[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 3 : เรื่องกินเรื่องใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    7 ก.พ. 62

          หลังกิจกรรมชมรมจบลงก็ถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน วันนี้แต่ละคนดูเหนื่อยอ่อนกันมากกว่าปกติเพราะใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายกับการเสริมสมรรถภาพร่างกาย โดยโค้ชอุไคได้โปรแกรมฝึกนี้มาจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬา*คนหนึ่งที่เขารู้จักโดยบังเอิญที่ร้านเหล้า พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการฝึกนักกีฬาทีมสโมสรและพูดถึงโปรแกรมการฝึกต่าง ๆ นา ๆ จนในที่สุดโค้ชอุไคจึงได้ไอเดียพวกนั้นมาพัฒนาศักยภาพของทีมคาราสุโนะบ้าง

          เหล่าปีหนึ่งที่ออกมาช้ากว่ารุ่นพี่เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการก็บอุปกรณ์อยู่ พากันเดินจับกลุ่มออกมาหน้าโรงเรียนพร้อมกันโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักนอกจากบ่นเหนื่อยและปวดกล้ามเนื้อ

          "ฉันไปซ้อมเสิร์ฟต่อละนะ" ยามากุจิโบกมือลาแล้วเดินหายไปที่มุมถนน

          "ยามากุจินี่ขยันจริง ๆ เลยน๊า" ฮินาตะกระโดดขึ้นจักรยานคันเก่ง “ฉันกลับละ” ว่าจบเขาปั่นจักรยานออกไป ถึงจะบ่นโอดโอยอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ปั่นจักรยานชาตินี้คงไม่ถึงบ้าน เพราดันบ้านไกลกว่าเพื่อน

          สึกิชิมะไม่ได้เอ่ยคำลาอะไร เขาสบตากับคาเงยามะชั่วครู่แล้วก้าวเท้าออกไป

          "เดี๋ยว..."

          สึชิมะหันกลับมาด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่าเขาเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด

          "ฉันอยากฝึกกับนายให้มากกว่านี้"

          "ฉันไม่ใช่ฮินาตะ..."

          "แต่นายคือตัวจริงของคาราสุโนะ" คาเงยามะจ้องนัยน์ตาสีทองอันอ่อนล้านั้นเพื่อแสดงความจริงใจที่เขามีให้กับชมรม

          "ถ้านายคิดว่ามันเป็นแค่ชมรมก็ถอนตัวซะตั้งแต่วันนี้" คาเงยามะเดินเข้าไปใกล้สึกิชิมะหนึ่งก้าว "ยิ่งเราคว้าชัยชนะมามากเท่าไหร่ ยิ่งไต่สูงขึ้นไปเท่าไหร่ ยอดเขายิ่งหนาวมากเท่านั้น เราไม่มีเวลาว่างพอมาชักรอกเพื่อดึงคนใดคนหนึ่งขึ้นไปเพียงเพราะคิดว่ามีแขนขายาวกว่าเพื่อน ถ้านายฉลาดพอคงจะเข้าใจสิ่งที่ฉันพูด"

          "ถ้าจะบอกว่าตอนนี้ฉันเป็นตัวถ่วงก็พูดมา" สีหน้าสึชิมะเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา

          "ฉันไม่ชอบคนเหลาะแหละ ถ้าเป็นเรื่องวอลเลย์ ฉันพร้อม..." คาเงยามะยกกำปั้นขึ้นมาทุบอก "พร้อมทำทุกอย่างเพื่อมัน"

          "การที่นายอัจฉริยะ ไม่ได้แปลว่านายมีสิทธิ์มาสั่งคนอื่นให้ทำตามที่นายบอก" สึกิชิมะเอื้อมมือไปช้อนคอเสื้อของคาเงยามะ ซึ่งโดยปกติแล้วคาเงยามะจะถึงเนื้อถึงตัวก่อนเวลาทะเลาะกัน นั่นก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าตอนนี้สึกิชิมะกำลังโกรธ และอยากจะต่อยหน้าเจ้าบ้าที่ไหนก็ไม่รู้ที่เอาแต่ด่าเขาฉอด ๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

          "สุดท้ายก็ทิ้งนิสัยเดิมไม่ได้...ราชา..."

