Hey, it's kind of long story

ตอนที่ 8 : Scene 6 | Please see me reaching out for someone I can't see [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ส.ค. 57

| 6 |

Please see me reaching out for someone I can't see

ได้โปรดมองว่าฉันกำลังเอื้อมมือควานหาใครบางคนที่ไม่มีตัวตน

 

             ไม่รู้ว่าฉันคิดถูกหรือไม่ที่มาหาพอลที่ตึกวิศวะ วันนี้เป็นวันศุกร์ นักศึกษาทุกคนเลยนั่งทำโปรเจ็กงานอะไรบางอย่างที่ใต้ตึกกันอย่างคับคั่ง ฉันไม่เคยเดินมาแถวจริงๆ อีกอย่างฉันไม่ได้บอกพอลไว้ด้วยว่าจะมาหาเขา เพราะโดยปกติแล้ว ฉันไม่ค่อยสุงสิงกับพอลและเพื่อนๆ เขาสักเท่าไร ฉันอาจจะดูหยิ่งในสายตาเพื่อนๆ ของพอล แต่ก็เพราะว่าได้ข่าวว่าพวกเขาเป็นเพลย์บอยกันทั้งนั้น ฉันก็ไม่อยากจะยุ่ง แล้ววันนี้ฉันไม่ได้มีแผนอะไรทั้งสิ้นหรอก แต่ว่าถ้าหากว่าอยู่กับนายนั่น ฉันจะได้ถามเขาไปว่า เขาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องคำสาป บ้าบอ นี่หรือเปล่า

            ฉันเดินเข้าไปท่ามกลางคนนับร้อยที่วุ่นวายกันแผ่นไม้อะไรสักอย่างอยู่ ไม่รู้ว่าพอลอยู่ตรงไหน ถึงแม้ว่าทุกคนวุ่นวายดูไม่สนอะไร แต่ฉันก็แอบไม่มั่นใจ เมื่อตัวเองอยู่ท่ามกลางผู้ชายเกือบทั้งหมด และในที่สุดฉันก็มองเห็นพอลและวิลโล่ ที่นั่งกันอยู่ ฉันตัดสินใจสาวเท้าเข้าไปหาพวกเขาอย่างไม่รีรอ และเมื่อพอลเงยหน้าขึ้นมา ฉันโบกมือให้เขา พอลทำหน้าเหวอสุดๆ เมื่อจู่ๆ ฉันก็โผล่มาหาเขาโดยไม่บอกก่อนล่วงหน้า

            “แกมีอะไรป่ะเนี่น โผล่มาหาฉันถึงคณะเลย”

            “เปล่านี่ ฉันก็แค่เบื่อๆ เพื่อนคนอื่นก็กลับไปกันหมดละ” ฉันตอบหน้าตาย และสอดตัวลงเก้าอี้ไม้ยาวที่พวกเขานั่งกันอยู่

            “เจอกันอีกแล้ว ขอโทษที่วันนั้นเผลอไปทำตัวรุ่มร่ามกับเธอ” ฟิลลิบพูดขึ้นเมื่อฉันนั่งบนเก้าอี้เรีนบร้อย

            “ไม่เป็นไรหรอก นายยังไม่ได้ทำอะไรฉันเลย” ฉันตอบฟิลลิปอย่างไม่ติดใจอะไร ก็วันนั้นเขาเมานี่นา

            “ไอ้ฟิลลิปถ้าเกิดทำรังแกน้องฉันอีกละก็ ฉันไม่ให้แกเข้าบ้านจริงๆ ด้วย” พอลเค้นเสียงขู่ฟิลลิปราวกับหมายหัวไว้แล้ว

            “จุ๊บๆ เพื่อนรัก ฉันจะไม่ทำอีกน้า ตอนนั้นฉันมันเมา”

            “อี๋ ไอ้ฟิลลิป” พอลหัวเราะและพลักหัวฟิลลิปไปอีกด้านอย่างรังเกียจเพื่อนชายตัวเองที่ทำท่าออดอ้อน

