ตอนที่ 78 : Second Wave - 39 - สังคมที่แปรเปลี่ยน บทปลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 271 ครั้ง
    18 มี.ค. 62

นั่นสินะ เรายังไม่ได้อธิบายให้หลานนิลฟังเลยนี่นา” ลุงทศหันมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ด้วยสัญญาที่เคยทำเอาไว้ ลุงก็เลยไม่อยากจะรบกวนเรื่องนี้กับหลานนิลเท่าไร” ลุงทศหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ถ้าหลานนิลรู้เรื่องนี้เอาไว้มันอาจจะดีกว่าก็ได้”

นั่นแหละที่ผมต้องการ สารภาพมาเลย อย่าให้ต้องเล่นไม้แข็งนะ

ตอนนี้สถานการณ์ของประเทศนี้กำลังอยู่ในสภาพปั่นป่วน โชคดีที่พวกเรารู้ข่าวสารล่วงหน้าจากหลานนิลเลยทำให้พวกเราสามารถจัดเตรียมแผนการและสิ่งจำเป็นเอาไว้อย่างทันท่วงที นอกจากนั้นลุงก็ใช้ข้อมูลนี้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับหลายสิ่งหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่นการกันผู้คนออกจากพื้นที่ด้วยอำนาจของรัฐน่ะนะ”

แบบนี้นี่เอง ก็ว่าทำไมรัฐบาลถึงยอมทำตามคำขอร้องของลุงทศ ทั้งที่สงครามบางครั้งเกิดขึ้นใจกลางกรุงซึ่งไม่น่าจะอพยพผู้คนได้ง่ายดายปานนั้น

แล้วจากการที่ข้อมูลนั้นได้แพร่กระจายออกไปก็เลยทำให้ผู้มีอำนาจบางคนตั้งกลุ่มของตนเองขึ้นมาเหมือนอย่างพวกเรา”

อืม อันนั้นก็เข้าใจได้ เพราะในช่วงวุ่นวายแบบนี้การจะเกิดขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมามันก็ไม่แปลกอะไร เพราะสถานภาพของสังคมในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับสงครามอยู่แล้วล่ะนะ

หากจะเล่าจากผลสรุปก็คือนอกจากพวกเราแล้วได้มีกลุ่มองค์กรอีกสามกลุ่มตั้งตัวขึ้นมาได้ในสถานการณ์เช่นนี้” ว่าถึงตอนนี้ลุงทศก็เดินไปหยิบไอแพดของตัวเองลงมาวางไว้บนโต๊ะและเริ่มอธิบายต่อ

บนหน้าจอไอแพดนั้นมีภาพของคนกลุ่มหนึ่ง ผมจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นใบหน้าของนักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม เห็นว่านักการพวกกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากขุนนางมาตั้งแต่สมัยก่อน “เขาคือปรรักษ์ รักษาพันธุ์ หัวหน้ากลุ่มขององค์กรปีกแห่งปวงชน หลังจากได้ข้อมูลไปเขาก็พยายามรวบรวมขั้วอำนาจยุคเก่าเข้าด้วยกันเพื่อพยายามรักษาอำนาจดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าได้ผล เพราะกลุ่มคนหัวอนุรักษนิยมที่ไม่ยอมทิ้งอำนาจของตนเองไปพยายามที่สร้างขุมกำลังขึ้นมาใหม่ พวกเขาซื้อตัวเหล่าผู้พิชิตและทหารรับจ้างจากต่างประเทศเข้ามารวมเป็นกองกำลังส่วนตัว กลุ่มปีกปวงชนนั้นอยู่ทางตอนล่างของประเทศยึดครองเอาเขตแดนทะเลเอาไว้ ส่วนอีกกลุ่มก็คือกลุ่มกองกำลังผู้พิทักษ์ กลุ่มนี้ได้แตกแขนงออกมาจากกองกำลังทหารที่กลุ่มปีกแห่งปวงชนไม่สามารถรวบรวมเอาไว้ได้ ก็อย่างที่ชื่อบอกพวกเขามีกองกำลังซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นทหารเก่าเพราะฉะนั้นกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีกำลังรบสูงที่สุด” ลุงทศว่าพลางเปลี่ยนหน้าจอไอแพดไปเป็นหน้าของชายสูงอายุคนหนึ่งที่อยู่ในชุดทหาร “ถึงจะบอกว่าสูงที่สุดก็ตามแต่ว่าอาวุธที่พวกเขามีส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาวุธจากกองทัพ แน่นอนว่ามันมีอาวุธสงครามหลายอย่างอยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มนี้ทำให้พวกเขาสามารถยึดครองเอาพื้นที่ส่วนใหญ่ทางภาคเหนือเอาไว้ได้อย่างหมดจด”