          คาเงยามะปัดมือสึกิชิมะออกอย่างแรง

          "ฉันทำเพื่อทีม!"

          "ฉันคิดผิดมาตลอดว่านายเปลี่ยนไปแล้ว" นัยน์ตาเรียวนั้นหรี่มองผ่านแว่นออกมา "ฮินาตะอาจจะทำให้นายพัฒนาขึ้นก็จริง แต่คนอื่น ๆ ในทีมทำให้นายยืนอยู่ในตำแหน่งผู้ชนะในวันนี้...ฉันผิดหวังในตัวนายจริง ๆ"

          “ตอนนี้ทุกคนแบกภาระที่หนักอึ้งด้วยกันไม่ต่างกับนาย” สึกิชิมะกดเสียงเข้ม และนี่คงเป็นครั้งแรกที่คาเกยามะเห็นสึกิชิมะจริงจังกับสิ่งที่พูด แถมยังโกรธอีกด้วย “อ้อ! แล้วก็ต้องขอโทษด้วยนะราชา ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดและตายไปพร้อมกับวอลเลย์เหมือนนาย แต่ละคนมีขีดจำกัด ฉันก็ด้วย”

          ว่าจบสึกิชิมะก็เดินล้วงกระเป๋าจากไปในความมืด ปล่อยให้คาเงยามะจมอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง

 


          ตรู๊ดๆๆ

          "ครับ?"

          "เคย์...นายอยู่ไหนเนี่ย เพื่อน ๆ ฉันรอซ้อมอยู่นะ ปกตินายไม่เคยมาช้านี่นา?"

          "ขอโทษครับพี่ มีประชุมทีมนิดหน่อย...กำลังไป"

          "โอเค...มาที่โรงยิมหลักของมหาลัยเลยนะ วันนี้มีทีมสโมสรมาแจมด้วย คนเก่ง ๆ เพียบเลย"

          "ครับ"

 



          หลังจากสึกิชิมะออกไปวิ่งแต่เช้าก็แวะไปที่บ้านยามากุจิ แต่ดูเหมือนว่ายามากุจิจะออกไปแล้ว เขาจึงต้องเดินไปโรงเรียนเพียงคนเดียว ระหว่างที่ฟังเพลงไปนั้นก็พลันคิดถึงสิ่งที่คาเงยามะพูดเมื่อคืน ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เจ้าราชานั่นทำเหมือนรู้จักเขาดีไปซะหมด ไม่รู้หรือไงว่าเขาน่ะตั้งใจเล่นวอลเลย์มากกว่าท่องหนังสือตลอดการแข่งฮารุโคที่ผ่านมา แต่ก็โทษความหัวดีของเขาไม่ได้ล่ะนะที่การสอบก็ยังทำได้ดีเหมือนเดิม

          “สึกิชิมะ!” เสียงแหลมเล็กของฮินาตะดังทะลุหูฟังเข้ามาจนทำให้เด็กหนุ่มรีบดึงหูฟังลง

          “น่ารำคาญจริง!” เขาตะโกนกลับไป แต่ดูฮินาตะไม่ได้สนใจคำต่อว่านั้น เด็กหนุ่มร่างเล็กกระโดดลงจากจักรยานแล้วจูงมาเดินขนาบข้างเขา

          “เมื่อวานนายเตะแก้มคาเงยามะเหรอ ฉันฟื้นขึ้นมาอีกทีเห็นหมอนั่นหน้าแดงเถือกเลย” ฮินาตะว่าขณะยกมือข้างหนึ่งมาลูบคางตัวเองเบา ๆ เพราะยังรู้สึกเจ็บอยู่

          “รีบปั่นจักรยานไปให้พ้น ๆ เลยไป” สึกิชิมะออกปากไล่เพราะไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์น่าอายนั้น

          “นายเนี่ยน๊า...” ฮินาตะจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของสึกิชิมะ “เดี๋ยวเทอมหน้าเราก็จะขึ้นปีสองแล้ว รุ่นพี่ปีสามจะไม่อยู่กันแล้ว ก็คงเหลือแต่พวกทานากะซังกับพวกเรา ฉันว่าพวกเราญาติดีกันไว้น่าจะดีนา...”