            “แล้วนายเมื่อไรนายจะทำเสร็จอ่ะ” ฉันเอ่ยถามพอล พร้อมกับชะเง้อคอมองหานายโจเซฟอย่างเนียนๆ

            “อีกนานเลย”

            “อ้อ~”

            “แล้วนี่เธอคิดยังไง ถึงมาที่นีไ่ด้เนี่ย” ลีโอนาดเปรยขึ้นมา ขณะที่ตัวเองนั่งถือซองเลย์อยู่ในมือ

            “แปลกมากหรือไง ก็ฉันไม่มีอะไรทำ”

            “ยังไงถ้าแกเบื่อมากก็บอกไอ้ลีโอ หรือเซฟ ไปส่งละกัน เออว่...าแต่ไอ้เซฟไปไหนวะ” พอลว่าแล้วมองไปซายมองขวา

            “มันคงไปหาที่รักของมันฉันว่า”  ลีโอนาดพูดขึ้นมา

            ที่รักเหรอ..

            คงจะเป็นยัยคนที่เขาพลอดรักเมื่อวันก่อนแน่ๆ เฮอะ หมั่นใส้จริงๆ

            “มโนอะไรอยู่คนเดียว” เสียงของใครบางลอดผ่านเข้ามาโสตประสาท ขณะที่ฉันกำลังคิดเรื่องของนายนั่น ทว่าพอหันหน้ากลับไป เขาคนนั้นก็โผล่ให้มาเห็นกับตา

            “เรื่องของฉัน” ฉันตอบเขากลับไป พลางมองตรงไปข้างอย่างไม่ค่อยสนใจเขา ทั้งที่ความจริงแล้วที่มาที่นี่ก็เพื่อนจะมาถามเขาเรื่องไอ้คำสาปแท้ๆ เลย

            “โกรธฉันงั้นเหรออ~”

            “โกรธบ้าอะไร”

            “ไม่โกรธแล้วทำไมไม่สนใจ ทีฉันยังไม่โกรธที่เธอเอาไอ้ปากกาเมจิกมาเขียนบนหน้าฉันเลย เนี่ยยังไม่ลบไม่หมดด้วยซ้ำ” โจเซฟพูดพลางยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้

            จนฉันอดทนไม่ไหวและหันหน้าไปแว้งใส่เขา ทว่า..

            “เสร็จฉันล่ะ ฮ่าๆ” เพราะทันทีที่หันไปหาไป หมอนั่นก็ใช้ปากกาที่อยู่ในมือขีดที่หน้าผากฉันพอดับพอดี

            “กรี๊ดดด! นี่นายทำอะไรของนายน่ะ” ฉันร้องลั่นพร้อมกับ ใช้มือถูหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อลบรอยปากกานั่น

            “ฮ่าๆ”

            พลัก!

            ฉันลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว แล้วต่อว่าอย่าอดไม่ได้

            “ตลกมากหรือยังไงหะ ที่แกล้งฉันอ่ะ”

            “อืมตลกมาก”

            “ถ้าแกล้งฉันเสร็จแล้วก็อย่ามาายุ่งกับฉันอีก!” พอบพูดจบฉันก็เดินหนีเขาไปทันที เพราะฉันเริ่มรู้สึกโกรธจริงๆ คงเป็นเขาแน่ๆ ที่ปั้นเรื่องหลอกฉันเรื่องคำสาป

            “เฮ้ๆ โกรธอะไรเนี่ย ก็แค่ปากกาเอง ลบออกง่ายจะตาย” ฉันไม่สนใจเสียงที่ไล่ตามาด้านหลังแล้วก้าวเท้าพลวด เพื่อหวังจะเดินหนีเขาไปให้ไกลมากที่สุด

            “อย่ามายุ่งกับฉัน!”

            “ทำไมต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นด้วยแอนดี้” โจเซฟว่าแล้วเดินมาติดๆ ฉันเร่งฝีเท้าเพื่อไม่ให้เขาตามทัน ทันใดนั้นเขาก็วิ่งปรี่เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

            “เฮ้”

            “นี่ ถอยไปนะ!”

