[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 4 : อยู่ด้วยกันแล้วเป็นเรื่องตลอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    7 ก.พ. 62


          หลังจากการสอบปลายภาคจบลงก็ถึงช่วงปิดเทอม แต่ชมรมวอลเลย์บอลชายใช้โอกาสนี้ฝึกหนักเพื่อให้ทีมพร้อมกับการลงแข่งอินเตอร์ไฮน์ เนื่องด้วยเพราะปีสามออกไปหลายคน จึงต้องมีการจัดตำแหน่งใหม่ให้วุ่นวาย และต้องซ้อมกันหนักเพื่อให้เข้าขากันมากขึ้น นั่นทำให้คาเงยามะเข้าสู่ความเครียดอีกครั้ง จนฮินาตะกลายเป็นของระบายอารมณ์ชั้นดีไปโดยปริยาย

          “โอ้ย!” เสียงร้องโอดโอยครั้งที่ร้อยของวันดังขึ้น ฮินาตะยกมือเล็ก ๆ มาลูบที่บั้นท้ายตัวเองเพราะโดนคาเงยามะถวายแข้งให้เอาจนสะท้านไปทั้งตัว “เจ็บนะ...”

          “ใจเย็น ๆ หน่อยสิคาเงยามะ” เอ็นโนชิตะตักเตือนรุ่นน้อง “เดี๋ยวมันก็ตายหรอก”

          “จะให้ผมใจเย็นได้ยังไงล่ะครับ เจ้าหมอนี่รับลูกไม่เคยได้เลย”

          “ฮินาตะ” สึกิชิมะเดินเข้ามาในวงสนทนาหลังจากยืนมองอยู่นานแล้ว “ก็ย่อเข่าเหมือนที่เคยซ้อมกันที่ค่ายนั่นไง สมองเสื่อมหรือไง แต่ก่อนก็เคยเห็นทำได้”

          “นั่นน่ะสิ ฉันลืมวิธีไปหมดเลย” ฮินาตะยกมือขึ้นมาเกาหัวแล้วทำท่าอันเดอร์พลางย่อเข่าลงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ

          “สะโพกด้วย” สึกิชิมะเดินไปข้างหลังฮินาตะแล้วเอื้อมมือจับสะโพกของฮินาตะกดลง

          จู่ ๆ ก็มีมือที่ไหนไม่รู้มาตีแขนของสึกิชิมะดังเพี๊ยะ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับรีบชักมือออกจากสะโพกของฮินาตะทันที

          “ถ้าจะให้สอนตั้งแต่พื้นฐานขนาดนี้ก็กลับไปเรียน ม.ต้น เถอะ!” คาเงยามะว่าอย่างฉุนเฉียว แต่เหมือนยังไม่พอใจ เดินไปผลักสึกิชิมะให้ออกห่างจากฮินาตะไปอีก นั่นทำให้คนโดนผลักเริ่มหงุดหงิดเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องโดนดุไปด้วย

          “ชักจะซาดิสม์ขึ้นทุกวันแล้วนะราชา!” สึกิชิมะพลักร่างบางของคาเงยามะให้เดินนำออกไปมุมหนึ่งของโรงยิมโดยมีเสียงเอ็นโนชิตะเตือนมาว่าอย่าไปหลบมุมต่อยกันนะเว้ย “เป็นบ้าอะไรของนาย หัดควบคุมอารมณ์หน่อยสิ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงมุมโรงยิม

          “ก็หมอนั่นมันชวนหงุดหงิด” คาเงยามะรับขวดน้ำเกลือแร่จากยาจิที่กำลังวิ่งแจกให้ทุกคนอยู่ แล้วยกขึ้นมาดื่มด้วยใบหน้าบึ้งตึง

          สึกิชิมะยกมุมปากเบา ๆ แล้วเดินไปที่กระเป๋าของตัวเองซึ่งวางอยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นก็หยิบโยเกิร์ตออกมาแล้วยื่นให้คาเงยามะ

