ตอนที่ 41 : Second Wave - 2 - โอพาร์ท บทกลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 332 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

นั่นคือการตัดสินใจของผม ทางที่ผมเลือกเดินไป

ทางตรงที่เต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย

ทางที่จะไปถึงออโรร่าที่ใกล้ที่สุด

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ผมต้องลังเล

เข้าใจแล้วค่ะ” ออโรร่าก้มหน้าลงมามองผมด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน “ถ้านั่นคือทางเลือกของคุณดิฉันก็ไม่ขอเข้าไปก้าวก่าย”

แต่ช่วยสัญญากับดิฉันได้ไหมคะ?”

ว่ามาได้เลยครับ”

คุณจะต้องระดับเกิน 150 ก่อนถึงจะเข้าไปในนั้น” ดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเธอจ้องมองผมลงมาจากด้านบน “การฝืนเข้าไปในสภาพที่คุณยังไม่คุ้นเคยกับพลังใหม่จะทำให้เกิดอันตรายที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นหากคุณเพิ่มระดับจนถึง 150 แล้วคุณยังจะได้พลังใหม่ที่จะส่งเสริมคุณให้รอดพ้นจากอันตรายได้อีกด้วย”

เมื่อเห็นสายตาที่จริงจังแบบนั้นของเธอ ผมก็ทำได้เพียงพยักหน้าตกลง

ผมสัญญาครับ”

และเมื่อสิ้นเสียงนั้น ใต้ร่างของผมก็ปรากฏวงเวทขึ้น

หมดเวลาแล้วสินะ....

ออโรร่าเองก็ยิ้มเศร้า ๆ เมื่อเห็นวงเวทใต้ตัวผม

ห้ามผิดสัญญาเด็ดขาดเลยนะคะ”

ฮะ ๆ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตครับ”

และพริบตานั้นเองที่ทุกอย่างสว่างวาบขึ้นมา

เมื่อแสงสว่างจางหายไป ผมก็กลับมาอยู่ที่มิติพิเศษอีกครั้ง โดยที่มีหนูเมลกำลังยืนรออยู่เช่นเดิม

ยินดีต้อนรับค่ะ ท่านกฤษณะ” เธอโค้งศีรษะลงทำความเคารพราวกับว่าผมเป็นเจ้านาย

บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบที่เธอทำแบบนี้เท่าไรนัก แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ความเคารพแก่ผมในระดับสูงสุด.....เพราะเธอยังไม่อยากตาย

ถึงผมจะไม่เข้าใจการพูดจาเป็นกันเองมันจะทำให้เธอตายได้อย่างไร แต่ด้วยความดื้อดึงไม่ยอมแพ้ของเธอทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ไปแทน

การที่ท่านกฤษณะอยู่ที่นี่แสดงว่าพวกหมูโส...” เมลชะงักทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นมามองผม “บะ...บ้าไปแล้วเจ้าค่ะ”

หา?

เสียมารยาทจริง มองหน้าคนอื่นแล้วบอกว่าบ้าไปแล้วเนี่ย

จริงอยู่ที่ผมไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปนัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นบ้านะ

ท่านกฤษณะขึ้นมาถึงระดับกลางแล้วเหรอเจ้าคะ?”

อ๋อ หมายถึงเรื่องนั้นนี่เอง

อืม” ผมพยักหน้าตอบ

ยิ่งได้รับคำยืนยันจากผมไปอีก ดวงตาของเมลก็เบิกโพลงขึ้นมา

แค่สามครั้ง แค่สงครามสามครั้ง....” หนูเมลหมดแรงทรุดลงไปกับพื้นทันที “ขนาดเมลยังต้องใช้เวลาถึง 11 ครั้งเลยนะเจ้าคะ”

เห งั้นเหรอ กว่าเมลจะขึ้นมาถึงระดับกลางเนี่ยต้องผ่านสงครามถึง 11 ครั้งเลยงั้นเหรอ

