[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 7 : จดหมายรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

          คาเงยามะกลับมาซ้อมกับชมรมได้ตามปกติ หลังจากพักซ้อมกับทีมไปร่วมอาทิตย์เพราะต้องไปเก็บตัวเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติ และเขาก็ได้เป็นตัวสำรองในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียที่จะมีขึ้นช่วงกลางปี แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น อินเตอร์ไฮน์คืองานแข่งระดับชาติที่สำคัญที่สุดของเขา หรือจะบอกว่าเป็นงานแข่งกีฬาระดับมัธยมปลายที่สำคัญที่สุดของนักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นมหกรรมกีฬา เพื่อศักดิ์ศรี ของสถาบันที่ตัวเองสังกัดอยู่ สำหรับหมู่นักกีฬานั้นจะเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ซึ่งสึกิชิมะก็เพิ่งจะมาเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ตอนที่โดนยามากุจิตวาดเข้าหน้าตอนเข้าค่ายฤดูร้อนช่วงปีหนึ่ง


          “ตัดเล็บให้สั้นและตะไบเล็บให้กุดอยู่เสมอ มันจะช่วยให้เราบังคับบอลได้แม่นขึ้น” คาเงายะพูดกับเซ็ตเตอร์รุ่นน้องที่ฝึกซ้อมกันมาพอสมควรแล้ว

          “ได้ครับคาเงยามะซัง” เด็กหนุ่มตอบรับ “ในการแข่งนัดแรก ถ้าไม่ได้สึกิชิมะซัง ผมต้องแย่แน่ ๆ เลย แฮะ ๆ” คาเงยามะเอียงคอมองด้วยความสงสัยว่าเขาพลาดอะไรไปตอนอยู่โตเกียว

          “เอ่อคือ...” เด็กหนุ่มเกาหลังหัว “ตอนซ้อมอาทิตย์แรกผมเซ็ตลูกพลาดจนทานากะซังโมโห สึกิชิมะซังเข้ามาช่วยซ้อมจนผมเล่นเข้ากับทีมมากขึ้นน่ะครับ”

          “งั้นเหรอ” คาเงยามะชำเลืองมองไปที่ขอบสนาม ที่มีสึกิชิมะและฮินาตะกำลังยืนปะทะคารมกันอยู่ เหมือนจะเถียงกันเรื่องไร้สาระมาได้เกือบ 10 นาทีแล้ว โดยยามากุจิได้แต่ยืนห่อไหล่ฟังอย่างช่วยไม่ได้

          “ให้ตายสิ!” สึกิชิมะทิ้งท้ายแล้วยกมือขยี้หัวตัวเองเพราะเริ่มรำคาญฮินาตะเต็มทน ก่อนจะเดินเข้ามาในคอร์ทโดยมีฮินาตะเดินตามเข้ามาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว “ฮินาตะ...บอลมา”

          “อั๊ก!” บอลจากฝั่งตรงข้ามพุ่งเข้ามาโดนหน้าผากของฮินาตะ ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับล้มตึงลงไปในทันที

          ทุกคนวิ่งกรูไปดูอาการฮินาตะ ยกเว้นสึกิชิมะและคาเงยามะที่รู้อยู่แล้วว่ายังไงฮินาตะก็ไม่ตายเพราะเรื่องแค่นี้หรอก

          “นอนท่านั้นไปได้ยังไงทั้งคืน” คาเงยามะถามขึ้นเมื่อนึกถึงท่านอนอันพิสดารของสึกิชิมะ ที่นั่งเอาหัวฟุบลงบนเตียง อีกมือรองหัวตัวเองไว้ ส่วนอีกมือกุมมือของเขาไว้ยันเช้า

          “ฉันกลัวนายหนีฉันไปอีก เลยจับไว้” สึกิชิมะตอบติดตลก แต่ดูจากสายตาแล้วจริงจังสุด ๆ

          “ฉันโตแล้ว จะไปไหนก็ได้ แล้วอย่ามาถือวิสาสะนอนค้างบ้านคนอื่นโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่อนุญาต” คาเงยามะบ่นพึมพำ แต่สึกิชิมะจำได้ว่าคาเงยามะอนุญาตแล้ว ถึงจะสติไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร่

          “โอ๊ะ!” สึกิชิมะร้องขึ้นเมื่อเห็นยาจิเดินเข้ามาในโรงยิมขณะแบกกล่องกระดาษสองกล่องซ้อนกันเข้ามา เด็กหนุ่มวิ่งตรงไปช่วยในทันที

          “ขอบใจนะสึกิชิมะ วางตรงนั้นเลย” ยาจิว่าขณะชี้ให้วางลังกระดาษลงที่พื้น เธอย่อตัวลงมองฝากล่องที่ตัวเองได้ทำเครื่องหมายไว้แล้วชี้ไปที่กล่อง ๆ หนึ่ง “อันนี้ของนายนะสึกิชิมะ ส่วนอีกกล่องเป็นของคาเงยามะ”

