BTS | CLOSED TERRARIUM (KOOKGA)

ตอนที่ 33 : Epilogue — Apricity

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,311
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 252 ครั้ง
    20 มี.ค. 62













Epilogue — Apricity   







สวัสดีครับ  


ผมชื่อจอนจองกุก อายุสิบแปด   


คุณคงรับรู้เรื่องราวของผมมาบ้างแล้วจากใครคนอื่น ผมไม่รู้ว่าคุณคาดหวังที่จะได้ยินอะไรจากผมในวันนี้ แต่ว่าเชื่อได้เลยครับ ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ผมพูดเยอะที่สุดเกี่ยวกับตัวผมเอง ความคิดของผม ความรู้สึกของผม เรื่องราวความรักของผม ผมสัญญาว่าจะเล่าพวกมันเหล่านั้นออกมาอย่างจริงใจที่สุด   


พวกคุณคงรู้จักมินยุนกิ หรือ พี่ยุนกิ ที่ผมชอบเรียก ผู้ชายตัวขาวๆ ไม่สูงมากนัก และมีดวงตาเหมือนแมว ครั้งแรกที่ผมเจอเขา พี่ยุนกิเดินเข้ามาในร้านด้วยใบหน้ามึนงง เดินมองโหลสวนขวดที่ตั้งอยู่บนชั้นไปเรื่อยๆ เกาหัวบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง สลับกันไป ผมจำได้ว่าตัวเองสะดุดกับใบหน้าน่ารักนั่นอยู่หลายวินาทีทีเดียว ทว่าสุดท้ายผมก็เมินมันไปเหมือนทุกที ผมเจอคนที่มีลักษณะแบบที่ผมชอบอยู่บ่อยครั้ง ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สุดท้ายพอลองคุยดูแล้วมันก็ไปกันไม่รอดเพราะนิสัยที่ไม่เข้ากัน แน่นอนว่าเป็นที่ตัวผมเองที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเขา ผมพูดน้อย โลกส่วนตัวสูง แถมยังไม่ค่อยแสดงออก คนที่ผมคุยด้วยส่วนใหญ่จะทนไม่ได้กับนิสัยที่ผมเป็น ผมจึงไม่เคยคบใครจนถึงขั้นเป็นแฟนเลยสักคนเดียว ซึ่งกับพี่เขา ผมก็คิดว่าสุดท้ายแล้วก็คงจะเป็นแบบนั้น ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ในครั้งแรกที่เจอผมจึงไม่สนใจพี่เขาอีก   


ตอนที่ผมอยู่ม.สี่ มินกยูมันก็มาบอกเพื่อนๆ ว่าพี่ชายมันเปิดร้านขายสวนขวดอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ถ้าใครสนใจก็ไปช่วยอุดหนุนพี่มันได้ ผมที่ชอบพวกต้นไม้อยู่แล้วจึงแวะไปที่ร้านนั้นพร้อมกับจีมิน ผมจ่ายเงินเกือบพันเพื่อซื้อมันและขอให้พี่ชายมินกยูสอนจัดสวนขวดด้วยวิธีที่ถูกต้อง หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกหลงใหลกับความละเอียดอ่อนของสวนขวด มันมีรายละเอียดที่น่าสนใจเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งเรื่องมากและเอาแต่ใจ ผมจึงแวะมาที่นี่บ่อยมากๆ ในช่วงที่ผมว่างจากเรียนพิเศษ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงสวนขวดซึ่งปรับเปลี่ยนได้เสมอแล้วแต่ว่าสวนขวดของเราจะเป็นแบบไหน มีต้นอะไรในนั้นบ้าง พี่ชายของมินกยูเลยให้ผมจัดสวนขวดเพื่อวางขายที่ร้านและมีค่าตอบแทนให้จำนวนหนึ่ง ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ถ้าสนใจอะไรมากๆ ก็จะเอาแต่ใช้เวลากับมันทำให้ผมไม่ค่อยมีเวลาไปดูแลใครสักเท่าไรนัก คนที่ผมคุยด้วยก็เลยห่างหายไปหมดเพราะผมไม่ค่อยสนใจ แทบทุกคนบอกว่าผมเนิร์ด แต่ผมก็ไม่คิดว่าผมจะเนิร์ดขนาดนั้นนะ แค่ยังไม่เจออะไรที่สนใจมากกว่าก็เท่านั้น   


จนกระทั่งสองอาทิตย์ต่อมา พี่เขาก็ปรากฏตัวที่ร้านอีกครั้งพร้อมสวนขวดที่น่าเป็นห่วง คงเผลอวางโดนแดดมากไปแน่ๆ ผมไม่เก่งถึงขั้นที่รักษาอาการของเจ้าสวนขวดได้เองเลยโทรตามพี่ชายมินกยูที่ออกไปกินข้าวให้กลับมาช่วยดูอาการแทน พี่ยุนกินั่งขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ที่ร้าน เหมือนว่าสวนขวดนี้จะเป็นของขวัญให้เพื่อนหรือไงนี่แหละผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก่อนที่จะกลับไปพี่เขาก็ได้ถามบางอย่างกับผม ก่อนจะซื้อสวนขวดต้นกระบองเพชรกลับไปหนึ่งต้น   


ปกติผมไม่เคยปลดล็อคอินสตาแกรมของตัวเองเลย เพราะผมไม่ค่อยรับคนไม่รู้จักเท่าไร แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมลงรูปสวนขวดและแท็กแอคเคานต์ร้านของพี่ชายมินกยูไป ผมเลยปลดล็อคเพื่อให้พี่เขามาแคปเจอร์ภาพไปใช้สำหรับการรีวิวสินค้า หลังจากนั้นผมก็กลับมาล็อคตามเดิม แต่ประมาณสองนาทีที่ผมกดตั้งค่าให้ไอจีของผมกลับมาล็อค ก็มีแอคเคานต์หนึ่งฟอลโล่วมาทันที ผมลองเข้าไปดูก็พบว่าเป็นผู้ชายคนนั้นที่มาซื้อสวนขวดไป ผมไม่รู้ว่าพี่เขาหาไอจีของผมเจอได้ยังไง แต่ว่าผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักจึงปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นโดยที่ไม่ได้กดรับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้เล่นอินสตาแกรมบ่อย ไม่ได้มีรูปอะไรให้ดูขนาดนั้น จนอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา จีมินที่เพิ่งสมัครอินสตาแกรมก็ไล่ให้ผมไปกดรับฟอล ผมจึงเห็นแอคเคานต์ของพี่เขาอีกครั้ง ผมรู้สึกติดใจกับคนคนนี้แปลกๆ เลยตัดสินใจกดรับฟอลไป และในคืนนั้นพี่เขาก็แอดไลน์ผมมา เอาจริงๆ ผมก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าพี่ยุนกิไปหาไอจีหาไลน์ผมมาได้ยังไง เพราะผมก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แต่ผมก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรอีกอยู่ดี ห้าทุ่มเป็นเวลานอนปกติของผม แต่คงไม่ปกติสำหรับเขา พี่ยุนกิโทรผ่านไลน์หาผมตอนนั้น ผมที่หลับไปแล้วลุกขึ้นมาขึ้นมารับสายด้วยความแปลกใจ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเรียกชื่อผมซ้ำไปซ้ำมา จากน้ำเสียงแล้วดูท่าทางพี่เขาคงเมาด้วย ผมเลยกดตัดสายไป ที่พี่ยุนกิโทรหาผมได้ก็คงเพราะตอนที่ผมกดดูไลน์พี่เขา แมวของพี่ชายผมมันกระโดดใส่ผมพอดี มือผมเลยไปกดโดนตรงเพิ่มเพื่อนโดยบังเอิญ พอมาคิดดูดีๆ แล้ว ระหว่างผมกับพี่ยุนกิต่างก็มีเรื่องบังเอิญเต็มไปหมด มันอาจจะถูกกำหนดมาแล้วล่ะมั้ง   


หลังจากนั้นพี่เขาก็ทักมาคุยกับผมอยู่เรื่อยๆ ผมตอบบ้างไม่ตอบบ้าง ว่างก็ตอบ ไม่ว่างก็ไม่ตอบ บางครั้งข้ามวันแล้วถึงตอบก็มี แต่พี่เขาก็ยังดูพยายามที่จะคุยกับผมอยู่เหมือนเดิม ผมได้เจอกับพี่เขาอีกหลายครั้ง และได้รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนกับพี่ซอกจิน แถมยังเคยเรียนที่โรงเรียนเดียวกับผมด้วย แต่ว่าย้ายไปก่อนที่จะได้รู้จักกัน พี่ยุนกิเป็นคนชอบเที่ยว ตัดสินใจไว และใจดี เขาชอบซื้อน้ำซื้อขนมมาฝากผมกับเพื่อนบ่อยๆ แต่มันกลับไม่ได้ดูเป็นการซื้อใจด้วยสิ่งของเท่าไร เพราะเขาไม่ได้เป็นแต่กับผมหรือเพื่อนของผม กับคนอื่นๆ พี่ยุนกิก็ทำแบบเดียวกัน พี่เขาแค่เป็นคนแบบนั้นจริงๆ   