นี่ท่านกฤษณะไปทำอะไรมากันแน่เจ้าคะ ระดับถึงได้ขึ้นเร็วแบบนี้” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามผมด้วยสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้

ผมจะไม่ตอบก็ได้ แต่การทำใจยักษ์ต่อหน้าเด็กน้อยที่กำลังน้ำตาคลอนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ลำบากเกินไปสำหรับผม

สู้กับกิ้งก่ามา”

กิ้งก่า? ลิซาร์ดลอร์ดเหรอคะ? ไม่สิแค่ลิซาร์ดลอร์ดไม่น่าจะให้ค่าประสบการณ์ถึงพุ่งได้ถึงขนาดนั้น หรือว่าจะเป็นลิซาร์ดคิงส์ แต่ระดับคิงส์ไม่น่าจะปรากฏตัวขึ้นเร็วแบบนี้นี่นา” เมลนั่งพับเพียบกอดอกหลับตาพึมพำไปมาอยู่คนเดียว

อีแบบนี้ ถ้าไม่บอกไปน่าจะยาวแน่นอน

มังกรเพลิง”

หือ? อ๋อ มังกรเพลิงเหรอเจ้าคะ ถ้าเป็นมังกรเพลิงละก็ไม่แปลกที่ท่านกฤษณะจะเลื่อนมาถึงระดับกลางได้ แบบนี้นี่เอง.....มังกรเพลิง?” เมลตัวแข็งเป็นหินหลังจากพยักหน้าเข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านกฤษณะบอกว่ามังกรเพลิงเหรอเจ้าคะ?”

ผมก็พยักหน้าตอบไป

บ้าไปแล้วเจ้าค่ะ!!!!”

เสียมารยาท ก็บอกไปแล้ว (ในใจ) ว่าผมไม่ได้บ้า

 

**********

 

ถึงไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็คงต้องเชื่อเจ้าค่ะ” เมลพูดด้วยเสียงหมดแรงโดยที่เอามือสองข้างยันตัวเองไม่ให้ทรุดลงไปกับพื้น “ก็นึกเอาไว้อยู่แล้วว่าระดับท่านกฤษณะที่ผู้ดูแลหมายเลข 1 หมายตาเอาไว้น่าจะไม่ธรรมดา แต่นี่มันเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”

ผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมทำลงไปนั้นมันจะเหนือความคาดหมายของเธอไปมากโข

เมื่อเห็นว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ เมลก็ลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินเข้ามาประชิดผม

ฟังนะคะท่านกฤษณะ เผ่ามังกรถูกจัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ระดับสูง แม้แต่ลูกมังกรที่เพิ่งจะออกจากไข่ก็ยังถูกจัดอยู่ในระดับกลาง แล้วมังกรเพลิงที่ท่านกฤษณะบอกว่ามีสี่ตานั้นน่ะ หมายความว่ามันคือมังกรที่โตเต็มวัย นั่นแปลว่ามันคือตัวตนที่อยู่ในระดับสูง มันไม่ใช่ของที่ตัวตนที่อยู่ในระดับต่ำจะไปต่อกรได้เลยนะเจ้าคะ ถ้าเป็นคนทั่วไปละก็คงจะตายตั้งแต่ถูกมันหายใจใส่แล้วล่ะเจ้าค่ะ”

เมลว่าออกมาพรวดเดียวพลางเข้ามาแนบชิดจนผมต้องเป็นฝ่ายที่ถอยไปเอง

บอกตามตรงว่าการที่ท่านกฤษณะกวาดล้างออร์คพวกนั้นได้ด้วยตัวคนเดียวก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว” เธอยังคงพูดต่อโดยไม่หยุดพัก “แต่การเอาชนะตัวตนระดับสูงได้เนี่ยมันไม่ใช่แค่เรื่องเหลือเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ!”

อืม อ่า งั้นเหรอ...” ก็มันเป็นไปแล้วจะให้ผมทำอย่างไรล่ะ?