          “หืม?” สึกิชิมะย่อตัวลงไปเปิดลังกระดาษที่ยาจิชี้ไป ภายในนั้นเต็มไปด้วยซองจดหมายหลายฉบับ บางฉบับก็แปะรูปหัวใจ บางอันก็เป็นตุ๊กตาหมีและของขวัญอีกมากมายอัดแน่นในกล่องนั้น

          “เอามาจากไหนครับ” คาเงยามะถามออกมาอย่างประหลาดใจ

          “จดหมายรักจากสาว ๆ ที่ฉันรวบรวมมา พวกนั้นไม่กล้าเอามาให้เพราะเห็นว่าพวกนายยุ่งกับการแข่งอยู่ ฉันก็เลยตั้งลังไว้บนโต๊ะเรียนเพื่อให้หย่อนจดหมายซะเลย” ยาจิชะเง้อมองของในกล่องทั้งสอง “จะว่าไปก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ย พวกนายสองคนป๊อปมากเลยนะ”

          “อิจฉาโว้ย!” ทานากะร้องขึ้นขณะมองแรงไปที่ลังกระดาษทั้งสอง

          “ของฮินาตะก็มีด้วยนะ” ยาจิว่าแล้วหยิบจดหมายประมาณ 4-5 ฉบับที่เธอเอาหนังยางรัดไว้จากกล่องของคาเงยามะ

          “ขนาดฮินาตะยังมี? โนว!” นิชิโนยะร้องขึ้นขณะยกมือทั้งสองมากุมหัว

          “นายจะเอายังไงอ่ะสึกกี้” ยามากุจิถามขึ้นขณะมองจดหมายในลังกระดาษ “จดหมายแต่ละฉบับใส่หัวใจของหญิงสาวลงไปในนั้น นายน่าจะอ่านและตอบกลับนะ”

          “ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ” สึกิชิมะปิดกล่องกระดาษ

          “ให้ฉันช่วยไหมคาเงยามะ” ฮินาตะเสนอตัวช่วยเพื่อนสนิทของเขา เพราะเห็นจำนวนแล้วก็อดสงสารเพื่อนไม่ได้ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือบรรดาคุกกี้โฮมเมดมากกว่า

          “โชคช่วยสาว ๆ พวกนั้นที่มีฮินาตะช่วย เพราะราชาเขาเป็นพวกไร้หัวใจอยู่แล้ว ชอบทำร้ายจิตใจคนอื่นอยู่เรื่อย” สึกิชิมะยกลังกระดาษขึ้นมารั้งไว้ที่หน้าท้อง

          “หุบปากแล้วเอาชีวิตรอดจากกองจดหมายของตัวเองเถอะ” คาเงยามะสวนออกไปแล้วก้มลงไปยกลังขึ้นมาบ้าง


 




          “น่ารักจัง” ยามากุจิเปรยขึ้นหลังจากอ่านจดหมายฉบับหนึ่งจบไป “เธอบอกด้วยว่าขอให้สึกิชิมะซังผ่านเข้ารอบและได้ไปแข่งอินเตอร์ไฮน์ด้วย นี่เป็นฉบับแรกที่สนใจการแข่งของนายมากกว่าความหล่อกับความหัวดีของนาย ฮ่า ๆ”

          “ก็เขียนตอบไปตามที่ร่างกันไว้นั่นแหละ” สึกิชิมะว่าอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

          “สึกกี้...น้อยคนนะที่จะให้ความใส่ใจกับสิ่งที่นายชอบมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของนาย” ยามากุจิพยายามโน้มน้าวเพื่อนสนิท “เขียนตอบกลับเธอแบบพิเศษกว่าคนอื่นไม่ได้เหรอ?”

          “นี่ฉันให้นายมาช่วยตอบจดหมายเพื่อตอบแทนน้ำใจของพวกเธอ ไม่ใช่ให้มาสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับคนอื่น” สึกิชิมะขมวดคิ้วแล้วหันมามองยามากุจิ “ถ้าไม่ได้ชอบก็อย่าไปให้ความหวังกับใคร มันจะเสียเวลากันทั้งคู่”

          “ทำไมนายต้องโมโหขนาดนั้นด้วยสึกกี้?”

