RRPG • มหาสงครามครองมิติ

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 92,555 Views

  • 848 Comments

  • 4,214 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,154

    Overall
    92,555

ตอนที่ 2 : First Wave - 2 - พันธุ์พิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9050
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 549 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61

          หลังจากที่ตั้งสติและรวบรวมข้อมูลทุกอย่างจนได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง

            ผมก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

            กฎของเรื่องบ้า ๆ นี้มีอยู่ว่า ต้องสังหารราชาของอีกฝ่ายให้ได้ก่อนที่ราชาของมนุษย์จะถูกสังหาร ถ้าหากสงครามยังไม่จบลงจะไม่มีใครออกไปจากเขตแดนได้และจากที่ลองเดินวนไปวนมาดู ก็พบว่าเขตแดนในก็คือพื้นที่ของมหาวิทยาลัย เพราะว่าไม่มีใครสามารถหนีไปได้จึงมีนักศึกษามากมายมาออกันแน่นอยู่ที่ประตูทางเข้า-ออก โดยที่พยายามจะเอารั้วมากั้นไอ้ตัวเขียวที่เรียกว่าก๊อปลินพวกนั้นเอาไว้ มีหลายคนพยายามต่อสู้ถึงส่วนใหญ่จะถูกฆ่า แต่มันก็ยังพอมีส่วนน้อยที่เอาตัวรอดมาได้ ซึ่งคนเหล่านั้นก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำคนอื่นในการเอาตัวรอด อย่างเช่น เป็นหัวหอกในการป้องกันรั้วที่สร้างขึ้นมาลวก ๆ หรือไม่ก็พาพรรคพวกเพื่อนสนิทแยกออกไปหลบซ่อนกันเอง

            ตอนนี้ฝ่ายมนุษย์เริ่มมีคนที่ตั้งสติขึ้นมาได้บ้างแล้ว และเริ่มที่จะรวมกันเป็นกลุ่มก้อน

            กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางประตูหน้า กลุ่มรองลงมาคือกลุ่มที่รวมอยู่ทางประตูหลัง อันดับสามคือกลุ่มที่รวมตัวกันอยู่ในหอประชุม แล้วที่เหลือก็แยกย่อยออกเป็นชนกลุ่มน้อย โดยที่ไม่มีใครเลยที่จะอยู่ตัวคนเดียว

            ใช่ ไม่มีใครเลย

            ...ยกเว้นผม

            ให้ตายเถอะ ผมเองก็อยากมีกลุ่มเหมือนกันนะ

            แต่สภาพของผมตอนนี้คงจะไม่มีใครอยากรับเข้ากลุ่มหรอก

            เพราะว่าผมเอาเสื้อนักศึกษามาพันปิดหน้าเอาไว้สวมทับด้วยแว่นหนาเตอะ ลำตัวใส่เกราะไม้ของพวกก๊อปลิน สวมกางเกงยีนสีดำรองเท้าผ้าใบ มือข้างหนึ่งถือดาบเก่า ๆ เหน็บมีดสั้นเอาไว้ที่เอว และสวมแหวนสีเงินเด่นสะดุดตาเอาไว้บนนิ้วของมือขวา

            มิกส์แอนแมทซ์ระดับวิคตอเรียซีเคร็ดเลยใช่มั้ย?

            อะไรนะ นั่นมันแฟชั่นโชว์ของผู้หญิง?

            ไม่เอาน่าอย่าคิดเล็กคิดน้อยสิ

            พอนึกภาพแล้วยังสงสัยอีกไหมว่าทำไมผมถึงเอาเสื้อนักศึกษามาพันหน้าพันตาเอาไว้ ถ้ายังนึกไม่ออกผมจะบอกให้ก็ได้

            ผมอาย

            โคตรจะอายเลย

            สวมใส่เกราะไม้ไซส์รัดติ้วนี่ก็แย่อยู่แล้ว ยังต้องมาถืออาวุธก้องแก้งอย่างกับตัวประกอบละครจักร ๆ วงศ์ ๆ

            ขืนมีคนถ่ายรูปผมสภาพนี้ได้ละก็ บอกได้เลยว่าจะต้องมีคนตาย

            ซึ่งคนที่ว่าไม่ใช่ผมแน่

            เพราะงั้นการที่ผมปิดหน้าเอาไว้จึงถือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทางอ้อมไงล่ะ

            เข้าใจตรงกันนะ

            จริง ๆ มันก็มีทางเลือกที่จะไม่สวมของพวกนี้อยู่เหมือนกันนั่นแหละ แต่ถ้าจะไม่สวมเกราะและอาวุธ มันจะทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของผมลดลง ซึ่งผมไม่เอาด้วยเด็ดขาด

            อ๊ะ พอพูดถึงอุปกรณ์ ผมยังไม่ได้บอกเลยสินะว่าพอผมได้ทดลองเอาสมุนไพรระดับต่ำมาประคบแผลที่ขาและมือดู ก็พบว่าสมุนไพรพวกนั้นสามารถรักษาบาดแผลได้ ถึงแม้ว่ากว่าที่แต้มพลังชีวิตของผมจะเต็ม ก็ทำเอาสูญเสียสมุนไพรที่มีไปเกือบหมดก็ตาม

            ผมยังไม่อยากทดลองว่าถ้าพลังชีวิตเหลือศูนย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นอะไรที่เอามาปกป้องชีวิตน้อย ๆ นี้ได้ผมจะทำมันทั้งหมด

            ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เกราะไม้รัดติ้วเหม็นโฉ่ดีไซน์น่าเกลียด

            การต้องถือดาบขึ้นสนิมยาวสองฟุตเหมือนพวกตัวเขียวจนเข้าใกล้คนอื่นไม่ได้

            ก็ช่างมันเถอะ เพราะการที่อยู่ตัวคนเดียวทำให้ผมเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า ถึงแม้จะอันตรายไปบ้างก็ตาม

            ที่สำคัญกว่านั้นคือหลังจากนี้ต่างหาก

            หลังจากเกิดการปะทะกันในตอนแรกที่สวนของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็มีการปะทะประปรายเกิดขึ้นตามจุดต่าง ๆ และเมื่อการปะทะเหล่านั้นจบลง การต่อสู้ก็สงบลงไปครู่หนึ่ง

            แน่นอนว่านอกจากการปะทะที่ผมเอาชนะมาได้นั้น ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยความสูญเสียของฝ่ายมนุษย์ ทำให้นักศึกษาจำนวนมากเสียชีวิตลง โดยที่ทางก๊อปลินสูญเสียชีวิตไปเพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น