ท่านกฤษณะอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าจะยกตัวอย่างให้มนุษย์โลกอย่างท่านกฤษณะเข้าใจง่าย ๆ ก็คือเด็กอนุบาลหมีน้อยต่อย ไมค์ ไทสันจนสลบคาเวทีไงละคะ”

เด็กอนุบาลต่อยไมค์ ไทสันคว่ำ จะว่าอย่างไรดีล่ะ พอนึกภาพแล้วมันก็

ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยแฮะ”

ก็นั่นละค่ะ” เธอพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างพอใจกับความเข้าใจของผม โดยที่แหงนมองหน้าผมในระยะประชิด

แต่เมื่อเธอเห็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของผม ความตื่นเต้นของเธอก็เย็นลงจนหมดสิ้น

เฮ้อ ตื่นเต้นไปคนเดียวแบบนี้เหมือนเมลเป็นบ้าเลยค่ะ” เธอถอนหายใจหมดแรงก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา “เพราะงั้นมาให้คนอื่นบ้าเหมือนเมลไปด้วยดีกว่า”

หมายความว่าอย่างไร?

เอาล่ะ ท่านกฤษณะ ก่อนอื่นเรามุ่งหน้าไปที่สมาคมกันเถอะค่ะ!” ว่าแล้วเธอก็ลากผมมุ่งตรงไปยังสมาคมทันที

เนื่องจากระยะห่างของจุดที่ผมปรากฏออกมาคือหน้าหมู่บ้าน การจะเดินไปที่สมาคมซึ่งคล้ายกับจุดศูนย์กลางของมิติพิเศษจึงใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที

และทันทีที่มาถึงเมลก็ผลักประตูออกไปอย่างร่าเริงและลากผมมาวางเอาไว้หน้าเคาน์เตอร์ที่มีมาริคกำลังอ่านหนังสืออยู่

มาริคเองเมื่อเห็นว่าผมกลับมาแล้วก็คั่นหนังสือที่อ่านเอาไว้และหันมายิ้มให้ผม

ถ้าไม่ติดว่ารอยยิ้มนั้นแข็งค้างไปกลางอากาศ

ผมใช้มือโบกไปมาหน้าดวงตาของมาริคที่มองมายังผมอย่างไม่เชื่อสายตา และเมื่อเขาตั้งสติได้ก็ดันแว่นตาของตัวเองกลับมาเข้าที่ โดยมีเมลกำลังกลั้นขำอยู่ข้าง ๆ

อะแฮ่ม “ขอแสดงความยินดีที่เลื่อนขึ้นสู่ระดับกลางนะครับ” มาริคกระแอมปรับอารมณ์ครั้งหนึ่งและส่งยิ้มทางธุรกิจมาให้ผม “คุณกฤษณะมาส่งเควสใช่ไหมครับ?”

ผมถอดกระเป๋าคาดเอวที่ห้อยเอาไว้ออกวางลงบนเคาน์เตอร์โดยไม่พูดอะไร

มาริคเองก็หยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นมาตรวจสอบเล็กน้อย ก่อนจะดีดนิ้วเรียกตาชั่งที่มีแร่สีฟ้าวางอยู่ตรงข้ามกับถาดเปล่าขึ้นมา

เมื่อมาริควางกระเป๋าคาดเอวลงไปบนถาดที่ว่างเปล่า แร่สีฟ้าที่อยู่อีกก็ค่อย ๆ เปล่งแสงออกมามากขึ้น เมื่อแสงสว่างคงที่ บนปลายยอดของตาชั่งก็ปรากฏออกมาเป็นตัวเลขกลางอากาศ

8

วินาทีนั้น แม้แต่มาริคที่เยือกเย็นก็แข็งค้างไปอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะตั้งสติได้เร็วกว่าเดิมและรีบลงมือจดรายละเอียดนั้นลงไปบนคำร้องส่งเควส

