An Unlucky Supporting Role : ระบบตัวประกอบผู้โชคร้าย

ตอนที่ 22 : Arc 2.7 ปีศาจบนเขาคุรามะ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,351
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 215 ครั้ง
    30 มิ.ย. 63

รุ่งสางวันถัดมา รถเทียมเกวียนก็ออกจากมิยาโกะ ชิคิงามิในร่างวัวลากเกวียนพาองเมียวจิทั้งสามคนไปตามถนนดินที่ขรุขระ หลายชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาคุรามะ สองข้างทางขนาบด้วยต้นสนที่สูงปกคลุมพื้นดินจนเห็นเพียงแสงรำไร บริเวณโดยรอบถูกปกคลุมด้วยไอปีศาจ แม้จะไม่รุนแรงมาก แต่ก็ชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือก ราวกับเป็นสัญญาณข่มขู่ให้มนุษย์ที่เข้ามารู้ซึ้งถึงความอ่อนด้อยของพลังตนเอง

 

“ท่านอาจารย์ รออยู่ในนี้สักครู่”

 

ฟูยูฮิสะก้าวลงจากรถ โยนกระดาษเสกขึ้น ชิคิงามินั้นกลายเป็นนกกระจอกน้อยตัวหนึ่ง บินขึ้นไปสำรวจรอบภูเขา ครู่ใหญ่จึงกลับมาเกาะที่นิ้วของเขา ส่งเสียงจิ๊บ ๆ สื่อสารบางอย่าง ฟูยูฮิสะพยักหน้าสองสามที จากนั้นนกก็คืนร่างกลายเป็นกระดาษเสกเช่นเดิม

 

“เป็นอย่างไรบ้าง” ไมลส์ถาม เดินลงจากรถมาอีกคนหนึ่ง

 

“บนเขานี้มีปีศาจไม่น้อย แต่ล้วนเป็นระดับต่ำ ไม่น่ามีตนไหนที่สู้กับองเมียวจิได้เลย น่าแปลกนัก” ฟูยูฮิสะลูบคางครุ่นคิด “ความเป็นไปได้อีกอย่างคือปีศาจที่พวกเรากำลังตามหาอยู่นั้นมีระดับสูงมาก ถึงขั้นปกปิดตัวตนจากองเมียวจิได้”

 

“เช่นนั้นเราจะตามหาตัวพวกมันได้อย่างไร”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงสวบสาบดังขึ้น หันไปดูก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งชะโงกหน้ามาจากหลังต้นสน ดูแล้วมีอายุเพียงห้าถึงหกปีเท่านั้น สวมชุดฮิตาตาเระ [1] เก่า ๆ หน้าตามอมแมม ตากลมโตฉายแววร้อนรนและขลาดกลัว

 

[1] เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ชาวบ้านใส่ทั่วไป

 

“พวกท่าน...เป็นองเมียวจิที่วังหลวงให้มาปราบปีศาจใช่หรือไม่?”

 

“ถูกต้อง เจ้าเป็นคนแถวนี้หรือ พอจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปีศาจร้ายที่ชาวบ้านร้องเรียนมาอยู่ที่ใดกัน” ฟูยูฮิสะถาม

 

เด็กชายทำตาเป็นประกายวิบวับ “สวรรค์โปรด ข้า...ข้าชื่อคิทาโร่ อาศัยอยู่บนเขาแห่งนี้ แต่ระยะหลังโดนภูตผีก่อกวนจนอยู่ไม่ได้ ท่านย่าของข้าจึงให้ข้าตามหาหมอผี...องเมียวจิ มาช่วยปัดเป่า ไม่นึกว่าจะเจอพวกท่านรวดเร็วถึงเพียงนี้ ได้โปรด...ช่วยพวกข้าด้วยเถิด” พูดจบก็คุกเข่าลงอ้อนวอนด้วยท่าทางน่าสงสาร

 

“บนเขา?” ไมลส์เลิกคิ้ว ไม่เชื่อคำพูด หันไปกระซิบกับฟูยูฮิสะว่า “เด็กกับคนชราอยู่กันสองคนในป่าเช่นนี้ ไม่แปลกไปหน่อยหรือ?”

 

คนฟังพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าว่า…”

 

“ลุกขึ้นเถอะ” โยเฮย์ขัดขึ้น เขาลงมาจากรถแล้ว คืนร่างชิคิงามิวัวที่ใช้เทียมเกวียนให้กลับสู่กระดาษเสก จากนั้นก้าวเข้าหาเด็กชายด้วยท่าทีสบาย ๆ “พาข้าไปสิ เด็กน้อย”

 

“ขอบคุณท่าน” เขากล่าวอย่างยินดี รีบลุกขึ้นแล้วนำทางขึ้นเขา “ทางนี้ขอรับ เพียงไม่นานก็ถึงแล้ว”

 

โยเฮย์เดินตามไปในทันที ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่ชักช้า ไมลส์กระตุกชายเสื้ออาจารย์ของตน พูดเบา ๆ ว่า “ท่านอาจารย์ ตามไปจะดีหรือ บนเขานี้มีปีศาจระดับสูงมากมาย ข้าว่าอาจจะเป็นกับดัก…”

 

