ตอนที่ 69 : Second Wave - 30 - มิติสีดำ บทปลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 275 ครั้ง
    15 มี.ค. 62

ตูม!!!!

เป็นตัวที่ 13 แล้วที่ผมยังไม่สามารถจัดการดูดพลังมิติของพวกมันมาได้ทำให้ตอนนี้แกนมิติของผมจึงเหลืออยู่แค่ 19 ครั้งเท่านั้น

อืม ท่าทางจะแย่แล้วแฮะ แต่อย่างน้อยในความย่ำแย่นี้ผมก็ยังพอมีเรื่องที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง

นั่นก็คือผมสามารถคงการบิดเบือนมิติเอาไว้ให้ได้มากขึ้นแล้ว

ปกติแล้วผมจำเป็นต้องใช้พลังของแกนมิติหนึ่งครั้งในการทำลายผลึกของพวกมัน ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับการจุดระเบิดในครั้งเดียว พลังทั้งหมดของเศษเสี้ยวมิติหนึ่งอันจะถูกระเบิดออกมาในรวดเดียวโดยไม่สนใจว่าจะเป็นโอเวอร์คิลหรือไม่

เพราะฉะนั้นผมจึงทดลองเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้

จากระเบิดมาเป็นไฟแช็ก

แทนที่จะใช้ออกมารวดเดียวผมก็เลือกที่จะคงพลังของมิติล้อมรอบใบดาบเอาไว้ คงการบิดเบือนมิติให้อยู่ในสภาพที่เสถียรที่สุด มันเหมือนกับการกักทะเลที่ถูกกระหน่ำด้วยพายุเอาไว้ในแก้วใบเล็ก ๆ

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมันโคตรจะยากเลยนั่นเอง โชคดีที่ดาบมายาภูตนั้นไม่ใช่ดาบกระจอกธรรมดา แต่เป็นถึงดาบระดับโอพาร์ท เพราะฉะนั้นความทนทานของมันจึงมีสูงกว่าดาบทั่วไปอยู่มาก หากเป็นดาบธรรมดาแล้วคงจะไม่สามารถรองรับพลังของมิติที่ถูกกดเอาไว้ในที่เดียวได้อย่างแน่นอน

ขนาดดาบฆ่ามังกรที่เหมือนกับแท่งเหล็กขนาดใหญ่ยังมีรอยร้าวผ่านกลางใบดาบหลังจากการใช้ไปครั้งเดียวเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมจึงฝากให้ตาลุงสกินซ่อมแซมดาบฆ่ามังกรก่อนที่จะมายังมิติสีดำ ไม่เพียงแค่ดาบฆ่ามังกรเท่านั้น ซีรี่ย์เกราะมังกรเพลิงของผมยังต้องทำการซ่อมยกชุดเลยด้วย

บอกตามตรงว่าสีหน้าของตาลุงสกินในตอนนั้นเนี่ยมองผมเหมือนกับศัตรูที่จะมาแต่งงานกับหลานสาวของตัวเองเลย

ถึงปากจะบ่นนั่นนู่นนี่ แต่สุดท้ายตาลุงสกินก็ยอมซ่อมอุปกรณ์ให้ผม ถึงแม้จะกังวลกับราคาซ่อมแซมอยู่บ้างก็ตาม แต่พอผมบอกว่าจะยกหัวใจมังกรเพลิงให้ ตาลุงสกินก็สัญญาว่าหลังจากนี้จะซ่อมแซมอุปกรณ์ให้ผมฟรี ๆ

ที่ให้ไปก็เพราะผมไม่สามารถใช้งานหัวใจมังกรเพลิงได้อยู่แล้ว จะเก็บเอาไว้มันก็แค่รกเปล่า ๆ ถึงมันจะเอาไปขายได้แต่สุดท้ายคนที่ซื้อก็คงจะมีแค่ตาลุงสกิน ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนนี้ผมต้องการซื้อใจของตาลุงสกินมากกว่าเงินในมิติส่วนตัวมากกว่า

ก็เลยตัดสินใจให้หัวใจมังกรเพลิงกับตาลุงสกินไปนั่นเอง

เอาล่ะ ย้อนความกันพอแล้ว

ผมคงต้องอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ให้ฟังก่อนสินะ

ถึงจะบอกว่าผมสามารถคงสภาพการบิดเบือนมิติเอาไว้ได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะสามารถซัดกับพวกมันหลายตัวได้ในครั้งเดียว สาเหตุก็เพราะ....ไอ้ระเบิดหลังจากการทำลายมันนั่นล่ะ!!