จำนวนน้ำหนักทั้งหมดคือแปดพันกิโลกรัมตามหน่วยของโลกมนุษย์นะครับ” เมื่อมาริคเขียนรายละเอียดเสร็จสิ้น กระดาษคำร้องนั้นก็ลุกไหม้และม้วนขึ้นมาจนกลายเป็นถุงหนังที่รัดเอาไว้ด้วยเชือก “เงินรางวัลทั้งหมดคือสองล้านสี่แสนกิลครับ”

อืม” ผมยื่นมือไปรับถุงหนังที่มาริคส่งมาให้ ทันทีที่มือผมสัมผัสกับถุงหนังมันก็กลายเป็นแสงพุ่งเข้าไปในแหวนทับทิมทันที

แล้วก็นี่ด้วย” ผมเรียกของอีกอย่างขึ้นมาเพื่อส่งมอบเควสต่อ

ดูเหมือนคราวนี้มาริคจะไม่ตกใจอีกแล้ว ถึงแม้จะชะงักไปชั่วครู่หลังจากเห็นห่วงจมูกของออร์คจำนวนมากเทลงบนเคาน์เตอร์

ทั้งหมด 366 ชิ้น ห่วงจมูกนักรบออร์ค 202 ชิ้น ห่วงจมูกนักรบออร์คดำ 115 ชิ้นและห่วงจมูกหัวหน้านักรบออร์คดำอีก 49 ชิ้น ทั้งหมดถูกต้องนะครับ”

ผมไม่ได้นับหรอกว่ามันจำนวนเท่ากับที่มาริคว่ามาจริงหรือไม่ เพียงพยักหน้าส่ง ๆ ไปเท่านั้นเพราะรู้ว่ามาริคคงไม่คิดจะโกงผมอย่างแน่นอน

หลังจากมาริคเขียนกระดาษหนังอีกใบเสร็จสิ้น มันก็กลายเป็นถุงเงินขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ถุงเงินครั้งนี้มันเล็กกว่าถุงเงินครั้งที่แล้วอยู่เล็กน้อย

เงินรางวัลของเควสนี้คือหนึ่งล้านแปดแสนสี่หมื่นหกร้อยหักเงินที่คุณกฤษณะกู้ยืมมาจากคุณฟลอร่าแล้วจะเหลือหนึ่งล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นหกร้อยครับ”

อ๋อ ตัดหนี้อัตโนมัติสินะ ดีแล้ว ในที่สุดผมก็ปลดหนี้ได้เสียที

อ๊ะ จะว่าไปแล้วยังเหลือเจ้านี่อยู่ด้วยนี่นา

มาริคทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ต้องหยุดไปเมื่อผมเรียกของอีกอย่างขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ เมลเองที่เห็นของสิ่งนั้นก็ปรบมือดีใจขึ้นมาทันที

“....สร้อยคอวีรบุรุษออร์คสินะครับ” มาริคว่าด้วยน้ำเสียงหมดแรง

เป็นอะไรไป หรือว่าการส่งมอบเควสมันใช้พลังเวทเยอะงั้นเหรอ ทำไมหมอนี่ถึงได้ดูหมดแรงถึงขนาดนี้กันนะ?

บอกตามตรงว่าผมไม่มีแรงจะตกใจแล้วล่ะครับ สมแล้วจริง ๆ” มาริคพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจพลางหันไปพยักหน้ากับเมลสองคน

เมื่อการส่งเควสสุดท้ายเสร็จสิ้นเงินในกระเป๋าของผมก็ขึ้นสูงถึงสี่ล้านกิล

เศษผมไม่ขอพูดนะมันยุ่งยากเกินไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 332 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #638 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 07:30
    รวยครับรวย
    #638
    0
  2. #561 Sleepy😪 (@WINWORM_26) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 01:45
    ถ้าจะขนาดนั้นอะนะ
    #561
    0
  3. #492 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 23:38
    ทราบ..
    #492
    0
  4. #491 Demon Pride (@DeSpErAtOr) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 23:36
    รับทราบ...
    #491
    0