ตอนที่ 96 : Third Wave - 02 - เริ่มต้นเดินทาง บทกลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 274 ครั้ง
    3 เม.ย. 62

เมื่อแสงสว่างจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือภาพที่ทำให้ผมต้องเบิกตาขึ้นมา

เด็กสาวตัวน้อยในชุดสกปรกถูกลูกธนูแทงเข้าไปในร่างกายจนล้มลงไปกับพื้น เสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ออกมาบ่งบอกให้ผมรู้ว่าเด็กคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

ไม่เพียงเท่านั้น รอบข้างตอนนี้ยังเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ฝูงชนที่มีลักษณะหลากหลายกำลังโรมรันเข้ากับกลุ่มทหารที่สวมเกราะสีดำ แต่ถ้าหากมองดูดี ๆ แล้วจะพบว่าทหารที่สวมชุดเกราะดำนั้นมีสีผิวและใบหูที่แตกต่างไปจากมนุษย์ สีผิวของพวกนั้นซีดจางจนสามารถเรียกได้ว่าขาว ไม่เพียงเท่านั้นเลือดที่กระเซ็นออกมาจากการต่อสู้ยังเป็นสีเขียว

มันทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าพวกนั้นคือเผ่ามาร นั่นก็หมายความว่าฝูงชนที่อยู่ในชุดซอมซ่อพวกนี้ก็คืออมนุษย์ที่ถูกจับมาเป็นทาส

ในระหว่างที่ผมก้มลงไปดูอาการของเด็กสาวด้านล่าง เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นมาพร้อมกับเงาร่างของฝนธนูที่มืดครึ้มขึ้นมาจากบนท้องฟ้า

แสงพิสุทธิ์” แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจกับการโจมตีไร้สาระพรรค์นั้นและเริ่มต้นรักษาเด็กสาวตรงหน้า เนื่องจากว่าถ้าหากรักษาไปทั้งอย่างนั้นการจะเอาลูกธนูที่ฝังอยู่ในร่างของเธอออกจะทำให้เธอบาดเจ็บมากยิ่งขึ้นระหว่างที่พยุงอาการของเธอด้วยแสงพิสุทธิ์ผมก็ใช้เวทมนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหมอกพิษเพื่อทำให้เด็กสาวชาป้องกันเธอจากความเจ็บปวดแล้วจึงใช้มือเวทมนตร์ดึงเอาลูกธนูออกมา

การรักษาเด็กสาวเจียนตายคนนี้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ถึงแม้ว่าเธอจะรอดตายมาได้แต่สภาพของเธอก็ไม่ได้ดูดีมากนัก จากการใช้แสงพิสุทธิ์รักษาร่างกายเธอเมื่อครู่ทำให้ผมรู้ว่า เธอตกอยู่ในสภาพอ่อนแอมาก ทั้งขาดสารอาหาร ทั้งฝืนใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วง นี่ยังไม่รวมกับอาการบาดเจ็บตกค้างมากมาย

มันทำให้ความโกรธเกรี้ยวของผมพุ่งขึ้นสูง สูงมากจนผมรู้สึกสงบ

บัล, อัล” ผมเรียกเอาทั้งสองออกมาจากหลังมือและสั่งให้ทั้งคู่คอยดูแลเด็กสาวคนนี้เอาไว้ โดยที่ไม่ลืมย้ำบัลไม่ให้กินของที่ตกอยู่ในสงคราม

วินาทีนั้นเองที่ฝนธนูร่วงหล่นลงมาถึง ผมก็แผ่พลังเวทออกเปลี่ยนเป็นลมกรรโชกรุนแรงงัดฝนธนูเหล่านั้นกลับขึ้นไปบนฟ้าและเหวี่ยงมันคืนกลับไปสู่ผู้ที่ยิงกลับมา

ผมสะบัดมือออกด้านข้างเรียกเอาดาบแห่งจอมทัพออกมา เมื่อมือของผมสัมผัสดาบผมก็รู้ได้ทันทีถึงความแข็งแกร่งของดาบแห่งจอมทัพที่เพิ่มพูนขึ้นสูง

ความสามารถของดาบนี่ก็คือยิ่งศัตรูมากมายเท่าไรพลังของมันก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น และการที่มันทรงพลังมากขึ้นจนขนาดที่ว่าผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ก็หมายความว่าศัตรูของผมนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล

อัลขอยืมแรงทีนะ” ผมสั่งเจ้าตัวเล็กสีขาวโดยที่ไม่หันไปมองพร้อมกับเรียกเอากองทัพเทวาขึ้นมา ด้วยพลังเวทของผมในตอนนี้สามารถเรียกเอากองทัพเทวาออกมาได้สูงสุดที่ 42 ตน แต่หากมีความช่วยเหลือของอัลทิม่าทำให้ผมสามารถใช้พลังเวทมนตร์ที่อยู่ในอากาศได้เหมือนกับพลังเวทของตนเอง

