ตอนที่ 40 : Second Wave - 1 - โอพาร์ท บทต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5475
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 348 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

ปกติแล้วบัลและอัลจะค่อนข้างซน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่อยู่บ้านหรือว่าออกไปต่อสู้ในสงคราม พวกมันก็ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งกันเท่าไรนัก อย่างเช่นตอนที่เผชิญหน้ากับออร์คที่มีระดับสูงกว่าพวกมันมาก ทั้งสองก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเลย ถึงแม้จะบาดเจ็บแต่สุดท้ายพวกมันสองตัวก็ร่วมมือกันจนเอาชนะมาได้ แม้กระทั่งตอนที่ประจันกับมังกรเพลิงพวกมันก็ยังกล้าที่จะออกมาช่วยเหลือผม

ความกล้าหาญของพวกมันเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่แตกต่างจากรูปลักษณ์

มันไม่เคยกลัวเกรงต่อสิ่งใดมาก่อน

ใช่ ไม่เคยกลัวอะไรมาก่อน

จนกระทั่ง.....

หืม” ออโรร่ายืนกอดอกเบนสายตาลงมามองผมและอีกสองตัวที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้า

จนกระทั่งมาเจอสายตาแฝงฮาคิราชินีของออโรร่าแบบนี้

ก็ต้องขอชมนะคะที่จัดการมังกรเพลิงลงได้แบบนั้น” ถึงเธอจะพูดแบบนั้นแต่สายตาและน้ำเสียงกลับเป็นคนละทาง “แต่ไม่คิดบ้างเหรอคะว่ามันเป็นการกระทำที่ไร้หัวคิดเกินไป”

เอ่อ....”

ดิฉันยังไม่อนุญาตให้พูดค่ะ” เธอจ้องเขม็งมาทางผมจนต้องหุบปากไปในทันที

ให้ตายเถอะ ขนาดตอนโกรธยังน่ารักเลย

ดิฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณไม่ต้องการให้มันหลุดออกไปไม่อย่างนั้นมันจะเกิดความเสียหายขนาดที่ว่าไม่สามารถคำนวณได้” เธอหยุดลงครู่หนึ่ง “แต่สิ่งที่คุณทำมันก็บ้าบิ่นเกินไปนะคะ”

ผมไม่ได้โกรธเธอเลยที่เธอสั่งให้ผมคุกเข่าแบบนี้ ไม่ได้โกรธกับสายตาแหลมคมพร้อมกับเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ที่กำลังด่าว่าผมอยู่เลย

เพราะผมรู้ว่าเธอเป็นห่วงผม เป็นห่วงจนต้องลงโทษเพราะไม่อยากให้ผมเป็นอะไรไป

แบบนี้แสดงว่าเธอมีใจให้ผมแล้วสินะ

เข้าใจรึเปล่าคะ”

ครับ”

“.......เข้าใจว่าอะไรคะ?”

จัดงานแต่งที่สเปนแล้วฮันนีมูนที่....โอ๊ย ๆ ๆ ๆ”

ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสินะคะ”

ก่อนที่จะพูดจนจบร่างของผมก็ถูกยกขึ้นมาด้วยฝ่ามือของออโรร่าเสียก่อน ถึงแม้ผมจะแข็งแกร่งขึ้นสักแค่ไหน ก็ยังไม่อาจเทียบเคียงกับออโรร่าได้อยู่ดี เธอสามารถยกร่างผมขึ้นมาง่ายดายราวกับว่าตัวผมเป็นเพียงแผ่นกระดาษ

โดยปกติแล้วถ้าผมตกอยู่ในอันตรายแบบนี้บัลและอัลจะต้องทะยานขึ้นมาช่วยเหลือแล้ว แต่ว่าไม่ใช่ครั้งนี้

ผมเหลือบมองเจ้าสองตัวที่กำลังหมอบกราบอยู่บนพื้นไม่ไหวติง ไม่สิ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพวกมันกำลังขยับอยู่

หรือจะพูดให้ถูกก็คือกำลังสั่นอยู่’