“ไม่ใช่อาจจะ…แต่เป็นกับดักอย่างไม่ต้องสงสัย” โยเฮย์พยักเพยิดไปที่ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มที่กำลังเดินจ้ำนำทางพวกเขา ดวงตาไม่สื่ออารมณ์ใด “พวกเจ้าดูรอยเท้าของเด็กคนนั้นเอาเถิด”

 

เขามองตาม พื้นดินในป่านี้อ่อนนุ่มมาก เดินทิ้งน้ำหนักเพียงเล็กน้อยก็มีรอยเท้าประทับแล้ว แต่ย่างก้าวของเด็กชายกลับไม่มีรอยเท้าคนปรากฏ พอมองใกล้ ๆ จึงเห็นว่าตามทางที่เดินไปนั้น เป็นรอยเท้ากลม ๆ เล็ก ๆ ของสัตว์บางอย่างแทน

 

“ทานูกิ? [2] ” ฟูยูฮิสะร้อง รีบควักยันต์ออกมาทันที “บังอาจนัก! เจ้าปีศาจ…”

 

[2] แรคคูนญี่ปุ่นสายพันธุ์หนึ่ง เชื่อว่าสามารถแปลงกายมาหลอกคนได้ และนิสัยเจ้าเล่ห์

 

“อย่าใจร้อน!” โยเฮย์ยกมือขึ้นเตือน “ตามไปเถิด คอยดูว่าพวกมันต้องการอะไร พวกมันถึงกับทำร้ายผู้คนเพื่อเรียกข้าออกมา คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่ พวกเจ้าระวังตัวให้ดี หากเกินกำลังก็ให้รีบหนี เข้าใจหรือไม่”

 

ฟูยูฮิสะพยักหน้า ส่วนไมลส์มีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที

 

‘ไลล่า พี่ว่ายาจะได้ผลหรือเปล่า มันจะช่วยให้พวกเรารอดได้ใช่ไหม’

 

ระหว่างทาง เขาสละน้ำยาโชคดีขวดหนึ่ง แอบผสมในน้ำให้โยเฮย์และตัวเองดื่ม ตามคู่มือการใช้งานยา หากดื่มทั้งขวด ฤทธิ์ยาจะมีผลเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ว่าทำอะไรในช่วงเวลานี้ก็จะสำเร็จ อันตรายอะไรก็จะแคล้วคลาด ดวงดีสุด ๆ เขาไม่อาจปล่อยให้โยเฮย์ตายไปทั้งที่อาจจะช่วยได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองตายได้เหมือนกัน เลยตัดสินใจแบ่งครึ่ง แม้จะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงเหลือเพียง 12 ชั่วโมง แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับงานนี้ ส่วนฟูยูฮิสะ รัศมีตัวเอกช่วยให้เขารอดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็น

 

[ดื้อมาเองแล้วจะมากลัวอะไรเอาตอนนี้?] ไลล่าถอนหายใจ เธอไม่เห็นด้วยที่ไมลส์ดึงดันมาที่นี่ตามเนื้อเรื่อง […เอาเถอะ เชื่อในฝีมือตัวเองและประสิทธิภาพของยาซะ อย่างเลวร้ายก็แค่เจ็บปวดทรมานจนตาย แล้วก็ไปโลกใหม่ เริ่มต้นใหม่หมดทั้งที่อุตส่าห์คุ้นเคยกับโลกนี้แล้วเท่านั้นเอง!]

 

‘ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ผมมีแรงฮึดสู้มากเลย…พี่สาว’ ไมลส์ประชดกลับ นึกอยากมีปุ่มปิดเสียงในหัวขึ้นมาเป็นครั้งที่สิบของวัน

 

พอมาถึงเนินเขาที่ป่าโปร่งโล่งขึ้น คิทาโร่ก็หยุดเดิน “แถวนี้แหละขอรับ ที่เจอปีศาจ” พูดจบก็ผุดรอยยิ้มประหลาด “ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามมาถึงที่นะขอรับ หมอผีโยเฮย์”

 

จากนั้นร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปต่อหน้า กลายเป็นตัวทานูกิตัวหนึ่ง วิ่งหายลับไปในดงไม้ เหลือเพียงใบไม้ที่ใช้พรางตัวเป็นคนร่วงหล่นลงมาที่พื้น

 

พริบตาต่อมา ไอปีศาจที่เคยปกคลุมเพียงบางเบาก็พลันเข้มข้นขึ้น ไหลบ่าท่วมทั้งหุบเขาราวกับเขื่อนแตก ท้องฟ้าก็ถูกเมฆบดบังจนไม่เห็นแสงอาทิตย์ ทั่วทั้งป่ามืดลงไปถนัดตา ลมเย็นพัดเสียดสีใบไม้เกิดเป็นเสียงหวีดร้องชวนขนลุก พร้อมกับเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่างกลุ่มหนึ่งที่ดูไม่คล้ายมนุษย์เดินเข้ามาใกล้ ไมลส์ตกใจจนถอยหลังไปชนกับฟูยูฮิสะ

 