          “เวลาฉันหงุดหงิด กินของหวาน ๆ แล้วจะหาย ส่วนนายถ้าได้กินของที่ชอบอาจจะหายหงุดหงิดก็ได้”

          คาเงยามะรับมาแล้วทำการเปิดฝาโยเกิร์ตทันที ของฟรีต้องรีบกินก่อนที่เจ้าตัวจะเปลี่ยนใจ แต่เพราะความเร่งรีบทำให้โยเกิร์ตกระเด็นออกมาโดนใบหน้าของเขา

          “อ๊า...” คาเงยามะเผลอร้องครางออกมาขณะยกนิ้วชี้ที่เปื้อนโยเกิร์ตจำนวนหนึ่งขึ้นมาเลียแล้วก็ดูดเพราะนึกเสียดาย

          สึกิชิมะที่แอบมองทุกขั้นตอนตั้งแต่แกะฝาโยเกิร์ตก็ทำให้ความคิดเขาตะเลิดไปไหนถึงไหน ต้องโทษฮอร์โมนและความขี้สงสัยของวัยหนุ่มที่ทำให้คิดอะไรลามกจกเปรตได้เพียงแค่โยเกิร์ตถ้วยเดียว แต่ก่อนจะอีโรติกไปกว่านี้เขากระแอมไปหนึ่งทีเพื่อเรียกสติกลับมา

          “ซุ่มซ่ามจริง ๆ” สึกิชิมะว่าเบา ๆ ขณะเอาผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อของตัวเองมาเช็ดโยเกิร์ตออกจากหน้าของคาเงยามะเบา ๆ เจ้าของใบหน้าได้แต่จ้องมองชายตรงหน้าโดยไม่กระพริบตา หัวใจของเขาตอนนี้เต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก นี่มันไม่ใช่แล้ว มันเกินขอบเขตของเพื่อนไปแล้วนะเจ้าบ้าสึกิชิมะ

          “ฉันเช็ดเองได้น่า” คาเงยามะผลักสึกิชิมะออกไปแล้วดึงชายเสื้อยืดขึ้นมาเช็ดแทน

          “ฮึ ๆ” สึกิชิมะหัวเราะในลำคอแล้วเดินเข้าคอร์ทไปเพื่อซ้อมต่อ

 


          การฝึกซ้อมเสร็จสิ้นก็ตะวันตกดินไปแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งสี่ยังต้องสวมชุดวอร์มทับเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อร่างกายอุ่น ๆ มาเจออากาศเย็น ๆ ข้างนอกจะพลอยทำให้เป็นหวัดกันไปหมด แม้แต่ฮินาตะที่พลังกายมากกว่าคนอื่นก็ออกปากบ่นตั้งแต่ออกมาจากโรงยิมจนถึงหน้าประตูโรงเรียน

          “เดี๋ยวฉันไปส่งก็ได้นะฮินาตะ” ยามากุจิเสนอตัวเมื่อเห็นฮินาตะปีนขึ้นจักรยานอย่างทุลักทุเล

          “อย่าพากันไปตกเขาตายที่ไหนล่ะ ฉันไม่อยากไปให้ปากคำกับตำรวจ” สึกิชิมะอวยพรตามหลังไป เมื่อเห็นยามากุจิอาสาเป็นคนปั่นให้ฮินาตะ

          “สึกิชิมะ” คาเงยามะเรียกตามหลังมาขณะเขาเริ่มก้าวเท้าเดิน “ตอนซ้อม...” เด็กหนุ่มทำท่าทีลังเลจนสึกิชิมะหันกลับมามองว่าเจ้าหมอนี่ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่

          “จับสะโพกฮินาตะแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?”