            “เธอเป็นอะไร โกรธเรื่องที่ฉันกอด หรือเขียนหน้าเธองั้นเหรอ”

            “พูดอะไรนะ!” ฉันขมวดคิ้วมองเขาที่พูดเรื่องกอดเมื่อวันก่อน

            “แล้วมันเรื่องอะไร” เขาแย้งขึ้นมาบ้างเพื่อหาคำตอบ และใช้ในตาสีฟ้าจ้องลึกเข้ามาในตาดวงฉัน

            “สนุกมากใช่ไหมที่แกล้งฉัน ที่กุเรื่อง คำสาป และไอ่เลือดปลอมนั่นอีก ฉันไม่กลัวหรอกนะ”

            “ว่าไงนะ ฉันไม่เช้าใจที่เธอพูด” 

            “อย่ามาทำไขสือหน่อยเลย”

            “อะไรคือ คำสาป และเลือดปลอม..” โจเซฟพูดขึ้นมาพร้อมกับตีหน้างุนงงอย่างไม่เข้าใจ ฉันเลยต้องกระจ่างให้เขาเข้าใจ

            “ก็เพราะนายอยากแกล้งฉันให้กลัวนาย เลยเอาเลือกปลอม มาแกล้งฉันใช่ไหมล่ะ วันนั้นไงที่ฉันส่งข้อความบอกพอล นายอยู่ในเหตุการณ์อยู่แล้วสิ” ฉันแสะยิ้มขึ้นมา

            “เดี๋ยวนะ คำสาปเหรอ..”

            “ใช่! คุ้นแล้วใช่ไหมเล่า” พอเขาได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไป ฉันเลยใช้โอกาศสะบัดแขน และเดินหนีเขาทันที โจเซฟตะโกนไล่หลัง ทว่าฉันไม่สนใจว่าเขาจะพูดอะไรและเดินต่อไปเรื่อยๆ เหอะ ฉันเกลียดเขา เกลียดเขาที่สุดเลย!

 

 

 

คืนนั้น

 

            ก๊อก! ก๊อก!

            อืมใครกันน่ะ ฉันขยับตัว และหยิบหมอขึ้นมาปิดหู ง่วงคนจะนอนอย่ามายุ่ง           

            ก้อก! ก้อก! ก้อก!

            “แอนดี้แกจะไม่ออกมากินอะไรก่อนนอนเลยหรือไง” เสียงพอลตะโกนเข้ามาทำให้ฉันจำใจต้องลุกขึ้นมาเปิดประตูให้เขา

            แกร็ก~

            “มีอะไรพอล”

            “แกยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่กลับมา ไปทะเลาะอะไรกับไอ้โจเซฟ” พอลเดินเข้ามาถามหน้าเครียด เพราะหลังจากเหตุการณ์เมื่อตนเย็น ฉันก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับโดยไม่ล่ำราพอล นั่นเป็นสาเหตุที่เขาต้องเค้นหาความจริงแบบนี้

            “เอ่อ…ไอ้คำสาปที่แกหมายถึง โจเซฟมันไม่ได้ทำหรอกนะ” พอลเอ่ยขึ้นมาท่ามกลามความเงียบ

            “นายจะไปรู้ได้ยังไง”

            “ถึงมันจะเป็นคนกวนประสาท แบบนี้แต่มันก็ไม่มีทารังแกผู้หญิง” ถึงพอลจะยืนยันแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากเชื่อและเมินหน้าหนีเขา “แล้วเรื่องทั้งหมด มันก็เกิดขึ้นเพราะแฟนคลับของมัน”

            “แฟนคลับ ?” ฉันกรอกตาอย่างไม่เชื่อ นี่เขาป๊อปถึงขั้นต้องมีคนมาชอบมากมายขนาดนี้เลยงั้นเหรอ

            “เออ ไอ้นี่มันฮอตจะตาย”