พอเข้ามาใกล้ภาพก็ชัดเจนขึ้น ร่างเงาเหล่านั้นที่จริงคือปีศาจนับร้อยตน บ้างรูปร่างเป็นมนุษย์ ทว่ารูปร่างหน้าตาประหลาดไม่สมประกอบ บ้างเป็นยักษ์ บ้างเป็นสัตว์ภูต บ้างเป็นปีศาจระดับต่ำที่มองไม่เห็นรูปร่างแน่นอน เป็นเพียงก้อนเมือกหรือก้อนขนที่มีตา มองดูน่าขนลุก แม้แต่ละตัวจะไม่ได้มีพลังร้ายกาจอะไร แต่อาศัยจำนวนมากเช่นนี้ แม้แต่องเมียวจิที่เก่งกาจก็ต้องลำบาก แถมทุกตนต่างจ้องมองโยเฮย์ด้วยแววตาแบบเดียวกัน นั่นคือความคั่งแค้น ราวกับมีคนรวบรวมภูตผีปีศาจทุกตนที่เกลียดชังเขามาไว้ในที่เดียวเพื่อรอวันชำระหนี้แค้น

 

“เตรียมการต้อนรับมาดีจริง ๆ”

 

โยเฮย์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่มีทีท่าประหลาดใจหรือร้อนรนเลยแม้แต่น้อย หยิบสายสร้อยประคำขึ้นมาชูไว้ แกว่งซ้ายขวา ท่องคาถาบทหนึ่งเบาๆ

 

ลูกประคำเปล่งแสงสว่างวาบ ท้องฟ้าปั่นป่วน เกิดเสียงดังครืนประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำ บรรยากาศโดยรอบที่น่าขนลุกอยู่แล้วกลับวิปริตรหนักกว่าเดิม จากนั้นเกิดสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาทีหนึ่ง ไมลส์ก้มหน้าอุดหูตัวเองแทบไม่ทัน รู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง ในหัวเกิดเสียงดังวิ้ง ๆ จนไม่ได้ยินเสียงอื่นโดยรอบ พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าลูกประคำนั้นขยายขนาดแผ่กว้างจนเป็นวงกลมขนาดพอ ๆ กับแอ่งน้ำขนาดใหญ่ คั่นระหว่างพวกเขาและปีศาจทั้งหลาย ต้นหญ้าที่อยู่ในอาณาเขตนั้นโดนสายฟ้าเผาไหม้จนหงิกงอ พร้อมกับการปรากฏกายของสิ่งที่โยเฮย์อัญเชิญมา

 

“ฝากพวกเจ้าด้วย เซ็นคิ โกคิ”

 

มันคือยักษ์สองตน ใบหน้าบูดเบี้ยวน่ากลัว ลำตัวใหญ่โตและอวบอ้วน สูงเทียมต้นสน ตนที่หนึ่งชื่อเซ็นคิ ผิวกายสีแดง บนหน้าผากมีเขาหนึ่งเขาประดับอยู่ อีกตนหนึ่งชื่อโกคิ ผิวกายสีน้ำเงิน มีสองเขา พวกมันไม่ใช่ชิคิงามิธรรมดาสามัญที่อยู่ภายใต้อาณัติขององเมียวจิตลอดเวลา และสามารถเรียกใช้ได้ด้วยกระดาษเสก แต่เป็นเหมือนสหายร่วมรบที่เรียกมาช่วยเป็นครั้งคราวมากกว่า คนที่ทำแบบนี้กับยักษ์ผู้ปกปักรักษาภูเขาโอมิเนะ [3] ได้ เห็นจะมีเพียงโยเฮย์เท่านั้น

 

[3] ภูเขาหนึ่งในจังหวัดนารา มีตำนานว่ายักษ์เซ็นคิและโกคิคอยเฝ้าดูแล

 

พอองเมียวจิชราพูดจบ ยักษ์ทั้งสองก็คำรามลั่นอย่างดุร้าย แล้วพุ่งตรงไปยังศัตรู เพียงขยับตัวหนึ่งก้าวพื้นดินก็สะเทือนลั่น ทำเอาภูตผีแถวนั้นแตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง

 

เหล่าปีศาจสามารถรับรู้ถึงพลังของพวกเดียวกันได้เป็นอย่างดี ยักษ์เซ็นคิและโกคินับว่ามีพลังสูงส่งมาก ปีศาจระดับต่ำส่วนใหญ่ เพียงแค่เห็นหน้าก็ขลาดกลัว รีบหนีหายไปอย่างรวดเร็วเกินครึ่ง ส่วนตัวที่กล้าหาญต่อกรด้วยก็พุ่งเข้ามาหาทันที หลายตัวถูกยักษ์ทั้งสองเหวี่ยงจนปลิวกระเด็นไป

 

ฟูยูฮิสะเรียกเนโกะมาตะออกมาบ้าง พวกมันไล่ตะปบสัตว์ภูตทั้งนก หนู สุนัขป่า ทานูกิ เพียงครู่เดียวทั่วทั้งป่าก็เต็มไปด้วยเสียงร้องและเสียงต่อสู้ดังระงม ราวกับตกอยู่ในสงครามอันดุเดือด ไมลส์หยิบบิวะขึ้นมา ตั้งใจจะดีดเพลงเพื่อสนับสนุนชิคิงามิของอาจารย์และฟูยูฮิสะ ทว่ากลับโดนโยเฮย์ดึงมือไว้ กล่าวว่า

 

“ตอนนี้ยังไม่จำเป็น เก็บพลังไว้ก่อนเถิด”

 

