแบบนั้น ฟูยูฮิสะก็มีสีหน้าปานโลกทั้งใบพังครืนลงต่อหน้า แต่สุดท้ายก็ฝืนหัวเราะออกมา “นั่นสินะ ข้าก็รู้เรื่องนี้ดี ยังพูดออกมาได้…ทำให้เจ้าลำบากใจแล้ว…ลืมเสียเถอะ อย่าได้ถือสาข้าเลย”

 

“เราขอโทษ” คิโยมิเบือนหน้าหนีอย่างปวดร้าว ฟูยูฮิสะได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น มองภาพนางวิ่งหายลับไป ท่ามกลางสวนของเรือนอุไดจินที่เต็มไปด้วยต้นซากุระที่บานสะพรั่ง

 

“อกหักหรือ”

 

ยังไม่ทันได้เศร้าเสียใจ เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น พร้อมกับสัมผัสอะไรบางอย่างที่กลางหลัง ฟูยูฮิสะสะดุ้งโหยง หันไปก็เห็นขององเมียวจิร่างสูงคนหนึ่งระบายยิ้มมีเลศนัย มือกางพัดโอกิที่ใช้จิ้มหลังเขาเมื่อครู่ออกแล้วโบกไปมา

 

“ท่านโอทสึงุ มาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ”

 

“ย่อมต้องเดินทางไปเยี่ยมท่านโยเฮย์” เขาพูดเหมือนเห็นเป็นเรื่องสนุก “แต่ดันเจอเรื่องน่าสนใจเข้าเสียก่อน เลยต้องขอแอบดูสักเล็กน้อย ข้าคงไม่ได้พลาดฉากสำคัญไปกระมัง? ‘เจ้าเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก’ สวรรค์โปรด! ถึงข้าจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าเจ้ามันเป็นคนปากหวาน แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้ ฟูยูฮิสะ”

 

“ท่าน!” ฟูยูฮิสะหน้าเห่อร้อนจนแทบไหม้แล้ว ข่มขู่ด้วยเสียงที่เหมือนลูกหมาเห่าบ๊อก ๆ “เมื่อครู่ท่านไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เข้าใจหรือไม่! หากมีใครคนอื่นได้ยินจากปากของท่าน ข้าจะ…ข้าจะ...”

 

“เอาน่า ๆ วางใจได้ ข้าไม่บอกใครหรอก” โอทสึงุหัวร่องอหาย พอสงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงดันตัวอีกฝ่ายให้ออกเดิน “แล้วท่านโยเฮย์เป็นอย่างไรบ้าง อาการคงดีขึ้นแล้วกระมัง?”

 

องเมียวจิหนุ่มพยักหน้า “พลังของปีศาจตนนั้นตีกลับเข้าร่าง ทำให้ท่านอาจารย์บาดเจ็บ สมดุลของพลังปั่นป่วน แต่หลังจากได้ดื่มยาและนั่งสมาธิ ปรับสมดุลของพลังใหม่ ก็ดีขึ้นมากแล้วขอรับ”

 

สิบนาทีต่อมาก็ถึงหน้าเรือน มองไปยังอาคารหลักที่เปิดโล่ง เห็นไมลส์กำลังคุยโยเฮย์อยู่โดยมีโต๊ะเตี้ยที่วางน้ำชาไว้คั่นกลาง สีหน้าขององเมียวจิชราดูอ่อนแรงเล็กน้อย ทว่าดวงตายังคงดูสุขุมมั่นคงเหมือนเคย มองดูเผิน ๆ ไม่อาจรู้เลยว่าร่างกายภายในได้รับบาดเจ็บสาหัส

 

โยเฮย์เห็นผู้มาเยือนก็ร้องทัก “โอทสึงุ มาเยี่ยมข้าถึงที่ น่าประหลาดใจนัก? ฟูยูฮิสะเคาะประตูลากเจ้ามาหรือไร”

 

“ในสายตาของท่าน ข้าห่างเหินเย็นชาปานนั้นเชียวหรือ” โอทสึงุแสร้งตัดพ้อ ก้าวขึ้นเรือน จากนั้นลงไปนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างโยเฮย์ สะบัดแขนเสื้อดังพึ่บ นำพัดออกมาโบกไปพูดไป “หรือบางที ข้าคงดูเป็นคนไร้มารยาทมากกระมัง”

 

โยเฮย์หัวเราะเบา ๆ “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”

 