          “ให้ฉันญาติดีกับเจ้าราชานั่นอ่ะนะ?”

          “จะว่าไปช่วงนี้หมอนั่นดูเครียด ๆ ทำผิดนิดหน่อยเหวี่ยงเป็นช้างฟาดงวงฟาดงาเลย สงสัยเพราะกำลังห่วงเริ่มฟอร์ทีมใหม่ล่ะมั้ง” ฮินาตะละสายตาจากสึกิชิมะแล้วมองไปที่เนินเบื้องหน้าที่พวกเขาจะต้องเดินข้ามเนินนั้นไป "ฉันต้องเจ็บตัวตลอดเลย โดนตีทุ๊กวัน!"

          สึกิชิมะเอาแต่เงียบไม่ได้ตอบอะไร เขาพอจะเข้าใจถึงความตั้งใจทำอะไรสักอย่างอยู่หรอก และดูคาเงยามะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเข้าหาเขาแม้จะต้องฝืนตัวเองมากแค่ไหนก็ตาม จากการแข่งกับอาโอบะโจไซก็พอจะเดาออกว่าคาเงยามะพยายามเป็นเซ็ตเตอร์ที่สมบูรณ์แบบให้ได้อย่างโออิคาวะ เพราะเขาคนนั้นสนิทกับทุกคนในทีม และสามารถดึงความสามารถของทุกคนออกมาได้อย่างเต็มที่ จะว่าโออิคาวะซังคือไอดอลของคาเงยามะก็ไม่ผิดนักหรอก

          “นายช่วยอะไรฉันหน่อยสิ” สึกิชิมะว่าขึ้น

          “อู้หู สึกิชิมะขอความช่วยเหลือฉันด้วยแฮะ” ฮินาตะแสดงท่าทางตื่นเต้นมากกว่าตอนที่คาเงยามะบอกว่าจะซ้อมลูกตบแบบใหม่เสียอีก

          “จะญาติดีกับราชาต้องทำยังไงบ้าง”

          “เรื่องนั้นฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ถ้านายรู้แล้วก็มาบอกฉันด้วยนะ” ฮินาตะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาโบกไปมา เพราะเขาเองก็ไม่ได้ญาติดีกับคาเงยามะเท่าไหร่



 

          หลังจากคิดทบทวนสิ่งที่พูดกับสึกิชิมะเมื่อคืน คาเงยามะก็ตัดสินใจที่จะไปขอโทษด้วยตัวเอง ก็จริงอย่างที่สึกิชิมะพูด หากไม่มีเพื่อนร่วมทีม คาราสุโนะคงไม่ได้มายืนอยู่อย่างทุกวันนี้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดและตายไปพร้อมกับวอลเลย์เหมือนกับเขา ต้องรู้จักผ่อนปรนกับคนอื่นบ้าง ไม่งั้นก็ไม่ต่างกับ 'ราชา' ที่สึกิชิมะมักเอามากัดอยู่บ่อย ๆ

          คาเงยามะเดินทางมาถึงหน้าห้องชมรมแล้วเปิดประตูเข้าไปด้วยความหวังว่าจะมีใครสักคนอยู่ในห้องนั้น จะเป็นใครก็ได้ที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ในตอนนี้ และก็ได้พบกับยามากุจิที่กำลังโซ้ยซาลาเปากับนมสดอยู่ในห้องเพียงคนเดียว

          "ยามากุจิ!" เหมือนสวรรค์เป็นใจ ส่งยามากุจิพร้อมกับซาลาเปาและนมสดลงมาในห้องชมรมในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

          "หือ?"

          คาเงยามะปิดประตูห้องชมรมดังปังแล้ววิ่งไปคุกเข่าข้าง ๆ ทำเอายามากุจิถึงกับสำลักนมสด

          "ได้โปรด!" คาเงยามะก้มหัวจนหน้าผากกระแทกพื้นดังลั่น "บอกวิธีง้อสึกิชิมะให้ทีเถอะครับ!"

