Hey, it's kind of long story

ตอนที่ 5 : Scene 3 | You often meet your fate on the road you take to avoid it [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ส.ค. 57


| 3 |

“You often meet your fate on the road you take to avoid it.”

ยิ่งหนีโชคชะตามากเท่าไร ก็ย่อมจะเจอมันมากเท่านั้น

 

 

#เช้าวันต่อมา           

 

            ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาติดสอยห้อยตามไอ้พี่ชายตัวแสบที่อ้างนักอ้างหนาว่ารักน้องสาวสุดหัวใจ แต่กลับมาตะโกนปลุกให้ไปมหาวิทยาลัยกับเขาทุกๆ วัน เพราะป้าแมรี่ไม่อยู่แท้ๆ เลย ความจริฉันก็มีความสามารถที่จะนั่งรถไฟใต้ดินไปมหาวิทยาลัยเองได้ หรือกระทั่งขับรถเองได้ ฉันมีใบขับขี่แล้วนะ! และที่บ้านเราก็มีรถว่างตั้งหลายคัน แต่พอลกลับไม่ยอมให้ฉันขับเอง อาจจะเพราะฉันเองที่ไปสร้างเรื่องไว้ จนอีกคันของพอลเป็นรอยขีด (‘’-_-) ฉันจึงต้องนั่งสัปงกมองทางด้านหน้าอย่างไร้จุดหมายอยู่ในรถที่อุดอู้ของพอลอยู่อย่างนี้

            เมื่อวานที่ฉันได้รับรู้ถึงความเป็นไม่ได้ของโลก ฉันก็แอบช็อกเบาๆ แต่แอบเก็บท่าทางไม่ให้คาลีนรู้ ทำไมฉันต้องมาเกี่ยวของกับนายโจเซฟ ทั้งพี่ทั้งน้อง ทั้งเพื่อน ให้ตายสิ เขามีน้องสาว และน้องสาวเขาก็เป็นเพื่อนกับฉัน แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคาลีนอยากให้ฉันรู้ว่าเธอคือน้องหมอนั่นยังไงก็ไม่รู้ เธอดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกแปลกๆ กับเธอ ฉันปัดความคิดอคติในหัวของตัวเองออกไป ให้ตายสิ เธอออกจะดีกับฉัน ทำไมฉันถึงคิดอย่างนั้นกับเธอได้นะ (โหมดคนดี)           

            ฉันหวนกลับเข้ามาอยู่ในโลกของความเป็นจริงเมื่อนั่งเท้าคางทอดมองภาพถนนข้างหน้า ราวกับตัวเองอยู่ในหนังกลางแปงเมื่อสิบปีที่แล้วหรือหนังเก่าๆ ที่ฉายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “พอล ฉันถามจริง ทำไมต้องเอาฉันมาตกระกำลำบากด้วยยะ” ฉันเท้าคางและถามพอลที่หักพวงมาลัยรถไปมาอยู่ข้างๆ

            “ฉันไม่อยากทิ้งให้เธออยู่บ้านคนเดียว”

            นั่นเหรอ เหตุผลขอลเขา

            “บ้าจริง ฉันโตจนตัวจะเท่านายแล้วนะ” ฉันมอมค้อนเขาที่ทำท่าอย่างกับว่าฉันยังเป็นเด็กอยู่

            “หน่า นี่มันก็ไม่ได้เช้าอะไรมากนะ แอนดี้” 8 โมงครึ่ง ค่ะ.. สำหรับฉันมันเช้ามาก ฉันมันยัยขี้เกียจได้ยินไหมทุกคน

            “งั้นก็นอนๆ ในรถไปดิ” พอลว่าอย่างไม่ใส่ใจ

            “ช่างเถอะ ว่าแต่ทำไมนายต้องมาทางที่มันมีแต่ป่ากับแบบนี้เนี่ย”

            รอบตัวฉันตอนนี้มีแต่ตั้นไม้สูงเลยรถและถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหญ้ารกๆ

            “ทางลัดอ่ะ”

            “ไม่ใช่ว่าหลงใช่มั้ย” ฉันถามและหรี่ตามองพอลอย่างไม่แน่ใจ

            “เฮ้ย เชื่อมือพี่ชายคนนี้สิครับ”

            ฉันกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายกลับคำตอบของเขา ทางลัดอะไร ทั้งๆ ที่เขาเอาแต่จ้องมอง Google Maps ใน IPad ด้านหน้า ถ้าหลงนะน่าดูเลย ฉันจะทึ้งหัวให้ลืม

            ในที่สุดเราก็มาถึงไปสะพานไฮเดนเทิร์ก ว่าแต่มาทำไมที่นี่ เออ..เมื่อนานมาแล้วที่นี่จัดว่าเคยเป็นสถานท่องเที่ยวที่สวยงาม เป็นแหล่งชมวิวเพราะแอบบอยู่บนเนินเขาสำหรับนักท่องเที่ยว ที่สำคัญเป็นสวยสาธารนะที่สวยงานที่สุดของรัฐ แต่เมื่อสองปีที่แล้วมีข่าวฆาตกรรมที่นี่และยังหาตัวคนร้ายไม่เจอ ที่นี่เลยถูกปิดตัวเพราะความน่ากลัว แต่มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะว่าพอลมาที่นี่บ่อยๆ พร้อมกับกลุ่่มเพื่อนๆ ของเขา จัดปาร์ตี้ ตั้งรกรากกันเลยทีเดียว จนทำให้ที่นี่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

            พอลจอดรถใต้ต้นไม้ที่ห่างกับเนินเขาที่เขาเดินขึ้นไปประมาณ 50 เมตรได้ และบอกให้ฉันนั่งรอในรถที่จอดไว้ ส่วนเขาก็เดินไปคุยกับเพื่อนที่ยืนกันอยู่ตรงเนินเขาตรงหน้า ทว่าด้วยสายตาที่แหลมคมของฉัน สามารถมองพอลกับเพื่อนๆ ได้อย่างชัดเจน ในมือของทุกถือด้วยก้านบุหรี่สีขาวกับควัลนวลๆ ที่คละคลุ้มรอบตัวพวกเขา ดูจากสีหน้าของพอล ฉันว่าที่เขาพาฉันถอกมากับเขาที่นี่ได้ คงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร แต่ยังไงก็ตามมันไม่เกี่ยวกับฉัน จะเอาฉันมาทำไมยะ แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องผู้หญิงอะไรเทือกนั้นหรอกนะ

            ไม่ทันจะขาดคำ

            จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาอยู่ตรงกลาง ท่าทีเธอดูไม่เกรงกลัวใดๆ แถมดูท่าทางยังสนิดสนมกับพอลอีก แต่เอ๊ะ เหมือนเธอจะมากับใครอีกสักคนหนึ่ง เพราะจู่ๆ ก็มีผู้ชายดึงแขนเธอไปประชิดตัวเขา อย่างกับดูหนักรักสามเหลี่ยมทองคำอย่างไงยังงั้น

            “สัวัสดี~” เสียงหวานทุ้มของใครบางคน ทำไมให้ฉันหยุดการมโนภาพตรงหน้าไปอย่างสิ้นเชิง และหันตามเสียงของคนเบื้องหลัง

             ในตาฉันกลับสะดุดสายตาเข้ากับใบหน้าและแววตาของเขาด้วยความแปลกใจ ในตาสีน้ำตาลฮาเซลนัทร่ายมนต์สะกดใส่ฉันอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งริมฝีปากบางที่เฉียบนั้นคลี่ยิ้มเล็กๆ ออกมาให้อย่างคุ้นเคย ฉันกระพริบตาสองสามที เหมือนหลุดพ้นออกจากมนต์สะกดพร้อมกับหันหน้าหนีเขาอย่างทันที

            “หยิ่งจัง” ทว่าเขากลับเอ่ยคำพูดว่าฉันขึ้นมา พร้อมขยับตัวเข้ามาใกล้

  “เธอสบายดีหรือเปล่า” ฉันเหลือบตาไปมองดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ฉันไม่ค่อยจะอยากคุยกับนักเขาหรอก แต่ว่าในตาคู่นั้นมันดึงดูดจนต้องมองกลับไปอย่างไม่มีเหตุผล

            “ฉันสบายดี..เอ่อ...ว่าแต่เราเคยรู้จักหรือเปล่า” เป็นคำถามที่ฉันไม่ควรจะเริ่มบทสนธนากับคนแปลกหน้า ทว่าฉันเก็บความสงสัยให้กับดวงตาคุ้นเคยนี่ไม่ได้จริงๆ

            เขานิ่งชั่วครู่ จากนั้นก็แสะยิ้มพร้อมกับคำพูดที่จะดูรู้จักฉันมาก่อน “เธอ…จำฉันไม่ได้จริงๆ สินะ”

            “งั้นเราก็เคยเจอกัน?” 