โอ้ย ยิ่งพูดยิ่งโมโห ผมบาดเจ็บเพราะการระเบิดจนไม่เหลือแทบจะไม่เหลือที่ในร่างกายที่ไม่มีบาดแผลแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะสร้อยคอที่ออโรร่าให้มา ป่านนี้ผมคงต้องถอนตัวไปนานแล้ว ทั้งขา ทั้งขา เลวร้ายที่สุดสุดก็ขาดไปครึ่งตัวจนต้องเร่งพลังรักษาไปพลางฟื้นตัวไปพลาง บอกตามตรงตอนนั้นนี่ทำเอาใจเสียไปเลย ถ้าเกิดว่ามีศัตรูเข้ามาเจอผมตอนกำลังรักษาตัวละก็ แน่นอนว่าซี้ม่องเท่งอย่างแน่นอน

เดี๋ยวนะ ทำลายงั้นเหรอ? ถ้าผมไม่ทำลายล่ะ ถ้าไม่ทำลายมันก็จะฟื้นฟูร่างกายให้ไอ้พวกสัตว์ประหลาดพวกนั้น แล้วถ้าเกิดว่าผมผนึกมันเอาไว้แทนล่ะ? ถ้าไม่ใช่บิดเบือนเพื่อตัด’ แต่เป็นการบิดเบือนเพื่อ ‘แยกออก’ มาแทนจนผลึกพวกนั้นแยกออกมาจากร่างกายล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น?

ต้องลอง และผู้ที่จะช่วยเหลือเราในครั้งนี้ก็คือพ่อหนุ่มผู้นี้นั่นเอง

ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าผมก็คือสัตว์อสูรในรูปร่างมนุษย์ เพียงแต่มันไม่มีผิวหนัง มีเพียงกล้ามเนื้อและกะโหลกเผยออกมาเซย์ฮัลโหลอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ลิ้นของมันยาวลงมาถึงคอแถมยังมีหนามเต็มไปหมด ที่ช่องท้องของมันก็มีปากขนาดใหญ่หุบเข้าออกอยู่ราวกับว่ากำลังหายใจ

ผมคิดว่าเจ้าตัวแรกที่ผมฆ่าไปน่าจะเป็นตัวแบบนี้แหละ ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าลิ้นของมันยืดได้สินะ

เป็นไปตามที่คิด ทันใดนั้นเองมันก็ร้องแฮ่พร้อมกับอ้าปากแลบลิ้นเข้ามาแทงใส่ผม ถ้าเป็นตอนที่มองไม่เห็นอาจจะลำบาก แต่บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมเคยชินกับการต่อสู้กับพวกมันแล้ว

ครั้งแรกที่ผมต่อสู้กับพวกมันผมเสียเปรียบที่มองไม่เห็นและไม่รู้วิธีที่จะฆ่าพวกมัน แต่ตอนนี้ผมสามารถมองเห็นแล้วและรู้วิธีที่จะฆ่าพวกมัน ไม่รวมกับเทคนิคที่ค่อย ๆ หล่อหลอมขึ้นมาจากการต่อสู้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

เพราะว่าพวกมันเป็นเพียงสัตว์อสูรจำลอง เพราะฉะนั้นพวกมันจึงไม่ให้ค่าประสบการณ์ใด ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่สามารถทำให้ผมพัฒนาขึ้นได้ ถ้าค่าสถานะไม่เพิ่มก็ไปเพิ่มวิธีการใช้ค่าสถานะพวกนั้นแทนเสียสิ

การฝึกฝนของผมตลอดเวลาที่อยู่ในที่นี้นอกจากทำให้ผมเคยชินกับการควบคุมพลังเวทแล้วยังทำให้ผมสามารถใช้ดาบมายาภูตและดาบแห่งจอมทัพได้คล่องแคล่วขึ้นด้วย

ผมพลิกตัวพร้อมกับย่อลงตัวลิ้นของมันที่แทงเข้ามา สะบัดมือพร้อมกับเรียกดาบแห่งจอมทัพปาเข้าไปปักที่ศีรษะของมัน

แน่นอนว่ามันย่อมไม่ตายกับการโจมตีเพียงเท่านี้ แต่ผมก็ทำไปทั้งที่รู้อยู่แล้ว ที่ผมต้องการก็คือการตัดทัศนวิสัยของมันเท่านั้น

และเสี้ยววินาทีที่ศีรษะของมันผงกกลับไปก็เพียงพอสำหรับผมที่จะพุ่งเข้าไปพร้อมกับหั่นลำตัวมันจนขาดครึ่ง

เมื่อร่างท่อนบนของมันขาดออกจากท่อนล่างผมก็รีบสะบัดตัดเนื้อส่วนที่อยู่รอบผลึกบนตำแหน่งกลางอกของมัน

เอาล่ะ! มาลุ้นกันว่าคราวนี้จะสำเร็จรึเปล่า?