จากนั้นองเมียวจิแห่งวังหลวงทั้งสี่ก็สนทนาพาทีกัน โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการพูดคุยเรื่องอาการของโยเฮย์ ไปจนถึงเรื่องการควบคุมและเสริมความแข็งแรงของเกกไกให้กับวังหลวง สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องของจักรพรรดิองค์ใหม่นามฮาคุซัน ที่ขึ้นครองราชย์แทนจักรพรรดิที่สวรรคตไปเมื่อครึ่งปีก่อน

 

“หากไม่นับเรื่องที่เกลียดปีศาจจนเกินเหตุ ก็นับเป็นคนที่ปราดเปรื่องผู้หนึ่ง” โยเฮย์ออกความเห็น

 

“นั่นย่อมช่วยไม่ได้ ในเมื่อจักรพรรดิองค์ก่อนที่เป็นพระบิดา โดนปีศาจจิ้งจอกหลอกลวง แถมยังสาปแช่งจนป่วยตายไป” โอทสึงุออกความเห็น “หากเป็นข้าก็คงเกลียดมากเช่นกัน”

 

ไมลส์กับฟูยูฮิสะร้องออกมาพร้อมกัน “นั่นเป็นเพราะคำสาปของทามาโมะหรือ?”

 

“โอทสึงุ เรื่องนั้นไม่มีใครยืนยันได้” โยเฮย์ปราม “เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นใช่เป็นเพราะภูตผีปีศาจเสมอไป การกล่าวหาแบบนี้ ออกจะไม่ยุติธรรม”

 

“เช่นนั้น อาจารย์ก็ไม่คิดว่าปีศาจเลวร้ายอย่างนั้นหรือ” ไมลส์ถามขึ้นอย่างคาดหวัง

 

“ออกจากปากของข้าที่สังหารพวกมันมานับไม่ถ้วน ก็ออกจะประหลาดอยู่บ้าง” เขากล่าว “แต่ใช่…มนุษย์กับปีศาจ ล้วนมีดีชั่วไม่ต่างกัน องเมียวจิย่อมมีหน้าที่ปกป้องคนจากปีศาจร้าย แต่หาใช่ทำลายพวกมันจนสิ้น จงพึงระลึกเสมอว่าโลกใบนี้เป็นที่อยู่ของปีศาจเท่าเทียมกับที่เป็นของมนุษย์”

 

“ขอรับ” ไมลส์กับฟูยูฮิสะขานรับ มีเพียงโอทสึงุที่ระบายยิ้มเข้าใจยาก เขาจิบชา เอ่ยว่า

 

“ท่านมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว ไม่เด็ดขาดเช่นนี้ เลยมีแต่ภูตผีที่แค้นเคืองท่านคอยจะจ้องเอาชีวิตอยู่เต็มไปหมดอย่างไรเล่า”

 

องเมียวจิชราหัวเราะเบา ๆ

 

ฟูยูฮิสะลากไมลส์ออกมา ปล่อยให้คนทั้งสองคุยกันต่อ จากนั้นไปนั่งวาดยันต์อยู่ในห้องข้าง ๆ แม้ว่าโยเฮย์จะรอดพ้นจากความตายมาได้ แต่ทามาฮิเดะก็ยังไม่ตายดช่นกัน ไม่แน่ว่าพวกมันอาจกำเริบเสิบสาน บุกเข้ามาทำร้ายถึงในมิยาโกะ จึงต้องเตรียมการไว้ให้พร้อม

 

“โยชิอากิ…ยันต์ของเจ้า แบบนี้ใช้การไม่ได้หรอกพลังอ่อนด้อยเกินไป นี่เจ้าขาดสมาธิใช่หรือไม่”

 

เวลาเช่นนี้ ฟูยูฮิสะทิ้งคราบฮัสกี้ขี้เล่น กลายเป็นคนจริงจังขึ้นมา เขาคัดแยกยันต์ทิ้งไปกว่าครึ่งจนคนเขียนหน้าเสีย พลังวิญญาณขององเมียวจินั้น นอกจากจะทำให้สามารถควบคุมชิคิงามิได้แล้ว ยังส่งผลต่อการเขียนยันต์และคาถาอาคมต่าง ๆ ด้วย แม้หนึ่งปีนี้ไมลส์ฝึกฝนมามากจนใช้บทเพลงปราบปีศาจได้ แต่เพราะหลายวันมานี้จิตใจว่อกแว่กไปตั้งแต่ที่ได้เจอกับทามาฮิเดะ พลังจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ใช้การไม่ค่อยได้

 