ผมมักจะเตะบอลทุกวันหลังเลิกเรียน ทีแรกมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกครับ แต่พอมีคนตัวขาวมานั่งรอยืนรออยู่ทุกวันมันก็ชักทำให้ผมเตะบอลอย่างไม่เป็นสุขซะแล้ว ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะบอกว่ารอได้ก็เถอะ แต่ผมก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้อยู่ดี ช่วงแรกผมลองใช้วิธีเดิม คือปล่อยผ่านและไม่สนใจ แต่ก็ทำได้ยากอยู่ดี มันเหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจผมตลอดเวลา ช่วงหลังๆ ผมเลยยอมไม่เตะบอลแล้วกลับพร้อมพี่เขาเลย หรือไม่ก็เตะแค่แป๊บเดียวพอ พี่ยุนกิชอบพาผมไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้านหรือก่อนไปเรียนพิเศษ บางครั้งพี่เขาก็จะไปส่งผมที่เรียน แต่ถ้าวันไหนไม่ว่างก็จะแค่มารับกลับพร้อมกัน ดูแลผมดียิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก เป็นครั้งแรกเลยที่ผมปล่อยให้คนคนหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตมากขนาดนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่เขามาหาผมที่โรงเรียนตามปกติ วันนั้นผมเลือกที่จะไม่เตะบอลกับเพื่อนทั้งๆ ที่ไม่มีเรียนพิเศษต่อ -- ครับ ผมมีบางอย่างต้องจัดการ   


ผมชวนพี่ยุนกิไปหาอะไรกินในเย็นวันนั้น พี่เขาอึ้งไปนิดหน่อย เพราะปกติแล้วผมจะแค่ไปตามที่พี่ยุนกิชวนไปเท่านั้น ไม่เคยพูดว่าอยากไปไหนเลยสักครั้ง และในร้านขนมที่สยามนั่นแหละคือสถานที่ที่เหมาะแก่การจัดการบางสิ่งของผม ผมรู้ว่ามันอาจจะดูใจร้ายไปเสียหน่อยที่ทำทีเหมือนให้ความหวังกับเขา แต่สุดท้ายกลับทำลายมันไป แต่ผมก็เป็นคนแบบนี้ หาวิธีที่ดีกว่าการพูดตรงๆ ไม่เป็นอีกแล้ว และแน่นอนว่าคนอย่างมินยุนกิมักมีอะไรให้ผมแปลกใจอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ผมพูดออกไปตรงๆ ขนาดนี้แต่พี่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ถึงพี่ยุนกิจะใจดีและตามใจผมอยู่เสมอ แต่พอเป็นเรื่องที่พี่เขาจริงจังเขาก็ไม่เคยยอมผมเลย ผมว่าผมรู้จักคนคนนี้น้อยไปจริงๆ    


ต่อจากวันนั้นพี่ยุนกิก็ยังคงวนเวียนอยู่ในสายตาของผมเหมือนเดิม ทำสิ่งเดิมๆ แต่ผมก็ไม่ได้รู้เบื่อหรือรำคาญอะไร แต่เวลาพี่เขาทำอะไรให้ผมมากเกินไป เช่นมารอผมนานๆ หรือซื้อของให้บ่อยเกินไปผมก็เกรงใจและอึดอัดอยู่บ้างเหมือนกัน จนคืนหนึ่ง ผมหยิบโทรศัพท์มาเช็คก่อนเข้านอนและกลับไม่พบข้อความจากคนตัวขาวที่ปกติจะต้องถามมาแล้วว่านอนหรือยัง แต่ผมก็ปัดความคิดนั้นออกไปได้และหลับอย่างง่ายดายเพราะมันเป็นเวลานอนทุกวันของผม จนถึงเวลาประมาณตีสองผมลุกมาเข้าห้องน้ำ ก็มีสายโทรเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของผม ขึ้นว่าเป็นเบอร์ของพี่ยุนกิ แต่เสียงคนพูดกลับไม่ใช่นี่สิ เหมือนว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าผมเป็นน้องชายของพี่ยุนกิแล้วกำลังจะพาพี่เขาที่กำลังเมามาส่งที่บ้าน อันที่จริงผมอยากบอกไปเลยว่าผมไม่ใช่น้องชายของพี่เขา แต่ก็คิดว่าถ้าเกิดอันตรายกับอีกฝ่ายขึ้นมาคงจะไม่คุ้ม ให้มานอนที่บ้านผมอย่างน้อยก็สบายใจกว่า ซึ่งพอพี่ยุนกิมาถึงและจัดการอะไรเรียบร้อย ก็ได้เวลานอนหลับพักผ่อนกันจริงๆ เสียที แต่ผมกลับนอนข้างเขาได้แค่ไม่นานก็ตัดสินใจยกเตียงให้อีกคนไป ส่วนตัวเองก็ลงมานอนที่พื้นข้างล่าง และเท่าที่จำได้คือ ตัวผมในคืนนั้นนอนแทบไม่ได้เลย   


ผมรู้สึกแปลกประหลาดมากจริงๆ ที่มีใครก็ไม่รู้ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างกะทันหันแบบนี้ ผมว่ามันเริ่มจะไม่ใช่แล้วล่ะ อาการของผมเริ่มแย่แล้ว ผมต้องกลับมาเป็นปกติให้ไวที่สุด ช่วงนี้ผมต้องอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย แถมยังมีหลายสิ่งที่ต้องจัดการ จะให้พี่ยุนกิเข้ามาทำให้ระบบความคิดรวนไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจตัดเยื่อใยพี่เขาอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมอ้างเรื่องสอบขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องใหญ่กับชีวิตผมมากพอ และครั้งนี้พี่ยุนกิยอมถอยให้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งผมก็ทำให้พี่เขาเสียใจทุกที ในอนาคตก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นห่างกันที่ตรงนี้ ตรงจุดที่พวกเรายังเจอหน้าทักทายกันได้อยู่นี่แหละดีแล้ว ผมคิดแบบนั้น


สองเดือนที่ผมกับพี่ยุนกิห่างกัน ผมอ่านหนังสือและเรียนพิเศษอย่างหนัก ทั้งวิชาสามัญและเฉพาะทาง ความตั้งใจที่จะเข้าสถาปัตยกรรมนั้นมีมากมายเหลือเกิน ผมอยากออกแบบสถานที่ที่น่าอาศัยอยู่ให้ผู้คน ไม่ใช่แค่บ้าน แต่เป็นทุกอย่าง ที่ให้บริการ ที่พักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ ผมชอบความรู้สึกเวลาที่เดินเข้าไปยังที่ไหนสักที่แล้วรู้สึกอิ่มเอมใจกับบรรยากาศของที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหรือโครงสร้าง ผมชอบดูพวกมันทั้งหมด แต่นอกจากเรื่องสอบของผมแล้ว ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ดูจะเป็นที่พูดถึงในกลุ่มเพื่อนสนิทเหลือเกิน นั่นคือเรื่องที่ผมตัดสินใจคุยกับแทฮยองอย่างจริงจัง หรือชื่อที่คนรู้จักกันเยอะๆ ก็ veextae วี -- เน็ตไอดอลและนักแสดงวัยรุ่นที่ดังๆ ในอินสตาแกรมนั่นแหละ ผมเคยร่วมงานกับเขาครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่พี่ซอกจินเรียกผมไปถ่ายภาพนิ่งการบ้านในคลาสของตัวเอง เป็นครั้งแรกเลยที่ผมสนใจคนคนหนึ่งเข้าจริงๆ เราติดต่อกันอยู่ตลอด แต่ไม่ได้จริงจังมากนักในช่วงแรก วีเองก็มีคนคุยหลายคน ผมไม่ค่อยชอบนิสัยของเขาในจุดนี้เท่าไรนัก แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะครับ ก็มันรู้สึกไปแล้ว และถ้าถามว่าผมชอบตรงไหนของวี ก็คงตอบได้ว่าตรงที่อีกฝ่ายเป็นคนขยัน ตั้งใจทำงานมาก ทุกครั้งที่รับงานวีจะกลับไปทำการบ้านมาตลอด และไม่เคยที่จะทำส่งๆ ไปอย่างนั้น เขารักในงานตรงนี้มากจึงตั้งใจเสมอ แถมวียังฉลาดพูด รู้ว่าต้องวางตัวยังไง ทำนิสัยยังไงให้คนรัก แต่ผมว่าวีก็ไม่ได้เสแสร้งหรอกนะ เขาก็เป็นของเขาแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ประเภทของคนที่เป็นที่จับตามองน่ะ  