ผมแทงดาบมายาภูตลงกับพื้นเรียกเอาแกนมิติออกมาและเริ่มต้นทำสิ่งที่คิด

เมื่อผลึกของมันเริ่มต้นส่งพลังมิติออกมาผมก็จัดการบิดเบือนมิติโดยรอบบีบมันให้เล็กที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก้อนเนื้อที่งอกออกมาจากผลึกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มิติที่ผมบิดเบือนจนเกิดเป็นก้อนกลม ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นมาจากผลึกแกนกลาง เสียงของกระดูกที่ลั่นเปรี๊ยะอยู่ด้านในอย่างน่าขยะแขยงนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย

จะไม่ได้ผลอีกแล้วงั้นเหรอ?

ในวินาทีที่ความลังเลผุดขึ้นมาสมองของผมก็นึกถึงอีกวิธีหนึ่ง ในเมื่อกักขังมันไม่ได้ก็บดขยี้มันไปเสียเลย

ผมเร่งพลังปรับเปลี่ยนให้มิติที่บิดเบือนเล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งขนาดของมิติเล็กกว่าผลึกแกนกลาง

ตอนนี้ผมใช้สองมือเพื่อควบคุมพลังมิติคล้ายกับกำลูกบอลที่มองไม่เห็นเอาไว้ในสองมือและค่อย ๆ บีบเข้ามาทีละนิดก่อนจะบดขยี้สองมือเข้าหากัน

และก็ระเบิดออกมาเป็นโกโก้ครั้นช์

.....ไม่แฮะ ปกติแล้วหลังจากทำลายผลึกไปมันต้องมีพลังมิติระเบิดออกมาไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมคราวนี้ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยล่ะ

ถึงผมจะทำลายผลึกแกนกลางของมันไปแล้ว แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อความแน่ใจผมจึงถอยออกไประยะหนึ่ง หมอบลงกับพื้นในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นผลึกแกนกลางได้และค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังมิติออกมา

แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น มีเพียงแค่ซากก้อนเนื้อที่เต็มไปด้วยเศษของผลึกที่ถูกขยี้รวมกันเท่านั้นที่ตกลงมา

เอ๊ะ แบบนี้ก็ได้เหรอ ไม่ใช่การตัดแต่เป็นการบดขยี้....นั่นก็หมายความว่าพลังมิติของแกนมิติที่ผมมีนั้นเป็นพลังขั้นสูงกว่าพลังมิติของผลึกแกนกลาง เพราะฉะนั้นการระเบิดของผลึกแกนกลางจึงไม่สามารถฝ่าขอบเขตของพลังที่อยู่เหนือกว่าออกมาได้

เพราะว่าที่ผ่านมาผมใช้วิธีตัด พลังมิติที่อยู่ในผลึกแกนกลางก็เลยสามารถระเบิดออกมาได้โดยไม่มีอะไรปิดกั้นสินะ

แบบนี้นี่เอง เป็นการทดลองที่มีค่ามากเลย ขอบคุณนะ ปีเตอร์หมายเลข 2

ผมยกมือวันทยหัตถ์ปีเตอร์หมายเลข 2 ที่อยู่ในสภาพเศษเนื้อแล้วก็ออกจากบริเวณนั้นในทันทีที่เพื่อจัดการเรียบเรียงความคิดตัวเอง

ผมต้องมาตั้งสมมติฐานใหม่แล้ว ว่าพลังที่อยู่ในผลึกแกนกลางของพวกมันคือพลังมิติจริงหรือไม่

จริงอยู่ที่มันคล้าย’ กับพลังมิติ แต่มันก็ไม่ใช่พลังมิติเสียทีเดียว เพราะถ้ามันเป็นพลังแบบเดียวกับที่แกนมิติมี แรงระเบิดพวกนั้นก็ต้องสามารถเล็ดลอดออกมาได้แล้วสิ แสดงว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นพลังที่ด้อยกว่าพลังมิติ

ทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้นะ ถ้ามันเป็นพลังจำพวกเดียวกับพลังมิติจริง ๆ ตอนที่ใช้พลังมิติบิดเบือนเพื่อตัดมันก็น่าจะสัมผัสกับอะไรได้บ้างสิ