          “เลิกจ้อแล้วตอบจดหมายไปเถอะ” ว่าจบสึกิชิมะหันกลับมาเขียนตอบจดหมายของตัวเองต่อ

          ยามากุจิถอนหายใจเบา ๆ แล้วหยิบกระดาษจดหมายมาเขียนตามฟอร์มที่สึกิชิมะได้ร่างเอาไว้ ในใจก็รู้สึกสงสารเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สึกิชิมะรักมาก เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าใครกันที่จะทำให้คนคนนี้อ่อนโยนลงได้บ้าง แล้วก็พลันนึกถึงคาเงยามะขึ้นมา เขาลืมไปซะสนิทเลยว่าเคยสงสัยความสัมพันระหว่างสองคนนี้ แต่ดู ๆ เหมือนไม่ได้คืบหน้าหรือถอยหลังไปมากกว่าภาพที่เขาทั้งสองกินข้าวกล่องเดียวกันวันนั้น หรือถ้ามีอะไรจริง ๆ แปลว่าสองคนนี้ต้องเก็บความลับเก่งมาก

          “คบกับคาเงยามะเป็นยังไงบ้าง?” ยามากุจิอาศัยช่วงเผลอถามสึกิชิมะออกไป

          “ฉันขอคบแล้วหมอนั่นไม่ยอมคบด้วย” สึกิชิมะเผลอพูดออกมา แต่ถึงจะยกมือขึ้นมาปิดปากก็ไม่ทันแล้ว

          “ว่าแล้วเชียว!” ยามากุจิร้องขึ้นแล้วคลานเข้าไปหาเพื่อนสนิท “ยังไง? เล่ามา!

          “ให้ตายสิ!” สึกิชิมะสบถออกมาแล้วยกมือขึ้นมาดันแว่น ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมาเสียท่าให้ยามากุจิแบบนี้

          “มันเกิดขึ้นได้ยังไงสึกกี้?”

          “เลิกถามจุกจิกได้แล้ว” สึกิชิมะเอามือผลักหน้ายามากุจิให้ห่างออกไป

          ยามากุจิเม้มปากแล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น จากนั้นก็ชำเลืองไปมองจดหมายอีกหลายฉบับที่ยังไม่เปิดอ่านในลัง ดูท่าจะอกหักกันเป็นแถบแล้วล่ะนะสาว ๆ “แล้วถ้าไม่คบ ทุกวันนี้ความสัมพันเป็นแบบไหนล่ะ”

          “ไม่รู้สิ มันซับซ้อน” สึกิชิมะวางปากกาเพราะไม่มีสมาธิตอบจดหมายแล้ว “หมอนั่นบางทีเวลาต้องการฉันก็ยอมให้ฉันเข้าใกล้ แต่พอไม่ต้องการก็วิ่งหนี”

          “เหมือนแมวเลยนะ” ยามากุจิเปรียบเปรยคาเงยามะเป็นแมวเอาซะมุ้งมิ้งไปในทันตา แต่ตัวตนจริง ๆ ของคาเงยามะกลับไม่ถูกกับเด็กและสัตว์ทุกชนิด “แมวน่ะ...ถ้ามันไม่หิวมาก ๆ หรือต้องการความอบอุ่นมาก ๆ มันจะไม่เข้าหามนุษย์ ถามว่ามันสงสัยไหม มันขี้สงสัย แต่เลือกจะไม่สนใจแล้วแอบมองด้วยสายตาที่เรียบเฉย”

          “ยามากุจิ...” สึกิชิมะเรียกเพื่อนสนิทของเขาให้เงยหน้าขึ้นมาจ้องเขา “เลิกอ่านข้อมูลจากกูเกิ้ลได้แล้ว” ว่าจบก็ผลักมือของยามากุจิที่กำลังกุมมือถืออยู่

          “นายจะลองดูไหมล่ะ?” ยามากุจิหยิบกระดาษจดหมายขึ้นมา “เขียนจดหมายสารภาพรักกับคาเงยามะดู”

          “จะบ้าหรือไง?” สึกิชิมะนิ่วหน้าเป็นเชิงว่าไม่เห็นด้วย “อีกอย่างฉันก็บอกความรู้สึกของตัวเองเป็นคำพูดไปหลายครั้งแล้วด้วย เขียนจดหมายไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก”

          “การสื่อสารของเราพัฒนาขึ้นเยอะก็จริง แต่การเขียนจดหมายสื่อความในใจ มันบ่งบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง การเขียนด้วยลายมือที่สวยงามและเป็นระเบียบ ทำให้ผู้อ่านเห็นความตั้งใจและความจริงใจของเราที่ส่งผ่านตัวอักษรแต่ละตัว” ยามากุจิอธิบายราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจดหมายรัก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เคยได้เลยสักฉบับ

          “สาว ๆ เหล่านี้เลยเลือกจะเขียนจดหมายถึงนายไง ฉันเลยถึงบอกว่าจดหมายทุกฉบับใส่ใจลงไปในนั้น”

          สายตาอันแข็งกร้าวของสึกิชิมะเริ่มอ่อนลง คงเริ่มคล้อยตามสิ่งที่ยามากุจิพูดแล้ว เด็กหนุ่มได้แต่รู้สึกเอ็นดูเพื่อนสนิทตัวเองในใจ และก็อยากกราบเท้าคาเงยามะเพราะทำให้คนแบบสึกิชิมะหลงรักหัวปักหัวปำได้ถึงขนาดนี้






          คาเงยามะ ฮินาตะและยาจิช่วยกันตอบจดหมายอย่างตั้งใจ โชคดีที่มียาจิมาช่วย เพราะไม่งั้นจดหมายตอบกลับของคาเงยามะนอกจากจะห้วนและชวนฮา แถมยังเหมือนจดหมายขอบคุณจากบริษัทอีกต่างหาก เพราะดันไปใช้คำว่า...