สิ่งที่โยเฮย์พูดมีเหตุผล ลำพังแค่ชิคิงามิสี่ตนของพวกเขาก็กำราบภูตผีนับร้อยได้แล้ว หลังผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ปีศาจหลายตนพอเห็นสู้ไม่ได้ก็หนีไป บางตนสู้จนสุดใจก็ร่างแหลกสลายหายไปกับอากาศ หรือหากจะเรียกให้ชัดก็คือโดนฆ่าตายแล้วนั่นเอง จนตอนนี้ภูตผีปีศาจที่รายล้อมพวกเขาไว้ไม่เหลือแม้แต่ตนเดียว

 

“สำเร็จแล้วหรือ” ฟูยูฮิสะถามขึ้นด้วยเสียงประหลาดใจระคนยินดี

 

“ยัง…พวกมันเป็นเพียงตัวล่อใช้หยั่งเชิง ปีศาจที่มีพวกพ้องใต้อาณัติได้มากมายถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ธรรมดาสามัญแน่” โยเฮย์เอ่ยเสียงเครียด

 

“สมแล้วที่เป็นอาเบะ โนะ โยเฮย์ หมอผีที่ปีศาจทุกตัวหวั่นเกรง”

 

ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงทุ้มต่ำที่ทรงพลังดังแว่วมาจากทิวสน ไมลส์หันมองตามเสียงนั้น เห็นเงาร่างของปีศาจหลายตนกระโดดลงมาจากต้นไม้ พริบตาเดียวที่พวกมันยอมเผยตัว สัญชาตญาณในตัวของไมลส์ก็ร้องดังก้อง พวกมันไม่ใช่ปีศาจที่จะสามารถปราบได้โดยง่ายเหมือนพวกแรกอีกต่อไปแล้ว

 

ตนแรกคือสตรีในชุดฮิโตเอะสีขาวปลอด ใบหน้าหน้าน่ารักทว่าผิวขาวซีดจนมองเห็นเส้นเลือด ดวงตาและสีหน้าเฉยชาเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง รูปร่างผอมบางจนน่ากลัวว่าชนเพียงนิดเดียวก็สามารถแตกหักได้ ผิดกับขุมพลังอันน่ากลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่าง เพียงเท้าเหยียบย่างลงบนพื้นก้าวเดียว ยอดหญ้าและผิวดินในบริเวณนั้นก็ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบาง ไมลส์เห็นปีศาจตนนี้เพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านางคือ ยูกิอนนะ พรายหิมะที่ทรงพลังที่สุดของญี่ปุ่น

 

ตามมาด้วยเพียงพอนน้อยสามตัว พวกมันกระโดดลงมาทับกันดังแอ้ก ตัวที่ถือกระบองพอลุกขึ้นได้ก็คลำหัวป้อย ๆ แล้วเตะตัวถือเคียวที่ล้มทับตัวเองไปทีหนึ่งจนร้องโอดโอย จากนั้นก็เริ่มตีกัน ส่วนตัวสุดท้ายที่สะพายกระปุกยาก็รีบข้ามาห้ามทัพ ดูชุลมุนวุ่นวายสิ้นดี นี่คือสามพี่น้องคาไมทาจิ

 

ส่วนตนสุดท้าย เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำยาวรุ่ยร่าย ร่างกายสูงสง่า คิ้วเข้ม เค้าหน้าและผิวพรรณหมดจดงดงาม หากมองเพียงรูปกาย นับว่าเกี่ยวกระชากวิญญาณคนได้ ทว่าดวงตาที่จ้องมานั้นกลับเหมือนบ่อน้ำลึกไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นอายความอันตรายแผ่ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ชวนให้คนที่อยู่ใกล้หวาดผวาอยากหนีออกไปให้พ้น ๆ จะยกเว้นก็เพียงแต่ทานูกิน้อยคิทาโร่เท่านั้น ตอนนี้มันยังจำแลงกายเป็นเด็กชายตัวเล็กเหมือนตอนที่หลอกพวกเขาเข้าป่า เกาะหลังชายอันตรายคนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว แถมยังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พวกเขาอีกต่างหาก

 

“ลงไปก่อน คิทาโร่”

 

“ขอรับ ท่านทามาฮิเดะ”

 

คิทาโร่กระโดดแผล็วลงจากหลัง ทามาฮิเดะเดินตรงเข้ามาทางพวกเขา ฉีกรอยยิ้มเย็นที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ กล่าวว่า

 

“โยเฮย์…ได้ยินว่าเจ้าดูแลทามาโมะพี่สาวข้าเป็นอย่างดีเลยนี่ เช่นนั้นแล้วข้าจึงพาพรรคพวกมาตอบแทนบุญคุณ แต่ดูเหมือนจะไม่คณนามือเจ้าเลยสินะ”

 

โยเฮย์คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าไม่มีอะไรจะแก้ตัว ปีศาจตกตายเพราะข้ามากมาย สนมทามาโมะก็เช่นกัน หากอยากแก้แค้นก็เข้ามาเถิด”

 