          "หา?!" แม้จะไม่เชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินไป แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมราชาถึงอยากง้อสามัญชนคนนั้นด้วย

          "เมื่อวานฉันพูดอะไรที่ไม่ดีกับสึกิชิมะโดยที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเลย ฉันผิดไปแล้ว!" ว่าแล้วคาเงยามะก็ยกหัวขึ้นแล้วมองยามากุจิที่ยังถือซาลาเปาและนมสดคามืออยู่

          "ก็แค่ขอโทษไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก"

          "แค่นั้นก็ได้ใช่ไหม?!"

          "งั้นมั้ง" ยามากุจิกัดซาลาเปาต่อแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ

          ไม่ทันที่คาเงยามาจะพูดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงโวยวายของฮินาตะและสึกิชิมะดังมาแต่ไกล ไม่นานนักประตูก็เปิดขึ้น ทั้งสี่จ้องหน้ากันสักครู่แล้วแยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในมุมของตัวเอง

          “ฮินาตะ วันนี้เวรพวกเราถูพื้นโรงยิมนะ รีบไปกันก่อนไหม” ยามากุจิเรียกฮินาตะที่เพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ

          “อ๊า...นั่นสินะ ไปกันเถอะ” ว่าจบฮินาตะก็เดินนำยามากุจิออกไป เหลือแต่สึกิชิมะและคาเงยามะที่ยังเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่เสร็จ อันที่จริงก็ตั้งใจถ่วงเวลาให้ยามากุจิกับฮินาตะออกไปก่อน เพราะต่างคนต่างมีอะไรต้องสะสางนิดหน่อย

          ถึงอย่างนั้น คาเงยามะและสึกิชิมะยังคงเงียบ มีแต่เสียงรูดซิบจากกระเป๋าเคล้ากับเสียงหายใจแผ่ว ๆ ของสึกิชิมะที่ยังพอจะคลายความวังเวงลงได้

          "สึกิชิมะ"

          "ราชา"

          จู่ ๆ ทั้งสองก็เรียกชื่อฝ่ายตรงข้ามออกมาพร้อมกัน

          "ว่ามาสิ..." สึกิชิมะให้เกียรติราชาเป็นคนพูดก่อน

          "นายก่อน"

          "นายก่อนสิ" สึกิชิมะยังโบ้ยให้คาเงยามะ

          "เจ้าบ้า! จะพูดก็พูดมาลีลาอยู่ได้" คาเงยามะขึ้นเสียงเพราะเริ่มฉุน

          "นายนั่นแหละลีลา!"

          "ช่างหัวมันเถอะ!" ว่าจบคาเงยามะก็หันกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองต่อด้วยความหงุดหงิด

          สึกิชิมะชำเลืองมองดูร่างบางนั้นกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมัดกล้ามเล็ก ๆ ของคาเงยามะแบบชัด ๆ ท่าทางว่าเจ้าของร่างบางนั้นจะออกกำลังกายเป็นประจำ จนดูออกได้เลยว่าใต้ผิวหนังขาวเนียนนั้นไม่มีไขมันแทรกอยู่เลย แต่ก่อนจะใช้เวลาหมดไปกับการดูเรือนร่างของคนอื่นนั้น เขาต้องทำในสิ่งที่ต้องทำเสียก่อน เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินตรงไปหาคาเงยามะ แล้วเอาศอกค้ำกับชั้นวางของ

          “เมื่อวานน่ะ...” สึกิชิมะว่าขณะที่คาเงยามะยังคงถอดชุดนักเรียนอยู่

          “ฉันขอโทษ...” คาเงยามะสวนขึ้นมาพลางย่อตัวเพื่อถอดกางเกง “ฉันกดดันตัวเองมากไป จนกลายเป็นการกดดันคนอื่นไปด้วย”

          “ก็รู้ตัวเองดีนี่” สึกิชิมะยกมุมปากอย่างพอใจที่เห็นราชายอมขอโทษ

          คาเงยามะมองค้อนแล้วหยิบเสื้อยืดมาใส่

          “ฉันขอโทษเพราะรู้สึกผิดจริง ๆ ดังนั้นรับคำขอโทษแล้วไปให้พ้น ๆ หน้าฉันสักที”