          ขอบคุณที่สนับสนุนมาโดยตลอด ทีมเราจะตั้งใจให้ถึงที่สุดเพื่อนำชัยชนะมาสู่โรงเรียนของเรา


          “เท่าที่อ่านมาเจอคนถูกใจหรือยัง?” ฮินาตะถามขึ้นขณะหรี่ตามองเพื่อนสนิทที่กำลังตั้งใจอ่านจดหมาย แล้วเอื้อมมือไปหยิบคุกกี้ของสาวๆ มากัดคำโต

          “แค่อ่านจดหมายก็จะเจอคนถูกใจงั้นเหรอ?” คาเงยามะย่นคิ้วมองฮินาตะด้วยความไม่เข้าใจ “เพราะมันเป็นการเขียน คนจะเขียนยังไงก็ได้ ฉันชอบคนมาพูดต่อหน้ามากกว่า”

          “นายนี่มันดิบเถื่อนจริง ๆ” ฮินาตะยกมือขึ้นมาเท้าคางแล้วหยิบมือถือขึ้นมาสไลด์สักครู่ “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนไหว หาก...ต้องเผชิญกับ สะ..สถานการณ์ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้มักจะมีความตื่นกลัว ดังนั้นการเขียนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการ บวก...เอ้ย การบอกเล่าบางสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนแปลงมุมมองและความรู้สึกของคนได้...”

          “ถ้าจะอ่านให้ฉันฟังก็ยื่นมือถือมาให้ฉันอ่านเองเถอะ แถมยังอ่านผิด ๆ ถูก ๆ อีก” คาเงยามะดึงมือถือออกมาจากมือฮินาตะแล้ววางตึงลงบนโต๊ะ

          “ฟังมุมมองแบบผู้หญิงดูไหมล่ะคาเงยามะ” ยาจิเสนอขึ้นมา ทั้งสองหันมามองหน้าเธออย่างตั้งอกตั้งใจ “การเขียนจดหมายรักให้คนที่ชอบมันคือการสื่อสารอย่างหนึ่งที่จะได้ใส่ความจริงใจของเราลงไปทุกตัวอักษร ก็จริงอย่างที่นายพูดว่าใครจะเขียนยังไงก็ได้ แต่กว่าจะเขียนแต่ละตัวจะต้องผ่านการกลั่นกรองออกจากสมองแล้ว มันเลยมีแต่ความจริงใจและความรู้สึกนึกคิดจริง ๆ อยู่ในนั้นไงล่ะ”

          “ได้รับจดหมายรักจากคนที่เราไม่ได้ชอบมันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากหรอก” คาเงยามะมองจดหมายสีชมพูอ่อนที่ถูกเขียนด้วยลายมืออย่างบรรจง พร้อมการตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์สุดน่ารักในมือที่ตัวเองกำลังอ่านอยู่

          “แล้วถ้า...ได้รับจดหมายรักจากคนที่เราชอบอยู่แล้วล่ะ มันจะรู้สึกยังไง” คาเงยามะถามเสียงแผ่ว

          “ฉันไม่รู้หรอก ยังไม่เคยผ่านจุดนั้นมา ถ้าถึงวันนั้นแล้วนายก็ช่วยมาบอกฉันด้วยแล้วกัน” ฮินาตะตอบเพราะไม่รู้จริง ๆ ส่วนยาจิก้ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เพราะเธอก็ไม่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาเหมือนกัน




 


          หลังจากจบกิจกรรมชมรม สึกิชิมะ ยามากุจิ คาเงยามะและฮินาตะชวนกันไปเที่ยวห้างเพราะอยากผ่อนคลายและหาอะไรกิน เพราะฮินาตะบ่นว่าอยากกินข้าวหน้าหมูทอด ส่วนสกิชิมะบ่นอยากกินแกงกะหรี่ สำหรับฮินาตะไม่แปลกใจหรอกว่าจะบ่นอยากกินโน่นอยากกินนี่ประจำ แต่พอสึกิชิมะบ่นว่าอยากกินอะไรสักอย่าง ทำให้คาเงยามะและยามากุจิถึงกับรีบลากออกมากินทันที คงจะเพราะสึกิชิมะเคยเป็นกระเพาะไปครั้งหนึ่งแล้วเลยไม่อยากให้ป่วยอีกเป็นรอบที่สอง

          “อิ่มจัง” ฮินาตะผ่อนลมหายใจแล้วเอามือมาลูบท้องเบา ๆ “นี่คาเงยามะ เมื่อวานเห็นพ่อนายบอกว่าให้ไปซื้อรองเท้าใหม่ไม่ใช่เหรอ?”