          “หา? ทำไมฉันต้องรู้สึกอะไรเวลาจับสะโพกผู้ชายด้วย” สึกิชิมะนิ่วหน้าแล้วเร่งความเร็วเดินออกไป แต่คาเงยามะยังเดินตามมา

          “เวลานายแตะตัวผู้ชายนายรู้สึกขนลุกแปลก ๆ ไหมหรือว่าใจเต้น...”

          สึกิชิมะหันกลับมาแล้วพุ่งตัวเข้าหาคาเงยามะทันที เด็กหนุ่มพยายามยกมือขึ้นมาปัดป้อง แต่มือใหญ่ของสึกิชิมะจับข้อมือข้างหนึ่งของเขาเอาไว้แล้วดันไปกระแทกเข้ากับกำแพงบ้านที่อยู่ข้างทาง จากนั้นก็โน้มหน้าเข้าไปใกล้คาเงยามะ

          ใกล้ไปแล้ว...ใกล้ไปแล้วสึกิชิมะ!’ คาเงยามะคิดในใจแล้วยกมืออีกข้างที่ยังเป็นอิสระอยู่ขึ้นมาปิดปากสึกิชิมะก่อนใบหน้าทั้งสองจะแนบติดกัน สายตาเรียวคมทั้งสองจ้องกันในระยะที่คิดว่าผู้ชายสองคนจะไม่จ้องตากันใกล้ขนาดนี้ ก่อนสึกิชิมะจะปล่อยมือแล้วถอยออกไป

          “บางทีฉันก็คิดว่านายอยากเดทกับฉันมากกว่าอยากเป็นเพื่อนฉันนะราชา” สึกิชิมะยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากบางของตัวเองเบา ๆ  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่เผลอกัดริมฝีปากของตัวเองเพราะแรงดันของคาเงยามะ

          “ดะ...” คาเงยามะเริ่มใบหน้าร้อนผ่าว “เดทเหรอ?!

          “ถามอะไรแปลก ๆ”

          “ฉันก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง!

          “ทำไมถึงอยากรู้ลึกขนาดนั้นด้วย?” สึกิชิมะลองก้าวเข้าไปใกล้คาเงยามะหนึ่งก้าว ทำให้คาเงยามะรีบถอยออกไปหนึ่งก้าวอัตโนมัติ “นี่นาย...แอบชอบฉันเหรอ”

          “อย่ามาพูดอะไรน่าขนลุกแบบนั้นนะ ฉันจะไปชอบเจ้าบ้าแบบนายได้ยังไงกันเล่า!” คาเงยามะกำสายกระเป๋าตัวเองแน่นเพื่อควบคุมตัวเองจากอารมณ์ที่ไม่มั่นคง

          “งั้นก็ต่อยฉันซะสิ เมื่อกี้ฉันพยายามจูบนายนะ”

          “ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก!” คาเงยามะก้าวเท้าออกไปเพื่อหนีจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

          สึกิชิมะมองแผ่นหลังนั้นจนลับหายไปที่เนินเขา เขาถอนหายใจยาวและทบทวนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดมา เขากับคาเงยามะใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งมันก็น่าจะเป็นแค่ความสนิทของเพื่อนร่วมชมรมทั่วไป แต่ทำไมกลับรู้สึกว่ากำแพงอันสูงใหญ่ที่เขาสร้างกำลังเปิดรับให้คาเงยามะผ่านเข้ามาลึกมากจนเขาเผลอตัวเผลอใจทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว

 



          คาเงยามะนอนทิ้งตัวอยู่บนฟูกที่นอนทั้ง  ๆ ทั้งยังสวมชุดวอร์มอยู่ เพราะเขาเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรแล้วนอกจากนอนคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นที่หน้าโรงเรียน ทำไมสึกิชิมะถึงอยากจะจูบเขา แล้วทำไมเขาถึงไม่โกรธ แต่กลับเสียดายด้วยซ้ำที่ไม่ได้จูบกันจริง ๆ

