ตอนที่ 52 : Second Wave - 13 - ผู้เฝ้ามองและผู้ไล่ล่า บทต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2367
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 305 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

สวัสดีครับ” ผมเอ่ยยิ้มทักทายออโรร่าที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในซุ้มหินอ่อนเหมือนอย่างครั้งแรกที่ผมเจอเธอ

เมื่อเธอเห็นว่าผมมาถึงแล้วเธอก็ผายมือเชิญให้ผมเข้าไปนั่งในที่นั่งตรงกันข้าม ซึ่งผมเองก็ไม่รอช้าที่จะทำตามคำเชิญของเธอ

เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เธอวางถ้วยชาหันมายิ้มให้กับผมที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่ง

“...ก็ดีครับ” บอกตามตรงว่ามันน่าเบื่อ การสังหารศัตรูที่อ่อนแอแบบนั้นมันไม่ต่างจากการเดินไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อเลย การเอาชนะสงครามแบบนั้นมันไม่ได้มีความน่าภูมิใจอะไรสักนิด

แต่ก็เอาเถอะ มันทำให้ผมมาเจอกับออโรร่าได้ก็ต้องขอบใจมันอยู่บ้างละนะ

พอฟังคำพูดของผมแล้วเธอก็หัวเราะออกมา

ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ใบหน้าของคุณเขียนคำว่าเบื่อตัวโตเอาไว้นะคะ” สมกับเป็นออโรร่า อ่านความคิดของผมได้ขาดจริง ๆ

หลังจากที่พูดคุยกันไปได้สักพัก ออโรร่าก็เงียบลง เธอหันออกไปมองด้านนอก มองไปยังทิวทัศน์ที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

ผมไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่จ้องมองใบหน้าของเธอเงียบ ๆ อย่างมีความสุข

คุณกฤษณะคะ” ราวกับว่าเธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ แววตาของเธอจริงจังแตกต่างจากปกติที่พวกเราพูดคุยกัน “ความจริงแล้วมันอาจจะเร็วเกินไปที่จะแจ้งเรื่องนี้กับคุณ...”

เธอหยุดลงครู่หนึ่ง หลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าจนลึก

คุณรู้ไหมคะว่าพวกเราเหล่าผู้ดูแลนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีเป้าหมายอะไร?” จู่ ๆ เธอก็ถามคำถามหนึ่งที่ผมสงสัยมาตลอดออกมา

เพื่อช่วยเหลือมนุษย์?” ผมเคยคิดถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ก็ไปไม่ถึงคำตอบที่แท้จริงเสียที อาจจะเป็นเพราะว่าจิ๊กซอว์ตัวต่อของข้อมูลมันยังมีไม่เพียงพอ จึงมีหลายเรื่องที่ผมไม่สามารถปะติดปะต่อพวกมันเข้าไปด้วยกันได้

เธอยิ้มให้กับคำตอบของผมก่อนจะส่ายหน้า “นั่นเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ข้อหนึ่งเท่านั้นค่ะ”

ความจริงแล้วกลุ่มของพวกเรามีชื่อว่าผู้เฝ้าดู’ ” เธอผายมือขึ้นมาวางบนอกและเริ่มต้นอธิบาย “พวกเรานั้นรวมกลุ่มกันเพื่อเฝ้ามองให้มิติต่าง ๆ อยู่ในความสงบเรียบร้อย การยื่นมือเข้าไปยุ่งกับชะตากรรมของมิติอื่นจะนำพามาซึ่งการพังทลายของมิติรอบข้าง”

ผมพยายามทำหัวให้ว่างตั้งใจซึมซับสิ่งที่เธอกำลังบอกอย่างเต็มที่

คุณอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงมอบระบบให้กับมนุษย์แต่กลับไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ” เธอยิ้มเศร้าเมื่อพูดถึงจุดนี้ “เพราะว่าตัวตนของมิติอื่นอย่างเช่นพวกเราไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายกับมิติของคุณกฤษณะได้อย่างไรล่ะคะ”

หากพวกเราปรากฏตัวขึ้นบนโลกมนุษย์ มันจะทำให้มิติที่ผันผวนอยู่แล้วเกิดความโกลาหลมากยิ่งขึ้นไปอีก”

หากตัวตนอื่นเข้ามาจะทำให้มิติของมนุษย์โลกเกิดความผันผวน?

