[Fic Haikyuu] TsukiKage - Highest

ตอนที่ 11 : ความกดดันที่แบกอยู่บนบ่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    16 ก.พ. 62

          คาเงยามะวิ่งกลับมาที่จุดรวมตัวแต่กลับไม่พบสึกิชิมะแล้ว พอถามอาจารย์ทาเคดะถึงรู้ว่าสึกิชิมะขอตัวกลับก่อนเพราะที่บ้านมีเรื่องด่วนให้รีบกลับ แต่ใจเขารู้ดีว่าเพราะอะไร คราวนี้สึกิชิมะคงจะโกรธจริง ๆ คาเงยามะต้องขึ้นรถบัสโดยไร้เงาของสึกิชิมะเพื่อกลับไปยังโรงเรียน มีแต่เพียงยามากุจิเท่านั้นที่นั่งอยู่เบาะแถวหน้าติดหน้าต่าง ซึ่งก่อนหน้านั้นมันเคยเป็นที่ประจำของสึกิชิมะ อาจารย์ทาเคดะและโค้ชประชุมทีมที่ลานจอดรถเพื่อประกาศแค่เพียงว่าจะพักซ้อมสามวันก่อนจะเดินทางไปเก็บตัวที่ทะเลสาบอินะวะชิโระ

          "คาเงยามะ" โค้ชอุไคเรียกคาเงยามะที่ยืนเหม่ออยู่นานแล้ว "ไม่สบายหรือเปล่า?"

          "เปล่าครับโค้ช" คาเงยามะตอบออกไป แต่เหมือนรอบนี้โค้ชจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด มือหนาเอื้อมมารื้อผมหน้าม้าขึ้นเพื่อวัดไข้เพราะใบหน้าของคาเงยามะเหนื่อยผิดปกติ เขามักจะสังเกตอาการของนักกีฬาทุกคน ใครที่ไม่ปกติ เขาต้องรู้อย่างแน่นอน

          "ตัวก็ไม่เห็นร้อน ยังไงก็รีบกลับบ้านไปพักผ่อนแล้วกัน"

          "ครับโค้ช"



          คาเงยามะฝืนคำสั่งโค้ชอีกครั้งโดยการแวะที่บ้านของสึกิชิมะก่อน มือเรียวเอื้อมมือไปกดกริ่งหน้าประตูบ้าน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเลื่อนประตูบ้าน คนที่อยู่หลังประตูนั้นคือแม่ของสึกิชิมะที่เดินมาพร้อมกับผ้ากันเปื้อน คงกำลังเตรียมทำอาหารเย็นอยู่

          “ขอโทษที่มารับกวนครับ คือผมมาหาสึกิชิมะน่ะครับ” คาเงยามะบอกจุดประสงค์ที่ตัวเองมาในวันนี้

          “เคย์ยังไม่กลับบ้านเลยน่ะ เอ๋?” เธอมองไปที่เสื้อวอร์มชมรมที่คาเงยามะใส่อยู่ “ก็ไม่ได้ไปแข่งด้วยกันหรอกเหรอจ๊ะ”

          “สึกิชิมะขอกลับมาก่อนน่ะครับ”

          “ยังไงน๊าลูกคนนี้นี่?” เธอยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากบาง ๆ ที่สึกิชิมะน่าจะถอดแบบมาจากเธอ

          “เดี๋ยวผมรอหน้าบ้านก็ได้ครับ”

          “ไม่เข้าไปรอข้างในเหรอจ๊ะ”

          “ไม่เป็นไรครับ ผมมีธุระต่อ ถ้ายังไม่เจอผมก็คงจะขอตัวกลับก่อนเลย”

          “เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ” เธอตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะปิดประตูบ้านเพื่อกลับไปเตรียมมื้อเย็นต่อ เพราะวันนี้ลูกชายคนโตของเธอกลับบ้านมาทานข้าวด้วย ที่คาเงยามะเดาออกเพราะได้ยินเสียงพี่อากิเทรุแว่วออกมาจากข้างในบ้าน

          คาเงยามะเงยหน้าขึ้นมองตามกำแพงแล้วส่องดูบ้านข้าง ๆ ว่าจะมีช่องทางไหนที่สึกิชิมะแอบเข้าบ้านได้ เพราะเขาเคยฝังใจตอนแอบปีนเข้าบ้านตัวเอง คิดว่าสึกิชิมะคงจะใช้วิธีเดียวกันกับเขาเพื่อหลบหน้า ในระหว่างที่กำลังเดินไปมาเพื่อสำรวจอยู่นั้น เขาก็ถอยไปชนกับใครบางคนเข้า เด็กหนุ่มรีบหันกลับไปทันทีเพื่อทำการขอโทษ

          “ขะ...สึกิชิมะ” คาเงยามะเรียกชื่อร่างสูงนั้นที่กำลังเดินไปเปิดประตูบ้าน “คุยกันก่อนสิ!” คาเงยามะเอื้อมมือไปจับมือนั้นแต่โดนปัดออก ความรู้สึกที่ถูกปัดมือออกมันเป็นแบบนี้นี่เอง รู้สึกแย่สุด ๆ ไปเลย สึกิชิมะต้องรู้สึกแบบนี้มาตลอดสินะก่อนจะคบกัน

          “กลับบ้านไป” สึกิชิมะว่าแล้วพาร่างสูงนั้นเข้าไปในบ้านก่อนจะเลื่อนประตูปิด แต่คาเงยามะเอามือกันไว้จนประตูหนีบมือ เจ้าของบ้านรีบเปิดประตูออกทันทีแล้วจ้องมองมือขาวนั้นที่เริ่มแดง

          “นายเป็นอะไรไป?” คาเงยามะถามขึ้นทั้ง ๆ ที่มือยังจับที่ขอบประตูอยู่

          สึกิชิมะขมวดคิ้วทันทีเมื่อคำถามจบลง เขาพุ่งตัวมาช้อนคอเสื้อของคาเงยามะแล้วดึงเข้าไปใกล้ ๆ “บอกให้กลับบ้านยังไงล่ะ!