            “อืม เราเคยเจอกัน เราเคยคบกัน และเราก็เคยรู้จักกัน”

             คำพูดที่คุ้นเคยทำให้ฉันนิ่งไปทันที เพราะตอนนี้ในหัวฉันมีแต่ชื่อของ ลีโอนาด

            ฉันหันกลับไปมองอย่างเพ่งพินิษอีกที และค่อยๆ มองเขาตั้งแต่บนลงล่างช้าๆ ตะ…แต่เป็นไปไม่ได้ ทั้งใบหน้าที่คมได้รูป จมูกเฉี่ยๆ และริมฝีปากบางเฉียบ ที่สำคัญความสูงและหุ่นเขามันเป็นคนละคนกันเลย!

            “ฮ่ะๆ” คนตรงหน้าหลุดหัวเราะขึ้นมาเมื่อเห็นว่าฉันขมวดคิ้วเป็นปม เหมือยไขปัญหาไม่ได้

            “คิดออกแล้วเหรอ ว่าฉันเป็นใคร”

            “ฉัน..ฉัน..”

            “ดูสิ เผื่อเธอจะจำได้บ้าง” เขากระตุกยิ้งและยื่นกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ ขึ้นมา ฉันรับมันมาแบบงงๆ มันเป็นภาพฟิมล์สมัยเก่าและสภาพเยินของมันที่ราวกับว่าเก็บมันไว้นานแสนนาน ทำให้ฉันรู้สึกคุ้นๆ อย่างบอกไม่ถูก ฉันมองอ้วนคนหนึ่งที่อยู่ในภาพ เขาไม่ได้ตัวสูงมาก เสื้อผ้าและสถานที่ มันทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมา

            ลีโอนาด!

            “ฮ่าๆ แอนดี้เธอช็อคไปเลยใช่ม้า”

            “เดี๋ยวๆ ลีโอนาดจริงเหรอ ฉันงงไปหมดแล้วนะ” ฉันมองเขาสลับกับภาพที่ถืออยู่ในมือ ให้ตายสิ จะให้เชื่อได้ยังไง เพราะเด็กผู้ชายที่อยู่ในมือฉันกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันต่างกันลิบลับ เขาหัวเราะขึ้นมาเบาๆ ให้ตายสิ ขนากหัวเราะยังดูหล่อมากขนาดนี้

            “ลีโอนาดดดดดดดดด” ฉันโพล่งออกไปอย่างตกใจ มันจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อก่อนเขายังอ้วนอยู่เลย และดูตอนนี้สิ เขาดูดีจากเดิมเป็นร้อยเท่า พันเท่า โอ-มาย-ก็อด 

            “ครับ :)” ฮือ ฉันมองแบบอึ้งๆ พร้อมกับร่างกายที่ไร้เรี้ยวแรงขึ้นมาเฉยๆ หัวใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำเพราะความตื่นเต้นและตกใจ

            “นะ..นี่ นายคงไม่ใช่น้องชายฝาแฝดหรอกใช่มั้ย”

            “ฮ่าๆ จะบ้าเหรอ”

            “นี่! เลิกขำสักทีนะ ฉันช็อคจะบ้าอยู่แล้ว นะ..นาย เปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ยังไง” ฉันชี้ไปที่เขาพลางมองสลับกับคนในรูปไม่ยั้ง

            “ใช่ ฉันเปลี่ยนไปมากเลยล่ะ” ลีโอนาดว่าแล้วฉีกยิ้มให้ฉันอย่างทะเล้น

            เขาเปลี่ยนไปจริงๆ ทั้งกิริยา ท่าทาง นิสัย รูปร่าง ลีโอนาดเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ยังไง ฉันจ้องมองใบหน้าและตาสีนำตาลที่ขยับเข้ามาอย่างไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ทำไมฉันถึงขยับหนี แต่กลับจ้องใบหน้าที่เลื่อนเขามาใกล้ ทั้งตา จมูกปาก มันดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ..

            แต่ว่ามันชักจะใกล้เกินไปแล้วนะ

            จุ๊บ!