            “แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วย” ฉันถามพอลอย่างมีน้ำโห ทำไมต้องเป็นฉันที่โดนอะไรแบบนี้

            “ฉันรู้ว่าแก โกรธที่มันเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด” พอลเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็เอ่นขึ้นมา “แต่มันคงไม่ตั้งใจ”

            “ยังไงก็ตาม นายก็เลิกเข้าข้างเขาสักที!” ฉันโมโหเพราะไม่อยากฟังสิ่งที่พอลพูด ทำไมต้องมาปกป้องเขาด้วยนะ ถ้าฉันไม่ได้รู้จักพอลก่อนหน้านี้ ฉันก็คงคิดว่าเขาเป็นเกย์แน่ๆ

 

 

#หลายวันต่อมา

 

            “พอลฉันไปนะ”

            ฉันว่าขณะก้าวเท้าออกจากประตูบ้านโดยไม่รีรอให้พอลพูดอะไร หรือเขาจะได้ยินหรือไม่ ฉันขี้เกียจฟังพอลพูดถึงเรื่องนายนั่น เ

            บื่อเต็มทน ถึงเขาไม่ได้ เขาก็เป็นต้นเหตุอยู่ดี -_-

             ฉันได้ยินพอลตะโกนมาจากข้างในบ้าน ทว่าฉันไม่สนใจและรีบเดินออกไปทันที ทว่าจู่ๆ ก็มีรถสปอร์ตสีดำของใครบางคนขับเลื่อมาจอดตรงหน้าฉันพอดิบพอดี ฉันมองรถคันอย่างไม่ใส่และเดินผ่านไป แต่ว่าเสียแตรที่ถูกบีบดังลั่นก็ทำให้ฉันต้องหยุดเดิน

            ฉันหันไปตามเสียงนั่น พร้อมกับประตูรถที่ถูกพลักออกมาด้วยบร่างสูงที่ฉันคุ้ยเคย

            “จะไปไหน” เจ้าของเสียงเดินมาพร้อมกับถือวิสาสะจับข้อมือฉันไว้

            “โจเซฟ ปล่อยฉัน”

            “เดี๋ยวฉันไปส่ง” เขาว่าอย่างไม่สนใจ พร้อมกับดึงมือฉันไปที่รถสีดำของเขา

            “ฉันไม่ไป” ฉันพูดอย่างมีน้ำโห

            “คนอุตส่าห์มารับ”

            “เรื่องของนายสิ” ฉันสบับมือเขา นี่คงเป็นครั้งที่พันที่ฉันสบับมือจากมือของเขา

            “ฉันรู้ว่าเธอโกรธและคนเกลียดฉัน แต่ให้โอกาศฉันได้รับผิดชอบเธอบ้างได้ไหม”

            “เวลานายเกลียดใคร นายก็คงไม่อยากอยู่ไกล้คนๆ นั้น ก็เหมือนกันฉัน”

            “ฉันไปทำอะไรให้เธอเกลียดนักหนา”

            “นายไม่เข้าใจเหรอ ถ้าฉันยังยุ่งกับนายแบบนี้ต่อไป แฟนคลับโรคจิตของนายก็คงไม่ปล่อยฉันไว้แน่ อีกอย่างทำไมฉันต้องเสี่ยงชีวิตให้คนที่ฉันเกลียด”

            ฉันเบือนหน้าหนีคนตรงหน้า ไม่อยากจะรับรู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไง ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจที่พ่นออกมาเฮือกใหญ่ ฉันรู้ว่าพูดแบบนี้อาจจะแรงไป แต่ฉันก็หยดพูดคำว่าเกลียดเขาไม่ได้สักที

            “โอเค ถ้าเธอสบายใจ”

            “…”

            ฉันอยากจะตอบว่าใช่ แต่ว่าริมฝีปากกลับไม่สามารถเปิดอ้าออกมาได้ ให้ตายสิ แอนดี้ เธอเป็นอะไรของเธอ

            เสียงรถที่แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว รับรู้ว่าเขาได้ไปแล้ว ฉันจึงหันหน้ากลับไปมองอย่างไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้ว่าหัวใจมันกลับเต้นช้าลงและช้าลง