แต่ข่าวร้ายก็คือ อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมาผมกับวีก็เลิกคุยกัน นิสัยของพวกเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ วีมีความคล้ายพี่ยุนกิหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสดใส ขี้อ้อน เจ้าชู้ แล้วก็ชอบเที่ยวกลางคืน แต่วีมีความเป็นเด็กสูงมากๆ ต่างจากรายนั้นที่เข้าใจอะไรๆ ไปเสียหมด แต่ผมเลิกคุยกับวีไม่ใช่เพราะนิสัยเด็กๆ ของเขาหรอกครับ แต่เป็นเพราะวีไม่ยอมเลิกคุยกับคนอื่นต่างหาก วีบอกว่าเขาทำไม่ได้ถ้าจะให้คุยคนเดียว อย่างนั้นก็แปลว่าผมคงยังไม่พอสำหรับเขา เขาถึงไม่ยอมหยุดที่ผม ผมเลยเลือกที่จะเดินออกมาดีกว่า ถ้าจะถามว่าเสียใจไหม ก็ตอบได้เลยว่าเสียใจ เพราะผมก็ชอบเขามากเหมือนกัน  


ระหว่างนั้นผมได้ยินจากปากของจีมินว่าพี่ยุนกิเปิดร้านกาแฟกึ่ง Co-Working Space ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนของพวกเรามากนัก เพื่อนผมที่มันอยากไปนักไปหนาจึงหาโอกาสชวนเพื่อนๆ คนอื่นออกมาอ่านหนังสือนอกบ้าน แน่นอนว่าผมปฏิเสธอะไรไม่ได้ อ่า ไม่สิ อันที่จริงผมทำได้ แต่ตอนนั้นผมเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า ด้วยความสัตย์จริง มันโหวงๆ อยู่เหมือนกันที่คนที่เห็นหน้ากันมาตลอดสองสามเดือนกลับหายไปแบบนี้ หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้ ผมก็คงต้องบอกว่าผมคิดถึงพี่ยุนกิ ผมอยากเห็นว่าเขาเป็นยังไงบ้างหลังจากที่โดนผมทำร้ายจิตใจไปรุนแรงแบบนั้น ฮ่าๆ คุณอาจจะด่าแอบด่าผมอยู่ในใจ แต่ผมรู้สึกขอโทษพี่เขาจากใจเลยจริงๆ นะ แต่ก็คงแก้ไขให้อะไรดีขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะครับ


พวกเพื่อนๆ ผมที่มาถึงก่อนต่างพูดกันว่าพี่เจ้าของร้าน (ก็คือพี่ยุนกิ) มีแฟนแล้ว แถมหล่อและรวยมาก ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกสงสัยขึ้นมาเสียเฉยๆ ว่าแฟนพี่เขาเป็นใคร แต่จากนิสัยของพี่ยุนกิที่ทั้งน่ารักและอัธยาศัยดีแบบนั้นคงไม่ยากที่จะมีคนเข้ามา และแล้วความสงสัยของผมก็ได้รับคำตอบ ผู้ชายคนที่ว่าคือปาร์คชานยอล ผมเคยเจอเขาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่เขาพาพี่ยุนกิมาส่งที่บ้านผม ผมรู้สึกแปลกๆ ในใจนิดหน่อย เพราะผมไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจไปจากผมฝ่ายขนาดนั้น แต่ก็นะ ผมแทบจะไม่รู้จักพี่เขาเลยด้วยซ้ำ มีแต่เขาที่สนใจเรื่อของผมอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งตอนนี้ผมก็ทำได้แค่อ่านหนังสือต่อไปเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่มันก็เท่านั้นจริงๆ ในเมื่อสายตาของผมมันเลื่อนไปหยุดที่เงาของใครบางคนที่สะท้อนผ่านกระจกฝ้าของห้องบนชั้นสองแทนที่จะเป็นแบบฝึกหัดตรงหน้า ผมจึงตัดสินใจพิสูจน์อะไรบางอย่าง  


ผมติดต่อพนักงานของร้านว่าอยากจะขอขึ้นไปนอนพักที่ชั้นบน ซึ่งแบ่งเป็นห้องเล็กๆ หลายห้องและมีเตียงเล็กๆ หรือเดย์เบดสำหรับนอนงีบชั่วคราว (นี่คงเป็นที่มาของชื่อร้าน Daybeds ของพี่เขาล่ะมั้งครับ) ซึ่งผมก็สามารถขึ้นไปพักได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเนื่องจากพี่ยุนกิเป็นคนบอกเอาไว้ ผมเลือกห้องที่เป็นโทนสีน้ำเงิน เขาไปนอนหลับตาเพื่อรอพิสูจน์บางอย่าง ผมก็คิดเหมือนกันนะว่าผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่ ไร้สาระและเสียเวลาสิ้นดี แต่อย่างน้อยมันก็คงทำให้ผมได้รู้อะไรบางอย่างจากพี่เขาจริงๆ สักที เรื่องอ่านหนังสือน่ะเหรอครับ สบายมาก ผมอ่านจบมาหลายรอบแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ทวนซ้ำไปซ้ำมาและฝึกทำแบบฝึกหัดเท่านั้น ประมาณเกือบชั่วโมงที่ผมนอนหลับตาอยู่แบบนั้น และแล้วสิ่งที่ผมรอคอยก็มาถึงสักที กลิ่นน้ำหอมทำให้ผมจำได้ทันทีว่าเป็นพี่ยุนกิ ดูจากเวลาที่ผ่านไปผมว่าพี่เขาคงตัดสินใจยากพอดูเลยทีเดียว ผมได้ยินเสียงฝีเท้าที่เบามากๆ กับเนื้อผ้าที่เสียดสีกัน เขากำลังนั่งลงข้างเตียงผม เอื้อมมือมาจับใบหน้าของผม เอ่ยคำปลอบโยนแก่ผม วินาทีนั้นผมก็รับรู้ได้ทันทีว่าพี่เขายังตัดใจจากผมไม่ได้แน่นอน ความรู้สึกและความคิดของผมตีกันวุ่นวายไปหมด ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรที่จะเลือกทำตามสมองเหมือนอย่างเคย หรือลองสิ่งใหม่ตามความรู้สึก ผมทั้งกังวล ทั้งกลัว ทั้งไม่มั่นใจ แต่ก็ยังอยากที่จะลองดู ในที่สุดผมจึงลืมตาขึ้นมองพี่เขา ปาดน้ำตาที่กำลังไหลลงข้างแก้มให้พี่เขา ผมไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ชีวิตของผมยุ่งยากขนาดไหนในอนาคต แต่ผมเลือกแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนใจอีก


หลังจากนั้นชีวิตของผมก็มีพี่ยุนกิกลับเข้ามาอีกครั้ง ทุกอย่างเหมือนเดิม ผมตอบช้าแต่พี่เขาก็ยังขยันถาม ใส่ใจดูแลผมเหมือนเดิม แต่นอกจากคนตัวขาวแล้ว ก็ยังมีอีกคนที่กลับเข้ามาในชีวิตของผมเหมือนกัน ไม่สิ อันที่จริงคือเขาไม่เคยหายไปไหนเลยต่างหาก วีกลับมาหาผมอีกครั้งครับ แต่สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือผมกับวีเจอกันบ่อยกว่าปกติ เขาบอกผมว่าเลิกกับแฟนแล้ว แน่นอนผมรู้ว่าแฟนเขาคือเพื่อนของพี่ยุนกิ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวอะไรกัน เรื่องของใครก็ควรแยกแยะเป็นบุคคลไป และพวกพี่เขาก็โตแล้ว น่าจะไม่มีปัญหาอะไรล่ะมั้ง ตอนต้นผมพูดเอาไว้ว่าผมจะพูดความจริงกับพวกคุณใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอบอกตรงนี้เลยว่าตอนที่ผมรู้ว่าวีเลิกกับแฟนผมดีใจ ผมคิดว่าอยากลองดูอีกสักครั้ง เผื่อว่าเรื่องของพวกเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซึ่งความคิดนั้นก็ทำให้ผมที่กำลังอ่านหนังสืออย่างหนักแบ่งเวลามาหาคนขี้เหงาอย่างวีแทบตลอด ผมไปรับไปส่งอีกฝ่ายที่กองถ่าย ไปกินข้าวด้วยกัน หรือบางทีก็ขนหนังสือไปอ่านที่ห้องวี ซึ่งไอ้ข้อสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น


