BELOVED | เป็นที่รัก

ตอนที่ 1 : BELOVED 00 | เป็นอะไรมาครับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 874
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 88 ครั้ง
    31 ต.ค. 63

BELOVED

| 00 |

- เป็นอะไรมาครับ -

 

เรื่องราวทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้น ในวันที่เกือบจะธรรมดาวันหนึ่ง

ใครจะไปคิดล่ะว่า เพียงเพราะปวดท้องจนต้องไปโรงพยาบาล จะทำให้ผู้หญิงโชคร้ายอย่างฉัน ได้พบเจอกับ...

‘เขา’...ผู้เข้ามาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต 

.

.

.

.

.

(โทรมาอีกแล้วพี่หยี แจนบอกแล้วไงว่าแจนอยู่ได้)

เสียงเหนื่อยใจดังลอดมาจากลำโพงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าในมือ กลบเสียงบรรยากาศโดยรอบบริเวณห้องโถงแผนกอายุรกรรมของโรงพยาบาลหรูชื่อดังใจกลางกรุงเทพมหานคร

(คนไม่ค่อยเยอะเพราะพ้นช่วงพักเที่ยงไปแล้ว ไม่ยุ่งเท่าไหร่ พี่หยีไม่ต้องห่วง)

“แต่ว่า...”

(ไม่แต่แล้วค่ะเจ้านาย! กังวลมาก ๆ ความดันขึ้นระวังคุณหมอให้นอนโรงพยาบาลนะ คราวนี้ได้วุ่นจริง ๆ แน่...)

“แต่พี่...”

(เท่านี้นะคะ หนูไปรับออเดอร์แล้ว)

“เดี๋ยว น้องแจน...”

“ไม่ต้องรีบจนวิ่งกลับมานะคะ”

ติ๊ด

เสียงสัญญาณดังขึ้นพร้อม ๆ กับการสื่อสารจากปลายทางที่ขาดไป หลังจากโดน ‘น้องแจน’พนักงานสาวของร้านวัยสิบแปดปีตัดสายอย่างไร้เยื่อใยเป็นรอบที่สามของวัน ฉันในฐานะเจ้าของร้านก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียดเพื่อคลายความกังวล

ร้านฉันเพิ่งจะเปิดได้เพียงอาทิตย์กว่า ๆ แล้วนี่ก็เป็นช่วงกลางวัน แม้จะพ้นช่วงพักเที่ยงมาแล้วแต่ลูกค้าก็อาจจะยังเยอะอยู่ ฉันอดที่จะเป็นห่วงน้องแจนไม่ได้ ตอนนี้เธอดูร้านอยู่คนเดียว ต้องทำทั้งรับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร ชงกาแฟ และคิดเงิน

ก็อยากจะจ้างคนมาช่วยเพิ่มอยู่หรอก แต่เป็นที่รู้กันดีในหมู่นายจ้างว่าการจะหาพนักงานที่เรียนรู้งานไวและไว้ใจได้ สมัยนี้นี่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก 

และใช่...เพราะทุกการเริ่มต้นมักมีอุปสรรคและความยุ่งยากแบบนี้เกิดขึ้นเสมอจนแทบไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเอง สุดท้าย ‘ยาหยี’ คนนี้จึงต้องมาลงเอยที่การมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องเรื้อรังติดต่อกันร่วมเดือน ร้านฉันเพิ่งเปิดได้อาทิตย์กว่า ๆ ก็จริง แต่ขั้นตอนก่อนเปิดร้านนี่กินเวลาและสูบพลังฉันมาเป็นหลายเดือนแล้ว

“เชิญคุณอารยาที่ห้องตรวจหมายเลข 1 ค่ะ” เสียงทรงเสน่ห์ของสาววัยกลางคนเอ่ยเรียก ทันทีที่ประมวลผลได้ว่าเป็นชื่อของตัวเอง ฉันก็รีบผุดตัวขึ้นจากเก้าอี้แสนสบายบ่งบอกราคาและคุณภาพบริการ พลางในหัวก็คิดไปถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะต้องเสียหลังออกมาจากห้องตรวจหมายเลขหนึ่งตรงหน้า

ที่นี่เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศที่ขึ้นชื่อด้านความสามารถของบุคลากรทางแพทย์ บริการชั้นเลิศ และค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิบลิ่ว มันเป็นอีกหนึ่งความหนักใจและเป็นสิ่งที่ฉันยังคงลังเลจนกระทั่งวินาทีนี้ ว่าตัวเองคิดถูกแล้วหรือเปล่าที่ตัดสินใจมาที่นี่

ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ฉันมีภาวะเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอและทานอาหารไม่ตรงเวลา ประเมินคร่าว ๆ ด้วยความสามารถอย่างคนธรรมดา คิดว่าคงไม่พ้น ‘โรคกระเพาะ’ ที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่ที่ต้องหักใจยอมมาโรงพยาบาลแสนแพงก็เพราะแถวนี้ไม่มีร้ายขายยาเลยแม้แต่ร้านเดียว คนขี้กังวลที่อยากจะกลับไปดูแลร้านเร็ว ๆ อย่างฉันจึงยอมมาใช้บริการของโรงพยาบาลที่อยู่ห้างจากร้านตัวเองเพียง 200 เมตร

ไม่รู้ป่านนี้น้องแจนจะเป็นยังไงบ้าง...อดทนไว้นะ รับยาเสร็จพี่จะรีบกลับไปช่วยแบบด่วนจี๋เลย

“เชิญด้านในเลยค่ะ” ฉันก้าวเดินผ่านบานประตูสีขาวสะอาดไปตามทางที่คุณพยาบาลผายมือมายังห้องตรวจขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก

ด้านซ้ายของห้องเป็นเคาน์เตอร์ความยาวประมาณหนึ่งเมตร มีอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ วางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านขวาเป็นเตียงสูงปูด้วยผ้าสีเขียวอ่อน 

“เชิญนั่งค่ะ” การสำรวจห้องอย่างลวก ๆ สิ้นสุดลงเมื่อเสียงใสของพยาบาลคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ฉันพยักหน้ารับคำก่อนจะทิ้งตัวลงตามคำแนะนำบนเก้าอี้บุหนังสีครีมที่วางอยู่ข้าง ๆ โต๊ะทำงานขนาดกว้าง 

และนั่น...เป็นวินาทีที่ฉันเพิ่งจะรู้ตัวว่านอกจากเคาน์เตอร์และเตียงแล้ว ในห้องนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจไม่แพ้กัน 

“สักครู่นะครับ” เสียงนุ่มทุ้มถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากสีอ่อนบนใบหน้าคมคาย ดวงตารีเรียวภายใต้กรอบแว่นสีเงินกวาดมองไปทั่วหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพข้อความภาษาอังกฤษดูเข้าใจยากในตารางสีจืดชืด

ราวกับหลุดเข้าไปในภวังค์ ความน่าดึงดูดและความลงตัวกันอย่างน่าประหลาดของร่างหนาในชุดกาวน์สีขาวทำให้ฉันเผลอจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา จู่ ๆ ความรู้สึกคุ้นเคยก็เริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกับอิริยาบถที่ดูเชื่องช้าลงเสมือนมีใครไปรั้งเข็มนาฬิกาเอาไว้

“เรียบร้อย” เสียงพึมพำกับตัวเองของเขาเรียกสติฉันกลับมา พอรู้ตัวก็รีบหลุบสายตาลงด้วยความกลัวว่าคนที่กำลังหันมาทางนี้จะจับได้ว่าฉันแอบมองอยู่นาน “ขอโทษด้วยครับที่ให้...”

“...”

“...รอ”

เพราะยังรู้สึกตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย ฉันจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป ทำเพียงส่ายหน้าแล้วยกยิ้มบางเพื่อเป็นสัญญาณบอกเขาว่าไม่เป็นไร หากแต่...

“...”

ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากคนตรงหน้า จากที่หลุบตาแก้เก้ออยู่นานฉันก็ต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อหาคำตอบว่าทำไมคุณหมอหน้าคุ้นถึงไม่ต่อบทสนทนา ซึ่งเมื่อเงยขึ้นมา นอกจากริมฝีปากบางที่ยังคงปิดสนิท ฉันก็ยังพบว่าดวงตารีเรียวภายใต้กรอบแว่นสีเงินได้จ้องมองกันอยู่ก่อนแล้ว

ทำไม...ถึงจ้องกันล่ะ

“สะ...สวัสดีค่ะคุณหมอ” เพราะไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้ายังไง ฉันถึงตัดสินใจเอ่ยคำทักทายออกไปอย่างตะกุกตะกัก แต่การทำแบบนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศเงียบ ๆ ในห้องมันดีขึ้น เขายังคงเงียบ นั่งนิ่ง และมองตรงมา จนฉันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชักเริ่มรู้สึกว่ามือไม้มันอยู่ผิดที่ผิดทางไม่รู้ว่าควรจะวางตัวยังไง “เอ่อ...”