          เด็กหนุ่มเปลี่ยนท่านอนหงายแล้วเอามือมาแตะที่หน้าอก ที่ตอนนี้จังหวะหัวใจของเขาเร่งจังหวะขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเขากำลังแอบชอบใครสักคนเวลานี้ คงจะไม่ก่อให้เกิดผลดีกับเขาแน่ ๆ เมื่อคิดได้ก็ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ แต่ระหว่างทางเดินไปนั้นเขาก็ชำเลืองมองจดหมายที่เปิดอ่านแล้ววางอยู่บนโต๊ะทำการบ้าน


'จดหมายเชิญให้เข้าร่วมการคัดเลือกเพื่อค้นหาตัวแทนระดับชาติ จากสมาคมวอลเลย์บอลเยาวชนแห่งชาติญี่ปุ่น'


          คาเงยามะได้รับจดหมายฉบับนี้มาตั้งแต่หลังจบการแข่งขันครั้งล่าสุด พ่อกับแม่ของเขาดีใจมากที่ลูกชายของตัวเองจะได้เป็นทีมชาติ ถึงจะเป็นแค่จดหมายเชิญคัดตัวก็เถอะ แต่พ่อของเขามั่นใจมากว่าคาเงยามะจะได้เป็นตัวแทนทีมชาติอย่างแน่นอน ทำให้เขาทั้งกดดันและหวั่นใจไปในเวลาเดียวกัน และสิ่งที่เขาหวั่นใจมากที่สุดคือการ มีความรัก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ส่งผลเสียต่อเขามากที่สุดในเส้นทางวอลเลย์บอล

 



          หลังจากการซ้อมตามโปรแกรมเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาซ้อมอิสระ บรรยากาศระหว่างสึกิชิมะและคาเงยามะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้ยาจิจะออกปากถามสึกิชิมะตรง ๆ ก็ได้คำตอบกลับมาแค่ว่า จูบปากกันเมื่อไหร่ค่อยมาถามแล้วกัน นั่นยิ่งทำให้รู้สึกแปลกเข้าไปใหญ่

          “โอ้โห!” ฮินาตะร้องขึ้นเมื่อตบลูกได้ดั่งใจ “สึกกี้...ทำได้เหมือนฉันป่าว” เด็กหนุ่มเยาะเย้ย แต่นั่นไม่ได้ทำให้สึกิชิมะรู้สึกหงุดหงิดเท่าไหร่นัก หรือเพราะชินกับความไร้สาระของฮินาตะไปแล้ว

          “ฉันขอตบลูกหัวเสาหน่อยสิ” สึกิชิมะพูดกับคาเงยามะที่กำลังหยิบบอลขึ้นมาจากพื้น

          “นายไม่เคยฝึกมาก่อน ถ้าฉันจำไม่ผิด” คาเงยามะแย้งขึ้นมา แต่ดูท่าทางสึกิชิมะจะมั่นใจมากว่าเขาสามารถตบลูกหัวเสาได้เหมือนทานากะซัง “เล่นบอลเร็วดี ๆ ไม่ชอบ อยากจะไปตบหัวเสาเฉย”

           คาเงยามะรอลูกโยนจากฮินาตะแล้วเซ็ตไกลไปจนถึงหัวเสาปีกซ้าย สึกิชิมะวิ่งมาจากนอกสนามแล้วกระโดดสูงเหนือเน็ตขึ้นไปมากโข จากนั้นก็ตวัดฝ่ามือยัดลูกยางลงคอร์ทฝั่งขวาโดยเฉียดเส้นไปหลังนิดเดียว เสียงบอลกระทบกับพื้นสนามดังสนั่น ทำเอาทุกคนถึงกับมองเป็นสายตาเดียว

