[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 6 : เจ้าแว่นโอตาคุโรคจิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

          ปีการศึกษาใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ มีสมาชิกชมรมเข้ามาใหม่พอสมควร เลยทำให้ชมรมดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่บรรยากาศระหว่างคาเงยามะและสึกิชิมะกลับนิ่งสนิท ทั้งสองไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่จบค่ายที่อ่าวมัทสึชิมะ

          แม้จะไม่ชอบใจนักที่คาเงยามะพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่มันมีอะไรไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยากใกล้ชิดกับคาเงยามะมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากช่วงกิจกรรมชมรมแล้ว เขาก็อยากเห็นคาเงยามะเวลาอื่นบ้าง จนบางครั้งก็ต้องแอบเดินผ่านห้องเรียนของคาเงยามะเพื่อมองหน้าหวาน ๆ นั้นฟุบหลับตอนเรียนทุกครั้งไป ถึงบางวันจะเห็นแต่หัวก็เถอะ เขาได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรกันอยู่ เป็นพวกสโตรกเกอร์หรือยังไง จนท้ายที่สุดก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่คิดว่าโชกโชนกับเรื่องพวกนี้

          “โรคจิต” นี่คือความเห็นของคุโรโอะ เท็ตสึโร่ อดีตกัปตันทีมเนโกมะที่ตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว และกำลังช่วยเหลือรุ่นน้องผู้หลงทางอย่างเต็มที่ด้วยคำปลอบใจอันหวานหู “เจ้าแว่นโอตาคุโรคจิต...”

          “ผมโทรมาปรึกษานะครับ ไม่ได้ให้มาด่า” สึกิชิมะตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงปนหงุดหงิด

          “ก็ในเมื่อ เธอ ยื่นคำขาดแล้วว่ายังไงก็ไม่คบ จะไปตามตื้อให้มันได้อะไรขึ้นมา คิดว่าตื้อจะครองโลกหรือไง มันไม่ใช่ยุคแล้วป่ะ สมัยนี้ยิ่งตื้อยิ่งหาเรื่องให้เขาเกลียดขี้หน้า” คุโรโอะใช้สรรพนามว่าเธอเพราะเข้าใจว่าสึกิชิมะกำลังจีบหญิงอยู่

          “แล้วผมต้องทำยังไง?”

          “ฉลาด ๆ แบบนายไม่น่าต้องมาถามฉันให้เปลืองค่าโทรศัพท์หรอกนะสึกกี้”

          “ต้องตัดใจอย่างเดียวสินะครับ?”

          “อันที่จริง...” คุโรโอะพูดบางอย่างขึ้น ฟังดูแล้วเหมือนจะมีความหวังอยู่บ้าง “จากที่ฟังนายเล่า ดูฝ่ายโน้นก็มีใจให้นายนะ แล้วฉันก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นสนิทหรือมีอะไรเกี่ยวข้องกับนาย ถ้าฉันรู้ฉันอาจจะช่วยนายได้นะ”

          “นี่หลอกถามเพราะอยากช่วยหรืออยากรู้เฉย ๆ ครับ”

          “ไอ้เด็กคนนี้นี่! โทรมาปรึกษาคนอื่นแล้วเล่าอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ใครเขาจะไปช่วยได้ล่ะ” คุโรโอะตำหนิกลบเกลื่อน เพราะอันที่จริงอยากรู้มากกว่า ว่าใครที่ทำให้สึกิชิมะที่เป็นพวกไม่สนโลกถึงกับว้าวุ่นได้ขนาดนี้

          เสียงถอนหายใจแผ่ว ๆ ส่งผ่านไปถึงปลายสาย ทำให้คุโรโอะรู้สึกได้ว่าสึกิชิมะก็หนักใจพอสมควร

          “คาเงยามะ โทบิโอะครับ เซ็ตเตอร์ของทีมเราถ้าคุณยังจำได้”