“...”

“คือ...”

หากลองนับดูคร่าว ๆ ฉันเชื่อว่าเวลาน่าจะผ่านมาไม่ต่ำกว่านาทีแล้วที่คนตรงหน้าเอาแต่นั่งนิ่งจ้องกัน ไม่ว่าฉันจะขยับตัว เปล่งเสียงกระแอมไอ เขาก็ยังคงอยู่ท่าเดิม จนตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ถูกนอกจากยกยิ้มแก้เก้อ ซึ่งนั่นเป็นจังหวะที่ดวงตารีเรียวกระพริบขึ้นลงเป็นหลักฐานว่าที่เห็นนั่งนิ่งไม่ใช่เพราะหลับในอย่างที่ฉันแอบคาดเดาในใจ

“คุณหมอ คิวนี้เคสสุดท้ายนะคะ” เสียงสดใสจากพี่พยาบาลคนเดิมดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างอิ่มอวบเดินเข้ามาภายในห้อง ก่อนสายตาโฉบเฉี่ยวจะเริ่มกวาดมองจนจับสังเกตได้ว่ามีบรรยากาศแปลก ๆ ลอยตลบอบอวลอยู่ทั่ว “เกิดอะไรขึ้นคะ”

“เอ่อ...” คำถามแสนตรงไปตรงมาทำเอาตั้งตัวไม่ทัน ฉันได้แต่มองคุณพยาบาลสลับกับคนตรงหน้าที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์ ใจคิดหาคำอธิบายว่าควรจะตอบยังไงดี จะพูดว่า ‘คุณหมอเอาแต่จ้องมาทางนี้ ทำยังไงดีคะ’ ก็คงจะไม่ได้ “คือ...”

“คุณหมอคะ” คงจะเห็นท่าทางเงอะงะของฉัน พยาบาลสาวจึงไม่รีรอเอาคำตอบ “คุณหมอ”

“...”

“หมอคริษฐ์คะ!!”

“ครับ?!” คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกเมื่อการเอ่ยขานครั้งที่สามดังลั่นห้องตรวจขนาดเล็ก ใบหน้าคมหันขวับไปทางต้นเสียง ดวงตารีเรียวเบิกกว้างดูตื่นตระหนก “ทะ...ทำไมครับคุณเดือนเพ็ญ”

“คนไข้มานั่งรอนานแล้วค่ะ เหม่ออะไรคะ”

“ครับ?” คนตัวสูงเอียงคอเหมือนสงสัย ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองฉันที่นั่งยิ้มแห้งวางตัวไม่ถูกอยู่ข้าง ๆ สบตากันได้เพียงเสี้ยววินาที คุณหมอ ‘คริษฐ์’ ก็รีบหลบสายตาไปก่อนจะกระแอมไอออกมาเบา ๆ “อะแฮ่ม...เป็นอะไรมาครับ”

“ประวัติคนไข้ค่ะ”

ไม่มีใครได้คำตอบว่าทำไมเมื่อกี้คุณหมอคริษฐ์ถึงเหม่อ คุณพี่พยาบาลเองแม้จะยังอยู่สงสัย แต่คงเพราะเกรงใจคนไข้อย่างฉันที่นั่งงงอยู่ในห้องตรวจมานานแล้วเธอถึงเก็บความข้องใจเอาไว้แล้วผายมือไปยังแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “คิวนี้เคสสุดท้าย เรียบร้อยแล้วกดเรียกพี่นะคะ”

ว่าจบ สาวชุดขาวก็ก้าวถอยหลัง ดวงตาโฉบเฉี่ยวหรี่ลงและมองฉันสลับกับคนตรงหน้าสักพักก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นแล้วเดินออกจากห้องไป

“เอ่อ...” สิ้นเสียงประตูปิดลง สมาชิกในห้องก็เหลือเพียงสองคนอีกครั้ง แตกต่างกันที่คราวนี้ร่างหนาตรงหน้าไม่ได้นั่งนิ่งเป็นหุ่นเหมือนเมื่อหลายนาทีก่อน คุณหมอคว้าแฟ้มประวัติคนไข้มาเปิดดูแล้วเปิดบทสนทนามาด้วยคำถามสุดคลาสสิค

“เป็นอะไรมาครับ”

“เอ่อ...” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและมาดสุขุมที่ดึงดูดสายตาเช่นในตอนแรกที่เข้ามาในห้อง ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามลืมเหตุการณ์แปลกประหลาดเมื่อครู่แล้วรวมสติก่อนจะตอบออกไป “คือ...ชอบปวดท้องน่ะค่ะ ปวดตอนสาย ๆ”

 “ชอบอะไรนะครับ?”