วันนั้นผมเอาหนังสือไปอ่านที่ห้องวีตามที่นัดกันไว้หลังจากที่ไปรับเจ้าตัวที่กอง ผมถ่ายรูปให้วีระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังยืนรอลิฟต์ แล้วก็ถ่ายรูปของตัวเอง (ซึ่งเป็นรูปพื้นธรรมดาและไม่มีผมอยู่ในนั้น) และโพสต์มันลงอินสตาแกรมไปอย่างไม่คิดอะไร ผมเห็นว่าวีเองก็โพสต์รูปเหมือนกัน แม้ว่าทั้งสองรูปมันจะบ่งบอกชัดว่าเป็นสถานที่เดียวกันแต่ผมก็ยังไม่ใส่ใจ เพราะคิดว่าอินสตาแกรมของตัวเองมีคนติดตามน้อยอยู่แล้ว ไม่น่ามีใครสังเกตขนาดนั้น แต่ครั้งนี้ผมคาดการณ์พลาดไป พี่โฮซอก – แฟนเก่าของวี บุกมาหาวีที่คอนโด เขาโทรตามวีกับผมให้ลงมาที่ล็อบบี้ จากน้ำเสียงที่ผมได้ยินลอดออกมาจากโทรศัพท์ทำให้คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังโกรธมากทีเดียว ผมจึงเก็บของตัวเองใส่กระเป๋าแล้วตามเจ้าของห้องลงไปยังล็อบบี้ด้วยกัน ในลิฟต์ผมจับมือให้กำลังใจวีที่กำลังกังวลอย่างหนัก แต่เจ้าตัวดูไม่มีกะจิตกะใจที่จะสนใจผมสักเท่าไรแบ้ว แล้วก็เป็นอย่างททีคิด นิสัยของผมที่เพื่อนเคยบอกว่าบางครั้งมันก็ดูกวนประสาททำให้พี่โฮซอกโมโหอย่างหนัก ซึ่งผมแค่พูดไปตามตรงเท่านั้นเอง แต่พี่ยุนกิที่มาด้วยก็มาช่วยห้ามพี่เขาเอาไว้ ส่วนวีก็รีบพาพี่โฮซอกออกไป เหลือเพียงแค่ผมกับเพื่อนสนิทพี่เขาที่ยังอยู่ตรงนั้น      

ผมกับคนตัวขาวขับรถออกมาจากคอนโดโดยไร้จุดหมายปลายทาง พวกเรารู้เพียงแค่ว่ายังไม่อยากกลับบ้านในตอนนี้ สุดท้ายแล้วเราก็จอดรถที่ใต้สะพานริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง พี่ยุนกิไม่ได้เซ้าซี้อะไร ซึ่งมันก็ค่อนข้างดีเพราะผมในตอนนี้พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว หรือเรียกง่ายๆ อาการของผมก็คงเป็นอาการช็อค ทั้งๆ ที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว แต่มันก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี ผมไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตของผมจะวุ่นวายขนาดนี้ ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย ทำไมสถานการณ์ทุกอย่างมันถึงเลวร้ายไปเสียหมด เป็นครั้งแรกที่ผมขอบุหรี่จากพี่ยุนกิมาสูบ อีกคนอึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็ยังยื่นมันให้ผม หลังจากที่นั่งเงียบมองแม่น้ำกันอยู่นาน พี่เขาก็กล้าที่จะเอ่ยถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น น่าแปลกที่ผมไม่ได้อึดอัดที่จะตอบ ผมเล่าให้พี่เขาฟังยาวเหยียดเกี่ยวกับเรื่องของผมกับวี คนตัวเล็กพยักหน้ารับเป็นระยะด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ผมรู้ดีว่าข้างในใจของพี่เขาคงกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเก่าเพราะผมกำลังทำร้ายคนคนนี้อีกแล้ว แต่สุดท้ายผมก็ยังเลือกที่จะบอกพี่เขาแบบนั้น บอกว่าผมไม่อยากยุ่งกับวีอีก ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเหมือนการให้ความหวังกับพี่ยุนกิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ทำไมผมยังเลือกที่จะทำมันอยู่เรื่อยนะ ข้อนี้ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เหมือนผมเห็นความเป็นไปได้ระหว่างตัวเองกับพี่เขาอยู่ตลอด แต่ผมกลับทำเป็นไม่เห็นอะไรแบบนั้น สำหรับวันแย่ๆ แบบนี้ ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ผมได้รับรู้คือ การปลอบโยนจากพี่ยุนกิเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมเหมือนได้พัก เหมือนผมได้กลับไปล้มตัวนอนบนเตียงที่บ้าน พี่เขาทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น มันน่าประหลาดใจมากจริงๆ      

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นกลับเกิดขึ้นได้โดยเพื่อนสนิทอย่างปาร์คจีมินที่เจ้ากี้เจ้าการนัดผมกับพี่โฮซอกให้มาเจอกันเพื่อพูดคุยกันอย่างเปิดอก ผมไม่รู้ว่าจีมินไม่กลัวว่าผมจะโดนพี่เขาต่อยบ้างหรือยังไง แต่ก็นะ ผมคงไม่ปล่อยให้ตัวเองโดนต่อยง่ายๆ หรอก ผมรู้ว่าถึงเวลาจริงๆ แล้วผมจะต้องพูดยังไงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะให้ได้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่านิสัยตรงนี้ที่เพื่อนสนิทของผมรู้จักดีมันจะทำให้จีมินเชื่อใจผมได้ในระดับหนึ่ง แถมยังเลือกสถานที่เป็นร้านอาหารกลางห้างสรรพสินค้าขนาดนี้ คงต้องเกรงใจคนอื่นๆ กันบ้างล่ะ ทุกคนคงอย่างรู้ว่าผมพูดคุยอะไรกับพี่โฮซอกใช่ไหมล่ะครับ แต่ด้วยความสัตย์จริง ไม่มีอะไรเลยครับ พวกเรานั่งมองหน้ากันนิ่งๆ แบบนั้นนานหลายนาที ก่อนที่ผมจะเอ่ยขอโทษพี่เขาที่ทำมารยาทไม่ดีที่คอนโดของวีในคืนนั้น ก่อนจะพูดความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อวีว่ามันเริ่มจางหายไปแล้ว ผมรู้ดีว่ายังไงวีก็ไม่หยุดที่ผม แต่วีหยุดที่พี่โฮซอก วีเลือกพี่โฮซอก ผมย้ำชัดในข้อนี้มาก และตัวผมในตอนนี้กำลังเกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นในจิตใจ อาจจะยังไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ที่สำคัญคือผมจะไม่ยุ่งกับวีอีก นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมบอกกับพี่เขาไป การที่ผมเปิดใจพูดออกมาตรงๆ ทำให้อีกฝ่ายอึ้งอยู่เหมือนกัน คงเพราะไม่คิดว่าผมจะทิ้งมาดของตัวเองแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กนิสัยไม่ดีสักหน่อยนะครับทุกคน

     นับจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของผมกับพี่ยุนกิก็เริ่มพัฒนาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ผมมั่นใจว่ามันเป็นไปในทางที่ดีจริงๆ นะครับ ผมเริ่มเปิดใจให้พี่เขามากขึ้น แชร์อะไรร่วมกันมากขึ้น ไม่นิ่งเงียบใส่เหมือนเมื่อก่อน พอมองย้อนกลับไปผมก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้ายเอามากๆ เหมือนกัน แต่ผมรู้แน่ชัดแล้วว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปมากแล้วจริงๆ รวมถึงความรู้สึกของผมที่มีต่อพี่เขาด้วยเช่นกัน ทีแรกผมก็ไม่แน่ใจสักเท่าไร แต่พอจับความรู้สึกของตัวเองได้ว่ากำลังหึงคนตัวขาวแล้วเท่านั้นล่ะ ชัดเลยล่ะครับ แต่ผมก็ยังไม่ได้บอกพี่เขาไปหรอกนะครับ ก็ตอนที่พี่ยุนกิกังวลมันก็น่ารักดีอ่ะนะ และหลายเดือนที่ผ่านมาพวกเราก็เหมือนศึกษากันอยู่ตลอด เพียงแต่ผมต้องตามพี่เขาให้ทันเท่านั้น ผมยินดีที่จะรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น และที่ผ่านมาแม้ว่าพี่ยุนกิจะมีใครผ่านเข้ามาสักเท่าไร แต่พี่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะปิดบังหรือมีทีท่าว่าจะมีใจให้คนอื่นเลย แม้ว่าพื้นฐานนิสัยเขาจะดูเป็นคนประเภทเจ้าชู้ก็ตาม แต่พี่เขาไม่ทำนิสัยแบบนั้นกับผม ถ้าเป็นเรื่องของผมเขาจะจริงจังและจริงใจเสมอ นี่เป็นอีกข้อหนึ่งของพี่ยุนกิที่ผมชอบ ความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นแบบนี้จนผ่านมาได้ระยะหนึ่งเลยที่ผมคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วล่ะ