อา พวกแกเข้าใจพิระมิดแห่งอำนาจได้โดยไม่ต้องอธิบายสินะ ยอดเยี่ยมมาก

ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่แรงบีบที่ศีรษะก็เพิ่มมากขึ้น

ไม่ได้ฟังที่ดิฉันพูดเลยสินะคะ” เสียงเย็นพร้อมกับรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของออโรร่าจนเหงื่อเย็น ๆ ไหลออกมาเต็มหลังผม

ในเมื่อพึ่งพาทั้งสองตัวนั้นไม่ได้ ผมก็ต้องหาทางรอดให้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้น

เอ่อ” ผมยกมือขึ้นเหมือนนักเรียนที่ขออนุญาตอาจารย์แสดงความเห็น

มีคำสั่งเสียอะไรคะ”

ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่คำสั่งเสียครับ

ถึงอยากจะบอกแบบนั้นก็ตาม แต่ผมรู้ดีว่าหากเลือกคำตอบผิดไปตอนนี้ลูกตาทั้งสองข้างของผมอาจจะไปรวมกันตรงกลางได้ ผมจึงเลือกที่จำกลืนมันลงไปและเริ่มต้นอธิบาย

ที่ผมไม่หนีออกมาเพราะมีเหตุผลสองข้อครับ”

เมื่อออโรร่าได้ฟังแล้วก็วางผมลงกับพื้น แต่ผมรู้ดีว่าเธอไม่ได้ยกโทษให้ผม เธอเพียงแค่วางผมลงมาเพื่อให้ผมอธิบายได้สะดวกเท่านั้นเอง

ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เหมือนนักโทษประหารที่ได้รับอาหารมื้อสุดท้ายนั่นเอง

ข้อแรกก็อย่างที่ออโรร่าบอกเอาไว้”

เพื่อจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ผมจึงสรุปข้อแรกให้จบลงอย่างรวดเร็ว “ส่วนอีกข้อคือ....”

ผมจ้องมองไปยังใบหน้างดงามไร้ซึ่งอารมณ์ของเธอ

เฮ้อ ถึงจะตีหน้าถมึงทึงเธอก็ยังสวย

ผมแค่อยากเป็นผู้ชายที่คู่ควรกับคุณเท่านั้นเอง”

ออโรร่าเบือนหน้าหนีไปไม่ยอมจ้องตาผม ดูเหมือนว่าผมจะสื่อไปได้ไม่ดีพอสินะ

ถ้าผมเป็นคนอ่อนแอที่ปล่อยให้บ้านเกิดของตัวเองต้องพังทลายเพราะอยากเอาตัวรอดผมคงจะไม่มีวันเป็นผู้ชายที่คู่ควรกับคุณได้”

ไม่รู้ว่าผีบ้าซาตานอะไรเข้าสิงผม ถึงทำให้ผมเอื้อมไปคว้ามือของออโรร่าขึ้นมาจับเอาไว้

ถึงคุณจะยกโทษให้ผม แต่ผมไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองแน่” ผมกำมือของเธอเอาไว้แน่นพยายามส่งผ่านความรู้สึกของผมไปให้เธอ “ผมอยากจะรีบแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะมายืนอยู่เคียงข้างคุณให้เร็วที่สุด”

ผมยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำลงไปเลย อาจจะเป็นเพราะการได้สัมผัสกับความตายมาเมื่อครู่มันจึงทำให้ผมโหยหาความอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว

ผมจะไม่ยอมให้คุณเดียวดายไปมากกว่านี้อีกแล้ว” เมื่อพูดจบผมก็จุมพิตลงบนหลังมือเธอ

และพริบตานั้นเองที่โลกได้ดับวูบไปพร้อมกับสัมผัสได้ถึงสายลมที่กรรโชกผ่านร่างกายผมไป

.........

อึก” เมื่อผมรู้สึกตัวขึ้นมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คืออาการปวดและแสบตรงหน้าผาก ส่วนอย่างที่สองก็คือความนุ่มบนหลังศีรษะ

ฟื้นแล้วเหรอคะ?”

และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าของนางในฝันจากระยะประชิด อา ผมตายแล้วสินะ

ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งวิญญาณของผมขึ้นมาบนสวรรค์แบบนี้ แล้วจะส่งดอกไม้แนบการ์ดขอบคุณไปให้นะครับ

ไหน ๆ คุณก็โดนลงโทษไปแล้ว เอาเป็นว่าดิฉันจะยกโทษให้ก็แล้วกันค่ะ” เธอว่าพลางใช้มือนุ่มมาลูบบนหน้าผากของผม

ลงโทษ?

ผมพยายามเอนคอมองไปรอบ ๆ และเมื่อเห็นร่องรอยอะไรบางอย่างก็เข้าใจว่าเธอพูดถึงอะไร

โดยปกติแล้วมิติแห่งนี้จะมีพื้นดินเป็นหญ้าสีทองงดงาม แต่ตอนนี้พื้นหญ้าที่ห่างออกไปเล็กน้อยมีร่องรอยของอะไรบางอย่างครูดกับพื้นดิน

สังเกตจากความกว้างของรอยครูดที่พอดีกับขนาดตัวของผม หลักฐานทุกอย่างก็ประกอบเป็นความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียว

ผมโดนลงโทษ’ จากออโรร่าจนกระเด็นลอยมาด้านหลัง ครูดกับพื้นดินเป็นทางยาวและสลบลงไป ไม่สิ ถ้าผมจำไม่ผิดผมน่าจะสลบไปตั้งแต่ก่อนที่จะลอยออกมาอีกนะ

ถ้าคราวหน้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนี้อีกมันจะไม่จบแค่ดีดมะกอกแล้วนะคะ” เธอว่าด้วยน้ำเสียงแง่งอน

ดีดมะกอก?

ผมแหงนมองหน้าเธอแล้วหันกลับไปมองรอยครูดอีกครั้ง อาแค่ดีดมะกอกสินะ

เพราะคุณแท้ ๆ เลยเวลาของวันนี้เลยเหลือแค่อีกไม่นาน เอาเป็นว่า ดิฉันจะอธิบายแค่เรื่องสำคัญให้คุณฟังแล้วกันนะคะ” เธอว่าโดยที่ยังลงลูบหน้าผากของผมไปพลาง “ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีที่คุณก้าวขึ้นมาสู่ระดับกลางของระบบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งระดับกลางจะมีขีดขั้นอยู่ที่ระดับ 300 เมื่อระดับของคุณกลับมาเต็มอีกครั้งพร้อมกับระดับของอาชีพทั้งหมดที่คุณมี คุณจะสามารถเลื่อนเข้าสู่ระดับสูงของระบบได้”

ระหว่างที่เธอพูด ตรงหน้าผมก็ปรากฏหน้าต่างโปร่งแสงหลายบานขึ้นสลับไปมาควบคู่กับคำอธิบายของเธอ

ส่วนระดับสูงจะมีขีดจำกัดอยู่ที่ 500 ถ้าคุณสามารถทะลุมาถึงจุดนี้ได้คุณจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้ดูแลค่ะ รายละเอียดหลังจากนี้เอาไว้คุณผ่านระดับกลางมาได้ก่อนแล้ว ดิฉันจะอธิบายให้ฟังต่อนะคะ”

ต่อไปก็คือเรื่องของเศษเสี้ยวมิติสีดำที่คุณโชคดีได้รับมา”

อา จะว่าไปแล้วก็มีจริง ๆ ด้วยแฮะ เศษเสี้ยวมิติสีดำที่ได้มาหลังจากปราบไอ้เจ้ากิ้งก่านั่น