“ชอบปวดท้องค่ะ”

 “ชอบปวดท้อง?”

“เอ่อ...ค่ะ” ขานรับด้วยความไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ เหมือนคนหน้านิ่งจะแอบยกมุมปากเล็กน้อยหลังได้ยินคำตอบ พาลทำให้ฉันขมวดคิ้วมุ่นตามไปด้วยเพราะสงสัยว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ก่อนเขาจะเพิ่มความงุนงงมากขึ้นไปอีกด้วยคำถามต่อไป

“ถ้าชอบปวดท้องแล้วมาหาหมอทำไมล่ะครับ”

“...”

“ถ้า ‘ชอบหมอ’ แล้วมาหาหมอก็ว่าไปอย่าง” 

“คะ?” ถึงกับต้องถามตัวเองในใจว่าไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม คำพูดของคนตรงหน้าทำเอาคิ้วที่ขมวดอยู่แล้วผูกปมแน่นกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยอาการเลิ่กลั่กเมื่อสิ่งที่เขาพูดคล้ายกับพวกมุกเสี่ยวที่รุ่นพี่จิ๊กโก๋หน้าซอยหอพักชอบเอ่ยแซวเวลาฉันเดินผ่าน

ไม่หรอกมั้ง คุณหมอเนี่ยนะ หน้าตาเขาก็ดูไม่ได้จะ...

“ไม่ต้องเครียดครับ หมอล้อเล่น เห็นดูเกร็ง ๆ”

“คะ?” ไม่รู้ว่าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าห้องมาตัวเองตกใจไปกี่รอบแล้ว คำตอบที่ได้รับทำเอาฉันอึ้งอีกรอบเมื่อสิ่งที่คาดเดากลับพลิกผันเป็นอีกขั้ว ฉันมองเจ้าของใบหน้าคมด้วยความไม่เข้าใจ ว่าเขากล้าบอกว่าตัวเองเล่นมุกทั้งใบหน้านิ่ง ๆ และท่าทีสุขุมนั่นจริง ๆ 

  ‘ถ้าชอบปวดท้องแล้วมาหาหมอทำไมล่ะครับ’ 

ฉันนึกทวนประโยคที่เขาบอกว่าเป็นมุกอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เข้าใจว่าคำพูดของตัวเองทำให้เกิดความเข้าใจผิด ที่บอกว่า ‘ชอบปวดท้อง’ หมายถึงมันเกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าชอบที่ตัวเองปวดท้องสักหน่อย

“คือ...ไม่ได้ชอบปวดท้องแบบนั้นนะคะ” พอเริ่มเข้าใจสถานการณ์ฉันจึงรีบพูดเพื่อแก้ความเข้าใจผิด หากแต่แค่เริ่มเปิดปากจะอธิบาย คนตรงหน้าก็เผยรอยยิ้มบางพร้อมหันมามองกันด้วยแววตาขบขัน

“ครับ ๆ เข้าใจแล้วครับ” คุณหมอคริษฐ์เพิกเฉยต่อคำอธิบายของฉัน มือหนาพลิกแฟ้มประวัติคนไข้ไปมาสองสามทีก่อนจะหันกลับมาถาม “ที่ว่าปวดท้องนี่ปวดยังไงครับ คุณอารยา” 

“คะ?” คำว่า ‘คะ’ ถูกเปล่งออกจากปากฉันรอบที่ล้านของวัน รอบนี้เป็นเพราะแปลกใจที่จู่ ๆ ก็ถูกเรียกด้วยชื่อจริงเต็มยศ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่เขารู้คงเป็นเพราะเปิดดูในแฟ้มประวัติเมื่อครู่ “ขอโทษค่ะ คุณหมอถามว่าอะไรนะคะ”

“หมอถามว่าปวดท้องแบบไหนครับ รู้สึกบีบ ๆ หรือว่าแสบ ๆ”