และอีกหนึ่งก็คือกลุ่มตะวันออก” หน้าจอของไอแพดถูกเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวอีกแล้ว แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่โพกผ้าเอาไว้จนมองไม่เห็นใบหน้า “กลุ่มตะวันออกนั้นค่อนข้างพิเศษ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่มีหัวหน้าผู้กุมอำนาจเด็ดขาด แต่แตกแขนงออกเป็นกลุ่มอิสระเล็กน้อยกระจายออกไป พวกเขาสร้างเครือข่ายส่วนตัวขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นพวกเขาถึงมีพลังพอที่จะคานอำนาจของกลุ่มผู้พิทักษ์ไม่ให้ล้ำเข้ามาในเขตแดนของตัวเองได้”

พอมาถึงตรงนี้ลุงทศก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

แล้วก็กลุ่มของพวกเราที่เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ” ลุงทศว่าขำ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนหน้าจอไปเป็นอีกแบบหนึ่ง “กลุ่มปีกแห่งมวลชนอยู่ตอนล่างของประเทศ กลุ่มผู้พิทักษ์อยู่ทางเหนือ กลุ่มกองกำลังอิสระอยู่ทางตะวันออก ส่วนพวกเราก็อยู่ทางนี้”

นิ้วลุงทศไล่ไปตามแผนที่บนหน้าจอไอแพดชี้ให้เห็นถึงเขตแดนที่เล็กที่สุดที่อยู่ทางตอนกลางลากยาวไปทางตะวันออกเล็กน้อย

อย่างที่หลานนิลเห็นพวกเราใช้ที่นี่เป็นจุดศูนย์กลางเพื่อขยายเขตแดนออกไป และโชคดีที่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ติดทะเลนอกจากนั้นโรงงานอุตสาหกรรมหลายอย่างยังอยู่ในขอบเขตการดูแลของพวกเราอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงมีความได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบอุปกรณ์ นอกจากนั้นเรายังมีพื้นที่ติดอยู่กับทางตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนอาหารกับทางนั้นได้”

อา โลกกำลังล้าหลังลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้ อินเทอร์เน็ตเองก็เริ่มที่จะใช้การไม่ได้ในบางพื้นที่แล้ว เพราะฉะนั้นนอกจากอาวุธแล้วมนุษย์ก็ต้องเริ่มออกอาหารตามสไตล์ยุคเก่า แล้วผู้ที่กุมพื้นที่ทางการเกษตรเอาไว้มากที่สุดก็คือกลุ่มกองกำลังอิสระของตะวันออก ซึ่งจากที่ลุงทศว่ามาก็ดูเหมือนว่าทางนี้เองก็จะมีความสันพันธ์ที่ดีอยู่พอสมควรกับทางนั้น จึงสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้อยู่

ก็ขอสารภาพตามตรงล่ะนะว่าที่กองกำลังอิสระสามารถต้านทานการรุกรานของกองกำลังผู้พิทักษ์ได้ก็เพราะว่าลุงให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง” ลุงทศว่าพลางยิ้มกรุ้มกริ่มขึ้นมา “มันเป็นแนวคิดของลุงที่ว่าจะไม่ยึดครองและปล่อยให้ผู้คนได้เติบโตกันอย่างอิสระ เพราะฉะนั้นลุงก็เลยไปพูดคุยกับคนของทางฝั่งตะวันออกเอาไว้ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปกครองของฟากนั้นตราบเท่าที่พวกเขายังคานอำนาจของทางเหนือเอาไว้ได้”

พูดแบบนี้ก็หมายความว่าลุงทศสามารถเข้าแทรกแซงและยึดครองกองกำลังทางตะวันออกได้ง่าย ๆ เลยแฮะ

เมื่อผมส่งสายตาสงสัยไปยังลุงทศ ชายผู้ที่เคยร่ำรวยที่สุดในประเทศก็หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง “หลานนิลไม่ต้องมองแบบนั้นหรอกน่า ลุงบอกให้ก็ได้”

ลุงทศเลื่อนหน้าจอไอแพดเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้มันเป็นหน้าจอที่แบ่งออกเป็นสี่อัน ในสี่หน้าจอนั้นมีผู้ชายอยู่สองและผู้หญิงอยู่สอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นใบหน้าที่ผมคุ้นเคยดี

ธนิน?”