          “หา?!” คุโรโอะร้องขึ้นทำเอามือถือถึงกับหลุดออกจากมือ

          สึกิชิมะได้ยินเสียงกุก ๆ กัก ๆ อยู่สักครู่ก่อนคุโรโอะจะตอบกลับมาด้วยเสียงแหบพร่า

          “โห...มิดเดิ้ลบล็อกกินเซ็ตเตอร์ว่ะ” คุโรโอะแซวออกมา เอาจริง ๆ ก็ไม่รู้จะแซวว่าอย่างไรดี ถ้าบอกว่าแอบกินกับรุ่นพี่อดีตผู้จัดการอาจจะชมได้เต็มปากว่าน่ารักเว้ย สะบึ้มเว้ย แต่คาเงยามะมันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่อาจจะยกคำว่าน่ารักให้แล้วกัน เพราะโบคุโตะเคยบอกว่าเซ็ตเตอร์ของคาราสุโนะหน้าตาน่ารักดี ตอนไม่เหวี่ยงอ่ะนะ

          “ยังไม่ได้กินเป็นกิจลักษณะ แค่ชิมเฉย ๆ ครับ” สึกิชิมะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ในห้องเรียนที่ยังอยู่ในระหว่างพักเที่ยง แต่ไม่ทันไรคุโรโอะก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะจบด้วยการลำสักน้ำลายตัวเอง สึกิชิมะที่หงุดหงิดอยู่ก็ได้แต่สาปแช่งในใจว่าน่าจะสำลักให้ตาย ๆ ไปเลย คนกำลังกลุ้ม ๆ ยังมีหน้ามาหัวเราะใส่กันอีก

          “หิวสินะ พอไม่ได้กินเลยเป็นโรคกระเพาะ ฮ่า ๆ”

          “ที่ผมเป็นโรคกระเพาะเพราะกินอะไรไม่ลงครับ ไม่ได้อดอยากกับเรื่องแบบนั้น ให้ตายสิ นี่คุยมาตั้งนานยังไม่ได้อะไรเลย”

          “ให้ฉันสรุปให้แล้วกัน ถ้านายอยากคบกับคาเงยามะจริงจัง นายก็ต้องแสดงความจริงใจให้มากกว่านี้ ฉันไม่รู้หรอกว่าตอนนี้คาเงยามะมีปัญหาอะไร ถ้านายใส่ใจปัญหาของคาเงยามะมากพอ หมอนั่นอาจจะยอมใจอ่อนคบกับนายก็ได้”

          “ผมต้องวางก่อนแล้ว ขอบคุณครับ” สึกิชิมะตัดสายไปทั้ง ๆ ที่คุโรโอะยังไม่ทันบอกลา

          หลังจากวางสายเขาก็เอาหน้าฟุบลงโต๊ะ เพราะอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะเริ่มเล่นงานเขาอีกแล้ว เป็นเพราะคาเงยามะคนเดียวเลยที่ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับมาเป็นอาทิตย์ ยิ่งคาเงยามะวิ่งหนีเขาเท่าไหร่ เขายิ่งวิ่งตามมากเท่านั้น นี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นคนจริงจังกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

          “เป็นไงบ้าง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังของเขา ก่อนเจ้าของเสียงจะหย่อนกายลงนั่งเก้าอี้ตรงข้าม แล้ววางกล้วยหอมและโยเกิร์ตลงบนโต๊ะ

          สึกิชิมะไม่ทันตั้งใจฟังว่าเป็นเสียงใครเพราะมัวแต่คิดมากเรื่องคาเงยามะอยู่ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ดันเจอตัวการซะได้ ทั้งสองสบตากันสักครู่ก่อนจะต่างคนต่างเบนสายตามองไปกันคนละทาง

          “ของพวกนี้อะไร?” สึกิชิมะถามขณะมองไปที่กล้วยหอมกับโยเกิร์ตที่วางอยู่บนโต๊ะ

          “ยาจิซังบอกว่าคนเป็นโรคกระเพาะต้องกินของย่อยง่าย ๆ กล้วยกับโยเกิร์ตดีที่สุด ฉันก็เลย...” จู่ ๆ มือใหญ่ของสึกิชิมะก็เอื้อมมาหวังจะจับมือเขา แต่เด็กหนุ่มชักมือออกไปก่อน “ทำบ้าอะไรของนาย?”