          “อา...” คาเงยามะตอบรับ “พ่ออยากให้เป็นของขวัญที่คัดตัวผ่าน แต่ไม่มีเวลาพามาซื้อน่ะสิ เลยให้แต่เงินมา”

          “ช็อปยี่ห้อที่นายใส่อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง ไปดูไหมล่ะ” ยามากุจิเสนอ “เหมือนเพิ่งจะออกรุ่นใหม่มาด้วยใช่มะสึกกี้”

          “พวกนาย...ไปกันก่อนนะ” ใบหน้าของฮินาตะเริ่มเปลี่ยนสี “ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ข้าศึกบุกแล้ว!” ว่าจบฮินาตะก็วิ่งออกจากร้านไป โดยมียามากุจิวิ่งตามเพราะกลัวฮินาตะจะหลงทาง

          สึกิชิมะและคาเงยามะต้องไปร้านแบรนด์รองเท้ากันสองคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้อยากจะหลีกเลี่ยงอะไร ดีด้วยซ้ำที่ได้ออกไปซื้อของสองคน อย่างน้อย ๆ สึกิชิมะก็คิดแบบนั้น

          “ถ้าไปเล่นระดับชาติ ยังไงก็เจอแต่สนามพื้นปาเกร์กับพื้นยางล่ะนะ” สึกิชิมะเปรยขึ้นแล้วหยิบรองเท้าผ้าใบสำหรับเล่นวอลเลย์บอลลงมา มีป้ายเขียนไว้ว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นสีดำ ซึ่งเป็นสีที่คาเงยามะชอบใส่เป็นประจำอยู่แล้ว “นายชอบใส่สีดำไม่ใช่หรือไง”

          “อา...” คาเงยามะตอบแล้วเดินไปเบียดสึกิชิมะเพื่อดูรองเท้าใกล้ ๆ

          “นายสองสวมดูสิ” สึกิชิมะดึงชายเสื้อคาเงยามะให้มานั่งแล้วทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ คาเงยามะถอดรองเท้าตัวเองแล้วรับรองเท้าจากมือของสึกิขิมะมาลองสวม “พอดีไหม ไม่คับนะ”

          “อือ” ทั้งสองถามตอบกันอย่างลื่นไหลโดยไม่รู้ตัวเลยว่าพนักงานสาวสองคนกำลังยืนหน้าแดงเพราะความมุ้งมิ้งของเด็กหนุ่มม.ปลายสองคนอยู่



          คาเงยามะและสึกิชิมะเดินออกมาจากร้านรองเท้าหลังจากซื้อของเสร็จ สึกิชิมะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อโทรหายามากุจิ เพราะทั้งสองหายไปนานเกินจนผิดสังเกต

          “พวกนายหายหัวไปไหน?” สึกิชิมะต่อว่าทันทีหลังจากยามากุจิรับสาย

          “โทษที ๆ พวกเรากำลังคีบตุ๊กตาอยู่ ฮ่า ๆ เฮ้ย! ฮินาตะเกือบได้แล้ว ๆ!” ยามากุจิร้องขึ้น ทำเอาสึกิชิมะรีบตัดสายไปเพราะรำคาญ

          “ให้ตายสิ” สึกิชิมะบ่นพึมพำขณะยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วหันมามองคาเงยามะ “ฉันจะไปซื้อชุดวอร์มตัวใหม่เอาไว้วิ่งหน่อย นายจะกลับก่อนก็ได้” ว่าจบสึกิชิมะก็เดินก้าวขายาว ๆ ออกไป

          “ฉันไปด้วย” คาเงยามะเดินตามมา “ไปวิ่งงั้นเหรอ?”

          “ทำไม...ฉันวิ่งไม่ได้หรือไง?”

          “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย!” คาเงยามะขึ้นเสียง “ก็แค่แปลกใจว่าคนแบบนายออกกำลังกายด้วย”

          สึกิชิมะดึงเสื้อเชิ้ตออกจากกางเกง แล้วจับมือเรียวของคาเงยามะล้วงเข้าไปจับหน้าท้องของเขา แม้จะตกใจอยู่บ้าง แต่คาเงยามะก็ประทับใจในมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องของสึกิชิมะที่แข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน มือเรียวนั่นค่อย ๆ ลูบก้อนซิกแพ็คอย่างใจเย็นแล้วไล่ลงต่ำแต่ดันติดเข็มขัดซะก่อน

          “นายอยากให้ฉันแข็งแรงขึ้นไม่ใช่เหรอ หืม?” สึกิชิมะถามออกมาเสียงแผ่วก่อนคาเงยามะจะดึงมือกลับเพราะเผลอจับเพลินไปหน่อย

          “มันก็ดีกับนายไม่ใช่หรือไง!” คาเงยามะเบือนหน้าไปมองทางอื่นขณะสึกิชิมะยัดชายเสื้อกลับเข้าในกางเกงเหมือนเดิม