ผมขอคบกับพี่เขาช่วงเดือนธันวาคมที่พวกเราไปเที่ยวเทศกาลดนตรีที่พัทยาด้วยกันหมดทั้งกลุ่ม แน่นอนว่าวีก็มาด้วย แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเพราะผมตัดขาดความรู้สึกจากเขาได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ผมมั่นใจในข้อนี้มากเลยทีเดียว ผมจำได้ว่าตอนที่ขอพี่เขาเป็นแฟนคือตอนช่วงประมาณสี่ห้าทุ่ม พวกเรารับค็อกเทลฟรีแล้วมานั่งฟังเพลงด้วยกันสองคนเงียบๆ ไกลจากกลุ่มเพื่อน พี่เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ในขณะที่ผมมองเวทีด้านหน้าที่อยู่ไกลออกไป รอบๆ ตัวมีนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติ อากาศเย็นๆ ที่มาพร้อมลมหนาว บรรยากาศมันช่างเป็นใจเหลือเกิน ตอนที่พี่เขาหัวเราะออกมาตอนที่เห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเมาแล้วล้มลงไปนั่งกับพื้นหญ้าโดยมีเพื่อนอีกสองคนที่ช่วยหิ้วปีกไปบ่นไป พี่ยุนกิบอกว่านึกถึงตัวเองตอนเมาก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงคนนี้เหมือนกัน ผมคิดว่ารอยยิ้มของเขาตอนนั้นมันน่ารักดี รู้สึกอยากจะมองไปเรื่อยๆ อะไรแบบนั้น แต่แล้วมันกลับมีสิ่งที่น่ารักที่กว่ารอยยิ้มของพี่เขาเสียได้ นั่นคือสีเรืองแสงบนแก้มกลมๆ ของพี่ยุนกิตอนที่เขายกยิ้มขึ้นมา มันน่ารักมากจริงๆ ให้ตายเถอะ ตอนนั้นผมแทบจะบ้าไปเลย ผมเองไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นขอคบก่อน แต่ตอนนั้นผมแค่คิดว่ามันถึงเวลาแล้วจริงๆ ความรู้สึกของผมที่มีต่อพี่ยุนกิมันช่างถาโถมเหลือเกิน และหลังจากที่ผมพูดมันออกไป เราจูบกัน แล้วพี่ยุนกิก็น้ำตาไหล ผมไม่คิดว่าพี่เขาจะดีใจขนาดนี้ มันยิ่งย้ำให้ผมรู้ว่าความรักที่ได้รับมันช่างมากมายจริงๆ ตัวผมเองบางครั้งก็รู้สึกแย่ที่แสดงออกไม่เก่ง เพราะว่าใบหน้าเรียบนิ่งของผมมันมักทำให้ใครต่างเข้าใจผิด แต่ ณ ขณะนั้น ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดของผมคือผมขอบคุณ ขอบคุณที่พี่เขายอมอดทนกับนิสัยที่ไม่ดีของผมและอยู่เคียงข้างผมมาโดยตลอด ผมอาจจะรักเขาได้ไม่ดีเท่าที่เขารักผม แต่ผมก็จะพยายามทำมันดีขึ้นให้ได้ ถ้านับเวลาที่พวกเรารู้จักกันมาก็เกือบสองปีได้แล้ว ระยะเวลาเหล่านั้นพวกเราได้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะจริงๆ พี่เขาอยู่กับผมในทุกช่วงชีวิตทั้งดีและร้าย พูดตรงๆ ว่าผมเริ่มมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองที่ไม่มีพี่เขาอีกแล้ว


หลังจากที่เริ่มคบกัน ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของตัวเอง ผมคิดเผื่อพี่เขาในทุกๆ เรื่อง รู้แค่ว่าอยากดูแลพี่เขาให้ดีที่สุด ตอนนั้นผมสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วจึงเหลือเวลาว่างมากมายก่อนเตรียมตัวเข้าเรียน ผมเลยแวะไปร้านสวนขวดของพี่ชายมินกยูหลังจากที่ไม่ได้ไปมาสักพักเพราะต้องอ่านหนังสือ นอกจากนั้นก็ไปปั่นจักรยาน ไปฟิตเนส ไปเตะบอลกับเพื่อน แล้วก็แวะไปที่ร้านของพี่ยุนกิ ช่วยพี่เขาทำงานในร้านบ้าง ไปอ่านหนังสือบ้าง นับว่ารองจากครอบครัวแล้วก็มีเจ้าตัวนี่แหละที่ผมใช้เวลาร่วมด้วยมากเป็นอันดับสอง มากยิ่งกว่าจีมินเสียอีก ผมสบายใจเวลาอยู่กับพี่เขา เลยไม่รู้สึกอึดอัดเวลาที่จะใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ พี่ยุนกิชอบชวนผมคุย แต่ก็ไม่ขี้เซ้าซี้ ถ้าตอนไหนที่ผมกำลังจดจ่อกับบางอย่าง เช่น อ่านหนังสือ หรือจัดสวนขวด พี่เขาก็จะปล่อยให้ผมทำไป ไม่มาวุ่นวาย ซึ่งการเว้นพื้นที่ให้ผมแบบนี้ก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบเช่นกัน


ช่วงปีใหม่ผมพาพี่เขาไปเจอกับครอบครัวของผม พ่อ แม่ พี่ชาย ต่างชอบพี่เขากันทุกคน อาจเพราะความอัธยาศัยดีและความน่ารักที่เป็นพื้นฐานนิสัยของพี่ยุนกินั่นแหละที่ทำให้ใครๆ ก็รัก ยิ่งแม่ผมยิ่งเอ็นดูพี่เขามาก ทั้งๆ ที่ปกติท่านเป็นคนเนี้ยบๆ แน่นอนว่าผมไม่คิดว่าทั้งสองคนจะเข้ากันได้ แต่แม่ผมบอกว่าพี่เขาน่ารัก ขี้อ้อน ช่างพูด ซึ่งลูกชายแม่ไม่เป็นแบบนี้สักคน มีแต่ซนไปเลยแบบพี่ชาย และนิ่งเงียบไปเลยแบบผม ส่วนผมเองก็ได้ไปเจอที่บ้านของพี่เขาเหมือนกัน ป๊ากับม้าของพี่ยุนกิเป็นพ่อแม่หัวสมัยใหม่ ป๊าพี่เขาวัยรุ่นมาก ใจดี ชอบคุยเล่นกับผม ให้ความรู้สึกไม่ต่างกับตอนที่ผมคุยกับพี่ชาย ไม่แปลกใจเลยว่าพี่ยุนกิได้ความทะเล้นมาจากใคร ผมไม่ค่อยซีเรียสเรื่องครอบครัวของพี่เขาสักเท่าไรนัก แต่ผมดีใจที่อย่างน้อยครอบครัวผมก็ยอมรับพี่ยุนกิได้ ผมรู้ว่าพี่เขากังวลว่าจะเข้ากับที่บ้านของผมไม่ได้ กังวลว่าพ่อแม่ของผมจะชอบเขาไหม ผมเองก็กังวลอยู่ลึกๆ เหมือนกัน เพราะบ้านของผมไม่ค่อยได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ มากนัก แต่เพราะว่าเป็นพี่เขาผมถึงกล้าที่จะพาไปเจอพ่อกับแม่ เพราะผมรู้ว่าพี่ยุนกิยังไงก็เป็นที่รักของผู้คนเสมอ


ช่วงที่ผมเปิดเรียน การปรับตัวกับสังคมมหาวิทยาลัยไม่ยากมากสำหรับผม เพื่อนก็ไม่ต่างกับตอนมัธยมมากนัก แถมกลุ่มเพื่อนของผมก็มีอะไรที่เข้ากันได้ดี มีแค่ในส่วนของการเรียนกับกิจกรรมมากกว่าที่ดูจะเป็นปัญหา ผมมีการบ้านที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับกิจกรรมของทางคณะและมหาวิทยาลัยที่มากมายเหลือเกิน ซึ่งไม่เข้าร่วมก็ไม่ได้เพราะมันจะต้องบันทึกเอาไว้เป็นคะแนนส่วนหนึ่งที่ผมต้องมี และถ้าไม่ทำกิจกรรมผมก็อาจจะไม่มีเพื่อนหรือเข้ากับคนอื่นๆ ได้ยาก ซึ่งผมก็ทำได้นะ แต่แค่ต้องมีวินัยมากกว่าเดิมในการทำการบ้านและอ่านหนังสือ ชีวิตของผมในตอนนั้นค่อยข้างวุ่นวายมากทีเดียวเพราะมีหลายอย่างต้องทำ มีเพื่อนที่ต้องใช้เวลาด้วย มีครอบครัวที่ต้องกลับไปเจอ ผมย้ายออกมาอยู่กับพี่ยุนกิที่คอนโดแล้วครับ เป็นคอนโดของผมเองที่พ่อซื้อให้เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการไปเรียน ผมขอให้พี่เขามาอยู่ด้วยกันโดยไม่มีเหตุผลใดๆ ก็แค่อยากให้อยู่ด้วยกันแค่นั้นเองจริงๆ ที่จริงพี่เขาก็มีห้องของตัวเอง แต่เจ้าตัวชอบอยู่บ้านมากกว่า อาจจะเพราะคอนโดห้ามเลี้ยงหมาล่ะมั้งครับ พี่ยุนกิคงอยากอยู่กับทองหล่อนั่นแหละ แต่เพราะผมขอพี่เขาเลยยอมที่จะออกมาอยู่ด้วยกัน โดยพอถึงวันศุกร์หรือเสาร์เราก็จะแยกย้ายกันกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว พอวันอาทิตย์ช่วงเย็นๆ หรือวันจันทร์ตอนเช้าก็กลับมาที่คอนโด ผมมีความสุขมากกับชีวิตแบบนี้ ชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยคนที่ผมรัก ได้เจอเพื่อนดีๆ เจอสังคมใหม่ๆ ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ทุกอย่างมันดีมากจริงๆ ครับ ดีจนผมลืมทบทวนตัวเองไปสักพักใหญ่เลย