            “กรี้ด นี่นายทำอะไรเนี่ย” ฉันกรีดร้องอย่างตกใจ และพลันมือปิดปากตัวเองอย่างรวดเร็ว เมื่อจู่ๆ ลีโอนาดก็เข้ามาขโมยจูบฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว

            กรี้ด เขามันร้ายกาจมากกว่าเดิมเป็นร้อยเป็นพันเท่าล้านเท่า!!

            “ทักทายกันหน่อยนะ” เขาตอบอย่างไม่สะทบสะท้าน

            “นี่มันใช่การทักทายฉันที่ไหนเล่า”

            ทำไมต้องเสียจูบฟรีให้เขาที่ไม่ได้เจอกันนานด้วยเนี่ย

            “ว่าแต่เชื่อแล้วใช่ไหม ว่าฉันคือลีโอนาด”

            ฉันหรี่ตามองผู้ชายที่อ้างว่าเป็นลีโอนาดที่ด้านหน้า และตอบเขาอย่างกวนๆ“ไม่ใช่ว่าลีโอนาดถูดฆาตกรรมตาย แล้วมีน้องชายฝาแฝดอะไรทำนองนั้นหรอกนะ”

            เขามองฉันอย่างไม่เชื่อสาตา จากนั้นเขาก็พลวดขำขึ้นมาทันที

            “นี่ไม่ตลกนะ” ฉันขมวดคิ้ว

            “โอเค ไม่ตลกครับ ฮ่าๆ เธอเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”

            “นายก็เหมือนกัน” ฉันตอบกลับทันควัน

            ลีโอนาหยุดขำและเปลี่ยนมายิ้มให้ฉันบางๆ พร้อมกับดวงตาที่มีเสน่ห์นั่น ให้ตายสิ มันทำให้หัวใจฉันเต้นไม่อยุดจริงๆ ฉันหยุดคิดสักพักและโยงเรื่องไปถึงสาเหตุที่พอลพาฉันมาที่นี่

            “นะ..นี่เป็นแผนนายกับพอลใช่ไหม”

            “เปล่านะ ไม่ใช่แผนสักหน่อย ฉันก็แค่อยากจะเจอเธอ” เขายิ้มให้อย่างอ่อนโยน อีกครั้งและ อีกครั้ง

            “เฮอะ!” ฉันสบทออกมาเบาๆ “นายไม่โกรธฉันเรื่องตอนนั้นแล้วหรือไง” ฉันถามและเหลือบตามองเขาอย่างรอฟังคำตอบ

            “ฮ่าๆ คิดแล้วตลกเป็นบ้า ฉันชอบเธอมากมายขนาดนั้นได้ยังไง แต่เรื่องมันนานแล้วแอนดี้ ฉันกับไอ้พอลก็กลับมาสนิดกันเหมือนเดิมแล้วเธออย่าลืมสิ” เขาว่าแล้วขยี้หัวฉันเบาๆ  “เอาเป็นว่าฉันตอนนี้ก็เปรียบเสมือนพี่ชายเธอนะ”

            “พี่ชายเหรอ ?” ฉันขมวดถามอย่างสงสัย

            “ถูกต้อง ฉันจะดูแลเธอไม่ให้มีใครมาทำร้าย”

            “อย่าเวอร์ไปหน่อยเลยหน่า อยู่ที่นี่ใครจะมาทำร้ายฉันหะ” ฉันว่าแล้วมองค้อนเขา ทำอย่างกลับว่าเราอยู่ในเมืองเถื่อนงั้นล่ะ

            “เอาเป็นว่าตกลงแล้วกัน”

            “เฮ้ นี่ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรเลยนะ”

            “อ้าว~ เจอกันแล้วเหรอ” พอลที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เดินพรวดเข้ามาฉันและลีโอนาดอย่างร่าเริง คงคิดว่าแผนสำเร็จแล้วสินะ

            “ไม่เห็นจะบอกฉันสักคำว่าลีโอนาดก็เรียนที่ UML นายปิดฉันยังไงเนี่ย” ฉันเดินไปฟลักพอลที่เดินเข้ามา

            “อุ้ย นี่จะหาเรื่องฉันเหรอครับ น้องสาวสุดที่รัก”

            “พวกนายนี่มันกะล่อนจริงๆ” ว่าแล้วมองไปที่ลีโอนาดกับพอล พวกเขาเบือนหน้าหนีพร้อมกัน เหมือนไม่รับความผิดใดๆ เข้าขากันจริงๆ นะ

            “เชอะ!”