            ก็คงจะไม่แปลกละนะ ถึงพวกมันจะตัวเล็กกว่า แต่ก็ติดอาวุธพร้อมรบ ถ้าเอาพวกนั้นมาปะทะกับเหล่านักศึกษาที่ไม่รู้จักการต่อยตี ผลมันก็รู้ ๆ กันอยู่

            พอคิดถึงจุดนี้ก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่าตัวผมโชคดีขนาดไหนที่รอดมาได้

            หลังจากสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านไปแล้ว สายตาผมก็จ้องมองไปยังกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ที่ประตูหน้า

            ตอนนี้ผมยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกเรียนที่มีความสูงสิบห้าชั้น มันเป็นตึกที่สูงที่สุดในละแวกจึงมองรอบข้างได้อย่างชัดเจน

            สาเหตุที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะผมกำลังตามหาตัวแทนของทั้งสองฝ่ายอยู่

            ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ดีหรือว่าไม่ดี แต่ว่าตัวผมไม่ใช่ราชาของฝ่ายมนุษย์ เพราะฉะนั้นก่อนที่มันจะสายเกินไป ผมจึงต้องออกตามหาราชาของฝ่ายมนุษย์ให้เจอก่อนพวกมัน

            ส่วนวิธีตามหาน่ะเหรอ? ง่ายนิดเดียว

            สังเกตท่าทีของคนรอบข้างไงล่ะ

            เพราะเมื่อสถานการณ์สงบลงได้พักหนึ่ง ก็เริ่มมีคนรู้ถึงรายละเอียดของสงครามที่เกิดขึ้น ตอนนี้คนพวกนั้นกำลังตามหาราชาของฝ่ายมนุษย์เพื่อคอยดูแลรักษาให้ปลอดภัย

            ผมแค่สังเกตท่าทีของคนเหล่านั้นก็จะสามารถรวบรวมข้อมูลได้เอง

            จากการสังเกตดูครู่หนึ่งก็พบว่า กลุ่มประตูหน้ามีจำนวนประมาณ 120 คน มีผู้ที่ต่อสู้ได้ 16 คน ถึงส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาที่ท่าทางจะยังอยู่ระดับ 1 แต่ก็ดูพึ่งพาได้พอสมควร คนกลุ่มนี้แยกผู้หญิงให้อยู่ลึกที่สุด คั่นเอาไว้ด้วยผู้ชายที่ดูไม่ค่อยมีแรงหรือต่อสู้ไม่ได้ก่อนจะเอาผู้ชายที่รูปร่างสูงใหญ่พอมีกำลังมาล้อมเพื่อปกป้อง

            ท่าทางหัวหน้าของกลุ่มนี้คงจะเป็นสุภาพบุรุษพอสมควรเลย

            ด้านประตูหลังซึ่งมีจำนวนประมาณ 90 คน มีผู้ที่ต่อสู้ได้ประมาณ 9 คน เนื่องจากเส้นทางคับแคบกว่าทางประตูหน้า จำนวนของคนที่เฝ้ายามจึงมีน้อยกว่าตามไปด้วย

            ทางประตูหลังมีชายหญิงปะปนกัน แยกเป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง ไม่ได้มีการรวมกลุ่มเป็นพิเศษนอกเหนือจากนั้น

            แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ตัวแทนของฝ่ายมนุษย์จะอยู่ในหอประชุมหรือไม่ก็หลบซ่อนอยู่ที่อื่น

            ขอให้เป็นอย่างแรกเถอะ เพราะอย่างน้อย ผมก็มั่นใจได้ว่าราชาจะมีคนจำนวนมากคอยปกป้อง ไม่ต้องไปจ๊ะเอ๋กับพวกตัวเขียวแล้วถูกฆ่าจนฝ่ายมนุษย์แพ้ไป

            จากจุดนี้นอกจากกลุ่มหอประชุม ก็สามารถเห็นกลุ่มเกือบทุกกลุ่มได้ชัดเจน จึงทำให้ผมรู้ว่ากลุ่มที่แยกออกไปประปรายนั้นลำบากขนาดไหน ถ้ากลุ่มพวกนั้นเข้าไปยึดครองห้องที่มีประตูแน่นหนาได้ก็โชคดีไป ถ้าเข้าไปรวมกันในห้องที่กั้นไว้เพียงประตูไม้หรือกระจกก็เตรียมตัวถูกพวกตัวเขียวบุกเข้าจู่โจมได้เลย

            ด้วยทิวทัศน์ที่อยู่สูงนี้ทำให้ผมเห็นจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

            ทางฝ่ายก๊อปลินเองก็รวมกำลังพลเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ที่สนามฟุตบอล ตอนนี้กำลังส่งหน่วยเล็ก ๆ ออกตามล่ามนุษย์และรวบรวมข่าวสาร ผมคิดว่าถ้ามันมีความนึกคิดถึงขั้นสั่งการให้พรรคพวกเคลื่อนไหวได้ขนาดนี้ มันก็คงมีสติปัญญาพอสมควร ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่มันทำตอนนี้ก็คงจะเป็นการตรวจสอบสถานที่และตามเก็บศัตรูกลุ่มยิบย่อยก่อนที่จะรวบรวมกำลังพลทั้งหมดถล่มกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เหลือทั้งสามกลุ่ม

            จะหวังพึ่งใครก็คงทำได้ยาก สถานการณ์ปัจจุบันนี้แค่เอาตัวเองให้รอดยังลำบาก

            ถ้าพึ่งใครไม่ได้ก็มีแต่ต้องจัดการด้วยตัวเอง

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมก็กำดาบขึ้นสนิมในมือจนแน่น แล้วตัดสินใจเริ่มต้นลงมือตอบโต้พวกมัน

 

* * * * * * * * * *

 

            พวกก๊อปลินที่ออกมาลาดตระเวนจะมาเป็นกลุ่ม ประมาณกลุ่มละ 5-6 ตัว พวกมันที่รวมอยู่ในสนามฟุตบอลมีประมาณ 60 ตัว กลุ่มลาดตระเวนมี 5 กลุ่ม ซึ่งหมายความว่า พวกมันทั้งหมดมีประมาณ 90 ตัว สิ่งที่ผมสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือฆ่าพวกมันทีละกลุ่มเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง

            มันก็แน่นอนว่าผมต้องเล็งจัดการกลุ่มลาดตระเวนที่หลงเข้ามาในที่เปลี่ยว

            เนื่องจากที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ผมคุ้นเคยดี ผมจึงได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ ผมรู้ว่าจุดที่พวกมันกำลังมุ่งหน้าไปสมควรจะดักรอที่ไหนและจุดไหนที่ไม่เหมาะแก่การซุ่มโจมตี

            หลังจากจัดการหน่วยลาดตระเวนของพวกมันไปได้สี่กลุ่มระดับของผมก็ขึ้นมาเป็น 13 และระดับอาชีพก็ขึ้นมาเป็น 5 และยังได้อุปกรณ์อีกหลายชนิด

            ไอ้หลายชนิดที่ว่ามานั้นส่วนใหญ่จะเป็นของซ้ำ ๆ อย่างมีดขึ้นสนิมหรือไม่ก็สมุนไพรระดับต่ำ

            แต่เอาเถอะ มีไว้มันก็ดีกว่าไม่มีละนะ

            ทางด้านแต้มสะสม ผมตัดสินใจที่จะยังไม่ใช้มัน เพราะค่าสถานะปัจจุบันก็เพียงพอที่จะจัดการพวกตัวเขียวได้สบายอยู่แล้ว

            หน่วยลาดตระเวนชุดล่าสุดเอง ผมก็สังหารพวกมันอย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าหนึ่งดาบต่อหนึ่งตัวเลยทีเดียว ถึงจะต้องสูญเสียดาบขึ้นสนิมไปหนึ่งเล่มเพราะใช้งานเกินขนาดก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับยุทโธปกรณ์ที่ได้มาก็เรียกได้ว่าคุ้มค่า

            และตอนนี้เป้าหมายต่อไปของผมก็คือพวกก๊อปลินที่พยายามจะพังเข้าไปในห้องโสต หน่วยลาดตระเวนกลุ่มนี้ เหมือนจะเยอะกว่ากลุ่มอื่น ๆ อยู่เท่าตัว คิดว่าน่าจะเป็นหน่วยลาดตระเวนกลุ่มหลักของพวกมัน

            พวกมันกำลังอออยู่ที่หน้าประตูห้องโสตและพยายามจะพังเข้าไป โดยมีพรรคพวกสี่ตัวที่เหลือดูต้นทาง

            ผมควรจะทำอย่างไร? จะรอให้มันพังเข้าไปก่อนแล้วค่อยแยกจัดการทีล่ะกลุ่มดีไหม แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นคนที่อยู่ข้างในห้องโสตก็จะเป็นอันตราย และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าราชาฝ่ายมนุษย์จะอยู่ในห้องโสตหรือไม่

            หรือว่าผมควรจะเสี่ยงตายแลกกับมันเข้าไปเลย แต่การที่สามารถจัดการก๊อปลินสิบตัวเมื่อตอนกลางวันได้ เพราะว่าพวกมันกระจายกันออกไป จึงเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งสิบครั้ง แต่ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้แบบสิบต่อหนึ่ง ระดับความอันตรายจึงแตกต่างกันมาก

            จะทำอย่างไร รอมันพังเข้าไปก่อนหรือบุกเข้าไปเลย?

            ระหว่างที่กำลังลังเลนั่นเอง ประตูบานใหญ่ของห้องโสตก็ลั่นเปรี๊ยะและพังลงในที่สุด พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของคนที่อยู่ข้างในดังขึ้นมา

            ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงนุ่มนวลก็ดังขึ้นมาในสมองของผม

 

/ฉายาความหวังของเพื่อนมนุษย์เริ่มแสดงผล/

 

            ความคิดทุกอย่างของผมสงบลง พร้อมกับร่างกายที่เคลื่อนไหวออกไป

            ระเบียงทางเดินกว้างเท่าคนหนึ่งคนกางแขนสองข้าง มีกระถางต้นไม้วางอยู่เป็นระยะ และในกระถางเหล่านั้นก็ประดับเอาไว้ด้วยหินสีขาวขนาดพอดีมือประดับเรียงรายเอาไว้ ระหว่างที่พุ่งเข้าไปผมก็คว้าหินที่อยู่ในกระถางขึ้นมา พร้อมกันนั้นก๊อปลินที่เฝ้าต้นทางสังเกตเห็นตัวผม แต่วินาทีต่อมาก้อนหินในมือของผมก็ปักเข้าที่กลางศีรษะของมันไปแล้ว

            เมื่อก๊อปลินตัวแรกสิ้นใจ ก็เรียกเอาความสนใจของก๊อปลินที่เหลือเข้ามา แต่พริบตาที่พวกมันหันมามอง ก้อนหินในมือผมก็พุ่งเข้าใส่เบ้าตาก๊อปลินอีกตัวจนล้มลงไปกอง

            ในขณะที่ผมง้างมือเขวี้ยงก้อนหินก้อนที่สาม พวกที่เหลือก็ชักอาวุธเข้ามาทางผมเรียบร้อยแล้ว

            ผมจึงเปลี่ยนใจเอื้อมมือเข้าไปหยิบกระถางต้นไม้ใกล้ๆ เขวี้ยงเข้าใส่พวกมันแทน

            พวกมันที่กรูเข้ามาปะทะกับกระถางต้นไม้ที่ผมเหวี่ยงใส่ ตัวเลขสีขาวก็ปรากฏขึ้น

            94

            กระถางต้นไม้อัดแน่นด้วยดินและหินที่พุ่งเข้าใส่พวกมันนั้นทำเอาตัวที่โดนตรง ๆ ทรุดลงไป ส่วนพวกที่อยู่ด้านหลังซึ่งพยายามกรูเข้ามาก็ผงะไปตามแรงกระแทก

            ผมไม่รอช้า สมองที่เยือกเย็นประมวลผลทุกอย่างได้รวดเร็ว

            แหวนสีเงินในมือข้างขวาส่องแสงจาง ๆ เรียกมีดขึ้นสนิมกับดาบขึ้นสนิมขึ้นมาในมือทั้งสองข้าง

            เมื่อมีดในมือซ้ายปักลงกลางศีรษะของตัวที่ล้มลง ดาบในมือขวาก็เหวี่ยงเข้าใส่ลำคอของอีกตัวที่กำลังลุกขึ้นมา