หลังจากเปิดเทอมมาได้สองสามเดือน ผมก็เริ่มคุ้นชินกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ความสัมพันธ์ของผมกับพี่ยุนกิก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ผมชอบที่พวกเรามีกันแบบนี้จริงๆ ครับ พี่เขาทำให้ผมมีความสุขมาก ทำให้มากมายจนผมลืมมองตัวเองไปเลย ช่วงหลังๆ พี่ยุนกิมีท่าทีที่แปลกไป เขาดูเครียดและกังวลมากผิดปกติ พอผมถามเจ้าตัวก็บอกว่าเครียดธีสิสที่กำลังทำอยู่ ทีแรกผมก็เชื่อแบบนั้น แต่ต่อมาผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผมรับรู้อยู่ตลอดว่างานของพี่เขาเป็นไปถึงขั้นไหนแล้ว ถึงแม้ว่าธีสิสจะไม่มีปัญหา แต่พี่เขาก็ยังดูกังวลอยู่ดี จนกระทั่งผมเริ่มจับสังเกตท่าทางบางอย่างได้ นั่นก็คือพี่ยุนกิจะมีท่าทีแปลกไปนิดหน่อยเมื่อมีเอมี่ – เพื่อนสนิทของผม เข้ามาเกี่ยวข้อง พี่เขาไม่ใช่คนขี้หึง เป็นคนใจกว้างมากที่สุดเท่าที่ผมรู้จักมาเลย เวลาผมต้องทำงานร่วมกับผู้หญิงคนอื่นหรือแม้แต่วี พี่ยุนกิก็เข้าใจและไม่เคยงอน พี่เขามีเหตุผลเสมอ แต่กับเอมี่มันไม่ใช่ จริงๆ พอดูเผินๆ มันก็ปกติดีครับ พี่เขาก็เป็นของเขาแบบนั้น ใจดี ช่างพูด และดูแลเพื่อนของผมดีอยู่เสมอ แต่แค่เวลาพูดถึงเอมี่หรือเห็นเอมี่อยู่กับผมพี่เขาจะแปลกๆ ไป ดูนอยด์ๆ ประมาณนั้นครับ แต่ก็ยังทำตัวปกติกับผมนะ พอผมจับตรงนี้ได้ผมจึงเริ่มสังเกตทั้งพี่ยุนกิ ตัวเอง และเอมี่ ก็ในเมื่อพวกเราใช้ชีวิตกันเหมือนเดิมแต่ทำไมถึงมีอะไรที่เปลี่ยนไปล่ะ

ช่วงที่ผ่านมาชอบมีคนแซวผมกับเอมี่ว่าเหมือนแฟนกันเพราะพวกเราสนิทกันมากๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ซึ่งตัวผมเองไม่ได้ติดใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของเพื่อนที่เขาทำกัน แล้วผมก็แสดงออกชัดว่าตัวเองมีแฟนแล้ว ผมไม่เคยปิดบังเพื่อนๆ ว่าแฟนผมคือพี่ยุนกิ เพราะพี่เขาก็มาหาผมที่คณะบ่อยๆ ผมเลยไม่คิดว่าคนอื่นจะคิดจริงจังเรื่องผมกับมี่ เมื่อก่อนผมก็มีเพื่อนสนิทมากๆ เป็นผู้หญิง เธอชื่อฮันรา แต่ตอนนี้ผมกับฮันราห่างๆ กันไปเพราะพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่างวุ่นวายกันทั้งคู่ แต่ก็ยังมีคุยกันอยู่บ้าง แถมพี่ยุนกิก็รู้จักฮันราเหมือนกันแล้วก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรด้วย จนวันหนึ่ง ยูคยอมเพื่อนในกลุ่มที่สนิทกับผมที่สุดก็พูดขึ้นมาตอนที่เราอยู่กันสองคนว่าเหมือนเอมี่จะชอบผม แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นและทำเพียงแค่คอยสังเกตเอมี่มากขึ้น แต่เธอก็ยังทำตัวแบบเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่แปลกไปเลย แต่มีครั้งหนึ่งที่ผมกับมี่เพิ่งไปดูหนังด้วยกันมาสองคน ผมขับรถไปส่งเธอที่สถานีรถไฟฟ้าและแวะรับพี่ยุนกิที่หน้ามอเพราะเป็นทางผ่านพอดี ระหว่างทางที่ไปหาพี่เขาผมกับมี่ก็ได้คุยกันเรื่องพี่ยุนกิ เป็นเพราะเธอเห็นรูปผมกับพี่เขาในกระเป๋าสตางค์ของผมพอดี เอมี่ฟังผมพูดถึงพี่ยุนกิด้วยท่าทีที่ปกติ แถมยังแซวอีกด้วยว่าผมใจร้ายขนาดไหนที่ปล่อยให้พี่ยุนกิรอมานานกว่าจะได้คบกัน พอเราคุยกันเสร็จ ผมที่เป็นคนขับก็แน่นอนว่ามองทางข้างหน้าอยู่ตลอด แต่ผมรู้สึกว่ามี่เงียบลงและเมื่อเหลือบมองผมก็เห็นว่าเธอหันมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วยกมือขึ้นเหมือนกำลังเช็ดน้ำตา และพวกเราก็เงียบกันไปแบบนั้นจนกระทั่งพี่ยุนกิขึ้นรถมา นั่นทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่าเอมี่คงจะชอบผมจริงๆ

สารภาพเลยนะครับ ผมไม่รู้ว่าควรจะต้องทำตัวยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมว่าที่พี่ยุนกิแปลกไปแบบนี้พี่เขาก็คงจะรับรู้ได้เหมือนกัน อาจจะรู้ก่อนผมเสียด้วยซ้ำ เอมี่เป็นเพื่อนสนิทแทบที่สุดในกลุ่มของผมเลย ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของพวกเราเปลี่ยนไป แต่ผมเองก็ไม่อยากให้มีปัญหาในความสัมพันธ์ของผมกับพี่ยุนกิเช่นกัน พี่เขาคือแฟนคนแรกของผม ผมพยายามอย่างดีที่สุดที่จะดูแลและประคองความรักของพวกเราเอาไว้ เพราะกว่าจะมาถึงตรงนี้มันไม่ได้ง่ายเลย แต่กับเอมี่ เธอก็ไม่ควรที่จะต้องมาเสียความรู้สึกหรือมาเกี่ยวข้องกับพวกผม แต่ยังไงผมก็ตอบรับความรู้สึกของเธอไม่ได้อยู่ดี ผมเครียดเรื่องนี้มากจนพยายามทำตัวให้ยุ่งๆ เข้าไว้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านแล้วก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่าความชัดเจนที่ผมแสดงออกมันจะมากพอสำหรับทุกอย่าง แต่ผมคิดผิด ผมแสดงออกน้อยเกินไปสำหรับพี่ยุนกิ พี่เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเลย จนกระทั่งวันนั้น วันที่พี่เขาทนไม่ไหวแล้วกับทุกอย่างที่เป็นอยู่ วันที่พี่เขาตั้งคำถามกับผมเป็นครั้งแรก ตั้งคำถามกับความรักของพวกเรา ว่ามันใช่รักจริงๆ ไหม