คำพูดนั้นคล้ายราดน้ำมันบนกองไฟ ทามาฮิเดะคำราม พุ่งตรงเข้าหาโยเฮย์ทันที เซ็นคิและโกคิพร้อมกันเข้ามาขวางหน้าเพื่อปกป้องเจ้านาย มือใหญ่ยักษ์มุ่งเข้าคว้าร่างของปีศาจหนุ่ม ทว่าเขาไหวตัวทัน ถีบตัวกระโดดขึ้น กางกรงเล็บแหลมคมตะปบเข้ากับหน้าของยักษ์ทั้งสองเข้าไปเป็นแผลลึกตนละแผล ตัวยังคงลอยค้าง เซ็นคิจับปลายเท้าไว้ได้ เหวี่ยงเขากระเด็นออกไป ทามาฮิเดะพ่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ยื่นมือไปคว้าเอากิ่งไม้เพื่อกลับตัว จากนั้นพุ่งตรงไปหายักษ์ทั้งสองอีกคำรบหนึ่ง

 

ทางด้านฟูยูฮิสะ เนโกะมาตะทั้งสองของเขาก็พัวพันกับการไล่ล่าคาไมทาจิทั้งสาม พวกมันวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อหาที่หลบ พอสบโอกาส เพียงพอนตัวที่ถือเคียวกับถือกระบองก็จะเล่นงานเนโกะมาตะเสียทีหนึ่ง พอโดนตี เนโกะมาตะก็แยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ทำหน้าเหมือนอยากฉีกกระชากร่างเล็กจ้อยของพวกมันเต็มแก่ มองดูแล้วเหมือนการต่อสู้ของแมวกับหนูเจ้าเล่ห์อย่างไรอย่างนั้น

 

ไมลส์ยกบิวะขึ้นมาดีดเพลงเพื่อส่งพลังสนับสนุนชิคิงามิของพวกตัวเอง แต่ดีดได้ไม่กี่ท่อน ยูกิอนนะก็ปราดเข้ามาหาเขา ฝ่ามือที่มาพร้อมกับไอเย็นพุ่งตรงมา ตั้งใจทำลายเครื่องดนตรีนั้นให้แหลกเป็นผง เขารีบเบี่ยงตัวหนี ฝ่ามือของเธอปะทะเข้ากับต้นไม้ด้านหลัง เกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ พร้อมกับเกล็ดน้ำแข็งที่ลามขึ้นมาปกคลุมลำต้นของต้นไม้นั้น เพียงพริบตา ต้นไม้นั้นก็หักโค่นเป็นสองท่อนล้มลงห่างข้างตัวไมลส์ไปเพียงหนึ่งชะคุ

 

“เฮ้! พี่สาว อย่าทำลายป่าไม้สิ!”

 

พูดจบเขาก็กระโดดถอยหลัง ยูกิอนนะพุ่งตามไป ทั้งที่เป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ทุกที่ที่เธอผ่านมีหิมะโปรยปรายลงมา เพียงครู่เดียวที่ไล่ล่ากัน พื้นดินในป่าสนนั้นก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะที่หนามาถึงข้อเท้า กลมกลืนไปกับผิวขาวซีดของเธอจนแทบแยกไม่ออก

 

หลายนาทีต่อมา เด็กหนุ่มก็หายไปจากคลองสายตาของปีศาจหิมะ เธอเหลียวซ้ายแลขวาค่อย ๆ เดินสำรวจ พอเห็นรอยเท้าก็เดินตามไป มันเลือนหายไปตรงหน้าลำธารสายหนึ่ง ขณะที่ยูกิอนนะกำลังคิดว่าจะตามหาอย่างไรต่อดี ก็พบว่าภายใต้หิมะที่ตัวเองยืนอยู่มียันต์กำลังเปล่งแสงสว่าง สายใยสีทองนับสิบพุ่งขึ้นมารัดพัวพันร่างกาย แต่เธอเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ฉับพลันก็ได้ยินเสียงบิวะดังแว่วมาจากบนต้นไม้

 

พลังของยูกิอนนะเป็นพลังควบคุมธรรมชาติ การที่องเมียวจิฝีมือบ้าน ๆ คิดจะต่อกรด้วยนับเป็นเรื่องโง่เง่า ไมลส์จึงต้องอ้อมค้อมเล็กน้อย วางกับดักแอบซุ่มโจมตีแทน

 

เสียงบิวะที่ดีดครั้งนี้เป็นท่วงทำนองที่สดใสเจิดจ้าเหมือนอาทิตย์ฤดูร้อน ยูกิอนนะเบิกตากว้าง นัยน์ตากลมโตเหมือนตุ๊กตาเปลี่ยนเป็นสีแดง พยายามรวบรวมพลังเพื่อทำลายพันธนาการของยันต์ แสงสีทองนั้นค่อย ๆ ริบหรี่ลง เป็นสัญญาณบอกว่าคงรั้งนางไว้ได้อีกไม่นาน ไมลส์เร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ทุ่มพลังวิญญาณของตัวเองใสไปนบทเพลงจนหมด ยูกิอนนะดิ้นเร่า รู้สึกได้ว่าพลังของตัวเองค่อย ๆ ลดลงไปในทุก ๆ ท่อนของเพลง หิมะที่ทับถมอยู่โดยรอบละลายไปทีละน้อย พอบรรเลงถึงโน้ตตัวสุดท้าย ยันต์กับดักนั้นก็ฉีกขาดกระจุย พันธนาการหายไปแล้ว แต่ยูกิอนนะกลับรู้สึกเหมือนถูกมีหินก้อนใหญ่กดทับเอาไว้ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ใช้พลังไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่กับที่เหมือนรูปปั้น สิ่งที่ขยับได้มีเพียงดวงตาที่จ้องมองไมลส์อย่างไร้อารมณ์เท่านั้น