จะโทษที่เขาคิดมากก็ไม่ได้ ในเมื่อเขาต้องเป็นพันธมิตรกับออสมอนด์เพื่อช่วยกันกำจัดไวรัส แต่พอหาตัวเจอ กลับพบว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอาจารย์ไปเสียได้ อย่าว่าจะเป็นคู่หูกันเลย แค่ไม่โดนฆ่าตายก่อนก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว จึงกลุ้มใจจนคิดไม่ตกมาถึงตอนนี้

 

…จะว่าไป ดวงชะตาที่จะต้องตายโลกที่แล้วก็เป็นเพราะหมอนั่นด้วยนี่นา

 

…แบบนั้นมันสิ้นหวังเกินไปแล้วนะ คงไม่เป็นแบบนี้ทุกโลกหรอกใช่ไหม

 

มาถึงตรงนี้ ไมลส์ก็เอามือตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านออก

 

“ขอโทษ ข้าจะทำใหม่เดี๋ยวนี้” พูดแล้วก็ลงมือวาดยันต์ใหม่อีกครั้ง

 

เวลาล่วงผ่านไปจนบ่ายคล้อย หลังจากที่เตรียมยันต์ กระดาษเสกเรียกชิคิงามิ ไว้สำหรับต่อกรกับปีศาจจนพร้อมสรรพ พวกเขาก็ออกไปตรวจสอบความเรียบร้อยของเกกไก หลังจากโยเฮย์ล้มป่วย พลังของเกกไกที่คอยปกป้องเรือนนี้ก็ตกลงไปมาก

 

ขณะที่กำลังร่ายอาคมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอยู่ด้านหลังตัวเรือน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเหยียบกิ่งไม้หักดังเป๊าะ ไมลส์หันขวับ ที่หน้าต้นโมโมะ โอทสึงุเดินทอดน่องเอื่อย ๆ เข้ามาหาพวกเขา

 

“เกกไกที่พวกเจ้าสร้าง นับว่าไม่เลว ทว่ายังเสริมให้แข็งแกร่งกว่านี้ได้” เขาสอดสายตามองโดยรอบ จากนั้นชี้ไปที่เรือนรองทางทิศตะวันออก “เช่นบริเวณนั้น เจ้าเสริมด้วยพลังธาตุไม้นั้นถูกต้อง แต่เพื่อให้การหมุนเวียนพลังของเกกไกราบรื่นขึ้น แทนที่จะเสริมพลังตรงต้นโมโมะ [1]เพียงต้นเดียว ขยับตำแหน่งออกมาเล็กน้อยให้อยู่ระหว่างต้นโมโมะกับต้นซะคะกิ [2] จะดีกว่า”

 

[1] ต้นพีช

[2] ไม้ไม่ผลัดใบชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น นับเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

 

ฟูยูฮิสะกล่าว “ข้าจะไปแก้ตำแหน่งเดี๋ยวนี้ขอรับ”

 

“ข้าจะช่วยเอง” โอทสึงุขันอาสา

 

ด้วยความช่วยเหลือขององเมียวจิที่เชี่ยวชาญด้านเกกไกที่สุดในมิยาโกะ ในที่สุดเรือนของโยเฮย์ก็ถูกปกปักด้วยพลังอาคมระดับสูงจนก่อนหน้านั้นเทียบไม่ติด จนเด็กหนุ่มทั้งสองต่างนิ่งอึ้ง

 

“เช่นนี้แล้ว เรือนหลังนี้ต้องปลอดภัยแน่นอน” ฟูยูฮิสะเอ่ยอย่างโล่งอก

 

“ไม่แน่เสมอไป” องเมียวฮากาเสะหนุ่มกำชับเสียงเคร่ง “ปีศาจที่หมายชีวิตโยเฮย์เป็นถึงจิ้งจอกเก้าหาง อย่าได้ประมาท”

 

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว โอทสึงุก็กลับไป ชิคิงามิรับใช้ของโยเฮย์ที่เป็นวิญญาณหญิงสาวจัดเตรียมมื้อเย็น จากนั้นยกสำรับอาหารให้ทุกคนกินด้วยกันที่ห้องโถงกลาง ในเวลานั้น ท้องฟ้าเป็นสีแสดเรื่อ กระดิ่งลมส่ายไปมามีเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ

 

“อาจารย์…ท่านอิ่มแล้ว?” ฟูยูฮิสะร้องทักเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางตะเกียบลงทั้งที่กับข้าวยังเหลืออยู่เกินครึ่ง

 

“ข้าไม่อยากอาหาร” โยเฮย์ตอบ รอยยิ้มอ่อนเปลี้ย “แก่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”

 