          “ฉันคิดถึงนาย” สึกิชิมะพูดเสียงแผ่ว แต่ผู้ฟังกลับรู้สึกว่าเป็นคำคิดถึงที่ดังที่สุดในชีวิต

          “อย่าเข้าใจผิดล่ะ ที่เอามาให้เพราะไม่อยากให้ตัวจริงป่วยระหว่างการแข่งเท่านั้นเอง” คาเงยามะดีดตัวลุกขึ้นยืน “กินข้าวให้ตรงเวลาด้วย” ว่าจบคาเงยามะก็เดินออกไปจากห้องเรียนของเขา

          สึกิชิมะลุกขึ้นแล้ววิ่งตามคาเงยามะออกไป คาเงยามะหันมามองปราดหนึ่งก็พบสึกิชิมะที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ ทำให้เขาเริ่มออกวิ่งจนครูใหญ่ตะโกนด่าว่าอย่าวิ่งบนโถงทางเดิน

          “วิ่งตามมาทำไมเจ้าบ้า!” คาเงยามะร้องถามออกไปขณะที่ยังวิ่งหนีอยู่

          “แล้วนายจะวิ่งหนีฉันทำไมล่ะเจ้าบ้า!” สึกิชิมะเร่งฝีเท้าแล้วเอื้อมมือไปขว้าแขนขอคาเงยามะให้หยุดวิ่ง

          คาเงยามะหยุดวิ่งเพราะแรงฉุดแล้วยืนหอบหายใจทั้งที่แขนของเขาถูกสึกิชิมะครอบครองไว้อยู่ รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็วิ่งพ้นตึกออกมาแล้ว

          “ฉันอยากคุยกับนาย” สึกิชิมะพูดเคล้าเสียงหอบแล้วปล่อยข้อมือเล็กนั้นแม้จะไม่อยากปล่อยนัก คาเงยามะไม่ได้ตอบอะไรนอกจากมองกลับมาด้วยแววตาสงสัย

          “คบกันฉันเถอะ”

          “ต้องให้พูดอีกกี่ครั้ง” คาเงยามะย่นคิ้ว “อาทิตย์หน้าฉันจะไปคัดตัวแล้ว อย่ามาเอาอะไรยัดใส่หัวฉันได้ไหม” เด็กหนุ่มมองร่างผอมสูงนั้นที่เริ่มตัวงอเพราะอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะเล่นงานอีกแล้ว “ให้ตายสิ”

          คาเงยามะยอมแพ้กับอาการป่วยของสึกิชิมะแล้วเดินไปประคองร่างสูงนั้นไปนั่งใต้ต้นซากุระที่กำลังบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิอันแสนหวานของใครต่อใครหลายคน แต่สำหรับเขาไม่มีเวลามากพอจะมาคิดเรื่องราวอะไรโรแมนติกพวกนั้นหรอก

          หลังจากสึกิชิมะนั่งแล้ว คาเงยามะก็หย่อนกายอันอ่อนบางนั้นลงข้าง ๆ โดยที่ไม่ได้ทิ้งระยะห่างมากนัก สึกิชิมะแอบจ้องเสี้ยวหน้าคมนั้นที่เวลาอยู่นิ่ง ๆ แล้วดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก ปอยผมหน้าม้าอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มยาวมาปรกคิ้วเรียว ถัดลงมาคือนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มราวกับสีของผลบลูเบอรี่ที่มองทีไรก็ยิ่งใจเต้น เขาไล่สายตาลงมามองพวงแก้มขาวและมาจรดที่คอยาวซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ปกเสื้อเชิ๊ตและเสื้อเบลสเซอร์สีดำซึ่งเป็นเครื่องแบบของโรงเรียน