          “โอ้โห...เป็นลูกตบหัวเสาที่สมบูรณ์แบบที่สุดเลยนะนั่น” ทานากะออกปากชมเพราะนั่นคือหน้าที่ของเขามาโดยตลอดในฐานะวิงสไปเกอร์ แต่เจ้าแว่นที่ไหนไม่รู้กลับทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จะอิจฉาตอนนี้ก็คงไม่ได้แล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่จะช่วยการันตีว่าคาราสุโนะยังแข็งแกร่งได้อีก

          “การเป็นมิดเดิ้ลบล็อกแล้วสามารถตบลูกหัวเสาได้ คือทักษะระดับสูงเลยนะ” เอ็นโนชิตะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

          “ฮินาตะ...” สึกิชิมะฉีกยิ้มแล้วชำเลืองมองไปที่ฮินาตะที่กำลังยืนตกตะลึงกับภาพเมื่อสักครู่นี้ “ทำได้เหมือนฉันป่าว?”

          “กลัวอ่ะ” นิชิโนยะว่าแล้วชี้ไปที่สึกิชิมะ “เจ้าเด็กนั่นน่ากลัวเกินไปแล้วนะครับโค้ช!

          “นายทำได้ยังไง?” คาเงยามะถามออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะเขาไม่เคยฝึกตบหัวเสากับสึกิชิมะมาก่อน เต็มที่ก็แค่เล่นบอลเร็วที่แดนกลางเท่านั้น

          “ถ้าได้แต้มแล้วต้องตีมือกันใช่ไหมล่ะ” สึกิชิมะนวดมือตัวเองเบา ๆ ขณะเดินตรงเข้าไปหาคาเงยามะที่เหมือนจะค่อย ๆ ถอยหลังออกไป แต่ฮินาตะกับยามากุจิมาช่วยดันหลังแล้วบังคับให้คาเงยามะชูมือขึ้น

          “นาทีประวัติศาสตร์เลยนะ สึกกี้ขอตีมือเนี่ย!” ยามากุจิว่าขณะจับข้อมือของคาเงยามะชูขึ้น ซึ่งฮินาตะก็ทำเหมือนกัน “เอาเลยสึกกี้!

          “มันไม่เหมือนคนจะตีมือเลยนะ! เหมือนจะฆ่ากันมากกว่า!” คาเงยามะพยายามดิ้นแต่เขาไม่สามารถสู้แรงของฮินาตะกับยามากุจิได้

          เพี๊ยะ! มือเรียวทั้งสองปะทะกันจนเกิดเสียงดัง สึกิชิมะแทรกนิ้วลงไประหว่างนิ้วของคาเงยามะเพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มดึงมือออก

          “เซ็ตสวยดีนะราชา” สึกิชิมะปล่อยมือแล้วเอื้อมมือไปขยี้หัวฮินาตะเพื่อเป็นการขอบใจ

          “สุดยอดเลยสึกิชิมะ” เอ็นโนชิตะออกปากชมเมื่อรุ่นน้องกำลังเดินตรงไปที่กลุ่มพวกเขาเพื่อรับน้ำเกลือแร่จากยาจิ “ไปซ้อมลูกตบหัวเสามาจากไหน คล่องเชียวนะ”

          “ทีมมหาลัยของพี่น่ะครับ”

          “โห...ไปซ้อมกับเด็กมหาลัยเลยเหรอเนี่ย” คิโนชิตะว่าขึ้นอย่างอิจฉา “สึกิชิมะเนี่ยดูจริงจังขึ้นกว่าพวกเราเยอะเลยนะ แบบนี้ยอมไม่ได้แล้ว ฮ่า ๆ”