 

เพลงสะกดวิญญาณนี้ไมลส์คิดค้นขึ้นมาเองเมื่อครึ่งปีก่อน มีหลากหลายท่วงทำนองขึ้นกับธาตุของปีศาจที่ต้องการสะกด มันได้ผลดีกับปีศาจระดับต่ำ แต่สำหรับปีศาจหิมะ อาจจะต้านไว้ได้เพียงไม่กี่สิบนาที ไมลส์รีบตรงกลับไปสมทบอาจารย์และรุ่นพี่ของตนทันที

 

คาไมทาจิถูกเนโกะมาตะสองตัวไล่กวดจนหนีเข้าไปในขอนไม้ ตัวสั่นงันงก ร้องโวยวายเสียงแหลม โทระและมิเกะปิดทางขอนไม้กันตัวละฝั่ง สอดเท้าหน้าเข้าไปหมายจะตะปบเอาเพียงพอนตัวแสบออกมาจัดการ ดูจากบาดแผลที่โดนตีและโดนฟันแล้ว คงจะโดนพวกมันเล่นงานมาไม่น้อย

 

เงาดำพุ่งตรงมาทางแมวทั้งสอง เกิดเสียงดังฉัวะ! เหมือนอะไรบางอย่างโดนฟัน โทระและมิเกะร้องแง้วเสียงดัง รีบกระโดดออกจากขอนไม้นั้น พอเห็นว่าผู้มาใหม่คือปีศาจจิ้งจอกก็เปลี่ยนเป้าหมาย ปรี่เข้าหาอีกฝ่ายแทน ทามาฮิเดะผุดรอยยิ้มเยาะหยัน พอแมวทั้งสองกระโจนเข้ามาใกล้ ก็ตวัดกรงเล็บฟาดฟันพร้อมกับปล่อยพลังปีศาจของตนด้วย เนโกะมาตะทั้งสองอ่อนแรงจากการสู้กับคาไมทาจิมาก่อนแล้ว เมื่อโดนโจมตีอย่างรุนแรงด้วยพลังของปีศาจระดับสูง เพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจต้านต่อไปไหว คืนร่างเป็นกระดาษเสก สลายไปต่อหน้าต่อตาเจ้าของอย่างฟูยูฮิสะ

 

“โง่เง่า!” กำจัดศัตรูได้ ทามาฮิเดะก็เตะขอนไม้ เพียงพอนทั้งน้อยสามกลิ้งหลุน ๆ ออกมา

 

“ขอบคุณขอรับ นายท่าน” พวกมันโขกหัวแทบเท้า

 

แต่การต่อสู้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เซ็นคิและโกคิไล่ตามปีศาจจิ้งจอกมา เสียงตึง ๆ ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่า ต้นสนที่เกะกะขวางทางถูกร่างกายของยักษ์เบียดจนล้มระเนระนาด

 

ทามาฮิเดะหันหลังกลับ วิ่งตรงเข้าหายักษ์ทั้งสองตนนั้นอย่างห้าวหาญ อาศัยตอนที่พวกมันกำลังโน้มตัวลงมาจับ ถีบตัวกระโดดขึ้น เหวี่ยงอ้อมไปด้านหลัง แล้วจ้วงแทงเข้าไปที่ท้ายทอยของยักษ์แดง เลือดพุ่งกระฉูดออกมา เซ็นคิคำรามอย่างเจ็บปวด เอื้อมมือกระชากเขาออก แล้วเหวี่ยงไปเข้าอุ้งมือของโกคิ

 

เพียงมือเดียวก็กำร่างกายของจิ้งจอกหนุ่มไว้ได้รอบ แต่นอกจากไม่กลัวแล้วทามาฮิเดะยังยกยิ้มหยัน นัยน์ตาสีดำไร้ก้นบึ้งจ้องมองตรงเข้าไปยังดวงตาของโกคิ ทั้งทรงอำนาจ กดดัน จนทำให้มันถึงกับหยุดชะงัก

 

“ต่อไปนี้ เจ้าคือบริวารของข้า” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำ “จงฟังข้า”

 

โกคิปีนคลายมือออก ทามาฮิเดะปีนขึ้นไปนั่งบนไหล่ ไขว้ขา ท่าทางยโสโอหัง พร้อมกันนั้นก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งว่า “ฆ่าพวกมันเสีย”

 

โกคิคำรามรับคำสั่ง มุ่งตรงไปยังทิศที่องเมียวจิทั้งสองอยู่ เซ็นคิรีบเข้าขวางคู่หูที่ไร้สติของตน ทว่ากลับโดนหมัดซัดจนกระแทกจนหงายหลังล้มดังตึง ก่อนร่างจะค่อย ๆ เลือนหายไปเนื่องจากพลังวิญญาณอ่อนแอ โยเฮย์พยายามท่องคาถาเพื่อเรียกสติโกคิกลับคืนมา ทว่าไร้ผล โกคิหยุดอยู่หน้าองเมียวจิชรา ตวัดมือหมายจะฆ่าให้ตายตามคำสั่ง

 