            เพียงพริบตา จำนวนของก๊อปลินก็ลดลงกว่าครึ่งจนอยู่ในระดับที่ตัวผมคนเดียวสามารถจัดการได้สบาย แต่ถึงอย่างนั้นก็จะประมาทไม่ได้ ตัวผมในตอนนี้เยือกเย็นมาก เยือกเย็นจนน่ากลัว สมองประมวลผลถึงระยะการโจมตีของก๊อปลินสองตัวที่กำลังวิ่งเข้ามา

            เวลาเดียวกับนั้น ผมก็ชักมีดที่ปักไว้กลางศีรษะของก๊อปลินด้านล่างออกมาปาไปยังก๊อปลินที่อยู่ทางซ้าย ผมไม่เคยปามีดมาก่อน จึงไม่แปลกเลยที่จะใช้มันเหมือนกับก้อนหิน ไม่สามารถบังคับให้คมมีดปักเข้าใส่เป้าหมายได้ แต่แค่ทำให้พวกมันตัวหนึ่งชะงักไปได้ก็เพียงพอแล้ว

            สำหรับก๊อปลินอีกตัว ผมใช้ขาเตะศพข้างเท้าเข้าใส่มันพร้อมกับฟันดาบลงไป

            เนื่องจากขนาดของก๊อปลินเล็กกว่ามนุษย์ปกติเกือบเท่าตัว การที่จะฟันผ่านร่างของมันให้ทะลุไปโดนอีกตัวที่อยู่ด้านหลังจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร นอกจากนั้น แต้มพละกำลังของผมยังสูงขึ้นมาก จึงไม่มีปัญหาในการฟันก้อนเนื้อนุ่ม ๆ ให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ดูเหมือนว่าแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะมากเกินกว่าที่ดาบขึ้นสนิมจะรับได้ เมื่อคมดาบผ่าก๊อปลินทั้งสองขาด ผมก็สัมผัสได้ถึงการหักลงของใบดาบ แต่ไม่เป็นไร เพราะก๊อปลินด้านหลังที่เป็นเป้าหมายได้ตายลงไปเรียบร้อยแล้ว

            ผมรีบทิ้งดาบที่หักพุ่งเข้าไปหาก๊อปลินอีกตัวที่เสียหลักไปในตอนแรก ถึงมันสามารถตั้งตัวกลับมาได้ในเวลาไม่นาน แต่เวลานั้นก็เพียงพอที่จะให้ผมจัดการพวกมันแล้ว

            มือของผมเอื้อไปจับคอลีบ ๆ ของมัน ใส่แรงบีบจนมีเสียง 'กร๊อบ' แล้วก็เหวี่ยงร่างของมันเข้าไปในห้องโสตที่พรรคพวกของมันพึ่งเข้าไปเมื่อสักครู่

            พวกมันอีกสามตัวที่เหลือตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือตัวผมที่ก้มลงเก็บมีดแล้วเดินเข้าไปด้านใน

            เมื่อเข้ามาในห้องโสต ก็ได้เห็นสภาพด้านในอย่างชัดเจน

            มันเป็นห้องครึ่งวงกลมที่เว้าลงด้านล่าง ศูนย์กลางของห้องคือแท่นโพเดียมด้านล่าง ข้างหลังแท่นโพเดียมคือกำแพงขาวเอาไว้สำหรับฉายสไลด์ ที่ตรงนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเกาะกลุ่มกันอยู่ มองคร่าว ๆ แล้วน่าจะประมาณ 7-8 คนแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

            เรื่องสำคัญคือไอ้เปี๊ยกทั้งสองที่กำลังพุ่งเข้ามาหาผม

            ผมเตรียมรับมือกระบองของตัวแรกที่เหวี่ยงลงมา เมื่อได้จังหวะ ร่างกายก็ดีดถอยหลังและก็ก้มตัวลงพุ่งกลับเข้าไปเสือกมีดเข้าใส่ลำคอของมัน

            อีกหนึ่งตัวที่กระโดดขึ้นเป็นเป้านิ่งกลางอากาศ ผมยกร่างของเพื่อนมันใช้แทนโล่ และสัมผัสได้ว่ามีดในมือมันแทงลงมาบนศพของพวกเดียวกันแล้ว ผมก็ใช้มือซ้ายเอื้อมข้ามศพไปคว้าคอมัน สะบัดร่างเล็กลงมากับพื้นและแทงมีดในมือเข้าใส่ศีรษะของมันโดยไม่รอฟังเสียงร้องขอชีวิต

            เมื่อจัดการทั้งสองเรียบร้อยผมก็ลุกขึ้นมา มองไปยังก๊อปลินตัวสุดท้ายที่ยังคงยืนนิ่ง

            ก๊อปลินตัวนั้นดูแตกต่างจากตัวอื่น แสงสลัว ๆ ในห้องโสตทำให้มองเห็นมันไม่ชัดนัก แต่ผมก็พอจะเห็นว่าผิวของมันไม่ใช่สีเขียว ร่างกายของมันเป็นสีน้ำตาลและรูปร่างใหญ่โตกว่าก๊อปลินทั่วไป

            ในมือของมันถือดาบที่ดูดีกว่าก๊อปลินตัวอื่น อีกมือหนึ่งถือโล่ไม้หนาท่าทางทนทาน ดูท่าว่ามีดในมือผมคงจะไม่สามารถแทงทะลุไปได้

            ไม่เพียงแค่ร่างกายและอาวุธ แววตาของมันก็ฉายแววของสติปัญญาอีกด้วย

            อาจจะเพราะค่าจิตใจที่เพิ่มขึ้นผมถึงสามารถคงความเยือกเย็นเอาไว้ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะสมองของผมมันเพี้ยนไปจนไม่สามารถรับรู้ถึงความกลัวได้แล้วก็ไม่รู้ สิ่งที่ผมรับรู้มีเพียงความสงบของตัวเอง

            ตัวผมในตอนนี้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

            ดาบขึ้นสนิม” ผมส่งเสียงเรียกดาบที่เก็บไว้ในแหวนเงินขึ้นมา พลางก้าวเท้าเข้าไปหามัน

            มันเองก็จ้องมองผมไม่ละสายตา

            และเมื่อผมเดินเข้าไปถึงระยะดาบ มันก็เหวี่ยงแขนขึ้นก่อนจะสะบัดดาบลงมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่ามันเร็วสูสีกับความเร็วของผมเลย

            แต่ผมคะเนระยะโจมตีของมันเอาไว้แล้ว การที่จะฉากหลบออกมาจึงไม่ใช่ปัญหา อีกอย่างผมก็พยายามยั่วให้มันโจมตีเข้ามาก่อนเพื่อหาช่องสวนกลับอยู่แล้วด้วย