            “ฉันเดาว่ายัยนี้จำแกไม่ได้ชัวร์ๆ ” พอลว่าแล้วมองไปที่ลีโอนาด

            “ใช่เลย” ว่าแล้วเขาก็หันมาขยี้หัวฉัน

            “นี่พวกนาย!” ฉันว่าแล้วกระแทกเท้าผ่านหน้าพอลกับลีโอนาดไปที่รถ ทว่าพวกเขากลับไม่สนใจใยดี แถบยังไม่เดิมตามมากลับคุยกันอยู่ตรงนั้น

             ระหว่างนั้นฉันเลยแอบสตาร์ทรถพอลที่ค้างลูกกุญแจอยู่ด้านใน จากนั้นก็สวมรอยคนขับพร้อมกับบีบแตรใส่เขา

            “พอล! ฉันจะกลับแล้ว อยากแกล้งกันดีนัก ก็กลับเองไปเลย”

            ฉันตะโกนผ่านกระจกแล้วเร่งเครื่องผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอลยืนมองพร้อมกับอ้าปาก พะงาบๆ ฉันไม่ใสใจสิ่งที่เขาตะโกนไล่หลังมา

            “สมน้ำหน้า รู้จักฉันน้อยไปสะแล้ว”

 

            ฉันค่อยๆ ผ่อนความเร็วงลงเรื่อยๆ เมื่อถึงถนนใหญ่สวนพอลจะเป็นตายร้ายดียังไง ฉันไม่สนใจละ อยากทำให้ฉันขายหน้าเอง ระหว่างทางที่ออกมานั้น มีรถรถเฟอรารี่สีดำของใครบางคนจอดอยู่เทียบอยู่ข้างถนน ด้านความอยากรู้อยากอยากเผือกเล็กน้อย ฉันจึงค่อยๆ ผ่อนความเร็วลงอย่างช้าๆ เพื่อดูในรถ

            ดูเหมือจะไม่มีใครอยู่ ใครกล้ามาจอดทิ้งไว้แถวนี้นะ เดี๋ยวก็ได้โดนตำรวจถนนยึดรถไปหรอก..

             ขณะที่จะขับเลยไปนั้น ฉันสังเกตุเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของใครบ้างคนนั้นกำลังผงกหัวขึ้นมา ผมเผ้ารุงไปหมด อีกทั้งผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เขา แทบจะไม่มีอะไรปกปิดร่างกาย ไม่ต้องอธิบายให้มากความ นี่พวกเขากล้ามาทำเรื่องอย่างว่าในที่สารณะได้ยังไง ทว่าขณะที่ฉันเร่งเครื่องผ่านไป สายตาเร่าร้อนของใครบางคนก็สบตาฉันเข้าสะก่อน !

            “นายโจเซฟ!”

           

 

#UML

            (สำหรับนักศึกษาที่ไม่เข้าใจตรงไหน ให้ยกมือถามได้นะ)

            “เจร็ฟ ฉันไม่เข้าใจว่าเราต้องเรียนวิทยาศาตร์ทำไม”

            “น่าเบื่อจะตายชัก ล่าสุดที่ให้เรียนตอนเกรด 12 ไม่พอหรือไง กว่าฉันจะผ่านมันมาได้”

            “นั่นสิ ถ้าไม่ถือว่าเป็นวิชาบังคับนะ ใช่ไหมแอนฯ”

            “…”

             ฉันไม่น่าไปเห็นเรื่องน่าอายแบบนั้นเลย T_T 

            “แอนดี้~ ”

            “...” แล้วยิ่งไปสบตากับหมอนั่นอีก เขาต้องคิดว่าฉันแอบดูเขาแน่ๆ

            “แอนดี้!”