และพริบตานั้นเองที่สงครามระหว่างจุดสีดำและจุดสีเทาได้ถูกขีดกั้นเอาไว้ด้วยเส้นสีขาวสว่างไสว

กองกำลังเทวาในชุดเกราะอัศวินสีเขาเรืองแสงน่าเกรงขาม ทุกตนล้วนแต่มีอาวุธในมือแตกต่างกันปีกสีขาวที่งอกออกมาจากกลางแผ่นหลังยิ่งทำให้ผู้มองเห็นสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์

ครึ่งหนึ่งของกองทัพเทวาตั้งอาวุธเข้าใส่กองทัพมารเพื่อป้องกันไม่ให้พวกนั้นบุกเข้ามา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเข้าปลดอาวุธเหล่าทาสที่ตกอยู่ในคำสั่งของเวทมนตร์บังคับ

นับว่าพอโชคดีอยู่บ้างที่กองทัพมารไม่สุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้ามา ไม่อย่างนั้นพวกมันคงจะได้พบกับนรก

กองทัพเทวาที่พัฒนาขึ้นมาจากกองทัพมายานั้นมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 1 ส่วน 10 ของผู้ใช้ เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่ากองทัพมายาถึงสิบเท่า ด้วยค่าสถานะของผมตอนนี้เรียกได้ว่าทหารในกองทัพเทวาจะมีค่าสถานะอยู่ที่ 40-60 ซึ่งความแข็งแกร่งระดับนี้ก็เรียกได้ว่ามากกว่าทหารทั่วไปอยู่หลายช่วงตัว รวมกับการที่กองทัพเทวานั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด

จึงเรียกได้ว่านับเป็นโชคดีของกองทัพมารจริง ๆ ที่ตัดสินใจตั้งรับแทนที่จะผลีผลามบุกเข้ามา

ส่วนทางด้านของกองทัพทาสที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมเวทมนตร์นั้นก็ถูกทำให้สลบไป ถึงแม้จะมีบางส่วนบาดเจ็บไปบ้างแต่การที่ไม่มีผู้ตายออกมาเลยก็แสดงให้เห็นว่ากองทัพเทวานั้นยังออมมืออยู่หลายส่วน

โดยที่ผมกำลังเดินเข้าไปหากองกำลังสุดท้ายที่อยู่แฝงตัวโจมตีอยู่ในจุดปลอดภัย

 

เกิดอะไรขึ้น นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!? ” คนที่ใส่ชุดหรูหราด้านหลังตะโกนโหวกเหวกโวยวายโดยที่ไม่มีใครตอบอะไรได้ ขุนนางผู้นี้ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ทำไมลูกธนูที่ยิงไปเมื่อครู่ถึงถูกตีกลับมาแบบนั้น หรือว่าพวกเผ่ามารจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้ว?

เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าพวกเผ่ามารนั้นถูกสาปโดยโลกใบนี้ทำให้พวกมันไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ มีเพียงแต่เผ้ามนุษย์ผู้สูงส่งเท่านั้นที่สามารถสื่อสารและขอยืมพลังของโลกมาใช้งานได้

เรื่องประหลาดไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น จู่ ๆ กองกำลังในชุดเกราะสีขาวน่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสงคราม อัศวินทั้งหลายที่ปรากฏตัวออกมานั้นอยู่ในชุดเกราะสีขาวแผ่รัศมีราวกับกองทัพศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเห็นว่ากองทัพอัศวินเหล่านั้นตั้งอาวุธเข้าใส่พวกมาร เขาก็ลิงโลดขึ้นมาทันที ก่อนที่ความยินดีนั้นจะพลันหายไปเมื่อกองทัพทาสที่เขาเช่ามากำลังถูกปลดอาวุธลงอย่างน่าสมเพช

อาวุธชั้นต่ำในมือของทาสนั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับกองกำลังปริศนาได้เลย เพียงแค่พริบตาเดียว กองกำลังทาสหลายส่วนก็ทิ้งร่างลงกับพื้นอย่างไร้ทางสู้

และในระหว่างที่ความสับสนกำลังพุ่งขึ้นสูง

ร่างสีดำก็ลอยลงมาจากฟ้ามายืนตรงหน้าเขา

 

“...แกใช่ไหม?” น่าแปลก แม้แต่ตัวผมเองยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมในสมองของผมมันถึงโล่งแบบนี้ มันเหมือนกับไฟสีแดงที่แผดเผาร้อนแรงจนกลายเป็นสีขาว ถึงแม้ว่าจะดูไร้ซึ่งพิษภัยแต่อันตรายของมันกลับเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าตัว