พี่ยุนกิหนีไป ทิ้งผมเอาไว้กับคำถามที่ยากจะตอบ กับความรู้สึกที่เหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้า เป็นครั้งแรกที่พี่เขาไม่อยู่เคียงข้างผม มันยากมากๆ เลยครับกับการที่จะฝ่าฟันทุกอย่างไปคนเดียว ผมนึกย้อนกลับไปในตอนที่ผมทำร้ายจิตใจพี่ยุนกิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนั้นพี่เขาจะเจ็บปวดแค่ไหนกันนะ ครั้งนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่าอาการเจ็บที่หัวใจจริงๆ มันเป็นยังไง ทั้งๆ ที่พี่เขาไม่ได้ทำร้ายผม ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นตัวผมเองที่ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างมาโดยตลอด ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องใช้ชีวิตยังไง พอไม่มีเขาแล้วทุกอย่างมันก็หายไปหมด เหมือนชีวิตประจำวันของผมมันไม่มีอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าต้องกินเมื่อไหร่ นอนเมื่อไหร่ เหมือนคนคิดไม่เป็น ตอนนั้นผมโทรหาพี่ชายที่อยู่อเมริกาเป็นคนแรก ก็เลยได้สติขึ้นมาหน่อย พี่ให้เขียนสิ่งที่ผมต้องทำในแต่ละวันเป็นตารางเวลาอย่างละเอียด แล้วใช้ชีวิตตามนั้น ผมเหมือนหุ่นยนตร์ที่ทำไปตามคำสั่งที่ถูกป้อนเข้ามา ความรู้สึกของผมหายไปพร้อมกับพี่ยุนกิ จีมินบอกว่าผมต้องไปเอามันกลับมา แต่ผมไม่กล้าอีกแล้ว ผมไปตามหาที่บ้านพี่เขาหลายครั้งก็ไม่ได้เจอ จนไปหาที่คณะครั้งหนึ่งถึงได้มีโอกาสคุย แต่พี่ยุนกิยังไม่พร้อมที่จะกลับมาแล้วยังขอให้ห่างกันไปก่อนอีก ผมคิดว่าพี่เขาคงไม่อยากเจอหน้าผมอีกแล้ว คำถามที่พี่ยุนกิถามผมจริงๆ แล้วผมสามารถตอบมันได้เดี๋ยวนั้นเลยว่าผมรักพี่เขา รักจริงๆ ไม่เคยเป็นอารมณ์ชั่ววูบหรือความสงสาร แต่ท่าทีของพี่ยุนกิที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อใจมันทำให้ผมพูดไม่ออก ผมคิดว่าผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจังเสียที ผมเลือกที่จะไปหาจีมินเพราะรู้สึกปลอดภัยที่สุด ถ้าจะต้องอยู่คนเดียวในสถานที่ที่มีแต่พี่เขาเต็มไปหมดผมคงไม่ไหวจริงๆ ผมร้องไห้กับจีมิน พูดทุกอย่างออกมาหมดเพราะอดทนเก็บมันเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว หมดสภาพจอนจองกุกที่เคยทะนงตัวไปเลย แต่กับคนนี้ผมรักมากจริงๆ ครับ รักที่สุดเท่าที่เด็กอย่างผมจะรักได้แล้ว

สุดท้ายแล้วก็เป็นจีมินอีกนั่นแหละที่คอยตามเคลียร์เรื่องต่างๆ ให้ผม เจ้าตัวให้ผมมาส่งที่คอนโดพี่จงอินซึ่งทำให้ผมได้เจอกับพี่ยุนกิอีกครั้ง ผมร้องไห้ต่อหน้าเขา ขอร้องให้เขากลับมา แต่พี่ยุนกิก็คือพี่ยุนกิ ถ้าเขาตัดสินใจแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยน เขาเวลาผมจนถึงวันพรุ่งนี้ เราถึงจะได้เคลียร์กัน ตอนที่ผมเห็นพี่เขาร้องไห้ผมแทบจะบ้าไปเลย หัวใจมันบิดเบี้ยวเหมือนจะระเบิดออกมา ผมกลับห้องมาอาเจียนเพราะความอึดอัดใจ ผมกินไม่ลง ผมนอนไม่ได้ ไม่คิดว่าแค่การที่คนคนหนึ่งหายไปมันจะทำให้ผมเป็นได้ถึงขนาดนี้ เช้าวันต่อมาผมรีบไปที่บ้านของพี่ยุนกิ พี่เลี้ยงของพี่เขาให้ผมเข้าไปรอด้านในได้ต่างจากทุกทีที่จะบอกว่าพี่ยุนกิไม่อยู่ ในที่สุดเราก็ได้คุยกันอย่างจริงจังเสียที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราทั้งคู่กลับพูดอะไรไม่ออก ผมขอโทษพี่เขา พูดทุกอย่างที่ไม่เคยพูดออกไปจนหมด พยายามทำให้พี่ยุนกิสบายใจที่สุด เพราะผมรู้แล้วว่าผมไม่มีพี่เขาไม่ได้จริงๆ ผมไปเคลียร์กับเอมี่ ต้องยอมทำร้ายจิตใจเธอเพื่อให้เรื่องทุกอย่างมันจบ ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอกครับ ผมก็อยากมีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบ แต่ดูท่าทางแล้วโชคชะตาไม่เป็นใจกับผมสักเท่าไรเลย ถึงได้ส่งบททดสอบมาให้อยู่เรื่อย แต่ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ผมรู้สึกว่าผมอาจจะไม่ได้โตขึ้น ไม่ได้จัดการอะไรได้ดีขึ้น แต่อย่างน้อยผมก็ได้รับรู้ความสึกที่ผมไม่เคยพบเจอมาก่อน การเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด การรักอย่างถึงที่สุด มันเป็นแบบนี้เอง





"จองกุก พี่ยุนกิรดน้ำสวนขวดไปยังอ่ะ?"

"รดแล้วครับ"

"โอเค ลืมขีดทิ้งอ่ะ คราวหน้าจะไม่ลืมแล้วๆๆ"

"ดีมากครับ"

"เดี๋ยวจองกุกวาดตารางเดือนใหม่ให้ด้วยนะ"

"ได้ครับ"

"น่ารักมาก!"




แด่คนที่เป็นเหมือนแสงอาทิตย์ของผม



you’re my apricity as always.


























#สวนขวดกุกก้า

















TALK


ตอนนี้ไอจีสวนขวดยังรับฟอลอยู่นะคะ จะปิดรับวันไหนเราจะมาแจ้งอีกทีเนาะ ส่วนหนังสือก็พรีกันได้จนถึวันที่ 31 มีนาคมนี้นะคะ หรือถ้าใครมีปัญหายังไงก็มาคุยส่วนตัวกับเราก่อนก็ได้ค่ะ ทางดีเอ็มทวิต @sollyclntp หรือส่งอีเมลล์สอบถามมาทาง sollyclntp@gmail.com ก็ได้เช่นกันค่ะ Q&A ก็ยังถามมาได้นะคะ ติดแท็กฟิคหรือคอมเม้นต์ไว้หน้าบทความก็ได้ค่า เอนจอยนะคะ หวังว่าจะเริ่มรู้จักและเข้าใจมุมมองของเด็กสิบแปดคนนี้มากขึ้นนะคะ ที่เหลือตามมาเร็วๆ นี้ค่ะ :-)



TALK (2)

เดี๋ยวตามมาทอล์คทีหลังนะคะ ;)
















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 252 ครั้ง

3,568 ความคิดเห็น

  1. #3554 KUMA BOY (@jonginnie) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 07:04
    ดีมากๆเลยคุณไรท์ พอเราได้รู้มุมจากน้องบ้างมันแบบเป็นเขิน ;-;
    #3554
    0
  2. #3552 Immiexz (@imsrdcd) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 17:18
    แงงง บรรยายดีมากๆอ่ะเหมือนได้เห็นหลายๆมุมของน้องมากขึ้น นี่อ่านไปจุกในอกไป พี่ยุนกิคงจะเจ็บมามาก แต่พอคบกันแล้วจองกุกก็พยายามที่จะประครองความรักนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เหมือนกัน น่ารักที่สุดเลย!

    <3
    #3552
    0
  3. #3519 dewththhh (@namdew) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 16:10
    เหมือนได้ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ตอนแรกเลย ขอบคุณที่เชียนตอนนี้มานะคะเข้าใจความคิดเข้าใจตัวตนเดกอายุสิบแปดขึ้นไปอีก รักตัวละคร รักไรท์ รักเรื่องนี้มากจริงๆค่ะขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆออกมานะคะรับรู้ได้ผ่านตัวอักษรเลยว่าตั้งใจแต่งแค่ไหนมันคุ้มที่จะรอจริงๆค่ะเพราะแต่ละตอนคุณภาพล้นมาก จะติดตามต่อไปนะคะเปนกำลังใจให้ค่ะ <3
    #3519
    0
  4. #3516 JK_Addict (@ladycoffeelatte) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 23:32

    รักเรื่องนี้มากเลยค่ะ รักที่สุด!!!!