แต่ไมลส์ไม่สนใจ เขาเอาผักดองและสาหร่ายโปะลงบนข้าวที่เหลือของโยเฮย์ จากนั้นราดน้ำชาลงไป กล่าวว่า “อาการของท่านอยู่ในช่วงฟื้นฟู สมควรกินให้มาก ๆ อย่างน้อยก็กินข้าวราดน้ำชาเพิ่มเสียหน่อยเถิดขอรับ” มันเป็นอาหารที่กินง่ายที่สุดของคนญี่ปุ่น ขอแค่มีข้าวสักหน่อย กับท็อปปิ้งสาหร่าย ปลา ไข่ปลา หรือผักดอง ก็เอามาโปะ แล้วราดน้ำชาร้อน ๆ กินได้ทันที แถมยังอร่อยด้วย

 

…น่าเสียดายที่ยุคนี้ยังไม่มีมะเขือเทศของโปรดเขา ไม่อย่างนั้นคงเอามาเป็นท็อปปิ้งไปด้วยแล้ว

 

ไลล่าผู้กำลังจนใจกับความคิดอันพิลึกพิลั่นของไมลส์ […]

 

โยเฮย์เห็นลูกศิษย์เป็นห่วงปานนั้นจึงยอมกินเพิ่ม พุ้ยข้าวเข้าปาก พลางมองดูฟูยูฮิสะแย่งปลาอายุส่วนของไมลส์ไปกิน จนโดนอีกฝ่ายส่งสายตาค้อนขวับ แล้วแก้แค้นคืนด้วยการขโมยเอาไข่ม้วนมา ระหว่างเคี้ยวตุ้ย ๆ ยังส่งสายตาท้าทายที่มีความหมายว่า ‘แน่จริงก็ลองแย่งอีกรอบสิ’ ไปด้วย

 

เห็นเด็กหนุ่มสองคนสนิทสนม (?) กันเช่นนี้ ความตึงเครียดที่รบกวนจิตใจโยเฮย์ตลอดหลายวันมานี้ก็พลันมลายไป เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ

 

“มีอะไรหรือขอรับ อาจารย์?” ฟูยูฮิสะนึกแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมา เขาเคยได้ยินเพียงเสียงหัวเราะตามมารยาทของอาจารย์ตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อครู่กลับเป็นเสียงหัวเราะที่สบายใจเป็นพิเศษ แถมบรรยากาศรอบตัวยังผ่อนคลายลงอีกด้วย

 

“ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดว่าตัวเองไม่ได้มีความสุขกับเรื่องธรรมดาเช่นนี้มานานแล้ว”

 

คนที่ต้องแบกรับชื่อเสียง มีแต่ผู้คนหวาดกลัวและยำเกรงจนไม่มีใครกล้าเป็นมิตรด้วยอย่างแท้จริงเช่นเขา กลับสามารถมีช่วงเวลาที่ได้มีความสุขเฉกเช่นคนธรรมดากับเด็กสองคนที่เป็นเหมือนครอบครัวเช่นนี้ นับว่าชีวิตนี้ก็ไม่เลวนัก

 

เด็กหนุ่มทั้งสองหันสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มออกมาพร้อมกัน

 

คืนนั้น โยเฮย์เข้านอนเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ไมลส์กับฟูยูฮิสะเล่นหมากรุกโชงิด้วยกันหลายตา จนเวลาล่วงเลยเที่ยงคืนไปเล็กน้อย จึงค่อยแยกย้ายกันนอน ทุกอย่างดูเหมือนวันปกติทั่วไป

 

แต่เวลาตีสาม อยู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังตูมเหมือนระเบิด พร้อมกับพื้นดินที่สั่นไหวน้อย ๆ ไมลส์ที่กำลังฝันหวานลุกพรวดขึ้นจากเสื่อนอน พลันรู้สึกได้ว่าเขตอาคมที่สร้างไว้เมื่อตอนเย็นพังทลายลงหมดแล้ว

 

“เกกไกแตก!” ฟูยูฮิสะก็ตื่นแล้วเช่นกัน รีบหยิบยันต์ขึ้นมาเตรียมไว้ในมือ “ปีศาจบุกหรือ”

 

“คุ้มครองอาจารย์!”