          สึกิชิมะเดินกลับไปที่กระเป๋าของตัวเองแล้วล้วงกล่องนมกับโยเกิร์ตออกมา จากนั้นก็เอื้อมมือไปวางข้าง ๆ กระเป๋าของคาเงยามะ

          “นี่แทนคำขอโทษแล้วกัน” ว่าจบเด็กหนุ่มก็เดินออกจากห้องชมรมไป

          คาเงยามะมองไปที่กล่องนมและโยเกิร์ตรสชาติและยี่ห้อที่เขาโปรดปรานอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองนัก สึกิชิมะเนี่ยนะจะซื้อของอะไรแบบนี้มาให้เขา หรือเพราะอยากชดใช้ให้ตอนซื้อน้ำอัดลมให้งั้นเหรอ แต่เห็นบอกว่าแทนคำขอโทษ หรือว่าหมอนั่น...พยายามปรับตัวเข้าหาเขาเหมือนกัน




          อาจารย์ทาเคดะเรียกประชุมหลังจากกิจกรรมชมรมของวันนี้เสร็จสิ้นลง เพื่อประกาศว่าหลังจากนี้จะเข้าสู่การสอบปลายภาค และจะงดกิจกรรมชมรมจนกว่าจะเปิดเทอมหน้า พร้อมอวยพรให้ทุกคนโชคดีกับการสอบ พวกรุ่นพี่ปีสองนัดแนะกันเพื่อไปติวที่บ้านของทานากะ ส่วนปีหนึ่งยังทะเลาะกันอยู่ว่าใครจะช่วยติว แต่สุดท้ายไอ้คนที่คิดว่าหัวดีที่สุดกลับชิ่งหนีกลับไปแล้วตอนกำลังทะเลาะกัน เลยไม่พ้นยามากุจิและยาจิเป็นคนช่วยติวให้คาเงยามะและฮินาตะ

          “ไม่มียาจิซังกับยามากุจินี่พวกเราแย่แน่ ๆ เลย” ฮินาตะว่าอย่างอารมณ์ดีขณะเก็บสมุดยัดลงกระเป๋าเพิ่มเตรียมตัวกลับบ้าน

          “อันที่จริงพวกนายน่าจะต้องไปขอบคุณสึกิชิมะด้วยนะ” ยาจิว่าขณะคืนสมุดเล่มหนึ่งให้กับยามากุจิ

          “ทำไมพวกเราต้องขอบคุณหมอนั่นด้วย” ฮินาตะถามอย่างสงสัย

          “สมุดเล่มนี้น่ะ” ยามากุจิชูสมุดเลกเชอร์ที่เพิ่งได้รับมาจากยาจิขึ้นมา “สึกิชิมะฝากมา แล้วบอกว่าให้เอาเนื้อหาในนี้มาติวพวกนาย”

          “อั้ยหยา!” ฮินาตะร้องลั่นพลางยกมือขึ้นมาชี้สมุดในมือของยามากุจิ “ไอ้คนดี! เจ้าบ้าสึกิชิมะเป็นคนดี!

          ผิดกับคาเงยามะที่หัวใจกลับเต้นแรงเมื่อรู้ว่าสึกิชิมะทำเพื่อคนอื่น หมอนั่นพัฒนาความสัมพันกับคนในทีมมากกว่าเขาเสียอีก แถมทำอะไรน่ารักแบบนี้ก็เป็นด้วย

          “ยามากุจิ” ยาจิพูดขึ้น “จากที่ฉันวิเคราะห์ข้อมูลรูปร่างของผู้เล่นมาตลอดทั้งปี ฉันว่าค่า BMI ของสึกิชิมะต่ำเกินไปนะ น่าจะให้เขาเพิ่มน้ำหนักตัวหน่อย และเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของร่างกายด้วย”

          ยามากุจิถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโบกมือไปมา “ผมพยายามแล้วครับยาจิซัง แต่สึกิชิมะดื้อมาก กินแต่อาหารไม่มีประโยชน์ เค้กงี้ น้ำอัดลมงี้ พอเตือนหน่อยก็บอกให้หุบปากตลอดเลย”