กะ แกเป็นใคร!? แกเป็นพวกมารใช่ไหม!? ระ หรือว่าแกเป็นคนควบคุมอัศวินพวกนั้น!? ” ดูเหมือนว่าหมูโสโครกที่อยู่ตรงหน้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ

แต่ถึงไม่มีคำตอบผมก็เดาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้

หมูโสโครกที่อยู่ด้านหลังสุดของกองทัพทหารในชุดเกราะเหล็กเก่า ๆ ทหารหลายคนบาดเจ็บจากลูกธนูที่เหมือนกับหน้าไม้ที่พวกนั้นพกอยู่

เจ้าพวกนี้สินะที่เป็นคนยิงธนูเมื่อครู่

ตอบมาเดี๋ยวนี้.....!? ” หมูโสดครกที่อยู่ตรงหน้าเหมือนจะลืมตัวไปด้วยความโกรธและพยายามที่จะเข้ามาหาตัวผมซึ่งก่อนที่มือของมันจะได้เข้ามาใกล้ลมวูบหนึ่งก็พัดขึ้นมา

ตุบ

พร้อมกับเสียงก้อนเนื้อหนัก ๆ ตกลงสู่พื้น

“...นะ” เมื่อมันพูดจบประโยค สายตาของมันก็ก้มลงมองไปยังต้นเสียงที่อยู่ด้านล่าง “อะ อะ อะอ๊า-------------!!! ”

ก่อนจะลงไปกลิ้งด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับจับมือข้างที่ถูกตัดเอาไว้

ผมชูดาบแห่งจอมทัพที่ใช้เฉือนมือหมูเมื่อครู่ขึ้นมาพร้อมกับตัวดาบฟันออกไปรอบข้างใส่เหล่าทหารที่พยายามจะเข้ามาโจมตีเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนบาดเจ็บ

การวาดดาบครั้งนี้มันเป็นการรวมการโจมตีของคมดาบศักดิ์สิทธิ์, สถิตแห่งจอมมาร, อัสนีทมิฬพร้อมกับพลังเวทจำนวนมาก

สายฟ้าสีทองที่เป็นการรวมทักษะหลายอย่างเข้าด้วยกันของแก่นแท้ฉีกกระชากทุกสิ่งรอบข้างในระยะให้แหลกสาลยออกไปจนมองซากเดิมไม่ออก

ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ ทุกสิ่งทุกอย่างในระยะการโจมตีของผมกลายเป็นเศษซากไปในทันที

กองกำลังทหารครึ่งหนึ่งที่พุ่งเข้ามากลายเป็นเศษเนื้อไปพร้อมกับกำแพงเมืองที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยหิน มันพังทลายยาวไปจนทำให้กำแพงซีกหนึ่งสูญเสียความสามารถในการป้องกันไปในทันที

เพียงแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ดับความกล้าหาญของทหารรอบข้างที่เหลืออยู่ไป ทหารหลายคนทิ้งอาวุธและวิ่งหนีเอาตัวรอด แน่นอนว่าผมในตอนนี้ไม่ได้ใจดีพอที่จะปล่อยให้เศษสวะพวกนี้รอดไปได้

ผมยกมือข้างที่ว่างอยู่และกำหมัดจนแน่นใช้พลังเวทมนตร์บังคับพื้นดินให้โถมขึ้นมากลายเป็นกำแพงขังปิดทางเอาไว้

อ๊า--------------! ”

ก่อนจะหันมาหาหมูโสโครกที่ยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่ตรงหน้า

ดาบในมือของผมชูขึ้นพร้อมที่จะปลิดชีวิตของมัน แต่ตอนนั้นเองที่นึกขึ้นมาได้

ว่าคนที่สมควรจะลงโทษพวกนั้นไม่ใช่ผม คนที่มีสิทธิ์ล้างแค้นพวกมันไม่ใช่ตัวผมที่กำลังจมอยู่ในความโกรธ มีเหล่าผู้คนที่เหมาะสมมากกว่าผมอยู่และผมสมควรจะให้คนเหล่านั้นได้พิพากษาคนสารเลวพวกนี้

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วผมก็เก็บดาบลงและลอยตัวขึ้นบนท้องฟ้า

เพราะความช่วยเหลือจากอัลทิม่าในการเรียกเอากองทัพเทวาออกมาเพราะฉะนั้นผมจึงเหลือพลังเวทอยู่มากและตอนนี้พลังเวทเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้ในการปรับแต่งผืนดินรอบข้างเมืองแห่งนี้