            “ห่ะ..หา!” ฉันสะดุ้งโหยงพร้อมกับเเสียงเรียกของเฟร็ด และคาลีนที่มองฉันอย่างสงสัย ทำให้

            “เธอดูเหม่อ” คาลีนเอ่นขึ้นมา

            “โทดทีน่ะ ฉันกำลังคิดถึงเรื่องอะไรเพลิน ตะกี้ว่าไงนะ” ฉันถามอย่างสงสัย

            “พวกเราพูดถึงวิชาวิทยาศาตร์ที่เรากำลังเรียนกันตอนนี้น่ะสิ” คาลีนพูดพลางกลอกตาไปมา

            “ฉันได้ข่าวว่าถ้าเรียนตัวนี้เราก็พาสตัวอื่นได้เลยนะ” ฉันตอบคาลีนกับเฟร็ดและเจร็ฟไป ฉันมองหนังสือวิทยาศสาตร์ที่เคยผ่านตา

            “ว่าาแต่เลิกคลาสแล้วจะไปไหนเหรอ” คาลีนถามขึ้นมา

            “ฉันว่าจะไปหาอะไรกินตรงโซนอาหารชั้น 5 น่ะ”

            “พวกฉันมีงานพิเศษกำลังจ๊อบงานกับ American Appareal” เจร็ฟกับเฟร็ดพูดพร้อมกับยิ้มให้อย่างภาคภูมิใจ

            “งั้นเดี๋ยวฉันไปนั่งเป็นเพื่อนเธอแล้วกัน” คาลีนว่าพร้อมกับยิ้มให้ฉัน  

            “งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะนะจ๊ะ” เจร็ฟกับเฟร็กโบกมือให้พร้อมกับ เดินสยายก้นนางออกไป ที่ต้องใช้สยายก้นก็เพราะว่าท่าทางเดินของพวกเขาทั้งสอง ไม่มีคำไหนที่เปรียบได้จริงๆ

           

#Cafeteria 5 floor

 

            ฉันกับมีนานั่งกันอยู่ที่ร้านกาแฟ Toms ร้านนี้อยู่ในส่วนท้ายของโซนวันนี้เธอไม่ได้ไปไหน เห็นว่าจะไปเจอเพื่อนตอนมัธยม Reunion อะไรทำนองนั้น

            อ้อ ชั้น 5 ทั้งหมดเป็นแผนกร้านอาหารและเครื่องดื่นของตึกนี้ ถ้าหากว่าให้เปรียบเทียบก็คงจะเหมือนกับห้างสรรพสินค้าได้ละมั้ง ไม่ว่า สตาร์บัคเอย ร้านอาหารจีนเกาหลี ญี่ปุ่นเอย มีหมด แถมที่นั่งก็สะดวกสะบายและมีทุกตึก ไฮโซเป็นบ้า ฉันกับคาลีนคุยเรื่องสับเพเหละ จากนั้นเธอก็วงเข้าเรื่องนายโจเซฟอย่างไม่มีปรี่ไม่มีขลุ่ย

            “ฉันไม่คิดว่าเซฟจะทำอะไรแบบนั้นนะ” คาลีนพูดด้วยน้ำเสียงเข้มเล็กน้อย

            “แต่ฉันเห็นเขา..กับ..” ฉันมองคาลีนที่ดูเครียดแปลกๆ เมื่อฉันเล่าเรื่องเมื่อตอนเช้าให้เธอฟัง ทำไมพี่น้องคู่นี่ดูเคร่งกับเรื่องพวกหรืออะไรกันนะ

            “ฮ่ะๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันหัวเราะแห้งๆ ส่วนคาลีนที่เหมือนจะรู้ตัวว่าเสียบันยากาศ

            “โทษทีน่ะ ฉันแค่ไมอยากเชื่อว่าพี่ชายฉันจะขั้วผู้หญิงในตอนเช้า บ้าจัง” คาลีนพูดพร้อมกับหัวเราะโดยหวังว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศ

            ในตาเธอดูสั่นระริกแปลกๆ ไม่นานพอเสียงนาฬิกาดังเธอก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “แอนฯ ขอโทษนะ คือฉันพึ่งนึกได้ว่ามีบางอย่างต้องทำ” คาลีนยิ้มให้ฉันบางๆ ทว่าสายตาเธอกลับนิ่งเฉียบเป็นน้ำแข็งๆ ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำอะไร หรือพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมท่าทางเธอดูเปลี่ยนไป แต่ก็สายไปสะแล้วเพราะคาลีนสาวเท้ายาวๆ ของเธอไปเสียแล้ว