          “ว่าแต่...ต้องเป็นอาหารพวกไหนเหรอครับ” คาเงยามะที่นั่งฟังอยู่นานถามขึ้นมา

          “เคยถามโค้ชอุไคตอนไปเข้าค่ายที่ชิราโทริซาวะ เห็นบอกต้องเป็นอาหารพวกอะไรนี่แหละ ตีน ๆ” ฮินาตะทำหน้าเคร่งเครียด “จริง ๆ เมื่อวันก่อนคาเงยามะก็ให้ตีนมาแล้วทีนึง ไม่เห็นกล้ามขึ้นเลย”

          “นั่นมันคนละตีนแล้วฮินาตะ” ยามากุจิย่นคิ้ว “เขาเรียกว่าโปรตีน สารอาหารพวกนี้จะมีในพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว และก็พวกอาหารเสริมอย่างโปรตีนชง ที่พวกเล่นกล้ามเขากินกัน”

          “ถ้าเรากินของพวกนี้เราจะล่ำบึ๊กเหมือนโบคุโตะซังใช่ไหม?” ฮินาตะดูตื่นเต้นกับการมีกล้ามเนื้อ

          “ใช่แล้วล่ะฮินาตะ การมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงส่งผลดีต่อการเล่นกีฬาด้วยนะ” ยาจิส่งยิ้มให้



          ระหว่างทางเดินกลับบ้าน คาเงยามะจ้องมองกระดาษโน้ตที่ยาจิเขียนรายการอาหารที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ในครัวเรือนมาให้อย่างตั้งอกตั้งใจ

          “คิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าสึกิชิมะกล้ามโต ๆ จะเป็นยังไง สงสัยจะเหมือนเดอะร็อค ฮึ ๆ” ฮินาตะขำในใจเมื่อจินตนาการว่าสึกิชิมะคือเดอะร็อค

          “อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีกล้ามเนื้อบ้างล่ะนะ” คาเงยามะพับกระดาษยัดใส่กระเป๋าสะพายของตัวเอง

          “ระหว่างนายกับหมอนั่นเป็นยังไงบ้าง” ฮินาตะถามขึ้นขณะมองไปที่เสี้ยวหน้าของคาเงยามะ

          “หือ?”

          “หมอนั่นมาถามฉันว่านายชอบกินอะไรด้วย” ฮินาตะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างพอใจที่ท่านนักปรึกษาฮินาตะ โชโยสามารถทำให้สึกิชิมะพยายามอยากเป็นเพื่อนกับคาเงยามะ

          ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสึกิชิมะถึงรู้ว่าเขากินนมกับโยเกิร์ตยี่ห้ออะไร เพราะอย่างนี้นี่เอง เจ้าบ้านั้น...ชักจะทำให้เขาใจเต้นแรงขึ้นทุกทีแล้ว



          กล่องข้าวขนาดกลางซึ่งอัดแน่นไปด้วยอาหารจำพวกโปรตีน อย่างเช่น ไข่ เต้าหู้และเนื้อสัตว์ และที่ขาดไม่ได้เลยคือข้าว ที่เด็กหนุ่ม ม.ปลาย ควรจะรับประทานเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อการใช้ในแต่ละวัน และยิ่งเป็นนักกีฬาด้วย อาหารจำพวกนี้จึงสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก

          "กินซะสิ" ชายหนุ่มเจ้าของกล่องข้าวว่าขึ้น

          "นายมาทำบ้าอะไรในห้องเรียนของฉัน" สึกิชิมะช้อนตามองเจ้าของกล้องข้าว ที่จู่ ๆ ก็เอากล้องข้าวมาวางบนโต๊ะของเขาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมปริมาณในนั้นมันเยอะกว่าคนคนหนึ่งจะกินไหว

          "เราต้องเตรียมร่างกายไว้แข่งรอบคัดเลือกอินเตอร์ไฮน์นะ" คาเงยามะทิ้งตัวลงเก้าอี้ตรงข้าม

          "อันนั้นรู้...แต่ทำไมฉันต้องกินข้าวกล่องของนายด้วย อีกอย่างอินเตอร์ไฮน์ก็ตั้งเทอมหน้า"