            “ฉันทำถูกแล้วแหละ ถ้าไม่มีเขา อะไรๆ มันด็ดีขึ้น”

 

 

ที่มหาวิทยาลัย

 

            ไม่ยักรู้ว่าการที่ไม่ได้รถไฟใต้ดินตั้งนาน มันทำให้ฉันทำอะไรผิดถูกๆ ให้ตายเถอะ ฉันคงเบลอไปแล้วแน่ๆ แต่ยังไงก็ตามฉันก็มาที่ UML ได้อย่างถูกต้อง ฉันเดินเล่นพลางในห้องโถงของมหาลัยฯ พลางๆ เพราะมาถึงก่อนเวลา

            “อ้าวแอนดี้!” เสียงของเล็กๆ เพื่อนคนหนึ่งในคลาสเข้ามาทักทายฉันอย่างสนิท เธอชื่อมีนา สาวลูกครึ่งไทยตัวเล็ก “มาถึงนานแล้วเหรอจ๊ะ”

            “อื้มใช่ แล้วเธอหล่ะ”

            “อื้อ เรามาลงทะเบียนเพิ่มวิชาเรียนน่ะ”

            “อ๋อ..”

            “ว่าแต่แอนดี้ได้เลือกชมรมยังอ่ะ นักเรียนปีหนึ่งต้องลงทุกคนนะ”

            ฉันไม่ยักจะรู้มาก่อนเลย ถ้าไม่ลงจะเป็นอะไรไหมนะ ฉันยิ่งไม่อยากสุงสิงกับใครซะด้วยสิช่วงนี้

            “อ่ะ นี่..เอาไปดูนะ มีชมรมให้เลือกมากมายเลยน่ะ” มีนายื่นโบวชัวมาให้ฉัน

            “อาว่าแต่เธอ เลือกอยู่อะไรเหรอ” ฉันถาม

            “อ้อ เราเลือกชมรมสเก็ตน่ะ ฮิฮิ เขาว่าคณะนี้รุ่นพี่น่ารักๆ เยอะเลย” มีนาอมยิ้มอย่างเขินๆ “แอนดี้มาอยู่กับเรามั้ย”

            “อา ไว้ฉันดูอีกทีก่อนแล้วกัน” ฉันยิ้มให้เธอแห้งๆ

            “อิอิ ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีอะไรทำก็มาอยู่กับเราได้ ^_^”

            “โอเคจ๊ะ”

            ฉันกับมีนาคุยกันจนกระทั่งถึงเวลาเรียน เราเดินเข้าคลาสพร้อมกับนักศึกษาหลายคนๆ วันนี้เรามีเรียนคอมพิวเตอร์กาฟฟิก เราจึงเดินมาเรียนที่ตึกคอมพิวเตอร์รวม ที่ UML ทุกอย่างจะแบ่งเป็นระเบียบและเป็นระบบ ถึงแม้ว่าฉันจะเอาแล็บท็อบมาเองแต่ว่า เราก็ต้องไปที่ตึกรวมอีกที ฉันกับมีนาเดินมาานั่งด้านหน้าสุดของห้อง ไม่นานนักอาจาร์ยก็เข้ามา

            “สวัสดีจ่ะทุกคน ฉัน มิวนิกเอล เซฟเวอร์ จะมาสอนคลาสนี้ให้กับนักศึกษทุกคน ไม่ต้องมองว่าฉันเป็นอาจาย์หรอกนะ เพราะฉันไม่อยากแก่ อยากรู้อะไรก็ถามกันได้”

            “มิวนิเอลสวยเนอะ” มีนาพูดพลางมินิกเอลตาไม่กระพริบ

            ใช่เธอสวยมาก แต่ว่าใบหน้าเ            ๆธอละม้ายคล้ายกับใครสักคนที่ฉันเคยเห็น มันคลับคล้ยครา เอ..หรือฉันจะคิดไปเอง

             “แล้ววันนี้ก่อนที่เราจะเริ่มคลาส ฉันอยากแนะให้เธอรู้จักกับผู้ช่วยฉัน โจเซฟ บาร์เนโน่”

            แปะๆ!