ไมลส์ที่กำลังวิ่งมาเห็นภาพนั้นเข้าพอดี หยิบบิวะออกมาดีดเพลงอีกครั้ง เสียงหนักหน่วงรุนแรง โกคิยกมือขึ้นอุดหู ดิ้นเร่า ๆ พลังตกลงชั่ววูบหนึ่ง โยเฮย์ได้จังหวะก็กางลูกประคำคล้องยักษ์ตนนั้น ท่องคาถาใหม่อีกรอบหนึ่ง ลูกประคำเปล่งแสงสว่าง ร่างของโกคิที่อ่อนแรงถูกส่งกลับไปยังภูเขาโอมิเนะทันที

 

เหงื่อผุดพรายบนใบหน้าของโยเฮย์ การสื่อสารกับชิคิงามิพลังสูงอย่างยักษ์นั้นกินแรงมาก ยิ่งเมื่อครู่พยายามดึงการควบคุมโกคิกลับมาจากปีศาจจิ้งจอกก็ยิ่งเปลืองพลังหนักกว่าเดิม พอเห็นปีศาจจิ้งจอกกระโจนเข้ามา เงื้อมือที่กางกรงเล็บเต็มที่หมายจะสังหาร เขาก็ไม่เหลือแรงจะหลบแล้ว

 

“อาจารย์!”

 

ฟูยูฮิสะร้องเสียงหลง พยายามจะเข้าไปช่วย แต่กลับโดนคาไมทาจิทั้งสามตัวตีจนล้มไปเสียก่อน โยเฮย์จ้องมองจิ้งจอกหนุ่มอย่างเยือกเย็น ราวกับพร้อมรับความตาย

 

โครม!

 

แทนที่กรงเล็บนั้นจะทำร้ายองเมียวจิชรา กลับโดนบิวะพุ่งเข้ามากั้นกลาง มันโดนจ้วงแทงจนแผ่นไม้หักเป็นสองท่อน สายฉีกขาด ทามาฮิเดะเบิกตากว้าง มองเห็นเด็กหนุ่มองเมียวจิที่เข้ามาขวางเต็มสองตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าแม้ดูธรรมดาสามัญ ไม่ได้งดงามมีแรงดึงดูดให้คนลุ่มหลงแบบปีศาจ แถมยังขาวซีดเพราะความกลัว แต่แววตาที่เป็นประกายกล้านั้น เพียงวูบเดียว กลับก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง เขาเผลอเบี่ยงมือตัวเองออกโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ทำร้ายเด็กหนุ่ม แต่ช้าไปเล็กน้อย กรงเล็บแทงเข้าไปที่เหนือไหล่ ชุดฉีกขาด เด็กหนุ่มเซล้มลง โยเฮย์รีบเข้ามาพยุง แต่เขากลับผลักออก

 

“ถอยไปก่อนขอรับ”

 

เด็กหนุ่มกุมไหล่ที่บาดเจ็บ เลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลจนมือที่กุมนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงเข้ม เขาเงยหน้าขึ้น หัวเราะแหะ ๆ พูดกับทามาฮิเดะโดยไม่สนใจสภาพน่าอนาถของตัวเองว่า “นี่ เจ้าจิ้งจอก อยากฆ่าอาจารย์ของข้า ก็มาเล่นสนุกกับข้าก่อนสิ อย่าเพิ่งใจร้อน”

 

“สละตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นแบบนี้อีกแล้วเรอะ? …เจ้านี่มัน!”

 

ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นออกมา ทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่เขารู้สึกคุ้นเคยกับแววตาคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก ความคิดที่จะสังหารคนตรงหน้าพลันหายวับไปในพริบตา มือยังคงกางกรงเล็บพร้อมสู้ ทว่าตัวกลับไม่ขยับไปไหน เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างโง่งม

 

“นายท่าน ระวัง!”

 

เหล่าคาไมทาจิกำลังมัวแต่สู้กับฟูยูฮิสะ พวกมันจึงทำได้เพียงร้องเตือนเมื่อเห็นโยเฮย์หยิบยันต์ออกมา ปาเข้าใส่ทามาฮิเดะ

 

ยันต์กระจายล้อมรอบจิ้งจอกหนุ่มทั้งห้าทิศ ก่อนจะกลายเป็นเปลวเพลิงลุกโชน มันคือคาถาเดียวกันกับที่ใช้กำจัดทามาโมะ ทว่าทามาฮิเดะทรงพลังกว่าพี่สาวของตัวเองมากนัก จึงไม่ได้โดนเผากลายเป็นเถ้าถ่าน เพียงแค่ร้องคำรามเพราะความแสบร้อนทรมานเท่านั้น ไม่นานไอปีศาจก็พวยพุ่งออกจากร่าง พุ่งตรงเข้าไปในยันต์เหล่านั้น สีทองของยันต์มัวหมองลงทุกขณะ ก่อนจะฉีกขาดออกกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ปลิวว่อน

 

ทำลายอาคมได้แล้ว แต่ทามาฮิเดะก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เขาทรุดลงกับพื้น คืนร่างเป็นจิ้งจอกเก้าหางสีดำมะเมื่อม ท่าทางอิดโรย ทางด้ายโยเฮย์ก็โดนพลังของทามาฮิเดะที่ใช้ทำลายยันต์นั้นย้อนกลับเข้าตัว จนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

 