          “อาทิตย์หน้าฉันต้องไปโตเกียวและอยู่ที่สโมสรหนึ่งอาทิตย์เต็ม การแข่งรอบคัดเลือกนัดแรกฉันคงจะไม่ได้มาเล่น” คาเงยามะค่อย ๆ หันมามองคู่สนทนาที่กำลังนิ่วหน้าเพราะอาการปวดท้อง “เอ็นโนชิตะซังกำลังเร่งฝึกเด็กปีหนึ่งคนใหม่เพื่อเข้ามาเล่นแทนฉันในรอบแรก นายก็น่าจะรู้ดีว่าตอนนี้เหลือแค่ฉันคนเดียวที่เป็นเซ็ตเตอร์”

          “อา...” สึกิชิมะตอบรับ ถึงจะผิดหวังนิดหน่อยที่โดนลากมาใต้ต้นซากุระสีหวานแล้วคุยเรื่องวอลเลย์ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นภาระอย่างหนึ่งที่เขาต้องแบกรับเหมือนกันฐานะผู้ร่วมทีม

          “ช่วยเลิกเอาแต่ใจแล้วยื่นโย่งบล็อคลูกหน้าเน็ตเหมือนที่เคยทำทุกครั้งจะได้ไหมเจ้าบ้า” คาเงยามะถอดถอนหายใจเมื่อเห็นสึกิชิมะเริ่มเอามือกุมลิ้นปี่ตัวเองอีกแล้ว “แล้วก็ช่วยรักษาสุขภาพด้วย น่าสมเพชจริง ๆ”

          “นายเป็นห่วงฉันหรือไง?” สึกิชิมะถามขณะก้มลงมองพื้นเพื่อพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากอาการปวดท้องของตัวเอง

          “ก็นายเป็นตัวจริง” คาเงยามะตอบ ความเงียบเข้าครอบงำสักครู่ก่อนคาเงยามะจะเปลี่ยนใจ “ใช่ ฉันเป็นห่วงนาย ไอ้กล้วยบ้าลูกนั้นกับโยเกิร์ตโง่ ๆ นั่นฉันตั้งใจเอาไปให้นาย แล้วก็กินด้วยล่ะ ถ้ารู้ว่านายแอบเอาไปทิ้งฉันจะฆ่านาย”

          “นายก็ฆ่าฉันทุกครั้งอยู่แล้วเวลานายพยายามหนีฉัน” สึกิชิมะค่อย ๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นหลังจากเสียงออดแจ้งเตือนว่าการเรียนภาคบ่ายกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า “ตั้งใจเรียนด้วยนะราชา ถ้านายสอบตกมา ฉันจะจับนายไปขังไว้ที่ห้องนอนของฉัน แล้วติวให้ทั้งวันทั้งคืนแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน” ว่าจบสึกิชิมะก็ก้าวยาว ๆ เดินจากไป

          “ให้ตายสิ ทีงี้อยากจะมาติวให้เลยนะ” คาเงยามะบ่นพึมพำเพียงลำพังแล้วเดินขึ้นตึกตามสึกิชิมะไป


 




          หนึ่งสัปดาห์ต่อมา คาเงยามะต้องเดินทางไปโตเกียวและใช้เวลาอยู่ที่สมาคมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อทำการคัดตัวไปแข่งเอเชี่ยนคัพรุ่น U19 ที่กำลังจะมีขึ้น และในอีกสองวันจะมีการแข่งขันรอบคัดเลือกอินเตอร์ไฮน์ แม้จะเจอทีมที่ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมาย แต่การต้องลงแข่งโดยไม่มีคาเงยามะก็ทำเอาเครียดอยู่เหมือนกัน พวกเขาต้องฝึกเข้มข้นให้กับเซ็ตเตอร์คนใหม่ที่เพิ่งเข้าชมรมมา และดูท่าว่าจะลำบากพอสมควร เพราะทั้งทีมยังไม่ชินกับ ความธรรมดาสามัญชน เพราะคาเงยามะมาพร้อมกับ พรสวรรค์ตั้งแต่ต้น

          “เฮ้ย! ไอ้หนุ่ม ส่งสั้นมาสี่ห้ารอบแล้วนะ!” ทานากะร้องขึ้นขณะเดินตรงไปเขกหัวรุ่นน้องคนนั้นเพราะส่งลูกไม่ได้ดั่งใจเหมือนคาเงยามะ