          "กินเหอะน่า!" คาเงยามะยังเซ้าซี้

          "เกิดใส่ยาถ่ายขึ้นมาจะทำไง...กินก่อนสิ"

          "เรื่องเยอะ!" คาเงยามะเอามือลงไปจ้วงไข่ต้มขึ้นมากัดทั้งฟอง "พอใจยัง...กินซะสิ" เขาว่าขณะเคี้ยวไข่ตุ้ย ๆ

          สึกิชิมะหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วก็เริ่มกิน 'ข้าวกล่องของคาเงยามะ' โดยที่ไม่ได้ตั้งแง่อะไรต่อ ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเปลืองตังค่าข้าว

          ยามากุจิที่เพิ่งซื้อน้ำกลับมาก็ถึงกับเดินถอยหลัง ปล่อยให้ราชากับสามัญชนเขากินข้าวด้วยกันตามลำพัง ว่าแต่คำว่าสามัญชนนี่เขาได้มาจากไหนกันนะ จำได้ลาง ๆ ว่าน่าจะตอนแข่งกับชิราโทริซาวะล่ะมั้ง ช่างเถอะ...ไปหาฮินาตะดีกว่า

          “อาจารย์ทาเคดะเรียกฉันไปคุยส่วนตัว” สึกิชิมะว่าขณะขณะคีบเต้าหู้ขึ้นมากิน “ถามว่าการซ้อมกับนายเป็นยังไง ฉันก็ตอบไปว่าก็ดี”

          “โกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีนะ” คาเงยามะสวนขึ้นมาแล้วแย่งตะเกียบมาจากมือของสึกิชิมะพื่อคีบเนื้อผัดน้ำมันหอย

          “บางทีที่เราเล่นไม่เข้ากันเพราะเราตั้งใจจนเกินไปก็ได้” สึกิชิมะยกมือขึ้นมาเท้าคางแล้วจ้องไปที่คาเงยามะที่ยังกินอยู่ “นายไม่ต้องเดาใจฉันออกทุกเรื่องก็ได้ ก็แค่ส่งลูกมาให้ฉันแค่นั้นเอง”

          “ฉันคิดว่าเราน่าจะลองพยายามสนิทกันดูนะสึกิชิมะ”

          “เอาแค่รู้ว่าในคอร์ทฉันทำอะไรได้ก็พอ” สึกิชิมะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหยิบหูฟังขึ้นมาครอบหู

          “นี่ฉันพยายามจะเป็นเพื่อนนายนะสึกิชิมะ ถ้าเราอ่านใจกันออกอะไร ๆ มันอาจจะง่ายขึ้น” คาเงยามะพูดด้วยใบหน้าจริงจัง แต่สึกิชิมะยกนิ้วขึ้นมาชี้ที่หูฟัง แล้วทำท่าโบกไม้โบกมือเพื่อบอกว่าฉันไม่ได้ยินว่านายพูดอะไร คาเงยามะถอนหายใจแล้วเก็บกล่องข้าวเดินออกจากห้องไป สึกิชิมะชำเลืองตามองตามร่างบางนั้นไปจนสุดขอบประตู

          “ได้เป็นแน่ หากนายไม่หลอกตัวเองว่านายกำลังฝืนใจอยู่”



นักวิทยาศาสตร์การกีฬา คือ ผู้ดูแลและทำให้ศักยภาพร่างกายของนักกีฬามีขีดความสามารถสูงขึ้นด้วยเทคนิค ต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่เรื่องของการฝึกทักษะได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #32 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 11:02

    ใส่ใจกันดีจังเลย น่ารักกกก

    #32
    0
  2. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:48
    อ่านแล้วเขิล>< งุ้ยๆๆ มีฉากฟินๆเพิ่มตั้งหลายฉาก ชอบมากค่ะะะ
    #5
    1
    • #5-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 3)
      7 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:19
      รีไรท์ใหม่ทั้งที เก๊าขอจัดเต็มมม
      #5-1
  3. #3 Nutto21 (@Nutto21) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:16

    อุบอิบบบบ/////-/////
    #3
    1
    • #3-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 3)
      8 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:45

      เขียนเองเขินเอง อิอิ
      #3-1