            “กรี้ดๆ คนนี้ไงๆ” มีนาว่าแล้วเจย่าแขนฉันลักๆ “รุ่นพี่ที่ฉันชอบ” ฉันหันไปมองตามเสียงของมีนา และแล้วคนที่ฉันไม่อยากจะเจอ ก็มายืนอยู่ตรงหน้า

            พ่าง!

            “นะนาย โจเซฟ”ฉันมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะวันนีเขาแต่งตัวเรียบร้อยผิดปกติ หน้ำซ้ำยังใส่ชุดกางเกงสสแล็ก เสื้อเชิรต์ กับแว่นเนิร์ดเหมือนหนุ่มทำงานบริษิทอีกอีกต่างหาก

            เดี๋ยวๆ ฉันตามไม่ทัน

            “สวัสดีครับ ผมโจเซฟ บาลแนโน่ อยู่ชั้นปีที่ 4 ยินดีที่รู้จักทุกคนครับ มีอะไรก็ถามกันเข้ามาได้นะ” หมอนั่นโปรยยิ้มกว้างอย่างหน้าหมั่นใส้

            “แหวะ”

            “ว่าไงนะ” มีนาหันหน้ามาถามอย่างสงสัย

            “เธอชอบคนแบบนี้ลงไปได้ยังไง” มีนาเบิ่งตากว้างเมื่อฉันถามคำแบบนั้นกับเธอ

            “หืม..เราว่าเค้าน่ารักจะตาย..แอร๊ยเขามองมาทางนี้ด้วย”

            ว่าไงนะ! ตายล่ะ ถ้าเกิดว่าเขาเห็นฉันที่นี่คงคิดว่าฉันอยากเจอเขาแน่ๆ หันหน้าหลบดีกว่า

            “เอาล่ะ งั้นก็มาเริ่มเรียนกันดีกว่า” มิวนิเอลว่าพร้อมกับเปิดโปรเจ็กเตอร์

            ฉันหันไปมองนายโจเซฟ ดูเหมือนเขาจะยังไม่เห็นฉันแหะ ดีล่ะ

            “ว่าแต่..สองคนนั้นดูสนิทกันนะ” เสียงกระซิบจากยัยข้างหลังฉันพูดขึ้น

            “นั่นสิ กิ๊กกันหรือเปล่า แอร๊ย ความรักลูกษิิตกับอาจาร์ย์เล้าใจดีเนอะ”

            เหอะ เล้าใจบ้าบ้ออะไร ฉันนนี่แหล่ะ จะเอาเรื่องไปบอก Director เองว่าพวกเขากุ๊กกิ๊กกัน ฉันมองไปยังนายโจเซฟที่ดูยุ่งกับการสอนนักศึกษาคนอื่น แค่กดตรงนี้ ตรงนี้ ก็เสร็จละ จะต้องไปถงถามอะไรมากมาย ดีที่ฉันเรียนเรืองกราฟฟิกมาตอนไฮสคูลเลยทำให้เข้าใจไว

            “พี่โจเซฟมาตรงนี้หน่อยค่ะ”

            ว่าไงนะ! (  -o-) ฉันหันหน้าไปทางยัยมีนาที่ยกมือขึ้นพร้อมกับเรียกนายโจเซฟ จังหวะนั่นแหล่ะทำให้ฉันเผลอสบตากับเขาทันที

            ตึก ตึก ตึก

            นี่ทำไมฉันต้องใจเต้นด้วย ทั้งที่เมื่อตอนเช้าฉันยังผลักใสไล่ส่งเขาไปอยู่เลย ทว่าเขากลับมองกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า จนทำให้ฉันรู้สึกเหวงๆ ในท้องแปลกๆ จนทำให้ฉันที่ทนไม่ได้แล้วหลบสายตาเย็นชานั่นไปแทน

            “นั้นๆ เขากำลังเดินมาแล้ว >.<”

            ตึก ตัก ตึก ตัก

            “ไม่เข้าใจอะไรตรงไหนเหรอ”

            “เอ่อ…อา ตรงนี้ค่ะ มีนาไม่เข้าใจว่าทำไม..”