          “ขอโทษครับทานากะซัง!” เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก้มหัวขอโทษอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนทานากะจะงอนแล้วเดินออกนอกคอร์ทไป

          “สงสารแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ทีมเราดันเหลือเซ็ตเตอร์อยู่คนเดียว นี่ก็ซ้อมมาเป็นอาทิตย์แล้วยังไม่คืบเลย” เอ็นโนชิตะพูดขึ้นขณะหยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อ “ขนาดทานากะที่ว่าเป็นสไปเกอร์ที่มีประสบการณ์ยังเจอปัญหา แล้วฮินาตะจะไหวเหรอ”

          “อุ๊หยา!” เสียงของฮินาตะดังขึ้นก่อนร่างเล็กนั้นจะล้มลงไปนอนกองที่พื้นเพราะพยายามเอื้อมมือไปตบลูกจนเสียจังหวะ

          “ขะ...ขอโทษครับฮินาตะซัง!” เด็กคนเดิมขอโทษอีกครั้ง

          “ไม่เป็นไร ๆ เอาใหม่แล้วกัน เกือบได้แล้วล่ะ” ฮินาตะปลอบใจขณะดันตัวลุกขึ้นยืน

          “มันไม่ใกล้กับคำว่าเกือบเลยสักนิด” สึกิชิมะสวนขึ้นมาจนฮินาตะถึงกับสะดุ้ง

          “หัดให้กำลังใจคนอื่นบ้างสิโว้ย!” ฮินาตะชี้หน้าสึกิชิมะที่กำลังเดินเข้ามา

          “ฟังฉันให้ดีนะ” สึกิชิมะหันไปพูดกับรุ่นน้องโดยที่ไม่ได้สนใจฮินาตะ “นายไม่ต้องพยายามเลียนแบบการเล่นเหมือนคาเงยามะเพราะยิ่งทำให้นายกดดัน จงจำไว้ว่าเซ็ตเตอร์คือผู้คุมเกม ใช้สมองในการวิเคราะห์เกมรับของฝ่ายตรงข้าม ดูตัวบล็อค จะหลอกหรือจะส่งหนีไปทางอื่น อย่าเปลืองสมองกับพวกบ้าในคอร์ทของตัวเอง”

          “ว่าไงนะ?!” นิชิโนยะและทานากะร้องขึ้นมาพร้อมกัน

          “ครับ สึกิชิมะซัง”

          “เพราะฝั่งนี้ไม่ทำให้นายผิดหวังแน่นอน” สึกิชิมะว่าส่งท้าย นั่นทำให้ทานากะกับนิชิโนยะยิ้มแหย ๆ เพราะเหมือนกำลังถูกตบหัวแล้วลูบหลัง “เดี๋ยวฉันกับยามากุจิและนาริตะซังจะตั้งสามตัวบล็อค แล้วนิชิโนยะซังจะรอรับบอลฝั่งเดียวกันกับฉัน ลองวิเคราะห์ว่าจะส่งลูกให้ใครระหว่างฮินาตะกับทานากะซัง”

          ว่าจบทุกคนก็เข้าที่อย่างว่าง่าย ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมสึกิชิมะแลดูน่าเชื่อถือขึ้นมาดื้อ ๆ เพราะตั้งแต่ซาวามุระซังจบการศึกษาไป สึกิชิมะก็ปากกล้าขึ้นมาก กวนโอ้ยได้แม้กระทั่งรุ่นพี่ของตัวเอง แต่พอจะจริงจังดันน่ากลัวซะอย่างนั้น แล้วเหมือนหลายคนจะโดนสะกดจิตให้ทำตามที่หมอนั่นบอกไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว

          “อู๊ว!”ฮินาตะร้องขึ้นเมื่อตบลูกผ่านมือของสึกิชิมะจนออกเส้นหลังไป “แบบนี้แหละ ๆ” เด็กหนุ่มว่าแล้ววิ่งไปตีไหล่ของรุ่นน้องคนนั้น

          “แต่ตัวบล็อคมาบล็อคฮินาตะซังนะครับ” เด็กหนุ่มย่นคิ้วเพราะคิดว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ

          “ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าไปสนพวกบ้าฝั่งตัวเอง ในเสี้ยววินาทีพวกเขาสามารถตัดสินใจเองต่อว่าจะตบลูกแบบไหน” สึกิชิมะว่าขณะนวดนิ้วตัวเองหลังจากบล็อกลูกเมื่อกี้ไม่สำเร็จ “ฉันเจ็บนะฮินาตะ”

          “อย่ามาสำออย!” ฮินาตะชี้หน้าสึกิชิมะที่ทำท่าสำออยจนน่าขนลุก เพราะคาเงยามะไม่อยู่ ก็มีแต่ฮินาตะคนเดียวที่ต้องมาปะทะฝีปากกับสึกิชิมะ

          “ลองส่งมาให้ฉันบ้าง” ทานากะว่าขณะยิ้มให้รุ่นน้องเพื่อกดดันว่าถ้าแกส่งพลาดอีก แกโดนโขกหัวอีกแน่นอน

          “สึกิชิมะนี่พึ่งพาได้จริง ๆ เลยนะ” โค้ชอุไคว่าขณะเดินเข้าในโรงยิมหลังจากเสร็จงานที่ร้าน และบังเอิญได้เห็นสึกิชิมะแสดงความเป็นผู้นำพอดิบพอดี

          “ว่าที่กัปตันคนใหม่เลยมั้งครับ” อาจารย์ทาเคดะว่าขณะเขียนบันทึกยุกยิกลงในสมุด



          สึกิชิมะปลีกตัวออกมาจากโรงยิมหลังจากการฝึกเซ็ตเตอร์คนใหม่เป็นไปด้วยดี เขาปลดล็อคมือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเก่งแล้วเช็กขอความว่าคาเงยามะส่งอะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่ก็เงียบ มีแต่ข้อความสุดท้าย ฉันคิดถึงนาย ของเขา แม้จะถูกอ่านแล้วเรียบร้อยแต่ไม่มีข้อความตอบกลับมา เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแล้วกดเข้าฟังก์ชั่นส่งข้อความเสียง

           เสียงมือถือของคาเงยามะดังขึ้นขณะที่เขากำลังอยู่ในช่วงพัก เด็กหนุ่มหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงก็เห็นข้อความเตือนว่ามีข้อความมาจากสึกิชิมะ เขาเผยยิ้มบางแล้วกดเข้าไปดู

          “ข้อความเสียงเหรอ?” คาเงยามะแปลกใจ เพราะสึกิชิมะไม่เคยส่งข้อความเสียงมาเลย เขาแตะไปที่จอเบา ๆ เพื่อฟัง

          “คาเงยามะ ฉันคิดถึงนาย!” ข้อความเสียงของสึกิชิมะดังขึ้นมา ด้วยความไม่ระวังของคาเงยามะที่ดันเปิดเสียงไว้ดังพอสมควร ทำเอาเพื่อน ๆ ที่นั่งพักอยู่ใกล้กันถึงกับหันมามองด้วยสายตาแปลก ๆ

          “เอ่อ...” คาเงยามะยิ้มแหย ๆ “เพื่อนที่โรงเรียนแกล้งน่ะครับ” เขาแก้ตัวออกไปขณะพิมพ์ตอบกลับ

          หุบปากแล้วไปตายซะ!’

          “ตอบสักทีนะราชา” สึกิชิมะอ่านข้อความที่ตอบกลับมาแล้วเดินกลับเข้าโรงยิมไปซ้อมต่อ สงสัยวันไหนไม่โดนคาเงยามะด่าคงจะนอนไม่หลับ


 




          การแข่งรอบคัดเลือกนัดแรกจบลงอย่างสวยงาม เซ็ตเตอร์ปีหนึ่งสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนร่วมทีม เอ็นโนชิตะส่งข่าวให้คาเงยามะที่ยังคัดตัวอยู่ นั่นก็ทำให้คาเงยามะโล่งใจที่เขายังสามารถเข้าแข่งในรอบต่อ ๆ ไปได้


           “คาเงยามะติดตัวสำรองแล้วนะ” อาจารย์ทาเคดะประกาศในขณะประชุมทีมหลังจากลับมาถึงโรงยิมของโรงเรียนแล้ว