          ถ้าเทียบทั้งสี่คน สึกิชิมะจะเป็นคนที่แต่งตัวเนี๊ยบอยู่ตลอดเวลา น้อยมากที่จะเห็นสึกิชิมะใส่ชุดชมรมเดินว่อนไปมา เขามักจะเปลี่ยนกลับเป็นชุดนักเรียนทุกครั้งหลังทำกิจกรรมชมรมเสร็จ คงจะเพราะติดนิสัยเดิมที่ไม่เคยเทิดทูนชมรมเหมือนคนอื่น ๆ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปมาก ทำทุกอย่างเพื่อวอลเลย์รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อไม่ให้เหนื่อยง่ายระหว่างแข่ง จนกล้ามเนื้อทุกส่วนเริ่มชัดขึ้น หากไม่บอกให้แก้ผ้าคงจะไม่เห็น หรือสึกิชิมะกำลังจะเป็นเดอะร็อคอย่างที่ฮินาตะพูดจริง ๆ

          “สรุปจะไปด้วยไหม?” สึกิชิมะพูดขึ้นทำเอาคาเงยามะหลุดจากจินตนาการแล้วเดินตามไป




 


          เสียงเม็ดฝนตกกระทบกับกระจกรถไฟสายท้องถิ่นดังเปาะแปะเคล้ากับเสียงล้อเหล็กที่กำลังเคลื่อนไปตามรางเพื่อไปส่งเด็กหนุ่ม ม. ปลาย สองคนกลับย่านที่พักอาศัย สึกิชิมะและคาเงยามะถูกปล่อยเกาะเพราะยามากุจิลากฮินาตะชิ่งกลับบ้านไปก่อนหลังจากคีบตุ๊กตาเสร็จ แม้จะชวนหงุดหงิดอยู่บ้างแต่ก็ต้องขอบคุณล่ะนะที่ทำให้เขากับคาเงยามะได้เที่ยวกันสองต่อสองเป็นครั้งแรก และดูเจ้าตัวก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจอะไร แถมยังซื้อชุดวอร์มรุ่นและสีเดียวกันติดมือมาด้วย หรือนี่เขาเรียกว่าเป็น เสื้อคู่

          “นายพกร่มมาหรือเปล่า?” สึกิชิมะถามออกไปขณะเอนตัวพิงเสาที่ริมประตูพลางก้มหน้าอ่านหนังสือ แต่ไม่ได้อ่านจริง ๆ หรอก ทำเท่ไปงั้น

          “ไม่ได้พกมา” คาเงยามะตอบกลับไปแล้วเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อวอร์มเพราะเริ่มรู้สึกหนาว สึกิชิมะไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายืดตัวขึ้นแล้วเก็บหนังสือเข้ากระเป๋าเพราะใกล้จะถึงสถานีปลายทางแล้ว


          ทั้งสองก้าวขายาว ๆ เดินออกมาจากประตูรถไฟแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงประตูทางเข้าชานชาลาที่ตอนนี้มีคนเริ่มบางตาเพราะเริ่มดึกแล้ว สึกิชิมะล้วงกระเป๋าแล้วหยิบร่มแบบพกพาออกมา เขากางออกแล้วดึงชายเสื้อวอร์มคาเงยามะให้เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกัน

          “เดี๋ยวฉันไปส่งบ้าน” สึกิชิมะมองหน้าคาเงยามะที่ยังเหมือนไม่ยอมรับคำเสนอนั้นเท่าไหร่ “อาทิตย์หน้าเราจะต้องแข่งกับอาโอบะโจไซแล้ว นายคงไม่อยากเป็นหวัดหรอกใช่ไหม?”

          “ฉันไม่เข้าใจนายเลยจริง ๆ” คาเงยามะพูดแล้วเริ่มก้าวเท้าเดินออกจากชานชาลาไปพร้อมกับสึกิชิมะ “ตอนเข้าค่ายที่อ่าวมัทสึชิมะ นายยังขู่ให้ฉันอยู่ห่างจากนายอยู่เลย ตอนนี้นายกลับพยายามใกล้ชิดฉันมากขึ้นกว่าเดิม”

          “ให้ตายสิ นายไม่เข้าใจที่ฉันพูดจริง ๆ ด้วย” สึกิชิมะย่นคิ้วขณะยังมองไปถนนเบื้องหน้า

          “แล้วมันหมายความว่ายังไงกันล่ะ?!” คาเงยามะขึ้นเสียงแก้เขินในความซื่อบื้อของตัวเอง ตอนนี้สึกิชิมะคงกำลังคิดว่าเขาเป็นไอ้โง่อยู่แน่ ๆ