          หลังจากได้ชมลูกตบหัวเสาของสึกิชิมะ ทำให้คาเงยามะรู้สึกความโล่งใจและสับสนไปในเวลาเดียวกัน ที่โล่งใจคือฝีมือของสึกิชิมะพัฒนาขึ้นมาก ยอมรับเลยว่าพัฒนาการด้านการเล่นของสึกิชิมะดีขึ้นตามลำดับ ไม่มีตก ไม่มีผ่อน ไม่มีคำว่าเล่นไม่ออก มีแต่เล่นดีขึ้นเรื่อย ๆ นั่นยิ่งทำให้เลือดของเขาสูบฉีดมากขึ้นกว่าเดิม เหมือนกำลังเจอคนที่มีความตั้งใจทำเพื่อทีมเหมือนกันอยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่เขาสับสนอยู่ก็คือ เขารู้สึกยังไงกับสึกิชิมะกันแน่

          “คาเงยามะ” ฮินาตะเรียกเพราะเห็นคาเงยามะเหม่อตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว “เก็บของกันได้แล้ว”

          “อา...” เขาตอบสั้น ๆ แล้วเริ่มเก็บอุปกรณ์เพราะสิ้นสุดการซ้อมของวันนี้แล้ว

          “วันนี้คาเงยามะชวนไปดูวีดีโอการแข่งเก่า ๆ ของพวกเราด้วย ไปด้วยกันไหมสึกิชิมะ” ฮินาตะออกปากชวนสึกิชิมะที่กำลังชักรอกเพื่อเอาเน็ตลง ว่ากันตรง ๆ ก็ชวนไปงั้น ไม่คิดว่าสึกิชิมะจะไปหรอก

          “น่าสนใจนะสึกกี้ เอาจริง ๆ เรายังไม่เคยดูวีดีโอการแข่งของตัวเองแบบจริง ๆ จัง ๆ เลย”

          “ไม่ล่ะ” สึกิชิมะปฏิเสธตามคาดแล้วเก็บของต่อไป



          แต่จนแล้วจนรอด ยามากุจิก็ลากสึกิชิมะมาบ้านคาเงยามะจนได้ โดยให้เหตุผลว่าจะได้เห็นบอลเร็วของฮินาตะชัด ๆ ด้วย นั่นก็พอกระตุ้นให้สึกิชิมะอยากมาบ้าง เพราะบล็อคลูกตบของพี่น้องมิยะก็ยังไม่สะใจเท่าบล็อคลูกตบของฮินาตะหรอก

          ทั้งสี่นั่งดูวีดีการแข่งเก่า ๆ และเก็บข้อมูลกันพอสมควร ก็ได้เวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะไม่อยากรบกวนพ่อแม่ของคาเงยามะไปมากกว่านี้ ฮินาตะและยามากุจิขอตัวออกไปก่อนเพราะทั้งสองอยากแวะซื้อขนมที่ร้านสะดวกซื้อก่อนกลับบ้าน

          สึกิชิมะที่ดูเป็นพวกขี้เกียจก็มีน้ำใจพอช่วยเก็บกวาดห้องนอนของคาเงยามะให้กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะยังคุกกรุ่นอยู่กับเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนอยู่ สึกิชิมะยกกล่องดีวีดีมาวางบนโต๊ะทำการบ้านของคาเงยามะก็พลันได้เห็นจดหมายเชิญเข้าโดยบังเอิญ

          “เรียบร้อยแล้วล่ะ นายกลับไปได้เลย” คาเงยามะว่าขณะเดินเข้ามาในห้อง และก็ได้เห็นสึกิชิมะที่กำลังก้มอ่านจดหมายนั้นอยู่ เด็กหนุ่มรีบวิ่งมาดึงจดหมายออกในทันที “มาบ้านคนอื่นไม่ควรเสียมารยาทนะ”

          “โทษทีที่บังเอิญตาฉันดีไปหน่อย” สึกิชิมะยกมือขึ้นมาขยับแว่น

          “เห็นแล้วก็ช่วยเงียบปากอย่าเพิ่งไปบอกใคร ฉันขออาจารย์ทาเดคะเอาไว้จนกว่าฉันจะคัดตัวผ่านถึงจะบอกกับทุกคน”

          “นายก็ยังกดดันตัวเองเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะราชา” สึกิชิมะว่าขณะเดินเข้าไปไกล ๆ คาเงยามะ

          “อย่าเข้ามา...” คาเงยามะยกมือขึ้นมาปกป้องตัวเองแต่ถูกสึกิชิมะปัดออก...อีกแล้ว

          “แค่นายปฏิเสธ ฉันจะไปทันที” สึกิชิมะสอดมือข้างหนึ่งไปโอบเอวบางนั้นไม่ให้ถอยออกไปอีก ส่วนมืออีกข้างประคองใบหน้าเรียวเอาไว้เพื่อบังคับให้จ้องมองมาที่เขา “ว่าไง?”

          คาเงยามะไม่ได้ตอบอะไร เอาแต่มองชายที่บังอาจเข้ามาโอบเอวเขาด้วยสายตาตำหนิ จากนั้นก็เม้มปากเพื่อป้องกันอะไรบางอย่างที่เขาเกือบจะเผชิญมันเมื่อหลายวันก่อน และยิ่งได้ใกล้ชิดกับสึกิชิมะแบบนี้ ยิ่งทำให้เขาเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง มือเรียวทั้งสองพยายามผลักอกกว้างนั้นออกไป แต่เพราะอะไร...เรี่ยวแรงที่มีมันกลับหายไปดื้อ ๆ เขาทำได้แต่กำเสื้อวอร์มนั้นแน่นเพื่อระบายความเจ็บใจกับความอ่อนแอของตัวเอง

          สึกิชิมะกระชับแขนที่โอบเอวนั้นให้แน่นขึ้นเพื่อให้ร่างกายของเขาทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม เขาจ้องไปที่ดวงตาสีเข้มที่เริ่มสั่นไหว ซึ่งต่างจากในสนามที่สายตาของคาเงยามะจะมุ่งมั่นและตั้งใจเสมอ แต่คาเงยามะที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้กลับอ่อนแอและอ่อนไหวทั้งยังไร้เดียงสา ทว่ากลับน่ารักจนอยากเก็บไว้ดูคนเดียว

          “อีก 10 วินาที ถ้านายไม่ปฏิเสธ ฉันจะทำอย่างที่ฉันอยากทำ” สึกิชิมะยื่นคำขาดขณะยื่นหน้าเข้าไปใกล้คาเงยามะเรื่อย ๆ จนในที่สุดปากบางทั้งสองก็จรดกันอย่างแผ่วเบา ไม่มีการขัดขืนใด ๆ จากคาเงยามะ ทำให้สึกิชิมะกดริมฝีปากของตัวเองเข้าไปอีกแล้วค่อย ๆ เม้มช้า ๆ เป็นจังหวะ คาเงยามะไม่รู้จะทำยังไง เพราะชีวิตนี้ยังไม่เคยจูบใครเลย เขาได้แต่พริ้มตาหลับเพื่อให้เจ้าบ้าข้างหน้าทำตามใจตัวเอง

          อุณหภูมิโดยรอบเริ่มร้อนรุ่มขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหายใจทั้งสองเริ่มถี่ขึ้น มือใหญ่ของสึกิชิมะเริ่มเลื่อนไปลูบคลำบั้นท้ายเขาช้า ๆ ส่วนอีกข้างเริ่มเขี่ยใบหูของเขาเบา ๆ

          “อือ...” คาเงยามะเผลอครางออกมาแล้วเบี่ยงตัวหลบการสัมผัสที่ใบหูอันอ่อนไหวของเขา “ฉันให้นายได้แค่นี้สึกิชิมะ”

          “ทำไม” เสียงทุ้มกระซิบถาม

          “ฉันกับนายไม่ได้เป็นอะไรกัน”

          “ก็เป็นตั้งแต่วันนี้เลยสิ” สึกิชิมะพยายามพุ่งตัวไปจูบคาเงยามะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คาเงยามะไม่ยอมใจอ่อน