          “ถือว่าประสบความสำเร็จไปก้าวหนึ่งล่ะนะ ไม่นานก็คงได้เป็นตัวจริง” โค้ชอุไคยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

          “แล้วแบบนี้คาเงยามะจะได้มาแข่งอินเตอร์ไฮน์กับเราหรือเปล่าครับ” ฮินาตะถามขึ้น ซึ่งเป็นคำถามที่หลายคนก็อยากรู้เหมือนกัน

          “กว่าจะเรียกเก็บตัวก็อีกเดือนกว่า คาเงยามะได้แข่งอินเตอร์ไฮน์กับเราแน่นอน” อาจารย์ทาเคดะตอบ

          “เป็นปีหนึ่งลงแข่งรอบคัดเลือกอินเตอร์ไฮน์ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว” โค้ชอุไคหันไปชมเซ็ตเตอร์มือใหม่ที่กำลังนั่งยิ้มแก้มปริ “คราวนี้คาเงยามะกลับมาก็ขอคำแนะนำจากเขาเยอะ ๆ ล่ะ”

          “ครับ!


 




          หลังจากนั่งชินคันเซ็นมาลงสถานนีเซนได คาเงยามะก็เลือกที่จะเดินทอดน่องชมบ้านชมเมืองเพื่อผ่อนคลายความเครียดที่ได้รับมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ในการคัดเลือกตัวแทนทีมชาติ เขาได้พบปะกับนักกีฬาเก่ง ๆ ระดับท๊อปมากมาย มีคนที่รู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้าง นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขาพองโตและมีความสุขกับเส้นทางที่เขาเลือก

          เขาใช้เวลา 20 นาทีเดินจากสถานีมาถึงหน้าบ้าน ตอนนี้ก็เวลาหกโมงเย็นแล้ว แถมหิวข้าวอีกต่างหาก คิดถึงอาหารของแม่แทบรอไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ทันจะเข้าบ้านเขาก็เจอเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ร่างสูงใหญ่ในชุดนักเรียนสวมทับสเวตเตอร์สีครีมพร้อมกับหูฟังบลูทูธประจำกาย ที่ตอนนี้กำลังยืนเอนหลังพิงกำแพงหน้าบ้านของเขาอยู่

          คาเงยามะหยุดเดินแล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อหาทางเข้าบ้านโดยไม่ให้หมอนั่นเห็น ก็เล่นยืนเฝ้าประตูหน้าบ้านขนาดนั้น ต้องปีนกำแพงจากบ้านคุณป้าข้างบ้านอย่างเดียว

          “ให้ตายสิ บอกให้อยู่ห่างกันแท้ ๆ แต่ตัวเองดันตื้อไม่จบไม่สิ้น” คาเงยามะบ่นอุบอิบขณะแอบเดินเข้าบ้านคุณป้าข้างบ้านที่ไม่มีประตูบ้านเหมือนหลังอื่น เคราะห์ดีวันนี้บ้านคุณป้าไม่มีคนอยู่ เลยเดินตัดสวนเล็ก ๆ ไปแล้วชะเง้อหาช่องทางปีนข้ามไปบ้านของตัวเอง เขาเล็งอยู่สักครู่แล้วกระโดดขึ้นไปเกาะขอบกำแพง แต่ระหว่างที่กำลังวาดเท้าเพื่อก้าวข้ามกำแพงอยู่นั้น ขายาว ๆ ของเขาดันไปเกี่ยวกะละมังสแตนเลทที่คุณป้าใส่อาหารนกวางไว้ตรงสันกำแพงตกลงไปกระทบพื้นคอนกรีตเสียงดัง

          

          แก๊ง!

