ตอนที่ 51 : Second Wave - 12 -รังแก บทปลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 295 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

สิ้นเสียงของผมอัศวินในชุดเกราะสีขาวรอบข้างก็พุ่งทะยานออกไปจัดการกับศัตรูเบื้องหน้าทันที

จากผลของทักษะ อัศวินพวกนี้จะมีพลังเท่ากับ 1/100 ของผม บอกตามตรงว่าพวกมันโคตรที่จะอ่อนแอเลย

มันก็แน่ละนะ ถึงแม้ว่าค่าสถานะของผมจะสูง แต่ถ้าถูกหารด้วย 100 มันก็จะถูกลดหลั่นลงมามากมาย สรุปคือพวกมันแต่ละตัวอ่อนแอกว่ามนุษย์ธรรมดาเสียอีก

ไม่มีทางเลยที่พวกมันจะต่อสู้เอาชนะหมาป่าพวกนั้นได้

แต่ผมก็รู้อยู่แล้วล่ะ เพราะผมเองก็ไม่คิดจะใช้พวกมันเก็บกวาดหมาป่าที่เหลืออยู่ทั้งแบบนี้หรอก

กระถางพิษกลืนจิต” “หมอกพิษ”

คอมโบแสนสะดวกสบายของผมกลับมาแล้ว

อัศวินที่ปรากฏออกมานั้นมีพลังชีวิตเพียงแค่ 175 เท่านั้น นั่นก็หมายความว่าขอเพียงหมาป่าพวกนี้ขย้ำเข้าไปสักทีอัศวินพวกนี้ก็พร้อมที่จะม่องเท่งในพริบตา

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมต้องการ

พลังเวทที่ผมใช้ไปในการเรียกกองทัพมายาก็คือ 35000 แต้ม นั่นหมายความว่ากองทัพอัศวินของผมมีทั้งหมด 35 คน หรือจะพูดให้ถูกก็คือผมมีระเบิดพิษอยู่ 35 ลูก

เมื่อระเบิดพวกนั้นตูมตามออกมาโดยที่มีหมาป่าพวกนั้นรายล้อมอยู่ ผลของมันก็คือความบ้าคลั่งระดับเดียวกับสาว ๆ ในคอนเสิร์ตไอดอลเลยทีเดียว

ผมกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยความชื่นใจ ถึงแม้ว่าตอนนี้กองทัพมายาของผมจะยังไม่สามารถใช้งานได้ในฐานะกำลังพลก็ตาม แต่ในฐานะของอาวุธมีชีวิตแล้วพวกมันถือว่าทำงานได้อย่างน่าพอใจ

ในระหว่างที่ความบ้าคลั่งกำลังแผ่ขยายออกอย่างควบคุมไม่ได้ ผมก็เรียกดาบทั้งสองกลับขึ้นมาบนมืออีกครั้ง

สายตาของผมตอนนี้จับจ้องไปยังราชาของพวกมันที่เขม็งมองมาทางผมด้วยความคับแค้น ซึ่งผมเองก็ไม่ได้หลบหลีกสายตาของมันเลย กลับกันผมยกยิ้มยั่วโมโหให้มันเข้ามาหาผมอีกด้วย

ไอ้ตูบ อย่าให้ต้องเสียเวลาเพิ่มเลย

ออโรร่ากำลังรอผมอยู่รีบเข้ามาได้แล้ว!

 

**********

 

บ้าไปแล้ว

ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้ว

นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมคิดตอนที่เขาบอกให้ผมหนีเข้ามาภายในเซฟรูม

ยิ่งเมื่อเหล่าศัตรูในสงครามครั้งนี้ปรากฏขึ้นความคิดในใจของผมก็ยิ่งเด่นชัด

คน ๆ ต้องบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน

ทำไมถึงไม่กลัวเลย ทำไมถึงไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อหน้าศัตรูที่มากมายขนาดนั้น

ถ้าหากว่าไม่มีพลังขนาดซูเปอร์แมน ก็ต้องเป็นคนบ้าที่แยกความกล้ากับความบ้าไม่ออก

ตัวผมไม่ได้คิดว่าคุณหนูหรือว่าคุณปู่จะโกหกหรอกนะ แต่ว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้คนคนเดียวจะจัดการกับศัตรูมากมายขนาดนั้นลงไปได้

ต่อให้ช้างที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน หากถูกฝูงมดรุมกัดแล้วก็คงจะไม่แคล้วต้องพ่ายแพ้