“เอ่อ...แสบ ๆ ค่ะ”

“ได้ยินว่าปวดตอนสาย ๆ ปกติทานมื้อเช้ากี่โมงครับ” 

“มื้อเช้าเหรอคะ?” ที่ถามทวนไม่ใช่เพราะได้ยินไม่ชัด แต่เป็นเพราะความจริงที่เป็นคำตอบของคำถามนี้ต่างหากที่ฉันไม่อยากจะบอกออกไป ในชีวิตของคนเราต้องมีอย่างน้อยสักครั้งที่ปวดท้องด้วยโรคกระเพาะ ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องมาหาหมอด้วยอาการนั้น ทุก ๆ ครั้งก็ตอบคำถามได้อย่างลื่นไหล หากแต่มาดนิ่ง ๆ ของคุณหมอคริษฐ์ในตอนนี้กลับทำให้ฉันไม่กล้าพูด เขาดูเป็นคุณหมอที่...

...ดุ

“ไม่ทานมื้อเช้าสินะครับ”

ดุจริง ๆ ด้วย

“ค่ะ” ได้แต่ขานรับเสียงแผ่วประกอบกับส่งยิ้มแห้งไปให้ คนที่เคยเล่นมุกหน้าตายขมวดคิ้วมุ่นพร้อมส่ายหน้าเบา ๆ เขาหยิบอุปกรณ์ช่วยฟังของแพทย์มาสวมก่อนขยับเข้ามาใกล้

“ตรวจเบื้องต้นนะครับ สูดหายใจเข้าลึก ๆ” 

ฉันยืดตัวขึ้นแล้วทำตามที่หมอบอก ระยะห่างที่ลดน้อยลงบวกกับการโฟกัสลมหายใจทำให้ประสาทการดมรับรู้กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาแตะจมูก กลิ่นหอม สะอาด จากคนตรงหน้า

น่าจะ...Armani หรือเปล่านะ

“ทำไมจู่ ๆ เต้นเร็วขึ้นล่ะครับ”

“ค...คะ?” และแล้ว ‘คะ’ รอบที่ล้านก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ฉันรีบหลุบตาลงเมื่อพบว่ากำลังถูกเขาจ้องอีกครั้ง คนตรงข้ามยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ขยับถอยออกไป

“ปกติดีครับ มีเต้นผิดจังหวะนิดหน่อย แต่คงไม่ใช่เพราะป่วย” น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่งเช่นเดียวกับสีหน้า หากแต่ในช่วงท้ายประโยค ดวงตารีเรียวภายใต้กรอบแว่นนั่นกลับเผยแววขี้เล่น...และเจ้าเล่ห์

มันทำให้ฉันนึกสงสัยว่าแท้จริงแล้วผู้ชายตรงหน้าเป็นคนยังไงกันแน่ ภายนอกให้ความรู้สึกที่นิ่ง สงบ และสุขุม หากแต่ก็มีบางมุมที่ทำให้รู้สึกว่าเขาน่ะ...ขี้แกล้งที่หนึ่ง

“ถ้าไม่ได้ทานมื้อเช้าแล้วเริ่มทานมื้อแรกของวันตอนกี่โมงครับ”

“เอ่อ...ประมาณ 11 โมงค่ะ แต่บางวันก็...บ่ายโมง”

“ตื่นนอนกี่โมงครับ”

“หกโมงเช้าค่ะ”

“ตื่นหกโมงแต่ทานมื้อแรกตอนบ่ายเหรอครับ?” มาดคุณหมอสุดจริงจังกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาเริ่มซักประวัติ ส่วนใหญ่มักเป็นคำถามธรรมดาเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน แต่ที่ไม่ธรรมดาน่าจะเป็นความละเอียดของคำถามมากกว่าที่ลงลึกไปถึงกิจวัตรตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้ายันเข้านอน พาลเอาฉันมึนและถามตัวเองอยู่ในใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากแต่ปากก็เปล่งเสียงตอบเขาไปทุกคำถามราวกับโดนดวงตาดุ ๆ นั่นสะกดจิต

การสอบประวัติแสนยาวนานสิ้นสุดลงหลังเวลาผ่านไปราวห้านาที ถ้าจำไม่ผิด ก่อนออกไปคุณพี่พยาบาลบอกเอาไว้ว่าฉันเป็นเคสสุดท้ายของคุณหมอแล้ว คิดว่าเขาจะรีบตรวจรีบกลับเสียอีก แต่นี่กลับตั้งใจถามและวินิจฉัยอย่างละเอียดจนกลายเป็นฉันเองที่เริ่มจะร้อนใจเพราะทิ้งร้านเอาไว้นานแล้ว