          “ฉันจะไม่เป็นอะไรกับนายทั้งนั้นนอกจากเพื่อนร่วมทีม” เด็กหนุ่มผลักอกชายตรงหน้าให้ถอยออกไป “นายก็เห็นจดหมายนั่นแล้ว ฉันมีเป้าหมายและมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำ”

          สึกิชิมะยกมือขึ้นมาขยับแว่นแล้วจ้องหน้าคาเงยามะที่เขาเพิ่งได้ช่วงชิงจูบแรกไป

          “แล้วนายรู้สึกยังไงกับฉัน?” เขาถามคาเงยามะ และไม่สนหรอกว่าคาเงยามะจะทำอะไร สิ่งที่อยากรู้มากที่สุดคือคนที่ยอมให้เขาจูบนั้นคิดยังไงกับเขากันแน่

          “ฉัน...” คาเงยามะเม้มปากเพื่อยับยั้งตัวเองอีกครั้ง ซึ่งภาพนั้นมันทำให้สึกิชิมะรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

          “แค่พูดสิ่งที่ใจคิดมันยากอะไรนักหนา” สึกิชิมะจับที่ข้อมือของคาเงยามะแล้วบีบอย่างแรง

          “เมื่อกี้มันก็แค่รางวัลให้นาย ก็เห็นนายอยากได้นักอยากได้หนา” คาเงยามะสะบัดแขนจนมือของสึกิชิมะหลุด “นี่นายกำลังเพ้ออะไรอยู่สึกิชิมะ นายคิดว่าฉันจะชอบนายงั้นเหรอ? หลงตัวเองไปมั้ง ฮ่า ๆ”

          “ต่อให้โลกใบนี้เหลือแค่นายคนเดียวฉันก็ไม่มีวันคบนายหรอก แค่พยายามเป็นเพื่อนนายฉันก็เหนื่อยเต็มกลืนแล้ว” คาเงยามะยกมือมาโบกไปมา “ขอบใจนะที่ตั้งใจฝึกมาด้วยกันตลอด ถ้าทีมเราเข้ารอบ 8 ทีมได้คงเป็นผลงานชั้นดีที่ช่วยการันตีให้ฉันมีสิทธิ์คัดตัวผ่านง่ายขึ้น” ว่าจบคาเงยามะก็เดินไปประตูเพื่อเชิญแขกคนสุดท้ายให้กลับบ้าน

          สึกิชิมะพริ้มตาหลับเพื่อยอมรับสิ่งที่คาเงยามะเลือกที่จะพูดออกมาแบบนั้น แต่ก็ชัดเจนแล้วว่าคาเงยามะได้เลือกเส้นทางที่ให้กับตัวเองแล้ว และเขาก็จะทำใจยอมรับมันแล้วกลับออกไปในฐานะเพื่อนร่วมทีมเหมือนอย่างที่เคยเป็น

          หลังจากประตูปิดลง ทั้งสองยังคงยืนจ้องบานประตูกันอยู่คนละฟาก คาเงยามะเริ่มหายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ กับอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของตัวเอง เขายกมือขึ้นมากุมหน้าอกที่กำลังบีบรัดตัวเองจนทำให้ร่างกายของเขาเจ็บปวดสะท้านไปทั้งตัว

          “ราชา...ฉันชอบนายว่ะ” ว่าจบสึกิชิมะก็ค่อย ๆ เดินจากไป ใจก็หวังว่าคาเงยามะจะเปิดประตูออกมา แต่ก็เป็นได้แค่หวัง เพราะอีกคนที่อยู่อีกฟากฝั่งของประตูทำได้เพียงแค่กัดฟันแน่นเพื่อรอให้สึกิชิมะออกไป ก่อนที่เขาจะใจอ่อนมากไปกว่านี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #33 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 11:13

    เศร้าเลยยย แงงงงงไม่ทะเลาะกันสิ

    #33
    0