.....หรือว่า?

เมื่อเห็นผมพบคำตอบเธอก็ยิ้มขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะพยักหน้า

ถูกต้องค่ะ สงครามที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ตอนนี้เกิดจากน้ำมือของผู้คนในมิติอื่น” เธอเฉลยคำตอบออกมา “คนกลุ่มนั้นเรียกตัวเองว่าผู้ไล่ล่าเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดตรงข้ามกับผู้เฝ้ามองอย่างพวกเรา”

แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นพวกคนเลวแน่นอน ไม่ใช่ว่าผมมีอคติกับคำว่าไล่ล่าเพราะสมัยก่อนเล่นวิ่งไล่จับไม่เก่งนะ ไม่เกี่ยวกันเลยจริง ๆ เชื่อผมเถอะ

เป้าหมายของคนพวกนั้นก็คือสิ่งนี้ค่ะ” ออโรร่าว่าจบก็เรียกเศษเสี้ยวมิติออกมา “คนพวกนั้นบังคับให้เกิดการชนกันของมิติเพื่อให้ไล่ล่าเศษเสี้ยวพวกนี้”

เมื่อมิติที่แตกต่างเข้าปะทะกันจนต้องหลงเหลือเพียงฝ่ายเดียว ส่วนอีกมิติที่เหลือจะถูกขมวดลงให้อยู่ในรูปร่างของผลึก แต่ถึงแม้รูปลักษณ์ของพวกมันจะเปลี่ยนไปแต่พลังในนิยามของคำว่ามิติก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผู้ที่ครอบครองมันจึงสามารถที่จะแทรกแซงอัตลักษณ์ของมิติได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ายิ่งรวบรวมเศษเสี้ยวมิติจนสามารถประกอบเป็นแกนมิติหรือสิ่งที่เหนือล้ำกว่านั้นได้มันก็จะยิ่งมีพลังมากยิ่งขึ้น”

สิ่งที่ดิฉันจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น เพราะว่าปัจจุบันเองก็ไม่มีใครสามารถรวบรวมเศษเสี้ยวมิติไปจนถึงระดับตั้งต้นได้” เธอว่าพร้อมกับเก็บเศษเสี้ยวมิติที่เรียกออกมาในมือลงไป “แต่พวกเราคาดเดาว่าพลังรูปลักษณ์สุดท้ายของเศษเสี้ยวมิติก็คืออำนาจในการควบคุมมิติขั้นเด็ดขาด’ ”

พอว่ามาถึงจุดนี้ผมก็หนาวสันหลังขึ้นมาทันที

อำนาจในการควบคุมขั้นเด็ดขาด หากฟังเผิน ๆ มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ถ้าลองพิจารณาดูแล้วก็จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะอยู่ในมือของใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่ใฝ่หาพลังของมัน

อำนาจขั้นเด็ดขาดนั้นไม่เพียงแต่การเปิดและปิดแต่ยังรวมไปถึงการหลอมรวมและการปรับแต่งมิติ” เธอหยุดพูดลงครู่หนึ่งแล้วมองมาทางผมราวกับว่าคาดหวังให้ผมสังเกตถึงอะไรบางอย่าง

ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ติดใจผมอยู่จะใช้คำถามที่เธอต้องการหรือไม่ แต่ผมก็ไม่ลังเลที่จะถามมันออกไป

อำนาจเด็ดขาดที่ว่านี่...จำกัดเฉพาะมิติของตนเองรึเปล่าครับ?”

และคำตอบของเธอก็คือการส่ายหน้า

คุณกฤษณะเข้าใจได้ถูกต้องแล้วค่ะ พลังตั้งต้นนั้นจะมีอำนาจเหนือทุกมิติ นั่นหมายความว่าผู้ที่ครอบครองมันก็จะสามารถบงการทุกมิติได้ดั่งใจ”

หาเรือไม่เจอกันเลยทีเดียวนะครับงานนี้

นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ครอบครองพลังตั้งต้นของมิติที่มีอยู่ในรูปแบบสุดท้ายของเศษเสี้ยวมิติจะมีความสามารถในการสร้างและทำลายโลกได้ดั่งใจ ซึ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือไม่ใช่แค่โลกที่มิตินั้นคงอยู่แต่เป็นโลกของทุกมิติ

แบบนี้มันอันตรายยิ่งผู้นำประเทศทรงผมประหลาดที่เอาแต่ยิงขีปนาวุธลงทะเลหลายต่อหลายเท่าเลยนะ

สาเหตุที่เกิดการชนกันของมิติก็เป็นอย่างที่ดิฉันว่ามาเมื่อครู่ คนเหล่านั้นต้องการครอบครองเศษเสี้ยวมิติที่เกิดขึ้นจากการชนกันของมิติค่ะ”

เดี๋ยวนะ ถ้าคนพวกนั้นหมายตาเศษเสี้ยวของมิติเอาไว้ มันก็หมายความว่า....