“รีบเหรอครับ”

“คะ?” กลายเป็นคำอุทานติดปากไปเสียแล้ว ฉันรีบเงยขึ้นมาให้ความสนใจคนตรงหน้าเพราะเมื่อครู่เผลอเสียมารยาทก้มมองโทรศัพท์มือถือเพื่อดูเวลาและเช็คว่ามีข้อความมาจากร้านหรือเปล่า “ขอโทษค่ะ เชิญคุณหมอพูดต่อเลย”

“ก็...คิดว่าน่าจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นเพราะแผลในกระเพาะอาหาร ที่หมอช่วยได้คือจ่ายยาลดกรดและยาเคลือบกระเพาะให้ แต่ถ้าอยากหาย ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินนะครับ”

“อ่า...ค่ะ”

“ปกติตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว ก่อนออกไปทำงานควรหาอะไรรองท้องสักนิด พยายามทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ถึงจะชอบทานเปรี้ยวขนาดไหนก็ต้องพยายามลดนะครับ...”

เสียงนุ่มทุ้มที่ถูกเปล่งออกมาฟังเพลินหูเสียจนฉันเกือบเคลิ้ม แต่พอมาดูที่ใจความของมันที่เต็มไปด้วยคำสั่งและข้อห้ามก็เล่นเอาความไพเราะถูกลดทอนลงจนเกือบศูนย์ ฉันนั่งฟังคำแนะนำของคุณหมอคนเก่งอย่างเหม่อลอย บรรยากาศเก่า ๆ คำพูดเดิม ๆ ที่เคยฟังจากคุณหมอคนอื่นที่เคยไปหาเพราะปวดท้องจากสาเหตุเดียวกันหวนกลับมาในความทรงจำ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฉันพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิบัติตามแม้แต่นิดเพราะในใจรู้ดีว่าข้อห้ามแต่ละอย่างที่คุณหมอพูดมาน่ะ ทำไม่ได้สักข้อ โดยเฉพาะเรื่องมื้อเช้าที่เป็นปัญหาชีวิตเรื้อรังมานานแรมปี

อย่างที่บอกตอนแรก ที่มาโรงพยาบาลก็เพราะอยากได้ยาเท่านั้นเอง

“เข้าใจที่หมอพูดไหมครับ”

“ค่ะ เข้าใจค่ะ” ฉันรีบขานตอบอย่างแข็งขันเมื่อประโยคที่เป็นสัญญาณว่าใกล้จบบทสนทนาถูกเอ่ยขึ้น สองมือกำแน่นที่กระเป๋าและโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนตัก ในใจตั้งมั่นไว้ว่าออกจากห้องตรวจได้เมื่อไหร่จะรีบโทรถามน้องแจนอีกครั้งว่าตอนนี้ที่ร้านเป็นยังไงบ้าง ผิดที่ดูเหมือนฉันจะแสดงออกทางสีหน้ามากไปหน่อยคนหน้าดุถึงได้หรี่ตาลงแล้วพูดเสียงเข้ม

“อย่ารับปากแบบส่ง ๆ สิครับ คุณอารยา” เป็นอีกครั้งที่ถูกเอ่ยด้วยชื่อจริงเต็มยศ เพียงแต่ครั้งนี้พ่วงมาด้วยคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นบ่งบอกความไม่พอใจ 

เอาล่ะ เขาจะขี้เล่นไหมไม่รู้ จะเจ้าเล่ห์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ คุณหมอคริษฐ์น่ะ ดุจริง ๆ ด้วย

“ขอโทษค่ะ” 

สิ้นคำขอโทษเสียงแผ่วของฉัน คนหน้าเครียดก็ผ่อนลมหายใจออกมา เขาก้มลงไปเขียนอะไรบางอย่างบนแฟ้มประวัติคนไข้แล้วก่อนจะเอ่ยถามคำถาม...

“ทานข้าวมาหรือยังครับ”

“คะ?”

...ที่ได้ยินแล้วต้องรีบทวนอีกครั้ง

“ไปทานข้าวกันไหมครับ”

...ว่าไม่ได้หูฝาดไป

“คะ?!” 