ผมมัวแต่ไปกังวลกับการระเบิดของมันจนลืมนึกถึงเรื่องสำคัญที่สุดไปสินะ

ไม่เป็นไร มาเริ่มต้นกันใหม่

ข้อมูลที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็คือพวกมันจะไม่ตายถ้าไม่ทำลายผลึกแกนกลาง การทำลายผลึกแกนกลางจำเป็นต้องใช้พลังที่เหนือกว่าซึ่งในตอนนี้ผมก็มีแค่พลังของมิติ ที่นี่ไม่มีแสงสว่าง ผมเป็นสิ่งผิดแผก ถ้าผลึกแกนกลางแตกออกพลังที่อยู่ในนั้นจะระเบิดออกมา แล้วสุดท้ายก็คือออโรร่าน่ารักมาก

ข้อหลังน่าจะเป็นประโยชน์กับผมที่สุดในตอนนี้

ยังจะถามอีกเหรอว่าทำไม!?

ก็ผมเหนื่อยไงล่ะ ตอนเหนื่อยเราก็ต้องหาอะไรเพื่อผ่อนคลายจิตใจสิ

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วผมก็หวนคิดถึงภาพของออโรร่าที่เซฟเอาไว้ในสมองขึ้นมาทีละภาพ

ภาพของออโรร่าที่ให้ผมหนุนตัก ภาพของออโรร่าที่หอมแก้มผม ...พอนึกถึงตรงนี้แก้มทั้งสองของผมก็ย้วยขึ้นมาทันที ภาพของออโรร่าที่สร้างซุ้มหิน...เอ๊ะ สร้าง...สร้างงั้นเหรอ?

ผมจะสามารถทำแบบนั้นได้รึเปล่านะ?

ไม่สิที่ออโรร่าทำได้เพราะการเรียกเอาสิ่งที่ถูกบันทึกอยู่ในมิติของตนเองออกมาใช้งานมันไม่ใช่การสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาด้วย....พลัง...มิติ

สร้างขึ้นมาด้วยพลังมิติ?

ผมจมดิ่งลงไปในความคิดอีกครั้งมือทั้งสองเข้ามาเกี่ยวกันเอาไว้ โดยที่นิ้วชี้ของมือข้างหนึ่งกำลังเคาะอย่างเป็นจังหวะ

การคงสภาพการบิดเบือน...การสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยพลังมิติ

พลังที่เหนือกว่า

เมื่อคิดถึงสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วผมก็มองลงไปที่แหวนทับทิมนักสะสมที่อยู่บนนิ้วมือ

ถึงแม้มันจะไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด แต่มันก็อาจจะทุ่นแรงผมได้ในระดับหนึ่งเลย ถ้าเกิดว่าวิธีนี้ได้ผล

เอาล่ะ ว่าแล้วผมก็ต้องไปหาปีเตอร์หมายเลข 3 เพื่อทำการทดลองครั้งใหม่แล้วสินะ

รอผมก่อนนะปีเตอร์!!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 275 ครั้ง

859 ความคิดเห็น

  1. #800 Chaos I (@model05052547) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 00:44
    อืม...ทำไมรู้สึกเหมือนเจอรุ่นน้องที่โรงเรียน ต้นไม้ต้นเล็กๆมันเอาเข้าไปในห้องเรียนแล้วเรียกว่า'ปีเตอร์หนึ่ง' ส่วนต้นไม้ต้นเล็กกว่าเดิมแต่ถูกครูเอาไปไว้บนเพดานจนมันตายเรียกว่า'ปีเตอร์สอง'(ซึ่งครูคนนั้นท่านเพิ่งเสียไปไม่นาน(ผมพึ่งจบม.3มาได้เดือนกว่าๆท่านก็เสียเลย อายุยังแค่38อยู่เลย เฮ้อ) ส่วนตุ๊กตาหมาที่เป็นพวงกุญแจติดกระเป๋านักเรียน มันเรียกว่า'ปีเตอร์หมา' ไม่ทราบว่า ต้นเหตุมันมาตากที่นี่ใข่หรือไม่?5555
    #800
    1
    • #800-1 Chaos I (@model05052547) (จากตอนที่ 69)
      18 เมษายน 2562 / 00:45
      พิมพ์ผิด ต้องบอกว่า
      "แต่ถูกครูเอาไปไว้บนเพดาน...." เป็น "แต่ถูกครูเอาไปไว้บนพัดลมติดผนัง"
      แทน
      #800-1
  2. #673 cxxkingdom (@cxxkingdom) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 11:23
    สมองชั้น​ ไปหมดเเล้ว
    #673
    0
  3. #522 ปฐพีเร้นลับ (@ttoo1515) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 15:25
    ค้างเลยครับ
    #522
    0