            มันเองไม่ใช่ก๊อปลินโง่ ๆ เหมือนตัวอื่นที่จู่โจมเข้ามาอย่างไร้สมอง ดาบที่ถูกฟันลงพื้น สะบัดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมที่ทำท่าจะพุ่งสวนเข้าไปต้องเบรกและถอยออกมา

            ดีที่ตัวในตอนนี้มีความเยือกเย็นพอจะตัดสินใจได้ถูกต้อง ดาบสองของมันจึงทำได้แค่เรียกแผลบาง ๆ บนเกราะไม้เท่านั้น แต่ดาบของมันก็ไม่หยุดแค่สอง ดาบที่สาม สี่ ห้า หก ตามติดมาเป็นพายุ ทำเอาโต๊ะและเก้าอี้ของห้องโสตพังระเนระนาดไปหมด

            ถึงแม้มันจะทำลายสิ่งของรอบข้างไปจนหมดสิ้น มือที่กำดาบใหญ่เอาไว้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง การอาละวาดของมันทำเอาฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

            ในที่สุดการโจมตีของมันก็หยุดลงหลังจากที่รอบข้างคลุ้งไปด้วยฝุ่นจนมองอะไรไม่เห็น

            ทางผมจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างก่อนจะพุ่งเข้าไป

            ดูท่าว่ามันเองก็กำลังรอให้ผมพุ่งเข้าไปหาอยู่แล้ว ก๊อปลินตัวนี้มีสติปัญญาสูงแตกต่างจากตัวอื่น การทำเป็นหยุดนิ่งก็เพื่อล่อผมให้ลงมือเท่านั้น

            ทันทีที่เงาร่างปรากฏขึ้นท่ากลางฝุ่นควัน ดาบเล่มใหญ่ก็แทงเข้าใส่ทะลุเกราะไม้จนออกไปด้านหลัง

            ใช่ ผมพูดไม่ผิด แทงเกราะไม้จนทะลุออกไปด้านหลัง แต่เป็นเกราะไม้ที่ไม่มีใครสวมใส่

            .... เกราะไม้เปล่า ๆ

            ทันทีที่มันรู้ตัวว่าพลาด ก็สายเกินไปแล้ว ผมสะบัดดาบในมือขวาวูบเป็นแสงสีขาวเข้าใส่ศีรษะของมัน

            แต่ทางมันเองก็ไม่ใช่กระจอก

            พริบตาที่รู้ว่าพลาด มืออีกข้างที่กำโล่เอาไว้ก็ยกขึ้นมากันดาบได้ในทันที

            และเมื่อดาบขึ้นสนิมปะทะเข้ากับโล่ไม้ที่หนาและแข็ง ใบดาบที่เปราะอยู่แล้วก็หักออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย

            ใบหน้าของมันส่องประกายชอบใจเมื่อเห็นการโจมตีของผมไม่ได้ผม ซ้ำยังสามารถทำลายอาวุธของผมลงได้อีกด้วย

            แต่เมื่อมันได้เห็นดวงตาของผมที่ส่องประกายอยู่ด้านล่างมันก็รู้ว่า

            มันถูกหลอก

            ทั้งเกราะไม้ทั้งดาบล้วนแต่เป็นนกต่อให้มันเปิดช่องว่างทั้งสิ้น

            และสิ่งที่จะสังหารมันคือมีดเล่มเล็กที่เล็งเข้ามาในช่องว่างที่มันเปิดออกมาต่างหาก

            มีดขึ้นสนิมพุ่งตรงเข้าใส่ลำคอเป็นเส้นตรง และเมื่อคมมีดแทงลงไปจนมิดแล้ว ผมก็อ้อมไปด้านหลังใช้มือข้างหนึ่งยึดศีรษะมันเอาไว้ ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่กำด้ามมีดคว้านคอของมันออกมา

            เลือดสีเขียวสูบฉีดจนพุ่งออกมาเปรอะเปื้อนตัวของผมเต็มไปหมด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องใส่ใจ สติทั้งหมดของผมอยู่ที่สองมือ

            หนึ่งคือมือที่ยึดศีรษะมันเอาไว้

            และหนึ่งคือมือใช้คว้านลำคอของมันให้ขาด

            ถึงมันพยายามจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดผมออกไป แต่ด้วยพละกำลังที่สูสีกันบวกกับความเจ็บปวดจากการถูกจู่โจมจุดตาย มันจึงทำได้เพียงทิ้งดาบ เอื้อมมือมาจิกลำตัวของผมด้วยเล็บสกปรกของมันเท่านั้น

            เมื่อมันสิ้นแรงลง

            ผมเองก็ตกลงมานอนแผ่บนพื้น

            และเสียงที่ผมรอคอยก็ดังขึ้นมา

 

/ขอแสดงความยินดีคุณได้เลื่อนเป็นระดับ 18/

//คุณได้แต้มสถานะ 3 แต้ม//คุณมีแต้มสะสม 18 แต้ม//

/อาชีพผู้กล้าฝึกหัดเลื่อนเป็นระดับ 7/

//คุณได้รับแต้มทักษะ 2 แต้ม//คุณมีแต้มทักษะสะสม 7 แต้ม//

/ขอแสดงความยินดีคุณได้สำเร็จภารกิจระดับทอง สังหารสัตว์อสูรพันธุ์พิเศษเป็นคนแรก/

//คุณได้รับค่าประสบการณ์//

/ขอแสดงความยินดีคุณได้สำเร็จภารกิจระดับเงิน สังหารสัตว์อสูรพันธุ์พิเศษเป็นตัวแรก/

//คุณได้รับค่าประสบการณ์//

/ขอแสดงความยินดีคุณได้เลื่อนเป็นระดับ 20/

//คุณได้แต้มสถานะ 2 แต้ม//คุณมีแต้มสะสม 20 แต้ม//

/อาชีพผู้กล้าฝึกหัดเลื่อนเป็นระดับ 10/

//คุณได้รับแต้มทักษะ 3 แต้ม//คุณมีแต้มทักษะสะสม 10 แต้ม//

//คุณได้รับต่างหูนิรนาม//

//คุณได้รับห่วงแขนสลักเพลิง//

//คุณได้รับดาบเหล็กกล้าสองมือ//

//คุณได้รับน้ำยารักษาบาดแผลชั้นกลาง//

/มีสิ่งของที่คุณเป็นเจ้าของอยู่ในระยะทำการ/

/แหวนเงินนักสะสมทำการรวบรวมสิ่งของของคุณ/

/สิ่งของของคุณถูกเก็บรวบรวมเข้ามาในแหวนเรียบร้อย/

/ฉายาความหวังของเพื่อนมนุษย์ปิดการแสดงผล/

 