เลิกนับไปแล้วว่าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องตรวจฉันตกใจไปแล้วกี่ครั้ง คำว่า ‘คะ’ ดังขึ้นซ้ำซากราวกับมีคนอัดเทปแล้วเปิดวน ดวงตาฉันเบิกกว้าง ชีพจรเริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ต่างจากชายผู้เป็นต้นเหตุที่นอกจากจะก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารทำตัวปกติแล้ว ยังเสริมทัพความมึนมาด้วย...

“ชอบทานก๋วยเตี๋ยวไหมครับ”

“เอ่อ...คือ...” เหมือนสติจะหลุดลอยไปแล้ว ฉันทำได้เพียงนั่งมองคนตรงหน้าอ่านทวนข้อความในกระดาษ ก่อนจะหันไปกดปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จอใหญ่ แล้วหันกลับมาใช้มือหนาปิดแฟ้มประวัติคนไข้ที่กรอกข้อมูลเรียบร้อย ซึ่งในวินาทีที่หน้าปกพลาสติกกระทบกับกระดาษ คุณหมอหน้านิ่งก็ต่อบทสนทนาอีกครั้งด้วยสรรพนามที่ไม่เหมือนเดิม

“ผมเลิกงานพอดี ยังไม่ได้ทานอะไรเลยเหมือนกัน”

ในห้องยังคงมีเพียงแค่เราสองคน และก็มีแค่เขาเท่านั้นที่ขยับตัว หากแต่ฉันกลับรู้สึกว่าตอนนี้มันชุลมุนวุ่นวาย มีคำถามหลายร้อยพันผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมด ซึ่งอันที่เด่นชัดมากที่สุดก็คือ... 

‘นี่มันเรื่องอะไรกัน?’

ฉันมองตามร่างสูงที่ค่อย ๆ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้และถอดเสื้อคลุมสีขาวประจำตำแหน่งออก ในใจยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าตกลงตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ฉันตามไม่ทัน เมื่อนาทีก่อนเขายังตีหน้าดุอยู่เลย แล้วจู่ ๆ ก็หักดิบเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการ ‘ชวนไปกินก๋วยเตี๋ยว’

“ขอโทษนะคะ” เพราะนึกขึ้นได้ว่าคนมาดขรึมเคยเล่นมุกเสี่ยวเหมือนวิน ฯ หน้าปากซอยก่อนหน้านี้ ฉันจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความหวัง มันดูเป็นเหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด “อันนี้คุณหมอล้อเล่นเหมือนกันใช่ไหมคะ” 

คำพูดของฉันทำเอาร่างสูงชะงัก คนถูกถามไม่ปล่อยให้รอนาน มือหนาพาดเสื้อกาวน์สีขาวไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะค่อย ๆ หันมาส่งรอยยิ้มบาง ซึ่งทำให้ใจของฉันที่มันคาดเดาไปเองพองฟูด้วยความโล่งอก ว่าทุกอย่างเป็นการล้อเล่นอย่างที่คิด หากแต่ในวินาทีต่อมาเจ้าของใบหน้านิ่งขรึมกลับเอ่ยประโยคที่นอกจากจะทำให้รู้ว่าคงไม่ได้กลับไปช่วยน้องแจนที่ร้านเร็ว ๆ นี้แน่ ๆ ก็ยังทำให้หัวใจที่เกือบจะสงบลงแล้ว...

“เรื่องชวนออกเดทเขาไม่เอามาพูดเล่นกันหรอกครับ :)”

...เต้นรัวแรง

...กว่าครึ่งนาทีที่แล้ว

...ที่เพิ่งจำได้ว่าเขา คือ ‘รุ่นพี่ที่แอบปลื้ม’ เสียอีก

 

 

BELOVED 00 : 100%

EMPEAROR SAYS :

ต๊ะเอ๋!!! เซอพร๊ายยยยวันลอยกระทงค้าบทุกโค๊นนนนนนน!!!!

เป็นยังไงกันบ้างคะ ปี 2020 นี่มันครบรสจริง ๆ เลยนะคะคุณพรี่!