ใช่แล้วค่ะ ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะไม่สามารถแทรกแซงเข้ามาในมิติของคุณกฤษณะได้โดยตรงก็ตาม แต่ถ้าหากสภาพของสงครามเสถียรขึ้นแล้วคนพวกนั้นคงจะไม่ลังเลที่จะปรากฏตัวขึ้นมาในสงครามเพื่อแย่งชิงเศษเสี้ยวมิติอย่างแน่นอน”

ระบบที่พวกเราผู้เฝ้ามองสร้างขึ้นมาก็เพื่อให้มนุษย์ในมิตินั้น ๆ พัฒนาตนเองขึ้นและทำการคัดเลือกบุคคลที่เข้าตามาฝึกฝนและพัฒนาให้เขาหรือเธอสามารถต่อกรกับผู้ไล่ล่าด้วยตนเองได้”

คุณอาจจะมองว่าพวกเราโหดร้ายที่ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยตรง แต่ดิฉันก็อยากให้คุณเข้าใจว่าพวกเราคือผู้เฝ้ามอง เราไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชะตากรรมของมิติใดมิติหนึ่ง โชคดีที่ระบบที่พวกเราสร้างขึ้นนั้นไม่ถูกนับว่าเป็นตัวตน การส่งมันออกไปเพื่อช่วยเหลือพวกคุณจึงอยู่ในขอบข่ายที่สามารถกระทำได้ ...หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือพวกเราสามารถทำได้แค่นั้น”

ถึงออโรร่าจะบอกแบบนั้นแต่ผมก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูดทั้งหมด

ถ้าอย่างนั้นมิติพิเศษจะมีไว้ทำไมละครับ?”

มิติพิเศษมีไว้เพื่อให้ผู้คนในหลากหลายมิติสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ค่ะ” ออโรร่าหยุดพูดลงพักหนึ่งและหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบก่อนจะพูดต่อ “พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่มีพลังเหนือล้นในมิติของตนเองและครอบครองเศษเสี้ยวมิติในระดับหนึ่ง หากไม่ตระเตรียมเส้นทางให้พวกเขาได้เลือกแล้วละก็ มันจะเป็นการเพิ่มจำนวนของผู้ไล่ล่าโดยไม่จำเป็น พวกเราจึงต้องทำการสร้างมิติพิเศษขึ้นมาเพื่อเป็นการควบคุมเหล่าผู้ดูแลไม่ให้ล้ำเส้นค่ะ”

ถึงสิ่งที่ออโรร่าอธิบายมันจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง

มันเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างที่สำคัญยังจมอยู่ในความมืดมิด

เป็นคำตอบที่ออโรร่าไม่ต้องการจะเผยออกมา หรือไม่ก็เป็นคำตอบที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจ

ผมไม่คิดจะควานหาคำตอบนั้นอย่างไรมารยาทแต่เลือกที่จะเฝ้ามองดูจนกว่าจะเข้าสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้มากกว่า

อย่างนั้นเหรอครับ”

ผิดหวังรึเปล่าคะ?” เธอก้มหน้าถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

ผิดหวัง?

เรื่องอะไรเหรอครับ?” ผมไม่เข้าใจที่เธอพูดแฮะ เท่าที่ฟังมาทั้งหมดมันมีเรื่องอะไรให้ต้องผิดหวังอย่างนั้นเหรอ?