คุณกฤษณะคือช้าง ข้อนี้ผมไม่เถียง แต่ตอนนี้เขากำลังต่อกรกับฝูงมดจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ให้เขาเก่งกาจสักแค่ไหนก็คงจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้อย่างแน่นอน

ผมเหลือบมองสวิตช์ระเบิดที่ถูกติดตั้งเอาไว้ทั่วบริเวณ แล้วสะบัดสายตาไปมองอาวุธปืนที่แขวนเอาไว้บนกำแพงด้านหลัง

ถ้าคุณกฤษณะพ่ายแพ้ ผมก็ต้องจัดการที่เหลือเองเท่านั้น

ในระหว่างที่ผมเตรียมใจกับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นและหันกลับไปมองยังคุณกฤษณะ

ความคิดของผมก็กลายเป็นสีขาว

มันเหมือนกับว่าจู่ ๆ ก็เห็นตัวนักร้องไอดอลเกาหลีออกมาเต้นบนเวทีมวยที่กำลังต่อยกัน

อืม ความรู้สึกมันน่าจะประมาณนั้น

ทำไมถึงยกตัวอย่างแบบนี้

ก็เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่คาดคิดเอาไว้มันสวนทางกันจนสมองประมวลผลไม่ทันนั่นเอง

ภาพที่ฝูงหมาป่ากระโจนเข้าใส่คุณกฤษณะนั้นทำเอาตัวของอนุรักษ์เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้เขาจะต้องต่อสู้เพียงลำพัง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเหล่าหมาป่าพวกนั้นกลายร่างเป็นเนื้อบะช่อภายในพริบตา

ไม่เพียงเท่านั้นชายหนุ่มก็ยังพุ่งเข้าไปใจกลางฝูงของพวกมันแล้วอาละวาดอย่างน่ากลัว

น่ากลัวเป็นที่สุด

เลือดและเนื้อกระจายออกทุกทิศทาง ยามที่กฤษณะเคลื่อนตัวไปความตายก็จะติดตามเขาไปด้วย

ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียงของด้านนอก แต่อนุรักษ์ก็รู้ดีว่าหมาป่าพวกนั้นกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและความกลัว

ร่างของชายหนุ่มที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยกลับกลายเป็นเครื่องจักรสังหารทันทีที่เกิดสงคราม

เครื่องจักรสังหารที่ไม่มีวันหยุดพัก เครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งจิตใจ เข่นฆ่าศัตรูโดยไร้ซึ่งความปรานี

ร่างของกฤษณะหายไปทางนั้นทีทางนู้นที แต่ทุกครั้งที่เขาหายไปและปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งรอบกายของเขาก็จะระเบิดออกเป็นเศษเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นี่มันช่างแตกต่างกับสงครามที่เขารู้จัก สงครามของมนุษย์สงครามระหว่างมิติที่เขาเคยเจอมา

กลายเป็นของเด็กเล่นเมื่อเทียบกับภาพที่เขากำลังมองดูอยู่ในตอนนี้

มันไม่ใช่การต่อสู้อีกแล้ว มันคือการรังแกฝ่ายเดียว การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฝ่ายเดียว

ที่น่าตลกก็คือฝ่ายที่เข่นฆ่านั้นมีจำนวนเพียงหนึ่งเท่านั้น

และที่น่าตลกยิ่งกว่าก็คือหลังจากต่อสู้ไปได้พักหนึ่งชายคนนั้นก็เก็บดาบลงไปและเริ่มใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้

มันเป็นเรื่องน่าตลก แต่อนุรักษ์กลับขำไม่ออก ยิ่งเมื่อเห็นพละกำลังที่สามารถทุบศีรษะของหมาป่าตัวโตเกือบเมตรเป็นแตกเป็นลูกโป่ง

จากความตลกก็กลายเป็นความขบขันยิ่งขึ้นเมื่อเท้าของกฤษณะฝ่าร่างของหมาป่าหลายตัวในระยะไปพร้อมกับพื้นถนนรวมไปถึงรถยนต์ที่ไม่ได้ถูกนำออกไป