เชื่อว่าหนึ่งปีที่ห่างหายกันไป ทุกคนคงไปเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่างมาแน่นอน

หน่องแพรขอเอ่ยชื่นชมและขอบคุณที่ทุก ๆ คนอดทนก้าวผ่านมันมาได้นะคะ >3<

หน่องเองก็ผ่านมรสุมมาเช่นกัน เลยต้องวางมือจากงานเขียนไปเนิ่นนาน คิดถึงใจจะขาดดด

ตอนนี้ภารกิจก็ยังอัดแน่นอยู่เช่นเคยค่ะ แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมามีนักอ่านหลาย ๆ ท่านส่งข้อความมาบอกคิดถึงกันเยอะเลย พาลเอานักเขียนทนไม่ไหวไปด้วย จึงเป็นที่มาของการเปิดเรื่องใหม่ในวันนี้นั่นเอง หุหุหุ

แต่แบบว่า…เป็นการมาปล่อยบอมบ์เอาไว้เฉย ๆ นะตัวเอง เพราะนี่คือต้นฉบับหนึ่งตอนถ้วนที่หน่องแพรมีในสต็อก 55555 พยายามจะเขียนเพิ่ม แต่เหมือนขาดแรงใจ เลยต้องเอามาลงทั้งที่มีตอนเดียว เผื่อว่าจะได้กำลังใจจากนักอ่านมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนตอนต่อ ๆ ไป ยังไงก็ฝากคอมเมนต์พูดคุยกระตุ้นความอืดของ empearor ด้วยนะคะ 5555

สำหรับเรื่องนี้ BELOVED เป็นที่รัก คุณพระเอกคือขุ่นพรี่คริส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของป๊าคิมและคุณแม่เดหลี จากเรื่อง Bro n Me และพี่ชายขี้หวงของน้องเคท จากเรื่อง Pill's Plan ส่วนนางเอกคือคุณยาหยี พระนางคู่นี้เคยปรากฏตัวแล้วในเรื่อง Pill's Plan แผนตีเนียนเปลี่ยนเป็นรัก ค่ะ รอบนี้มาครองตำแหน่งตัวเอก มีเรื่องเป็นของตัวเอง ฝากทุกคนเอาใจช่วยในความรักของทั้งคู่ด้วยนะคะ มาดูกันว่า พ่อหนุ่มหน้านิ่งเขาจะจีบสาวยังไงให้ติดนะ >3<

แล้วพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับผม

ด้วยรัก จาก Empearor


 

ตามไปเม้าท์มอยกันต่อได้ที่ FACEBOOK Page 

 Click : Facebook Page - Empearor

 

หรือไปสกรีมกันดัง ๆ ที่ TWITTER

#ยาหยีของหมอ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 88 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #15 Nanew44 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 02:26
    หมอเขาไม่จีบคนไข้นะคะ

    แต่กรณีนี้ อ่านแล้วเขิน 5555
    #15
    0
  2. #14 MinPark (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 02:12
    พี่เค้ารุกเก่ง หยอดเก่งนะคะเนี่ย//ไรท์กลับมาแล้ววว
    #14
    0
  3. #12 momozi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 19:37
    เปียกเรื่องก็สนุกแล้วค่ะ มาต่อไวไวเด้อออออ
    #12
    0
  4. #11 ซิ่นลั่ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 13:37
    รออยู่นะคะ
    #11
    0
  5. #10 fahsai-0012 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 09:33
    คิดถึงไรท์มากเลย ในที่สุดเรื่องนี้ที่รอคอยก่มาแล้วววว
    #10
    0
  6. #9 Thisisbeck_k (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 21:57

    คถ.มากๆเลยค่ะ รอมาต่อนะค้าาา
    #9
    0
  7. #7 mosan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 16:22
    คิดถึงไรท์
    #7
    0
  8. #6 I'jeab (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 15:23

    มาแล้ว รออ่านนะคะ มาบ่อยๆๆเท่าที่ทำได้ อย่าให้เรารอเก้อนะ
    #6
    0
  9. #5 rtom711 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 15:07

    ไร้ท์กลับมาแล้วววว
    #5
    0
  10. #4 Park Nap (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 14:56
    แงงง รอนะคะะะ 🥺❣️❣️❣️
    #4
    0
  11. #3 kthbts (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 14:47
    กรี๊ดดด คิดถึงมากๆเลยค่ะ ... ชวนเดทกันงี้เลยนะ เอ็นดูพี่เค้าจังเลย
    #3
    0
  12. #2 cbxs6104 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 14:37
    รอเลยค่าาา ❤❤
    #2
    0
  13. #1 WYB_19970805 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 14:25

    คุณไรท์กลับมาแล้ววววววววว
    #1
    0