            เมื่อเสียงในหัวจบลง ผมก็กำมือแน่นด้วยความยินดีกับสินสงครามในครั้งนี้ ถึงแม้ศัตรูจะร้ายกาจ แต่มันก็คุ้มค่ากับการเสี่ยง บอกตามตรงว่าถ้าไม่มีผลของฉายาความหวังของเพื่อนมนุษย์ การต่อสู้ครั้งนี้ผู้ที่พบกับจุดจบอาจจะเป็นผมก็ได้ ซึ่งความจริงข้อนี้มันก็ทำให้ผมตระหนักได้ว่าผมยังอ่อนแอเกินไป

            ต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้

            เพราะฉะนั้นผมจึงเรียกหน้าต่างอุปกรณ์ขึ้นมาตรวจสอบสินสงครามที่จะเป็นตัวแปรในการต่อสู้ต่อจากนี้ไปทันที

 

___________________________

ต่างหูนิรนาม

เมื่อสวมใส่จะทำให้ผู้ที่ระดับต่ำกว่าไม่สามารถจดจำรายละเอียดของคุณได้

สามารถปกปิดค่าสถานะของตนเองจากการถูกตรวจสอบ

___________________________

 

            โดยที่ไม่รอช้าผมรีบกดสวมใส่ต่างหูอันนี้ทันที นี่แหละคืออุปกรณ์ที่ผมรอคอยมานาน! ถ้ามีมันละก็ ไม่ว่าการแต่งกายหรือสภาพของผมจะทุเรศแค่ไหนก็จะไม่มีใครจำผมได้

            วีว่าตัวผม! วีว่าต่างหูนิรนาม! วีว่าก๊อปลินน้ำตาล!

            เมื่อผมจับสัมผัสเย็น ๆ ของโลหะจากบนใบหูได้ มันก็รู้สึกเหมือนกับมีหมอกสีดำเข้ามาปกคลุมรอบตัวผมครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะจางหายไปในวินาทีต่อมา ผมคิดว่านั้นคงเป็นการแสดงผลของต่างหูนิรนามที่เพิ่งจะสวมใส่เข้าไป

            ผมไม่รอช้าที่จะตรวจสอบอุปกรณ์ชิ้นต่อไป

 

___________________________

ห่วงแขนสลักเพลิง

กำไลที่มีเวทมนตร์เปลวเพลิงสถิตอยู่

ทำให้ผู้ที่สวมใส่สามารถใช้เวทมนตร์เปลวเพลิงระดับต่ำได้

(สร้างลูกบอลเพลิงยิงโจมตีใส่เป้าหมาย สูญเสียพลังเวท 100 แต้มต่อหนึ่งลูก เมื่อใช้ครั้งหนึ่งแล้วต้องเว้นระยะสิบวินาทีไม่เช่นนั้นบอลเพลิงลูกต่อไปจะใช้พลังเวทมากขึ้นเป็นสองเท่าและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะหยุดพักสิบวินาที)

*ความรุนแรงของบอลเพลิงขึ้นอยู่กับค่าปัญญาของผู้สวมใส่

___________________________

 

            พระเจ้าช่วยซาร่าทอดกล้วย! ไอเทมนี้มันสุดยอดจริง ๆ กำไลนี้จะช่วยปิดจุดบอดด้านระยะของผมไปได้เลย มันทำให้ผมเป็นจอมเวทได้โดยไม่ต้องซิงยันอายุสามสิบ

            แน่นอนว่าผมเลือกที่จะสวมใส่มันในทันทีและเมื่อกดสวมใส่ ข้อมือขวาของผมก็เรืองแสงขึ้นมาก่อนจะปรากฏเป็นกำไลไข่มุกสีขาวที่มีลวดลายเปลวเพลิงสลักอยู่รอบ ๆ

            เยี่ยม! การลงทุนที่มีความเสี่ยงนี่มันให้ผลตอบแทนเยี่ยมจริง ๆ

            ของพวกนี้เป็นต้นทุนชั้นดีในการจัดการราชาของอีกฝ่าย แน่นอนว่าจะไม่ยินดีก็คงเป็นไปไม่ได้

            ผมก็รีบกดลงดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นต่อไปทันที

 

___________________________

ดาบเหล็กกล้าสองมือ

ดาบที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กกล้า มีความทนทานสูง พลังโจมตีมากกว่าดาบเหล็กทั่ว

ข้อเสียคือมีน้ำหนักสูงไม่เหมาะกับผู้ด้อยพละกำลัง

___________________________

___________________________

น้ำยารักษาบาดแผลชั้นกลาง

เป็นยารักษาสำหรับดื่มซึ่งจะสามารถรักษาบาดแผลขนาดเล็ก-กลางได้ภายในสามสิบวินาที

ฟื้นฟูพลังชีวิต 1000 แต้ม

อนึ่ง น้ำยานี้ไม่สามารถแก้ปัญหาการสูญเสียเลือดหรืออาการผิดปกติอื่นได้

___________________________

 

            ในขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่กับของที่เหลือทั้งสองชิ้น

            เสียงเรียกที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนก็ดังขึ้น

            นะ นี่ นายคนนั้นน่ะ”

            ผมที่นอนแผ่เปลือยท่อนบนอยู่กับพื้นยกศีรษะขึ้นมามองไปทางต้นเสียงแล้วก็ต้องตกใจ

            เพราะเจ้าของเสียงนั่น เธอคนนั้นคือหญิงสาวผู้งดงาม เรือนผมยาวที่คลุ้งฝุ่นเล็กน้อยไม่ได้ให้ความงดงามของเธอลดลงเลย ดวงตาคม ดวงหน้ารูปไข่งดงามยิ่งกว่าดารา เครื่องสำอางที่แต่งแต้มบาง ๆ ยิ่งทำให้เธอดูดีมีระดับยิ่งขึ้น บนใบหน้าของเธอจะฉายแววหวาดกลัวยิ่งทำให้รู้สึกอยากจะทะนุถนอม

            ถ้าเป็นผู้ชายทั่วไปคงจะเผลอใจเต้นไปแน่นอน

            แน่นอนว่าผมไม่ใช่ผู้ชายทั่วไป แต่นั่นไม่ได้ความว่าผมเป็นชายเหนือชายหรือชายสายทองนะ