นั่นคือกุญแจก้าวเข้าสู่มิติที่ล่มสลาย’ ค่ะ” มาถึงจุดนี้น้ำเสียงของเธอก็ดูเศร้าลงเล็กน้อย “ด้วยพลังที่เหลืออยู่ของเศษเสี้ยวมิติสีดำจะอนุญาตให้คุณเข้าไปในมิติที่เคยล่มสลายไปแล้วครั้งหนึ่งได้ ถ้าคุณโชคดีคุณจะได้เจอกับอุปกรณ์หรือวัตถุดิบหายากที่สูญหายไปแล้ว พวกเราเรียกของเหล่านั้นซึ่งจัดเป็นของทรงคุณค่ามากขนาดที่วัดระดับไม่ได้ว่าโอพาร์ท หากเป็นโอพาร์ทระดับสูง มันอาจจะทรงพลังขนาดเปลี่ยนวิถีของชะตากรรมได้เลย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะแนะนำให้คุณเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเข้าไปในนั้น”

ผมพยักหน้าตอบ

โจทย์ข้อแรกคือการกวาดทุกอย่างในนั้นออกมาให้หมดสินะ

เนื่องจากว่าเศษมิติสีดำนั้นสามารถเปิดได้เพียงแค่ทางเข้าเท่านั้น การจะออกมาจึงจำเป็นต้องใช้พลังของเศษเสี้ยวมิติในการเปิดประตูกลับมา แต่เรื่องนี้สำหรับคุณคงไม่จำเป็นต้องห่วง”

โอเค ข้อสองไม่มีปัญหา ผมมีเศษเสี้ยวมิติระดับหกพร้อมใช้งานอยู่แล้ว

และข้อสุดท้ายที่ทำให้ดิฉันกังวลมากที่สุดก็คือสิ่งที่อยู่ภายในนั้น”

ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมิติที่ล่มสลายไปแล้วด้วยเหรอครับ”

แต่เธอส่ายหน้าตอบกลับมา

ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นจ้องมองท้องฟ้าด้านบนและพูดต่อโดยไม่มองหน้าผม “สิ่งที่อยู่ในนั้นคือวิญญาณของผู้วายชนม์ หรือที่เราเรียกขานว่าอันเดธ วิญญาณน่าสงสารที่ถูกกักขังเอาไว้ในกรงอันมืดมิด พวกเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถออกมาจากมิติที่พังทลายได้ ไม่อาจตายได้ ทำได้เพียงเร่ร่อนอยู่ภายในนั้นอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น หากเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่งอาจจะคงสติของตนเอาไว้ได้ แต่นั่นก็มีเพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่แล้วจะเสียสติเพราะความว่างเปล่าอันยาวนานจนทำทุกอย่างตามหิวโหยจากสัญชาตญาณ”

........นักโทษในคุกอันเป็นนิรันดร์......งั้นเหรอ

ถ้าผมพ่ายแพ้แล้วตกไปอยู่ในโลกแบบนั้นโดยที่ไม่สามารถออกมาได้ ผมจะคงสติของตัวเองเอาไว้ได้รึเปล่านะ?

หากวิญญาณเหล่านั้นถูกกักขังอยู่ในนั้น ถึงแม้จะไม่สามารถพัฒนาตนเองไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอ่อนแอลง”

หรือก็คือเก่งกาจเท่ากับตอนที่มีชีวิตอยู่สินะครับ”

เธอพยักหน้าตอบ “เพราะฉะนั้นการเข้าไปในมิติที่ล่มสลายจึงเป็นการกระทำที่อันตรายมาก”

พอถึงจุดนี้เธอก็ถอนหายใจออกมา

แต่ถึงจะบอกอย่างนั้นคุณก็จะเข้าไปอยู่ดีใช่ไหมคะ?”

ครับ” ผมยกยิ้มให้เธอที่กำลังส่ายหน้าอ่อนใจกับความดื้อดึงของผม “ถ้าในนั้นมีสิ่งที่ทำให้ผมเก่งกาจขึ้นได้ ต่อให้อันตรายแค่ไหนผมก็จะไป”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 348 ครั้ง

858 ความคิดเห็น

  1. #637 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 07:16
    เพื่อที่จะได้อยู่ข้างเธอ
    #637
    0
  2. #215 ราชันนักอ่านเงา (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 13:35
    ขอบคุณครับ รออ่านต่อไป
    #215
    0