          “ช่างเถอะ ฉันพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ” สึกิชิมะเอื้อมมือไปโอบเอวบางของคาเงยามะให้เข้ามาใกล้กว่าเดิม เพราะไหล่ของเด็กหนุ่มโผล่พ้นร่มออกไปโดนฝน “หลังจากวันนี้ได้เที่ยวกับนายก็ทำให้ฉันคิดอะไรได้มากขึ้น ฉันอาจจะเร่งเร้านายมากเกินไป ฉันขอโทษที่ทำให้นายอึดอัด”

          คาเงยามะยกมือขึ้นมาจับมือใหญ่ของสึกิชิมะที่กำลังโอบเอวเขาอยู่ ก็คงไม่มีอะไรอื่นนอกจากหยิกหรือตีให้เอามือออก แต่ผิดคาด...คาเงยามะกุมมือของสึกิชิมะแน่นแล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ

          “เจ้าบ้า...” เขาพูดเพียงสั้น ๆ ซึ่งสึกิชิมะก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่าตอนนี้คาเงยามะรู้สึกยังไง



          ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงประตูบ้านของคาเงยามะ ตอนนี้ฝนซาไปพอสมควรแล้ว แต่สึกิชิมะยังกางร่มอยู่ เพราะกลัวคาเงยามะจะโดนละอองฝนจนเป็นหวัด

          “ฉันมีอะไรจะให้นายด้วย” สึกิชิมะล้วงมือไปหยิบสมุดจดของเขายื่นให้คาเงยามะ “บทเรียนตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่นายไปคัดตัว รีบอ่านซะก่อนจะสอบ เริ่มอ่านหน้าที่ฉันเอา ซองจดหมาย คั่นไว้เลย”

          “อา...ขะ..ขอบ” คาเงยามะพยายามแสดงความขอบคุณ แต่สึกิชิมะกลับหุบร่มแล้วหันหลังเดินจากไป คาเงยามะได้แต่มองตามร่างสูงนั้นจนหายไปที่มุมถนน ให้ตายสิ...ชอบทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาตลอด

          “คาเงยามะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งแล้วหันไปหาต้นเสียงที่กำลังเดินเข้ามา

          “คินดะอิจิ...” คาเงยามะเรียกชื่อชายร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมคายในชุดวอร์มสีขาวตัดแถบเขียวอ่อนของชมรมวอลเลย์บอลชายโรงเรียนมัธยมปลายอาโอบะโจไซ “นายมาทำอะไรที่นี่?”

          “ถามได้...ฉันมาหานาย” คินดะอิจิตอบเสียงเรียบ “ฉันได้ข่าวจากโออิคาวะซังว่านายติดสำรองทีมชาติ เลยจะมาแสดงความยินดี”

          “นายมาผิดเวลาไปหน่อยนะ อาทิตย์หน้าเราจะต้องแข่งกันแล้ว”

          “ฮึ...” คินดะอิจิหัวเราะในลำคอแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้คาเงยามะ “ในคอร์ทก็อีกเรื่อง นอกคอร์ทก็อีกเรื่อง จริง ๆ ฉันน่ะ...” ชายหนุ่มจับข้อมือทั้งสองของคาเงยามะผลักไปชนกับกำแพง “ฉันหลงรักนายมาตลอดตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว”

          “ปล่อย!” คาเงยามะพยายามดิ้นแต่ด้วยร่างกายของคินดะอิจิที่สูงใหญ่พอ ๆ กับสึกิชิมะ ทำให้เขาไม่สามารถต้านแรงนั้นได้ แต่ผิดจากสึกิชิมะที่อ่อนโยนกับเขามากถ้าเทียบกับคินดะอิจิ “อย่า!

          “ฉันรักนายคาเงยามะ!” ว่าจบคินดะอิจิก็ยื่นหน้าเข้าไปประกบจูบคาเงยามะ เด็กหนุ่มพยายามเบี่ยงหน้าหนี ยิ่งเปิดทางให้ผู้บุกรุกก้มลงจูบซอกคอได้อย่างถนัด คินดะอิจิดันเข่าเข้าไปหว่างขาของคาเงยามะและช้อนขึ้นเพื่อล็อคไม่ให้ดิ้นไปมากกว่านี้

          ทั้งสองปลุกปล้ำกันได้ไม่นานก็มีเสียงถุงพลาสติกตกพื้น คินดะอิจิปล่อยมือให้คาเงยามะเป็นอิสระแล้วหันมามองต้นเสียง

          “ถ่านไฟเก่าปะทุหรือยังไง?” สึกิชิมะถามเสียงเข้ม ในใจก็ตำหนิตัวเองที่ไม่น่าย้อนกลับมาเลย เขาน่าจะเก็บสนับเข่าที่ตั้งใจซื้อเป็นของขวัญให้คาเงยามะไว้ให้พรุ่งนี้ทีเดียว จะได้ไม่ต้องมาเห็นภาพบาดตาบาดใจแบบนี้

          “อ้าว หวัดดีคู่แข่ง อยากตบอัดบล็อกของนายจะแย่อยู่แล้ว” คินดะอิจิทักทาย หรืออาจจะเรียกว่าท้าทายเลยก็ว่าได้