            “นี่ฉันไปทำอะไรให้เธอหรือเปล่านะ” ฉันมองคาลีนที่เดินออกไปอย่างงๆ

            เธออาาจะโกรธพี่ชายตัวเองที่ทำเรื่องแบบนี้ให้คนอื่นเห็นก็ได้มั้ง -_- พอนึกถึงหน้าเขา ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าก็ย้อนเขามาทันที อึ๋ยทำไมฉันต้องเก็บเอาเรื่องไร้สาระมาคิดให้ปวดสมองด้วยนะ แต่ว่า..สายตาของตาของตานั่นมันติดตา และขนลุกไม่หาย กล้าทำเรื่องพัน์นั้นได้ยังไง

            ฉันนั่งจิบกาแฟและอ่านเล็กเชอร์ไปพลางๆ รอเวลาเพราะพอลมาเอารถไปแล้ว ฉันเลยต้องรอให้เขามารับ เพราะพอลกำลังเลิกคลาสเหมือนกัน

            ว่าแต่ทำไมถวนี้คนมันหายไปไหนหมดนะ ฉันมองซ้ายและขวาพอกับความว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมีอะไรบางหย่างเหลวๆ ข้นๆ หยดลงมาที่หัวฉัน

           

            แมะ!

 

            ความรู้เย็นๆ เป็นน้ำไหลลงมาตามแนวผมจนกระทั่งหน้าผาก จนฉันต้องใช้มือสำผัสที่ของเหลวที่ไหลลงมา ฉันเช็ดมันออกก่อนที่จะไหลลงมาที่หน้า แต่ทว่าเมื่อในมือมันกลับเป็นของเหลวสีแดงข้น เลือดเหรอ..

            หัวใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำ ความคิดทั้งหมดพลันหายไปแล้วนึกถึงหนังผีประเทศญี่ปุ่นถ้าหากมองขึ้นไปจะเจอผีผู้หญิงผมยาวอะไรทำนองนั้น คิดแล้วก็สยอง แต่ฉันก็ใจดีสู้เสีย ตั้งสติ และพยายามเงยหน้ามองไปที่ต้นเหตุของ ของเหลวที่หยดลงมา ทว่า..

            แกร้ก~

            “ใครน่ะ!” ฉันหันควับไปมองทางเสียงประหลาดโชคดีที่ยังมีนักศึกษานั่งกันแถวนี้บ้าง ฉันรีบดึงกระดาษทิชชู่ในกระเป๋าเช้ดผมเผ่าตัวเอง จากนั้นก็รีบลุกออกไป ปกติฉันไม่ใช่คนเชื่อเรื่องผีหรืออะไรหรอกนะ แต่ถ้าไม่เจอกับตัวจะไม่รู้ว่ามันรู้สึกยังไง

 

             ฉันเดินเข้าไปล้างผมในห้องน้ำ โชคดีที่ UML มีไดร์เป่าให้พร้อม ถ้าหากฉันต้องเดินฝ่าผู้คนพร้อมกับผมเปียกๆ คนตลกน่าดู หลังจากที่รู้สึกดีขึ้นแล้ว ฉันเลยเดินกลับไปที่เดิม และมองไปด้านบน

 

            ว่างเปล่า..

 

            ตะกี้มันอะไรกัน..ฉันมั่นใจว่ามันคือเลือด ไม่ใช่น้ำหวานหรือ สีที่ยังแห้งไม่สนิด เพราะว่ากลิ่นคาวที่ยังคงติดอยู่ตรงปลายจมูกฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกกลัวเบาๆ 

            ฉันควานหาโทรศัพท์มือถือแล้วจรดปลายนิ้วส่งข้อความพอลให้มารับอย่างเร็วที่สุด

            ฉันพาตัวเองเดินไปรอตรงหน้าประตูลิฟต์พร้อมกับกัวใจที่ยังเต้นแรงไม่หาย

           

 

            ติ้ง!

To be continued...

 

________________________________________________________________________________ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น

  1. #111 `คุณหญิงเลอร์แมน | (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2554 / 20:56
     อยากได้อิมเมจอย่างเป็นทางการร แกพิมพ์ผิดเย้อะน้ะเค้อะที่ัรัก
     อ่านไปอ่านมา อยากเป็นแอนดี้โคตร 55555
     ผู้ชายหล่อลุมล้อมม
    #111
    0
  2. #110 ' Fuckinbestϟ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2554 / 02:07
     ลีโอนาด*0*
    #110
    0
  3. #109 Aniinocent_14 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2554 / 18:49
    ลีโอนาดด นายคงหล่อมาก

    > <
    #109
    0