          ฉิบหายแล้ว!’ คาเงยามะคิดในใจขณะหันไปที่หน้าบ้าน ก็พลันสบตากับสึกิชิมะที่มีความสูงผิดธรรมชาติ ทำให้มองเห็นคาเงยามะที่กำลังปีนกำแพงได้อย่างชัดเจน

          “นั่นทำบ้าอะไรของนาย?” สึกิชิมะถามออกไปทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมากนักว่าทำไมราชาจะต้องปีนกำแพงเพื่อเข้าบ้านตัวเอง

 

          “ฮึ ๆ” สึกิชิมะยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อสกัดเสียงหัวเราะเอาไว้ขณะนั่งเอนหลังพิงเตียงนอนของคาเงยามะ ส่วนเจ้าของห้องเอาแต่นั่งหน้ามุ่ยแล้วจ้องไปที่ร่างสูงนั้นที่กำลังสั่นเทาเพราะกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่

          “จะเลิกขำได้หรือยัง” คาเงายะถามออกไปเพราะเริ่มจะโมโหแล้ว

          “เลิกแล้ว ๆ” สึกิชิมะสูดหายใจเข้าแต่ยังขำอยู่ในลำคอ

          “เฮ้อ...” คาเงยามะถอนหายใจแล้วลุกขึ้นไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน สึกิชิมะมองตามร่างบางนั้นไปโดยไม่ได้พูดอะไร เขาหมุนตัวหันหน้าเข้าเตียงแล้วเท้าคางมองคาเงยามะที่กำลังพลิกตัวนอนตะแคงหันมาทางเขา

          “โรคกระเพาะเป็นไงมั่ง” เขาเอ่ยถามออกไปขณะจ้องใบหน้าซีดเซียวนั้น

          “หายแล้ว” สึกิชิมะตอบสั้น ๆ ขณะเอื้อมมือไปลูบหัวคาเงยามะเบา ๆ แต่เจ้าของหัวรีบปัดมือออกทันที ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้สึกิชิมะแปลกใจนัก เพราะมันเป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว

          “ฉันจะนอนแล้ว” คาเงยามะพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนขณะค่อย ๆ พริ้มตาหลับช้า ๆ เพราะไม่มีแรงจะคุยกับแขกแล้ว

          “ฉันขอค้างกับนายนะ” สึกิชิมะถามออกไปทั้ง ๆ ที่ตาของคาเงยามะปิดไปแล้ว

          “อือ...” คาเงยามะครางตอบเบา ๆ อันที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสึกิชิมะพูดอะไร เพราะหัวสมองของเขาชัทดาวน์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์

          สึกิชิมะยกมุมปากยิ้มแล้วเอื้อมมืออันซุกซนนั้นไปลูบเรือนผมสีเข้มนุ่มสลวยที่เพิ่งจะสระก่อนกลับมา เพราะได้กลิ่นแชมพูอ่อน ๆ มือใหญ่ไล่ลงไปลูบแก้มอุ่น เขาใช้หลังนิ้วไล้ใบหน้าเนียนนั้นเบา ๆ เหมือนกลัวจะเป็นรอย จากนั้นก็ย้ายมาจับมือผู้หลับใหล เพราะคิดถึงมือเรียวนั้นที่คอยเซ็ตลูกให้ เขายืดตัวขึ้นไปหอมมือนั้นเบา ๆ แล้วทิ้งหัวลงเตียงฟุบหลับโดยที่มือยังกุมมือเรียวนั้นไว้

          แค่อาทิตย์เดียวฉันก็คิดถึงนายขนาดนี้เลยเหรอ ถ้านายไปเป็นเดือนฉันคงตายแน่ ๆ เขาคิดในใจก่อนจะผล็อยหลับตามไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #34 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 11:36

    สึกกี้ดูอ่อนโยนชะมัด โทบิโอะใจอ่อนหน่อยยย

    #34
    0
  2. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:13
    โอ้ยยยย เขิลลล ทำไมสึกกี้ถึงดูอ่อนโยนแบบนี้ ใจละลายแล้ว><
    #9
    1
    • #9-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 6)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:32
      ก็อ่อนโยนแต่กับคนนี้คนเดียวนั่นแหละ 55555
      #9-1
  3. #8 Nutto21 (@Nutto21) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:41

    แ*่งน่ารักชิบ*าย------

    รักคู่นี้เลยยย
    #8
    1
    • #8-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 6)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:31
      นี่เขียนเองยังเขินเอง 5555
      #8-1