          “ขอโทษที่ขัดจังหวะด้วยละกัน” สึกิชิมะก้มลงหยิบถุงที่เขาเผลอทำตกลงพื้นขึ้นมาสลัดน้ำฝนออกแล้วยัดใส่กระเป๋า “เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องนอนแล้วนะคาเงยามะ รีบร้อนจริง ๆ เลยนาย” ว่าจบสึกิชิมะก็หันหลังวิ่งจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

          “ให้ตายสิคินดะอิจิ!” คาเงยามะใช้กำปั้นทุบไปที่หน้าอกแกร่งของคินดะอิจิ “ทำบ้าอะไรของนาย?!

          “เจ้าแว่นนั่นมันก็แค่เพื่อนร่วมทีมของนายไม่ใช่หรือไง? จะไปอายทำไม?

          “ผิดแล้ว!” คาเงยามะร้องขึ้นแล้วออกแรงผลักอกคินดะอิจิให้ออกไปให้พ้นจากรัศมีหน้าบ้านเขา “หมอนั่นเป็นแฟนฉัน!

          “ว่าไงนะ?”

          “ไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว!” คาเงยามะวิ่งเข้าบ้านไปในทันที ระหว่างที่กำลังขึ้นบันไดอยู่นั้นเขาก็พยายามโทรหาสิกิชิมะแต่โทรไม่ติด “ทำไมมาปิดเครื่องตอนนี้เนี่ย”

          เด็กหนุ่มทิ้งกระเป๋าลงพื้นเมื่อถึงห้องนอน แล้วลองกดโทรอีกครั้งก็ยังไม่ติดเหมือนเดิม เขาถอดใจแล้วทรุดตัวนั่งลงที่พื้นอย่างสิ้นหวัง ต่อให้ส่งข้อความไปตอนนี้ก็คงไม่เปิดอ่านอยู่ดี

          “สมุด?” คาเงยามะทวนขึ้นแล้วรีบวิ่งออกไปหน้าบ้านเพื่อมองหาสมุดของสึกิชิมะ หลังจากหาอยู่ไม่นานก็พบว่ามันตกอยู่ที่พื้น เคราะห์ดีที่พื้นบริเวณนั้นไม่มีน้ำขัง สมุดจึงยังแห้งอยู่ คาเงยามะเปิดไล่ดูทีละหน้าเพื่อเช็กดูว่ามีส่วนไหนเสียหายบ้าง แล้วก็พลันได้พบกับซองจดหมายสีขาวที่สึกิชิมะคั่นเอาไว้เพื่อบอกว่าให้เริ่มอ่านจากหน้านี้เป็นต้นไป

          “หืม?” คาเงยามะเปรยออกมาแล้วอ่านตัวหนังสือที่เขียนไว้หน้าซอง “เปิดอ่านด้วย” คาเงยามะอ่านออกเสียงแล้วหยิบจดหมายออกมาเปิดอ่าน



          ถึง คาเงยามะ โทบิโอะ

          ฉันรักนาย

          จาก สึกิชิมะ เคย์



          อ่านจบน้ำตาของคาเงยามะก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ หยดน้ำตาของเขาร่วงเปาะแปะลงบนกระดาษจดหมายจนเด็กหนุ่มต้องรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา

          “เจ้าบ้า...พูดก็น้อย เขียนจดหมายยังเขียนแค่ประโยคเดียว” คาเงยามะพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น แม้จะเป็นเพียงประโยคเดียว เขียนด้วยลายมือที่อ่านง่าย กับกระดาษจดหมายสีขาวแบบเรียบง่าย แต่ข้อความในนั้นกลับมีความจริงใจและความรู้สึกอันมากล้นซ่อนอยู่มากมาย ถึงตอนนี้คาเงยามะกำลังร้องไห้อยู่ แต่หัวใจของเขากลับพองโตเหมือนกำลังจะโลดแล่นเข้าไปในความฝัน แบบนี้เองสินะ...ความรู้สึกที่ได้รับจดหมายรักจากคนที่ชอบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #35 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 12:09

    ฉากเอามือจับท้องนี่เขินมากกกก งื้ออออ

    ตอนจบเครียดอีกแล้วววว

    #35
    0
  2. #11 Nutto21 (@Nutto21) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:37
    เป็นแฟนฉัน----//////////โทบิจังรีบตามไปเร็ว?!เดียวสำมีงอน----
    #เป็นกำลังใจในการเขียนตอนต่อไปงับ
    #11
    1
    • #11-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 7)
      13 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:08
      ขอบคุณงับบบ
      #11-1
  3. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:18
    ทำไมคินดะอิจิไม่อ่อนโยนเลย TT
    #10
    1
    • #10-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 7)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:27
      บอสออก ต้องเกรี้ยวกราดหน่อย 5555
      #10-1