            ที่ผมตกใจก็คือยัยนี่เป็นหนึ่งในสี่ตัวซวยที่ทำให้ผมต้องฟัดกับไอ้ตัวเขียวตอนแรกไงล่ะ

            ถึงอยากจะลืมก็ลืมไม่ลงหรอก

            ยัยนี่มีส่วนทำให้ผมโดนแทงขาตอนแรก ไม่ใช่ว่าผมเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ผมแค่ไม่ลืม

            แต่เอาเถอะ เห็นแก่ประโยชน์ที่ตามมา ศาลจะตัดสินยกฟ้องให้ก็แล้วกัน

            ดูเหมือนว่าการที่ผมตบมุกเองอยู่คนเดียวในใจไม่ยอมพูดอะไรออกไปจะทำให้เธอร้อนรนขึ้นมา

            นี่นาย ตอบหน่อยสิ” เธอเขยิบเข้ามาใกล้ผมอีกนิดหนึ่ง

            ผมค่อย ๆ เอนตัวขึ้น จ้องไปทางเธอ “ราชาอยู่ในนี้รึเปล่า?”

            เธอผงะไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

            พอพยักหน้าแล้วเธอก็ชี้ไปยังกลุ่มเพื่อนของเธอที่รวมกันอยู่ที่โพเดียม “สาเป็นราชินีของมนุษย์”

            ราชินี? ไม่ใช่ราชาหรอกเหรอ? หรือว่ามันจะเปลี่ยนไปตามเพศของผู้ที่ถูกเลือก?

            ผมพยายามยกร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ขึ้นมา เบนสายตาไปยังหญิงสาวเจ้าของชื่อสาที่กระจุกอยู่ตรงโพเดียม

            แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนไหนคือสาที่ว่าเพราะตรงนั้นมีคนหลายคนกำลังกอดกันจนแยกไม่ออก

            หลักฐานล่ะ” ผมถามออกไปเพื่อยืนยัน

            ดูเหมือนว่าเธอเองก็เข้าใจว่าผมพยายามจะสื่ออะไรเธอจึงตอบกลับมา “ที่หน้าต่างสถานะของเธอมีสัญลักษณ์มงกุฎอยู่ ในนั้นอธิบายว่าเธอเป็นราชินีของพวกเรา”

            ดูเหมือนว่าการที่ผมทำหน้านิ่งไม่ตอบสนองอะไรจะทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจ จนรีบไปพาตัวเพื่อนของเธอที่เรียกว่าสามาเพื่อให้เธอคนนั้นเปิดหน้าต่างสถานะให้ผมดู

            เด็กสาวที่ถูกดึงตัวมาเป็นหญิงสาวร่างเล็กน่ารัก ผูกผมเป็นหางม้ายาวลงมาถึงไหล่ ใบหน้าเล็กดวงตาโตน่ารักน่าเอ็นดู แน่นอนว่าผมจำเธอได้

            ...ใครมันจะไปลืมตัวซวยหมายเลขสองกัน

            บอกแล้วใช่ไหมผมไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น ผมแค่ไม่ลืม

            หญิงสาวที่ชื่อว่าสาเดินเข้ามาจนห่างกับผมประมาณสองเมตรแล้วก็เรียกหน้าจอสถานะขึ้นมาให้ผมดู

            แต่จากทางผมมันเห็นกลับด้านกันผมจึงต้องเดินเข้าไปอยู่ข้างเธอ ซึ่งเธอก็ผงะถอยออกไปทันที

            ไม่ต้องกลัว” ผมชูสองมือขึ้นแสดงให้เห็นว่าไม่มีอาวุธ แต่ดูท่ามันจะไม่ได้ช่วยลดความกลัวของเธอลงไปเลย

            แน่ละนะ เป็นผมก็คงไม่ไว้ใจคนน่าสงสัยที่ฆ่าก๊อปลินสิบตัวได้เพียงลำพังแถมเปลือยท่อนบนแล้วเอาเสื้อนักศึกษาพันศีรษะเอาไว้หรอก

            แต่เพื่อนของเธอที่พาเธอมาก็จับไหล่และพยักหน้าบอกให้เธอรู้ว่าไม่ต้องกลัว สาจึงยอมให้ผมเข้าไปดูหน้าต่างสถานะของเธอใกล้ ๆ

            เป็นอย่างที่ตัวซวยหมายเลขหนึ่งว่าไว้ ที่ข้างชื่อของเธอมีสัญลักษณ์มงกุฎอยู่แตกต่างจากหน้าต่างสถานะของผม

            หน้าต่างสถานะของเธอเป็นอย่างนี้

 

___________________________

อลิสา ราตรีจันทร์ (19) ราชินี

ระดับ 1

อาชีพ ไร้อาชีพ - ระดับ 0

พลังชีวิต 300/300 •พลังเวท 1500/1500 •พลังกาย 284/300

-พละกำลัง 3

-ความรวดเร็ว 5

-ความทนทาน 3

-ปัญญา 15

-จิตใจ 2

-โชค 8.00

แต้มสะสม 1 แต้ม

ทักษะ

ไร้ทักษะ

ฉายา

ไร้ฉายา

___________________________

 

            เธอเป็นราชินีของฝ่ายมนุษย์จริง ๆ แต่ที่ผมตกใจมากกว่านั้นคือสถานะอันต่ำเตี้ยเลียดินของเธอ หรือว่านี่คือสถานะของคนทั่วไป?

            เฮ้ย ไม่เอาน่า ถ้าอย่างนั้นค่าสถานะของผมนี่มันก็ไม่ใช่ระดับมนุษย์แล้วน่ะสิ

            .... เดี๋ยวก่อน ยังมั่นใจไม่ได้ แค่ค่าสถานะของยัยนี่กับผมสองคนคงเอามาเป็นมาตรฐานวัดอะไรไม่ได้

            ขอดูค่าสถานะของเธอที” ผมหันไปพูดกับตัวซวยหมายเลขหนึ่ง

            ถึงเธอจะขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยแต่ก็ยอมเปิดค่าสถานะของเธอให้ดู

 

___________________________

วารินทร์ เทวาพิสุทธิ์ (19)

ระดับ 1

อาชีพ ไร้อาชีพ - ระดับ 0

พลังชีวิต 400/400 •พลังเวท 1200/1200 •พลังกาย 371/400

-พละกำลัง 4

-ความรวดเร็ว 6

-ความทนทาน 4

-ปัญญา 12

-จิตใจ 3

-โชค 25

แต้มสะสม 1 แต้ม

ทักษะ

ไร้ทักษะ

ฉายา

ไร้ฉายา

___________________________

 

            .........