            ชิส์ ไม่เข้าใจก็ถามฉันสิ จะถามหมอนั่นทำไม เหอะ ยัยมีนานี่ก็ไมเบาจริงๆ กรี้ด ทำไมฉันรู้สึกตัวเองเป็นนางร้ายเนี้ย ฉันเหลือบไปมองที่โจเซฟที่สอนมีนาอย่างใกล้ชิด ไม่รู้ว่าคิดเองไปหรือเปล่า แต่ว่ายัยมีนานั่นดูดี๊ด๊าเป็นพิเศษ

            ตึ้ง!

            “โอ๊ย!”

            ไอ้แลปท็อบ บ้า ทำไมถึงตกลงมาได้ โอย~

            แล้วที่สำคัญยังมาโดนที่เท้าฉันอีก ฉันก้มตัวลงมาแตะที่เท้าตัวเองเบาๆ เจ็บเป็นบ้า แล็ปท็อปบ้านี่ก็ไม่ใช่เบาๆ นะ

            “เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มของคนข้างๆ ก้มลงมาจับที่เท้าฉันอย่างวิศสาสะ และที่มากกว่านั้น ยังเป็นนายโจเซฟอีก ฉันกัดปากเบาๆ เพื่อกลั้นความเจ็บปวด ความรู้เหมือนโดนเหยีบเท้ายังไงอย่างนั้นแต่มากกว่านั้นสักร้อยเท่า เพราะมันบังเอิ๊นบังว่ามันดันตกลงมันทิ่มที่นิ้วโป้งฉันพอบดิบพอดี

            “ฉันไม่เป็นไร กลับไปทำหน้าที่นายเถอะ”

            “ไม่เป็นไรได้ไงกัน กัดปากตัวเองจนแดงขนาดนี้” เขาว่าพลางเลื่อนนิ้วโป้งมาแตะที่ริมปากฉันเบาๆ แถมสายตาที่มองมานั่นยังรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาสะแบบนั้น

            ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ได้

            “มิวนิกเอล ฉันขอเวลาพานักศึกษาขอเธอ ไปปทำแผลที่ห้องพยายามบาล” โจเซฟว่าแล้วตะโกนบอกเธอที่ยืนมองฉันอย่างงๆ

            ว่าไงนะ! ฉันหันไปมองคนข้างๆ อย่างแปลกใจ

            “เดี๋ยวๆ สิคะ” มีนาที่อยู่ข้างๆ ฉันยกมือขึ้นท้วงๆ โจเซฟ

            “ขอโทษนะ” ไม่ทันตั้งตัว เขายกตัวฉันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ย้ายมาอยู่ในอ้อมกอดจนฉันต้องเอามือค้องคอเขาอย่างรวมดเร็ว 

            “ฉันก็แค่เจ็บเท้านะ ปล่อยเถอะ ฉันเดินเองได้”

            “ไว้ไปถึงห้องพยบาล ฉันจะปล่อยเธอ” เขาเดินดุ่มๆ ไม่สนใจฉัน ไม่มองไม่อะไรทั้งสิ้นเขาเดินฝ่าคนที่อยู่ในห้อง จนมิวนิกเอลมองเราทั่งคู่อย่างทึ่งๆ

            ตึก ตัก ตึก ตัก

 

            ทำไมหัวใจมันถึงเต้นไม่หยุดขนาดนี้

#ห้องพยาบาล           

 

            “ปล่อยฉันลงแค่นี้ก็พอแล้ว” ฉันเอ่ยขึ้นมาเมื่อโจเซฟมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพยาบาล

            “เจ็บขนาดนี้ยังจะปากดีอีก”