หากมองจากด้านบนแล้วจะเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีขนาดพอ ๆ กับ1 ส่วน 4 ของจังหวัดในมิติของผม แต่ถึงอย่างนั้นด้วยพลังเวทของมันในตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินกำลังเลยถ้าจะสร้างเอากำแพงดินสูงชันขึ้นมาล้อมรอบตัวเมืองเอาไว้

ผมใช้พลังเวทสร้างกำแพงดินที่สูงชันกว่ากำแพงเมืองขึ้นมาล้อมรอบเมืองนี้เอาไว้ในลักษณะที่คล้ายกับโดม เป็นการป้องกันไม่ใช้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้หลบหนีออกมาได้ นอกเสียจากว่าจะบินได้ละนะ

เมื่องานตรงนี้จบลงเรียบร้อยแล้ว ผมก็หันกลับไปมองยังกองทัพเทวา

ดูเหมือนว่าทางนั้นเองก็จัดการเรียบร้อยแล้วสินะ

บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมกำลังอารมณ์เสียมาก ทั้งที่ตอนก่อนจะมาผมยังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าผมได้ยินเสียงกระซิบก่อนตายของเด็กสาวที่ผมช่วยเอาไว้ก็เป็นได้

ผมถอนหายใจยาวเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง

เด็กคนนั้นกระซิบออกมาว่าคุณแม่ น้ำเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความยินดีนั้นมันบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งความโหยหาและความโศกเศร้าที่อัดแน่นอนอยู่ในเสียงอิดโรยนั้นมันจุดเอาความโกรธของผมให้ลุกขึ้นมาในทันที

เด็กตัวเล็ก ๆ ที่น่าสงสารถูกส่งเข้ามาในสงคราม ต้องฝืนร่างกายเพื่อเอาชีวิตและยังถูกผู้ที่ใช้งานตนเองจู่โจมเข้าใส่โดยไม่ลังเล

จากข้อมูลที่ได้มาจากออโรร่าก็ทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าเธอคงเป็นทาสที่ถูกล่ามาอย่างแน่นอน และพวกที่ล่าเธอมาก็คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่งภายในเมืองแห่งนี้

กำปั้นของผมบดเข้าหากันอย่างรุนแรง

บอกตามตรงว่าผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนเอาแต่ใจ เป็นคนที่ทำอะไรตามอารมณ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อไปนี้ก็เป็นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเพียงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับเหล่าอมนุษย์ที่ถูกกดขี่อย่างทารุณไม่ได้ทำเพื่อล้างแค้นให้กับความสูญเสียของพวกเขา

ผมเพียงแค่ไม่ชอบใจ....ไม่สิ ควรจะเรียกว่าเกลียดชังมากกว่า

เกลียดชังในความโสมมอันดำมืดเช่นนี้

เพราะฉะนั้นผมจะทำลายมันให้ราบ จะบดขยี้จนมันไม่เหลือแม้แต่เศษซาก จะลากต้นตอของความเลวร้ายนี่ออกมาแล้วกุดหัวมันเสีย

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นผมจะปล่อยให้ผู้คนที่หลงระเริงในความชั่วร้ายเหล่านี้รับผลกรรมที่ตนเองสร้างเอาไว้

ไม่ว่ามิตินี้จะพังทลายหรือว่ารอดไปได้มันก็ไม่เกี่ยวกับผม

เพราะสิ่งผลลัพธ์พวกนั้นคือสิ่งที่ผู้คนในมิติแห่งนี้ต้องไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 274 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #705 oomironhorse (@oomironhorse) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 08:17
    ฆ่าแม่มเลยยย `~` Kill 'em up!!!!
    #705
    0
  2. #704 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 08:02
    มาอย่างเทพพพพพ
    #704
    0
  3. #703 Dolphin_Gray (@gamhunter) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 00:34
    อ่านจบภายในสองวัน กินตังค์ในกระเป๋าไปเรียบร้อยเลย สนุกมากค่ะ ติดตามนะคะ

    ปล.กำลังจะทักว่าหนูบัล อัล ไม่ค่อยมีบทเลยนะ แต่ออกมาตอนนี้พอดี 555
    #703
    0
  4. #701 Vjllxaa (@Vjllxaa) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 20:46
    ขอฉากสู้มันๆนะเขียนฉากตอนสู้แล้วชอบเรื่องนี้เลย
    #701
    0
  5. #700 Netlove-- (@Netlove--) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 20:34
    วันละตอนใช่มั้ยครับ
    #700
    1
    • #700-1 (@anawach2003200) (จากตอนที่ 96)
      3 เมษายน 2562 / 21:48
      กำหนดตอนนี้ถ้าเขียนทันคือ 2 วัน 1 ตอนครับ
      #700-1