ฟูยูฮิสะหยิบยันต์ขึ้นมาท่องคาถา ฉับพลัน ใบไม้ในป่าก็สั่นไหวเหมือนโดนแรงลม ก่อนจะทยอยหลุดออกจากกิ่ง แล้วรวมกลุ่มกันกลายเป็นคลื่นใบไม้ พุ่งเข้าโจมตีเหล่าคาไมทาจิ พวกมันชูคอขึ้นร้องด้วยความตกใจแทบจะพร้อมกัน แล้ววิ่งแตกกระเจิงหนีไป พอเห็นว่าทางสะดวกแล้ว เขาก็เรียกใบไม้นั้นกลับมา จู่โจมเข้าหาปีศาจจิ้งจอกที่กำลังบาดเจ็บอยู่

 

ใบไม้เหล่านี้ แม้ดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ด้วยอาคมทำให้บาดลึกเข้าเนื้อได้ ยิ่งไม่ต้องนับว่าใบไม้นับร้อยใบรวมกลุ่มกันจู่โจม คนโดนเข้าไม่มีทางหนีพ้น ซ้ำยังต้องบาดเจ็บหนักอย่างแน่นอน

 

ทว่าก่อนที่คลื่นใบไม้จะเข้าถึงตัวทามาฮิเดะ ลมหนาวเย็นก็พัดวูบมาจนพวกมันกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วแตกกระจายไป ร่างขาวซีดของยูกิอนนะปรากฏขึ้นพร้อมกับหิมะที่โปรยปรายลงมา นางคลายมนต์สะกดของไมลส์ได้แล้ว รีบพุ่งเข้ามาคว้าตัวจิ้งจอกสีดำพาหนีไป ฟูยูฮิสะวิ่งตาม แต่อยู่ ๆ ก็เกิดลมหิมะรุนแรงขึ้นบดบังทัศนวิสัย หลายนาทีต่อมา พอพายุสงบลง ปีศาจก็หายไปหมดแล้ว

 

ฟูยูฮิสะล้มเลิกความคิดที่จะไล่ตามต่อ หันกลับไปหาอาจารย์และรุ่นน้องของตน พอเห็นโยเฮย์ไอออกมาเป็นเลือดก็ตกใจ รีบเข้าไปพยุง

 

“อาจารย์!”

 

โยเฮย์ตอบ พลางหันหน้าไปหาลูกศิษย์อีกคนของตน “ข้าไม่เป็นไร…เจ้าเล่า โยชิอากิ?”

 

ไมลส์ไม่ตอบ ทรุดนั่งอยู่ที่พื้น พอวิกฤติผ่านพ้นก็แข้งขาอ่อนแรง ทั้งโล่งใจและประหลาดใจผสมกัน ในหัวว้าวุ่น นึกถึงคำพูดของปีศาจจิ้งจอก และสีหน้าท่าทางที่แสนจะคุ้นเคยนั่น

 

ทำไมถึงบอกว่า ‘อีกแล้ว’ ทั้งที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก

 

ทั้งที่ใบหน้าไม่เหมือนกัน แต่ทำไมเพียงพริบตาเดียวที่แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวและตกตะลึง กลับซ้อนทับกับใบหน้าของคริสโตเฟอร์อย่างแยกไม่ออก

 

…คือนาย….ใช่ไหม?

 

______________

 

A.L. Lee

กลับมาแล้วค่ะ หลังจากหายไปทำงานมานาน TwT ดังนั้นตอนนี้ก็อ่านกันให้จุใจไปเลยเนะ ตอนนี้อีกนิดก็จะ 5000 คำละ ยาวที่สุดที่ลีเคยเขียนเลย

และตัวจริงของออสมอนด์ก็เฉลยเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็มาดูกันว่าพวกเขาจะทำยังไงกันต่อไปนะคะ

ตอนนี้เป็นตอนที่เต็มไปด้วยฉากบู๊ และสกิลการเขียนฉากบู๊ของลีก็ช่างอ่อนด๋อยเสียเหลือเกิน แก้แล้วแก้อีกอยู่นั่นละ หากผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 215 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

441 ความคิดเห็น

  1. #248 sakura17 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 11:56
    ใช่จริงด้วย แล้วจำไมล์ได้ด้วยยย ฉากแอ็คชั่นสุดยอดมาก
    #248
    0
  2. #215 After_TeaTime (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 07:11
    ชอบพวกประโยคดึงอารมณ์แบบ '...คือนาย ใช่ไหม?' แงงงง ให้ฟิลซึ้งๆ คิดถึง คนึงหามากเลยค่ะ ได้เจอกันแล้วนะน้องT T
    #215
    0
  3. #140 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 12:02

    พระเอกคือจิ้งจอกจริงๆเหรอเนี่ย

    #140
    0
  4. #92 wanwisatar181161 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:59
    มาต่อเร็วๆน่าา>^<
    #92
    0
  5. #91 miyuukiMF (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 18:56

    กำลังพอดีเลยค่ะฉากต่อสู้

    ปล.ในที่สุดเค้าก็ได้เจอกัน //ปปรบมือ

    #91
    0
  6. #90 Pswmp (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 17:34
    ไรท์กลับมาแล้วว เย้ๆๆๆๆๆ กลับมาปุ๊ปบอกเลยว่าเกือบลืมเนื้อเรื่อง55555 สรุปออสมอนด์คือทามาฮิเดะใช่มะ แล้วไวรัสล่ะ โผล่มาแล้วหรือยัง ถ้าโผล่มาแล้วก็นึกไม่ออก 5555
    #90
    0