            “จิ๊ นี่นาย” ฉันทุ้บแผงอกเขาไปแรงๆ หนึ่งทีโทษฐานที่พูดจาไม่เข้าหูสักเท่าไร เมื่อเราเจอคุณพยาบาลเขาก็อุ้มฉันวางบนเตียงอย่างเบามือ

            ทำไมเขาต้องมาทำตัวสุภาพบุรสด้วยนะ อยากจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดกับฉันงั้นเหรอ

            “ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากยุ่งกับฉัน แต่เห็นสภาพเธอแล้วฉันทนไม่ไหวจริงๆ” เขาเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

            “นายหมายความว่าไงยะ งั้นก็กลับไปหาอาจารย์ที่รักของนายเถอะ”

            “หะ เธอว่าไงนะ” โจเซฟเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับย่อตัวลงที่พื้น พร้อมกับช้อนตามองฉันเพื่อจะเอาคำตอบ จากนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมาราวกับว่าฉันพูดอะไรผิดไป “ฮ่ะๆ อาจารย์ที่รักเหรอ”

            ฉันแบะปากใส่ท่าทางของเขาอย่างหมั่นใส้ คงดูใจใช่ไหมล่ะ

            “อืม..ก็อาจจะจริง” เขาแสะยิ้มขึ้นมา

            เห็นไหมละ ฉันพูดผิดตรงไหนกับ พวกเขาเป็นคู่รักกัน แล้วยังจะมารับผิดชอบฉัน ให้ตายสิ

ว่าแต่ทำไมฉันถึงรู้สึกหงุดหงกพิกล โอ้ย ยัยบ้าแอนดี้

            “เป็นอะไรหืม เจ็บเท้าเหรอ” เขาว่าแล้วค่อยๆ ถอดรองเท้งผ้าใบฉันออกอย่างเบามือ

            “อะ..โอ๊ย อย่าจับได้ไหมเล่า” ฉันแว้งเมื่อคนด้านล่างพยายมนวดคลึงนิ้วเท้าที่ช้ำแดงจนเป็นสีเลือด

            “เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำแข็งมาประคบนะ” โจเซฟว่าแล้วเดินหายเข้าไปข้างในห้องพยาบาล จากนั้นไม่นายเขาก็ออกมพร้อมกับถุงน้ำแข็ง

            “เธอนี่มันซุ่มซ่ามจริงๆ ไปทำยังไงให้แล็ปท็อปหล่นมาได้”

            “ฉันจะไปรู้เหรอ จู่ๆ มันก็ดันหล่นลงมาเอง” ฉันตอบคนด้านล่างที่บ่นราวกับตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้วฉันเป็นเด็ก เฮอะ

            “นี่นาย กลับไปมามิวนิเอลเถอะ เธอคงเหนื่อยแย่”

            “ไม่เป็นหรอก คลาสแรกไม่มีอะไรมาก ดูแลยัยเด็กดื้ออย่างเธอดีกว่า” โจเซฟว่าแล้วยกตัวขึ้นมานั่งข้างๆ ฉันปล่อยให้ถุงน้ำแข็งประคบอยู่เท้าฉันแบบนั้น

            คงขี้เกียจแล้วล่ะสิ :(

            “คิดว่าทำตัวแบบนี้ฉันจะหายโกรธหรือยังไง” ฉันพูดขึ้นมา

            “อืม แล้วได้ไหมล่ะ” เขาว่าแล้วยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้

            “เฮอะ” ฉันเบะปากใส่คนข้างๆ แล้วหันหน้าหนีเขาที่ขยับตัวเข้ามาใกล้อยู่นั่น “ฉันไม่มีทางหานโกรธนายหรอก ตราบใดที่แฟนคลับนายยังไม่เลิกตามรังควาญฉัน”

            “ก็บอกแล้วไงว่าจะรับผิดชอบ 

To be continued...

_________________________________________________________________________________

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #141 Cheshire♥. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 15:12
    อยากเป็นอนดี้ เหอๆๆๆ -.,-///
    เขียนเก่งอ่ะ ><
    #141
    0