เมื่อได้ยินเสียงของผมแล้วลุงทศก็ยิ้มกว้าง

ไม่ใช่แค่เจ้าธนินหรอกนะ คนนี้กับคนนี้ก็ยังเป็นคนของลุงอีกด้วย” ลุงทศว่าพลางชี้ไปยังผู้หญิงอีกสองคนบนหน้าจอ “ทั้งสองคนเป็นเด็กในมูลนิธิของลุงที่ลุงทำการคัดเลือกมาเพื่อรับหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โชคดีที่เด็กพวกนั้นเก่งกาจแล้วก็หัวไว แผนการนี้ก็เลยดำเนินไปได้โดยที่ไม่มีบุคคลภายนอกรับรู้”

โอ้โห นั่นก็หมายความว่าลุงทศยึดพื้นที่ไปเกือบครึ่งประเทศแล้วสินะ เพียงแค่เวลาไม่นานก็สามารถสร้างขุมกำลังของตนเองให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นเจ้าสัวอันดับหนึ่งของประเทศ

แต่ก็อย่างที่ลุงว่าไปล่ะนะ แนวคิดของลุงคืออิสระ ลุงไม่คิดจะเข้าไปครอบครอง ไม่คิดจะเข้าไปชักใยหรืออะไรทั้งนั้น ลุงแค่ต้องการให้ครอบครัวของลุงปลอดภัยเท่านั้น” ว่าแล้วลุงทศก็ยักคิ้วให้กับลูกสาวและเพื่อนของลูกสาวที่อยู่ข้าง ๆ “และถ้าลุงมีกำลังเหลือพอลุงก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ต้องการ แต่เพื่อการนั้นมันก็จำเป็นต้องใช้พลังอยู่พอสมควร ซึ่งก็นั่นล่ะ เมื่อเรามีพลังก็จะมีผู้ที่ต้องการครอบครองพลังนั้นเช่นเดียวกัน มันก็หลีกเลี่ยงที่จะเกิดการต่อสู้ไม่ได้”

ผมเข้าใจนะ แนวคิดของคุณลุงยืนอยู่บนพื้นฐานที่ว่าบนโลกนี้ไม่มีความคิดไหนที่ถูกผิด ฝั่งเรายืนอยู่บนความต้องการของเรา ฝั่งเขายืนอยู่บนความต้องการของเขา เมื่อเส้นทางของสองฝ่ายพาดผ่านเข้าหากันมันก็จะเกิดการปะทะขึ้น ไม่มีฝ่ายไหนที่ผิด ไม่มีฝ่ายไหนที่ถูก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าเส้นทางของตัวเองนั้นถูกต้อง ซึ่งมันก็จริงตามนั้น และถ้าหากว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถพูดคุยกันได้มันก็มีเพียงแค่การต่อสู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเส้นทางของตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่เรียกว่าพลังก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้

หมายความว่าศัตรูมีสองฝ่าย?” ถ้าคิดตามหลักแล้วมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้านับว่ากลุ่มกองกำลังอิสระเป็นพวกเดียวกัน ที่เหลืออีกสองฝ่ายก็น่าจะเป็นศัตรู

ถ้าจะให้พูดก็คือฝ่ายเดียวมากกว่าล่ะนะ” แต่คำตอบที่ออกมาทำเอาผมชะงักไปเล็กน้อย?

“....หรือว่า” ขอร้องล่ะ อย่าให้เป็นไปตามที่ผมคิดเลย

แต่ลุงทศก็หักหลังผมด้วยการพยักหน้าตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มฝืน ๆ

ใช่ ปีกแห่งมวลชนกับกองกำลังอิสระนั้นโดยเนื้อแท้เป็นพวกเดียวกัน”

อา ก็นั่นสินะ ถ้าลุงทศทำได้อีกฝ่ายก็น่าจะทำได้เหมือนกัน เพียงแค่ชูธงว่าเป็นปฏิปักษ์แต่ความจริงแล้วมีเป้าหมายเดียวกัน พอวันที่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จแล้วก็แค่เอาผลประโยชน์มาแบ่งกันก็พอ

แล้วก็ย้อนกลับมาในเรื่องของการประชุมที่ลุงจะเข้าร่วม”

อย่าบอกนะว่า...” คนพวกนี้พยายามจะรวบรวมผู้นำของแต่ละกลุ่มเข้ามารวมกันในที่เดียวเพื่อกินรวบน่ะ?