            พอเห็นเช่นนั้นผมก็รีบเปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองขึ้นมาเปรียบเทียบบ้าง

 

___________________________

กฤษณะ อนันตกาล (19)

ระดับ 20

อาชีพ ผู้กล้าฝึกหัด - ระดับ 10

พลังชีวิต 1347/1700 •พลังเวท 2900/2900 •พลังกาย 856/2050

-พละกำลัง 24

-ความรวดเร็ว 16

-ความทนทาน 17

-ปัญญา 29

-จิตใจ 30

-โชค 8

แต้มสะสม 20 แต้ม

ทักษะ

-ผู้กล้าฝึกหัด* ไร้ระดับ

-เสริมแกร่งขั้นกลาง* ระดับ 1/10

-โชคดี* ระดับ 1/10

แต้มสะสม 10 แต้ม

หมายเหตุ *ทักษะสายอาชีพ

ฉายา

-ความหวังของเพื่อนมนุษย์

___________________________

 

            ชัวร์ ชัวร์เท้า ชัวร์เช็ด ชัวร์เป็ด ข้าพเจ้าได้หลุดออกจากความเป็นมนุษย์ไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

            ผมจ้องมองสถานะของตัวเองด้วยความรู้สึกปนเประหว่างความเศร้าและความดีใจ

            ระหว่างนั้นสองสาวเองก็สนใจแอบเหลือบมองสถานะของผม แต่ดูเหมือนว่าต่างหูนิรนามจะทำหน้าที่ของมันได้ยอดเยี่ยม เพราะผมเหลือบเห็นพวกเธอกำลังทำหน้าสงสัยว่าทำไมถึงมองรายละเอียดในหน้าต่างสถานะผมไม่ได้

            ไม่ต้องสนใจ” ผมบอกปัดไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือต้องออกไปจากที่นี่ต่างหาก

            พวกมันจะมาอีก”

            พอผมพูดไปแค่นั้นสองสาวก็หน้าซีดตัวเริ่มสั่นขึ้นมาอีกครั้ง

            อา นี่สินะปฏิกิริยาของคนปกติ น่าอิจฉาจริง

            รีบหนี” ผมพูดต่อเพื่อเรียกสติของพวกเธอ และดูเหมือนว่าตัวซวยหมายเลขหนึ่งจะเรียกสติขึ้นมาได้ก่อนจะไปเรียกพรรคพวกของเธอที่รวมกลุ่มกันอยู่ตรงโพเดียม

            ผมละสายตาจากพวกเธอและก้มลงมองค่าสถานะสัตว์ประหลาดของตนเองอีกครั้ง

            ตอนนั้นเองเสียงเล็ก ๆ จากด้านข้างก็ดึงความสนใจผมออกมาจากหน้าต่างสถานะ

            คะ คือว่า” ตัวซวยหมายเลขสองละเลิกละลักพยายามเค้นความกล้าขึ้นมา “คะ คุณจะไม่ทิ้งพวกเราใช่ไหมคะ”

            ดูเหมือนว่าเธอจะกังวลเรื่องที่ผมจะทิ้งให้พวกเธอผจญกับพวกก๊อปลินพวกนั้นสินะ

            แต่ไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ไว้ใจได้เลย

            ไม่ต้องกังวล” ผมยกยิ้มมุมปากขึ้นมาบอกเธอ

            ใช่แล้ว ไม่ต้องกังวล

            ผมจะทิ้งเธอไปได้อย่างไร

            เธอจะไม่มีวันเป็นอะไรเด็ดขาด

            ผมจะปกป้องเธอให้ได้

            เพราะถ้าเธอตาย.........ผมก็ต้องตายไปด้วยน่ะสิ!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 549 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #793 psek33 (@psek33) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 11:29
    นี่มัน..ก้อปลินสเลเยอร์
    #793
    0
  2. #672 dreamtim1994 (@dreamtim1994) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 11:21
    ถ้ามิติทับซ้อนไปอยู่ในค่ายทหารนะ-
    #672
    0
  3. #656 pim_545 (@pim_545) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 15:21
    ที่มาของก๊อปลินสเลเยอร์
    #656
    1
  4. #594 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 21:15
    หล่อเลยอะ
    #594
    0
  5. #563 iN3310K & Zealand (@iN3310K) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 03:20
    ตัวซวยที่แกว่าคือคนที่ทำให้แกรอดมาได้ถึงตอนนี้นะ
    #563
    0
  6. #396 Corona_Borealis (@Corona_Borealis) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 20:55
    กำลังจะดีละ5555
    #396
    0
  7. #389 Moonis (@Moonis) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 18:48
    อีกนิดจะพระเอกเเระ มาตกม้าตายประโยคสุดท้าย 555
    #389
    0
  8. #386 คนผ่านมา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 14:26
    ขอบคุณครับ สนุกดี
    #386
    0
  9. #187 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 11:28
    ขอโทษนะคะ อาจจะหยายคายไปบ้างสำหรับความเห็นนี้...

    ไหนๆก็ต้องอารักขาหล่อนอยู่แล้วใช่ปะ.. จับกดเลยดิ อิ อิ . . .
    #187
    0
  10. #145 bunrikung (@bunrikung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 14:17
    ขำกับพระเอกจริงๆครับตอนนี้ 
    #145
    0
  11. #122 negiharem (@negiharem) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 00:05
    ซักพักำพระเอกผมจะร่วงหมดหัว 
    #122
    0
  12. #98 canonZ (@noel555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 16:05
    พระเอกจี้มากอะ ความกวนตีน 555555555
    #98
    0
  13. #95 moss&jack (@mos05044) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 08:59
    น่าสนใจดีครับ
    #95
    0
  14. #35 MoePuncH (@kuronekokuroneko) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 21:17
    555ไม่เจ้าคิดเจ้าเเค้นเลยเเค่ไม่ลืม..ปกป้องให้ได้นะ
    #35
    0
  15. #18 จอมมาร (@chriooth) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 / 19:09
    ขอถอนคำพูดที่ดูถูกสกิล ความหวังของมนุษย์ สกิลนี้มันเป็นสกิลปั้มเวลชัดๆ
    #18
    0