พวกมันถูกตัด ไม่สิ ถูกฉีกออกด้วยขาของกฤษณะราวกับเป็นผ้าขี้ริ้วเปื่อย ๆ

แต่อนุรักษ์รู้ดีว่าของเหล่านั้นไม่ใช่ผ้าขี้ริ้วมันอยู่ในสภาพปกติสมบูรณ์ดี

ที่ไม่ปกติคือตัวตนของกฤษณะต่างหาก

ทั้งพละกำลัง ทั้งความรวดเร็ว ทั้งความโหดเหี้ยม

ทุกอย่างล้วนอยู่เหนือความคาดหมายของอนุรักษ์ทั้งสิ้น

ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่ กฤษณะก็เรียกอาวุธอีกอย่างหนึ่งออกมา มันเป็นดาบลักษณะคล้ายกับแผ่นเหล็กขนาดยักษ์ที่สูงกว่าส่วนสูงของผู้ที่ถือมัน

จากขนาดและลักษณะภายนอก มันไม่น่าจะใช่สิ่งที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะยกขึ้นมาได้เลย

แล้วทำไมคนคนนั้นถึงเหวี่ยงมันไปมาราวกับว่าของในมือเขาเป็นเพียงแท่งไม้ที่ไร้น้ำหนัก

ความคิดแรกของอนุรักษ์ก็คือดาบนั้นอาจจะไม่ได้หนักอย่างที่เห็น มันเป็นความคิดชั่วแวบเดียวเท่านั้น

เพราะพริบตาต่อมา ดายเล่มนั้นก็ฉีกทุกอย่างในระยะของมันออกเป็นเสี่ยง

จากรอยแผลที่เกิดขึ้นนั้นอนุรักษ์รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่บาดแผลที่เกิดขึ้นจากการตัด แต่เป็นการฉีกด้วยสิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าอย่างล้นพ้น

บ้าไปแล้ว” ผมกระซิบคำเดิมออกมาอีกครั้ง

ใช่แล้ว บ้าไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันจะเป็นจริงได้งั้นเหรอ?

ผมตบแก้มตัวเองสุดแรงเพื่อดึงตัวเองออกมาจากความฝัน แต่ความแสบร้อนที่ผุดขึ้นมานั้นก็ทำให้ผมได้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน

มันเป็นความจริง

อย่างนี้นี่เอง เพราะอย่างนี้คุณหนูและคุณปู่ถึงวางใจให้เขาเข้ามาต่อสู้เพียงลำพัง

เพราะทั้งสองคนรู้อยู่แล้วว่าตัวตนของคุณกฤษณะนั้นเป็นสิ่งที่บ้าบอมากแค่ไหนนั่นเอง

ผมยกมือขึ้นมานวดขมับพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

น่ากลัว น่ากลัวมาก แล้วก็นับว่าเป็นโชคดี

ที่คุณกฤษณะอยู่ฝั่งเดียวกับเรา

ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากในอนาคตเกิดการต่อสู้ระหว่างองค์กรขึ้นมาแล้วคุณกฤษณะไปอยู่ฝ่ายศัตรูล่ะก็ มันจะเกิดอะไรขึ้น

ภาพที่แวบเข้ามาในหัวก็คือร่างของผมขาดเป็นสองท่อนจากการเตะของคุณกฤษณะ เมื่อพยายามจะสะบัดศีรษะไล่ภาพนั้นออกไป ภาพที่ปรากฏออกมาแทนก็คือตัวผมกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยดาบของคุณกฤษณะแทน

ผมกำมือจนแน่น สะบัดเอาความกลัวที่พุ่งขึ้นมาออกไป กำมือให้แน่นให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้มันสั่นออกมา

เมื่อผมตั้งสติได้แล้วและแหงนหน้าขึ้นมองไปยังคุณกฤษณะอีกครั้ง

อาการสั่นก็หายไป

ไม่ใช่เพราะว่าหายกลัว แต่เป็นเพราะว่าตกตะลึงจนร่างกายขยับไม่ได้

รอบกายของคุณกฤษณะตอนนี้ปรากฏอัศวินในชุดเกราะสีขาวราวกับเทพนิยายออกมาล้อมรอบ

ทั้งที่เมื่อครู่ยังไม่มีใครอยู่เลยแท้ ๆ นั่นก็หมายความว่านั่นคือทักษะของคุณกฤษณะ

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นทักษะมาก่อน ผมเคยเห็นบอลเพลิงของคุณกฤษณะจากภาพวงจรปิดและยังเคยเห็นเวทมนตร์ของคุณหนูสา

แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เหนือธรรมชาติขนาดจะเสกชีวิตออกมาจากความว่างเปล่าแบบนี้