และก็เป็นอีกครั้งที่ลุงทศยิ้มแห้งออกมา “ก็นั่นล่ะนะ ถึงจะเป็นวิธีการหลอกเด็กก็ตาม แต่ถ้าหากว่าขุมกำลังขนาดใหญ่ทั้งสองที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกันประกาศออกมาว่าจะขอจัดตั้งการประชุมเพื่อสันติภาพขึ้นมาแบบนี้ กลุ่มที่ไม่เข้าร่วมก็จะถูกใส่ร้ายว่าเป็นพวกที่ต้องการจะยึดครองประเทศ แต่กลับกันถ้าเข้าร่วมก็ไม่ต่างอะไรจากการยื่นคือให้เพชฌฆาตเลย”

แบบนี้นี่เอง น้ำถึงได้ค้านการตัดสินใจของลุงทศอย่างหัวชนฝาขนาดนั้น

ทำไมล่ะ?” ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกนั้นต้องการอะไร ทำไมถึงยังเลือกที่จะเดินเข้าไปหาอันตรายแบบนั้นอีก

ก็ถ้าลุงไม่ไปเข้าร่วมยัยหนูสองคนนี้จะถูกมองจากภายนอกว่าเป็นคนร้ายเอาน่ะสิ”

....นั่นสินะ กลุ่มเทวาพิสุทธิ์นั้นมีน้ำและสาเป็นหน้าตาและผู้นำ ถึงแม้ว่าเบื้องหลังจะมีลุงทศคอยจัดการอยู่ก็ตาม ถ้าหากว่ากลุ่มเทวาพิสุทธิ์กลายมาเป็นตัวร้ายในสายตาของสังคม ทั้งสองคนเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยน่ะสิ

ไม่ได้การแล้ว แบบนี้ไม่ได้การแล้ว ผมต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!

ผมไปด้วย” สายตาของผมจ้องตรงไปยังลุงทศที่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

แต่ว่ามันอยู่นอกเหนือสัญญานะ” อย่างที่ลุงทศว่า สัญญาที่ผมทำเอาไว้กับลุงทศก็คือการช่วยเหลือในเรื่องของสงครามระหว่างมิติ ไม่ใช่สงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องไป

ให้ผมไปด้วย” ผมยืนยันคำพูดเดิม ผมไม่มีวันปล่อยให้คนอย่างลุงทศต้องไปเสี่ยงอันตรายเป็นอันขาด

น้ำและสาที่รับฟังการตัดสินใจของผมก็หันมามองด้วยความปลาบปลื้ม ลุงทศเองก็หลับตาส่ายหัวทั้งรอยยิ้มเช่นเดียวกัน

เข้าใจแล้ว” ลุงทศว่า “ถ้าอย่างนั้นลุงก็ต้องรบกวนหลานนิลแล้วล่ะ”

ไว้ใจได้เลย” ผมว่าพลางจับมือของลุงทศที่ยื่นเข้ามาหา สาและน้ำที่อยู่ด้านข้างก็อดใจไม่ไหวจนกระโดดเข้ามากอดผม

นี่พวกเธอเป็นอะไรของพวกเธอกันนะ?

จะเป็นอะไรก็ช่าง แต่ว่าตอนนี้ผมต้องเตรียมตัวเอาไว้ก่อน ลุงทศกำลังจะเข้าร่วมการประชุมที่อันตรายมาก แถมยังเดิมพันเอาไว้ด้วยอนาคตของกลุ่มเทวาพิสุทธิ์ แล้วแบบนี้ผมจะปล่อยไปได้อย่างไร

ทั้งข้าวยาปลาปิ้งตอนนี้ผมก็ล้วนแต่พึ่งพาจากลุงทศทั้งนั้น ถ้าลุงทศสิ้นอำนาจขึ้นมาผมมีหวังต้องไปหาอาหารแบบรายการเซอไววัลแน่นอน เพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมปล่อยให้ลุงทศเป็นอะไรไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะเหนือใต้ออกตกก็เข้ามาได้เลย

ผมขอสัญญาด้วยเกียรติของโต๊ะกินข้าวตัวนี้เลยว่าพวกแกจะไม่มีวันได้แตะต้องสปอนเซอร์ของผมแม้แต่ปลายนิ้ว!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 271 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #675 RoseMony (@RoseMony) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 12:39
    ...สรุปคือกลัวไม่มีข้าวกิน
    #675
    0
  2. #589 Sleepy😪 (@WINWORM_26) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 03:35
    อ้อ เหตุผมคือการกิน ตะกละจังเหมือนเราเลย...
    #589
    0
  3. #577 Beconnet (@Beconnet) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 16:31
    ไรท์มองขาดจริงๆ การเมืองบ้านเราก็เป็นแบบนี้เลย ยิ่งช่วงนี้ ยิ่งเห็นชัดว่าใครคืองู ใครคือหมู
    #577
    0
  4. #530 ปฐพีเร้นลับ (@ttoo1515) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 00:32
    ถึงเหตุผลจะดูติงต๊องนิดหน่อย แต่มันก็เป็นความจริงล่ะนะ
    #530
    0