    #3516
    0
  5. #3503 Aeoy TSa (@aeoytsa) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 22:30
    ในที่สุดก็เข้าใจน้องแบบแจ่มแจ้งซักที คิดๆๆๆๆไว้เต็มไปหมดแต่ไม่พูด น้องรู้ทุกอย่างแค่คิดในมุมตัวเองเยอะไปหน่อย ชอบตอนนี้มากๆเหมือนย่อเรื่องทั้งเรื่องมาในนี้ อ่านแล้วอินเหมือนเดิม ภาพแต่ละตอนลอยเข้ามา ตอนจบนี้ยิ่งน่ารักช่วยกันดูแลสวนขวดรอดแล้วนะ 55555555 ขอบคุณคนเขียนอีกครั้งค่า ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีตลอดเลย แถมสมูทอ่านเพลินไปหมด ดีใจมากๆที่ได้อ่านเรื่องนี้ รอเรื่องยาวกุกก้าต่อๆไปอยู่นะคะ
    #3503
    0
  6. #3482 marjolaine (@kchr-pm) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 07:10
    ไอเด็ก เห้อ นกุกเป็นคนคิดเยอะมากกว่าพูดจริงๆนะ แต่พอมาถึงในช่วงที่เริ่มจริงจังกับพี่กิ จองกุกยิ่งคิดเยอะมากขึ้นไปอีก อ่านตอนที่พี่กิกับนกุกมีปัญหากันยิ่งแบบ โห น้องเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ไอความที่น้องไม่ค่อยพูดไม่ค่อยแสดงออกแบบให้คนอื่นเห็นนอกจากพี่กิทำเราค่อนข้างพังตามน้องไปเลย แต่แบบเห้อจองกุก เห้อออออออออ ตอนเรื่องเอมี่คือสุดจริงๆ กว่าจะรู้ตัวอ่ะ น่าตีมากๆ
    #3482
    0
  7. #3480 ilyyy (@krinigt88) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 13:22

    เธอคิดเยอะมากๆ เลยนี่เด็กวัยสิบแปดจริงๆ เหรอ มีอะไรในหัวเป็นระบบอยู่ตลอดแบบว่าว้าว คนคนหนึ่งเขาจะคิดเยอะขนาดนี้เลยนะ พออ่านไปเรื่อยๆ แล้วนึกถึงหัวใจจริงๆ ของเขาเราก็เจ็บปวดขึ้นมาล่ะ แทบจะร้องไห้ตามเลยตอนที่เป็นเรื่องของ พี่ยุนกิ, จองกุกและเอมี่
    #3480
    0
  8. #3479 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 05:27
    อ่าจองกุกนี่จากมุมองปกติก็คิดว่าเป็นคนที่มีอะไรในหัวตลอดเวลาอยู่แล้วซึ่งจริงๆก็มีตลอดจริง คิดโน่นนี่นั่น ทบทวนตัวเองตลอดด้วย ดีจังที่น้องเป็นแบบนี้ และพอรู้ตัวว่าสถานการณ์ตรงหน้าคืออะไรน้องจะทำสิ่งที่ควรทำเลย น้องโชคดีที่มียุนกิน้า
    #3479
    0
  9. #3478 Bom'mBam (@hmsakurachan) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 22:51
    ชอบที่จองกุกเป็นคนตรงไปตรงมากับความรู้สึกตัวเองนะ ดูเป็นผู้ใหญ่รู้จักทบทวนตัวเอง พอรู้ว่าตัวเองทำผิดก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูก ไม่ถือทิฐิ&#8203; เปิดใจให้กับพี่ยุนกิและรักพี่เขามากจริงๆ คนเก่งของน้อง ทำดีต่อไปนะคะ รักกันนานๆ&#128147;&#128149;
    #3478
    0
  10. #3477 Yes! SUGA (@kawpoonn) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 22:44
    จองกุกก็ผ่านความรู้สึกอะไรมาหลายอย่างเหมือนกันนะคะ น้องเป็นผู้ใหญ่มากๆ แล้วคนเก่งงง ตอนนี้มีพี่ยุนกิข้างๆ เหมือนเดิมแล้วก็รักกันนานๆ เลยนะครับ ดูแลกันดีๆ น้าา

    ขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับนิยายดีๆ เรื่องนี้ อยู่กันมานานมากๆ เลยเนอะ ในที่สุดเราก็จะได้มีเล่มอยู่ในมือออ รอเลยนะคะ เรารักทุกๆ อย่างในเรื่องสวนขวดนี้ อยากอ่านอีกครั้งแบบเป็นเล่มแล้วค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ไรท์เตอร์คนเก่ง
    #3477
    0
  11. #3476 peachsweet93 (@kapokdekd) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 21:33
    ชอบเรื่องนี้มากๆเลย ยังเขียนบรรยายได้ดีเสมอ อาานแล้วเอ็นดูจองกุกมากขึ้นหลังจากที่ช่วงแรกๆรู้สึกเย็นชามาก แต่ก็เข้าใจในความเป็นจองกุก
    #3476
    0
  12. #3475 Capriccioso (@june-j) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 20:47
    จองกุกเป็นเด็กดีจริงๆน้าา ;_;
    #3475
    0
  13. #3474 Mint S (@siri-ch36) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 20:18
    จบซะแล้ว โอ้ยยย น่ารักมากๆค่า
    #3474
    0
  14. #3473 XVIII.X.XCIII (@piipu) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 20:01
    จะร้องแทนน้องเหมือนกันนะพอมาฟังตรงนี้จากน้องร้องไห้จนอาเจียนนี่คือหนักมากสงสารน้องเลยเพราะยังจัดการปัญหาไม่เป็นเลยต้องเป็นแบบนี้ แต่ดีใจที่ยอมพูดในสิ่งที่คิดขอให้แสงอาทิตย์อยู่กับน้องนานๆ
    #3473
    0
  15. #3472 P.SKS.723 (@PimSupawinee) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 19:48
    น้องงงงง จองกุกลูก มากอดมะ ตอนมีเรื่องของเอมี่คือร้องหนักมากจริงๆ คือเเบบไม่ไหว มันหน่วงเเทนทั้งกุกทั้งกิอ่ะ เขาเศร้าเราก็เศร้า เขาร้องเราก็ร้อง อินมากกกก เเต่ดีใจมากจริงๆนะที่กุกเลือกจบเรื่องได้ รู้ว่าต้องทำยังไง เเก้ยังไง ก็เขารักมากนิเนอะ งื้ออออ คู่นี้จะหน่วงก็หน่วงสุด จะหวานก็หวานสุด

    รักฟิคเรื่องนี้มากกกก
    #3472
    0
  16. #3471 Louboutin (@jooooopz) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 19:26
    ใจหาย ฮือออ เข้าใจจองกุกแล้ว ไม่เคืองน้องแล้ว พาร์ทสองนี่อ่านความรู้สึกจองกุกไปก็บีบหัวใจไปอีกกก
    #3471
    0
  17. #3470 kimjun. (@mimimimimi) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 18:24
    ฉันเขาใจนายแล้วจองกุกกก
    #3470
    0
  18. #3469 Yes! SUGA (@kawpoonn) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 08:26
    ร้ายไม่เบาเลยน้าจอนจองกุกกก ลองใจพี่เขาด้วยยย
    #3469
    0
  19. #3468 ♡ LALINMOON (@bixbm) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 00:03
    แน๊ แรกๆก็แอบมีใจให้กันนิดนึงนี่นาละน้องกุกกกกก ;-; สู้ๆนะคะไรท์ รอเสมอค่า
    #3468
    0
  20. #3467 Marco1997 (@Marco1997) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 23:56
    ตั้งแต่อ่านมาแรกๆก็โกรธจองกุกอะ ไม่รู้ทำไมถึงโกรธ55555555555 แต่พอ่านตอนนี้ก็รู้สึกเข้าใจจองกุกขึ้นมา
    #3467
    0
  21. #3466 SNW ...Kya ing (@vasuntara-ink) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:48
    เหมือนย้อนกลับไปต้นเรื่องใหม่ มองในมุมนิ่งๆของน้อง จองกุกสวนขวด -เจ้าคนเย็นชา
    #3466
    0
  22. #3465 marjolaine (@kchr-pm) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:18
    ในที่สุดก็จะได้เห็นมุมของเจ้าเด็กแล้วสินะ ;-;
    #3465
    0
  23. #3464 Mint S (@siri-ch36) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:17
    ได้อ่านมุมน้องบ้างแล้ว รู้สึกเข้าใจน้องแปลกๆค่ะ
    #3464
    0
  24. #3463 iampairies (@Beunf) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 22:14
    ก็คือในอดีตน้องแอบใจร้ายกับพี่ยุนกิอยู่นะเนี่ย ฮื่อ เห็นมาอัพแบบนี้ ก็ต้องเร่งเก็บเงินแล้วว จะเก็บให้ได้เลยค่า! คุณไรท์ก็อย่าลืมเซ็นให้น้าาา ไอเลิฟๆ
    #3463
    0
  25. #3462 Louboutin (@jooooopz) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 21:57
    น้องดูเป็นคนซับซ้อนจริงๆแหละ คือก็สนใจพี่เค้านะ แต่ก็ลังเลอ่ะ
    #3462
    0