ออโรร่าเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยความประหลาดใจ ในสายตาที่มั่นคงไม่เคยหวั่นไหวของเธอตอนนี้กำลังสั่นครือ

ระ เรื่องที่การกระทำของพวกเรามันเหมือนกับคนไร้หัวใจที่เฝ้ามองหลายชีวิตให้ล่มสลายไปโดยไม่ยื่นมือ...เข้าช่วยเหลือ” เธอเค้นคำพูดสุดท้ายออกมาอย่างยากลำบากและก้มหน้าลงไม่ยอมสบตาผม

อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ

ไม่นี่ครับ” ผมตอบออกไปตามสิ่งที่คิด “ผมไม่เห็นว่ามันจะไร้หัวใจตรงไหน”

ออโรร่าเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยความแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง

อ่า ให้ตายเถอะ แม้แต่ใบหน้าตอนตกใจก็ยังน่ารัก คราวหน้าต้องลองไปถามมาริคดูแล้วว่ามีทักษะความทรงจำภาพถ่ายรึเปล่า ถ้ามีนะพ่อจะกวาดมาให้เกลี้ยงเลย

เพื่ออะไรน่ะเหรอ? ถามโง่ ๆ ก็เอามาเซฟภาพของออโรร่าแบบ 4K ทุกการเคลื่อนไหวน่ะสิ

นอกเรื่องพอแล้วกลับมาที่คำตอบที่ออโรร่าต้องการก่อน

ผมไม่คิดว่าการที่คนนอกยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจะเป็นการช่วยเหลือที่แท้จริงครับ” ผมพยายามอธิบายสิ่งที่ผมคิดให้เธอฟัง “คนที่หวังดีกับเราจะสอนเราทำงานในขณะที่คนหวังดีกับตัวเองจะมอบเงินให้กับเรา”

และในท้ายที่สุดคนที่จะอยู่รอดบนโลกอันโหดร้ายต่อไปได้ก็คือคนที่รู้จักวิธีทำงานไม่ใช่คนที่แบมืออ้อนวอนขอเงิน” นั่นคือสิ่งที่ผมคิด “การช่วยเหลือสิ่งตรงหน้าให้เป็นไปตามที่เราคิด เป็นไปตามที่เราต้องการมันก็เป็นแค่อีโก้ที่สวยงามรูปแบบหนึ่งเท่านั้น”

ถ้าหากผู้ดูแลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือมนุษย์โลกโดยตรงมันจะเกิดอะไรขึ้น?” ผมหัวเราะขึ้นจมูก แค่คิดถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียนขึ้นมาแล้ว “ผู้คนจะอ่อนแอเอาแต่เรียกร้องหาความช่วยเหลือ แล้วจำนวนของผู้ดูแลมีเท่าไร? สามารถครอบคลุมจำนวนของสงครามทั้งหมดได้หรือไม่? ถ้าทำได้ก็ถือว่าโชคดีไปแต่ถ้าทำไม่ได้ล่ะ? มันก็จะเกิดความแตกแยกในหมู่มนุษย์ขึ้นมาว่าทำไมถึงช่วยพวกนั้นแต่ไม่ช่วยพวกเรา โลกที่ปั่นป่วนก็จะยิ่งปั่นป่วนมากขึ้นไปอีก”

ผมพูดออกมายาว ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะเป็นเพราะรังเกียจในความโสมมส่วนนี้ของมนุษย์ก็ได้ ผมจึงระเบิดอารมณ์ส่วนหนึ่งของตนเองออกมา

ทีนี้มนุษย์ก็จะทำสงครามซึ่งกันและกันเพื่อแย่งชิงความปลอดภัยจากผู้ดูแล โดยที่ไม่สนใจถึงความรู้สึกของผู้ที่ช่วยเหลือตนเอง”

ยิ่งพูดออกมาเท่าไรความเกลียดชังที่ผมเก็บเอาไว้มันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ในสายตาของวีรบุรุษที่ต้องการช่วยเหลือผู้คน หากต้องมาเห็นผู้คนเข่นฆ่ากันเองเพราะต้องการความช่วยเหลือจากวีรบุรุษแล้วละก็ คนคนนั้นจะคิดอย่างไร”

คำตอบมันก็ง่ายสิ้นดีเลย

วีรบุรุษจะเกลียดตัวเองจนอยากจะหายไปอย่างไรละครับ”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 305 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #650 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 08:43
    อย่างคมมมม
    #650
    0
  2. #544 oomironhorse (@oomironhorse) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 20:45
    ความเห็นนี้ โดนมาก คนที่หวังดีกับเราจะเราทำงาน....>~<
    #544
    0