 

ไม่พูดพล่ามต่อ ไมลส์ฉุดแขนองเมียวจิหนุ่มลุกขึ้น วิ่งไปห้องของโยเฮย์

 

ทั้งเรือนเงียบสงัด ไม่มีเสียงต่อสู้ใด ๆ อย่างมากก็มีเพียงเสียงใบไม้ไหวและเสียงแมลงจากทางด้านนอกเท่านั้น ตรวจสอบพลังปีศาจก็ไม่พบเลยสักเสี้ยว จนเขานึกแปลกใจ พอมาถึงหน้าฉากกั้นห้องของโยเฮย์ ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ

 

“ท่านอาจารย์ ปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ เกกไกแตก ข้าว่า…”

 

ในความมืด ฟูยูฮิสะพูดเสียงเบาเหมือนกระซิบ ตอนนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงสัมผัสอุ่น ๆ บริเวณปลายเท้า พอก้มมอง ก็เห็นว่าตัวเองเหยียบโดนของเหลวสีข้นอย่างหนึ่ง ที่ไหลซึมออกมาจากด้านล่างของฉากกั้นห้อง

 

“อาจารย์!”

 

เขาหน้าเผือดสี กระชากฉากกั้นห้องจนมันล้มลงดังโครมใหญ่

 

โยเฮย์นอนนิ่งอยู่บนพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลลึก ทั้งรอยตะปบและรอยกัด แขนถูกฉีกกระชากออกไปข้างหนึ่ง แต่ที่สาหัสที่สุดคือตำแหน่งกลางหัวใจ ที่มีแผลเหมือนโดนกรงเล็บจ้วงแทง จากนั้นก็คว้านเอาหัวใจออกมาจนกลายเป็นรูกลวง ชุดสีขาวที่สวมฉีกขาดและชุ่มไปด้วยเลือดจนดูเค้าเดิมไม่ออก โลหิตจากร่างไหลนองเต็มพื้น ทั่วห้องคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ดวงตาของเขาเบิกกว้างเหมือนประหลาดใจ ทว่าไม่มีประกายในดวงตานั้นอีกแล้ว

 

ไมลส์ยังไม่อยากเชื่อ ตรงไปที่ร่างของโยเฮย์ จับชีพจร ร่างกายยังอุ่นอยู่ ทว่าไม่เหลือสัญญาณชีวิตอีกแล้ว ต่อให้อยากหลอกตัวเองเพียงไรก็ไม่สามารถทำต่อไปได้อีก

 

…ไม่จริงน่า ท่านอุตส่าห์รอดมาได้แล้วแท้ ๆ ทำไม…

 

สองมือของไมลส์สั่นระริก ที่หางตามีน้ำใส ๆ ไหลออกมา

 

“ไม่…ไม่”

 

ฟูยูฮิสะทรุดลงข้างเขา ซบลงกับร่างของโยเฮย์โดยไม่สนใจว่าจะเปรอะเปื้อนเพียงไหน แล้วเปล่งเสียงร้องแหลมสูงเหมือนไม่ใช่ตัวเองออกมายาวนาน

 

ชีวิตขององเมียวจิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมิยาโกะ อาเบะ โนะ โยเฮย์ ปิดฉากลงแล้ว

 

____________

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 241 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

405 ความคิดเห็น

  1. #249 sakura17 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 12:04
    ฝีมือพี่จริงใช่มั้ย ไม่ได้โดนสวมรอยนะ
    #249
    0
  2. #216 After_TeaTime (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 07:38
    โลกนี้คือโรมิโอจูเลียตหรอ เราจะรักคนที่ฆ่าอาจารย์ได้ยังไง!? อะไรแบบนั้น55555 แต่คิดว่าอาจจะไม่ใช่พระเอกทำ แต่อาจจะเป็นโอทสุงึรึเปล่า อาจจะเป็นไวรัสด้วย เพราะ 1.OOC มาหาอาจารย์ทั้งๆที่ไม่เคยมา 2.ช่วยสร้างเกกไก 3.มีเหตุผลในการฆ่า เช่น ใส่ร้ายความผิดให้ทามาฮิเดะที่เป็นออสมอนด์ ยืมมือพระเอกให้มาฆ่าเหมือนโลกก่อน
    #216
    0
  3. #191 Avista (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 15:29
    ใช่อาจารย์คนที่มาช่วยทำเกกไกรึเปล่านะ
    #191
    0
  4. #97 Hugyyyyyy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 10:27

    ฮือออออออออไมอ่าาา
    #97
    0
  5. #95 Pswmp (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 16:06
    คือเศร้าาาา แงงงงง โอ๋ๆๆๆนะนุ้งไมล์ ไปให้ทามาฮิเดะปลอบนะ(?)
    #95
    0
  6. #94 miyuukiMF (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 15:32

    มันเป็นเส้าาาา แงงงงงงง ปล.โอทสุงึ นายคือไวรัสใช่มั้ย!! (เดาไปเรื่อย 555)

    #94
    0
  7. #93 meena- (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 14:11

    นึกว่าจะรอดแล้วเชียว โถ่
    #93
    0