ผมได้แต่เหม่อมองภาพของเหล่าอัศวินเข้าตะลุมบอนกับฝูงหมาป่า ผมไม่ได้ตระหนักเลยว่าอัศวินพวกนั้นอ่อนแอกว่ารูปลักษณะภายนอกที่เห็น ไม่ได้ตระหนักเลยว่าทุกครั้งที่อัศวินพวกนั้นล้มลงจะเกิดระเบิดออกมาเป็นควันสีม่วงและไม่ได้ตระหนักเลยว่าฝูงหมาป่าจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเริ่มต่อสู้กันเอง

เพราะภาพที่ผมกำลังจับจ้องอยู่ก็คือร่างของคุณกฤษณะที่กำลังห้ำหั่นกับหมาป่าสีน้ำตาลเข้มตัวยักษ์

มันเป็นภาพที่งดงามจนอธิบายไม่ถูก

ดาบสองเล่มในมือของคุณกฤษณะเหวี่ยงเข้าใส่หมาป่าที่กระโจนเข้ามา เรียกเอาเลือดและเนื้อหลุดออกมาเป็นวิ่น

แต่ถึงอย่างนั้นหมาป่าตัวยักษ์ก็ไม่ได้เกรงกลัวมันยังคงเข้ามาจู่โจมใส่คุณกฤษณะราวกับสุนัขที่ถูกต้อนจนตรอก

ร่างของคุณกฤษณะพลิ้วไหวไปมารอบตัวมันราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่อาจจับต้อง

และทุกครั้งที่ร่างของคุณกฤษณะเคลื่อนไหว เลือดของเจ้าหมาป่าตัวยักษ์ก็จะกระเซ็นออกมา ถึงแม้ว่ามันจะบ้าคลั่งและต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตก็ตาม

สุดท้ายร่างกายของมันก็ถึงขีดจำกัด โดยที่ศัตรูของมันไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว

ในที่สุดการต่อสู้ก็จบลง

ทั่วบริเวณคละคลุ้งไปด้วยหมอกสีม่วงน่ากลัว และที่กึ่งกลางนั้นก็มีสองร่างกำลังยืนประจันหน้ากัน

หนึ่งคือร่างเล็กของคุณกฤษณะที่ชี้ปลายดาบทั้งสองข้างลงบนพื้น อีกหนึ่งคือร่างของหมาป่าตัวยักษ์ที่โซเซคล้ายเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ

ผมเห็นว่าคุณกฤษณะกำลังขยับปาก แต่ด้วยระยะที่ห่างกันมากจึงทำให้ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร

ผมเดาว่าเขากำลังบอกลาเจ้าป่าตัวนั้น

และดูเหมือนว่าผมจะเดาถูก เพราะคุณกฤษณะกำลังย่างเข้าไปใกล้มัน

วินาทีนั้นเองที่สายตาของผมมองเห็น

แววตาที่ยังไม่ยอมแพ้ของสัตว์ร้าย มันเป็นแววตาของสิ่งที่คิดจะทิ้งชีวิตเพื่อขย้ำศัตรูโดยแลกกับทุกอย่างที่มี

ระวัง! ” ผมตะโกนออกไปอย่างลืมตัวว่าเสียงของผมไม่มีทางที่จะลอดออกจากเซฟรูมไปได้

พริบตานั้นเองที่คมเขี้ยวจำนวนมากของหมาป่ายักษ์ขย้ำเข้าที่ไหล่ของคุณกฤษณะ

ถึงเขาจะทรงพลังและรวดเร็วมากแค่ไหนก็ตาม แต่คุณกฤษณะไม่มีทางที่จะป้องกันการโจมตีแบบนั้นได้อย่างแน่.....นอน

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทรยศกับความคาดหวังของผมอีกครั้ง

 

**********

 

กายแห่งราตรี” ผมเรียกทักษะที่เตรียมเอาไว้ออกมาเพื่อหลบจากการโจมตีของราชาหมาป่าตรงหน้า

เมื่อหมอกสีดำที่ฟุ้งกระจายออกรวมกันเป็นร่างของผมอีกครั้ง ดาบในมือก็ถูกเหวี่ยงออกไป

ลาก่อน” ผมบอกลาในวินาทีสุดท้ายของชีวิตมัน

เมื่อร่างที่ไร้ศีรษะของมันทิ้งตัวลงบนพื้นและเริ่มสลายออกผมก็ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

ไม่น่ามาเลยให้ตายสิ” ผมบ่นพลางแหงนหน้ามองผนึกบนท้องฟ้าที่กำลังแตกออก

แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากรังแกคนอ่อนแอเลยนี่นา”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 295 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #649 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 08:37
    จบสะทีมหะกรรมกะทืบหมา
    #649
    0