          ด้วยแรงงัดอันมหาศาลของสึกิชิมะ ทำให้มือใหญ่ของสึกิชิมะกดเข้าที่คอหอยอย่างแรง ใบหน้าของคาเงยามะเริ่มบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดและขาดอากาศหายใจ สายตาของสึกิชิมะตอนนี้มีทั้งความโกรธและความเสียใจผสมปนเปกันไปจนเดาไม่ออกว่าตอนนี้เขารู้สึกยังไงกันแน่...

          “ฉัน...หะ...หายใจ...มะ...ไม่ออก!

          “เคย์!” อากิเทรุร้องขึ้นแล้ววิ่งมาจับทั้งสองแยกออกจากกัน คาเงยามะล้มลงไปนอนกองที่พื้นแล้วหอบหายใจเสียงดังหืดหาดเพื่อสูดอากาศเข้าปอด “เข้าบ้าน!” พี่ชายของเขาตวาดเสียงแข็งเพื่อไล่น้องชายเข้าบ้านไปก่อน

          สึกิชิมะก้มลงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองที่ตกอยู่ที่พื้นแล้วชำเลืองมองร่างอันอ่อนปวกเปียกของคาเงยามะที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้น จากนั้นก็เดินกลับเข้าบ้านไป

          “คาเงยามะคุง เป็นอะไรหรือเปล่า?” อากิเทรุรีบพุ่งตัวมาพยุงร่างบางนั้นขึ้นมา เด็กหนุ่มผู้น่าสงสารเอาแต่หอบหายใจไม่หยุด ถ้าเกิดมาช้ากว่านี้อาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้ ถ้าเขาจำไม่ผิดเมื่อหลายเดือนก่อนคาเงยามะเคยมาลากน้องชายของเขาออกไปซ้อม เหมือนจะเป็นความสัมพันที่ดี แต่ทำไมวันนี้กลับทะเลาะกันจนกือบลงไม้ลงมือ

          “เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง ขณะยังจ้องหน้าใบหน้าที่เหนื่อยอ่อนนั้น

          “ทะเลาะกันเรื่องการซ้อมนิดหน่อยครับ” คาเงยามะโกหกแล้วโค้งลาอากิเทรุ “ผมขอตัวครับ” ว่าจบเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้อากิเทรุได้แต่ยืนมองด้วยความเป็นห่วงอยู่เบื้องหลัง






          เสียงเม็ดฝนประทบกระจกหน้าต่างห้องนอนดังเปาะแปะ ดึงสติสึกิชิมะให้กลับมาเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง เด็กหนุ่มมองมือขวาที่เพิ่งจะคว้าคอเสื้อจนกดคอหอยของคาเงยามะมาหมาด ๆ แม้จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป แต่สิ่งที่เขาได้ฟังจากแม่ของคาเงยามะนั้นเสียใจยิ่งกว่า...

 


          หลังจากสึกิชิมะออกมาจากห้องน้ำเขาก็ตรงมายังจุดรวมพลและขออาจารย์คาเคดะกลับก่อน โดยอ้างว่าที่บ้านมีเรื่องด่วนให้รีบกลับตอนนี้ เพราะเขาโมโหเกินกว่าจะมองหน้าคาเงยามะได้ แต่ระหว่างที่กำลังนั่งรถไฟสายท้องถิ่นกลับบ้านก็พลันนึกย้อนอะไรหลาย ๆ อย่างขึ้นมา เขาเคยเชื่อใจคาเงยามะมาตลอด และหมอนั่นไม่มีทางที่จะกลายเป็นคนเจ้าชู้มักมาก เพราะทั้งชีวิตมีแต่วอลเลย์ ตัวเขาเองดีแค่ไหนแล้วที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนคนนั้น โดยที่ไม่มีใครเคยเข้าไปยืนตรงนั้นได้เลยนอกจากเขา

          “ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย” เด็กหนุ่มเปรยขึ้นมาขณะจ้องใบหน้าของตัวเองสะท้อนกับกระจกประตูรถไฟ

          หลังจากถึงสถานีเขาก็รีบวิ่งตรงไปดิ่งไปที่บ้านของคาเงยามะเพื่อขอโทษเรื่องที่พูดออกไปตอนที่อยู่ในห้องน้ำ แต่การไปบ้านขอคาเงยามะวันนี้ไม่เหมือนกับทุกวัน

          ขณะที่เขากำลังเอนหลังพิงกำแพงบ้านและฟังเพลงฆ่าเวลาอยู่นั้น แม่ของคาเงยามะที่เพิ่งกลับจากซุบเปอร์ก็เดินตรงมาหาเขา เด็กหนุ่มรีบดึงหูฟังลงและโค้งทักทาย

          “คงจะเป็นคนที่คอยติวให้โทบิโอะสินะ” เธอถามขึ้นขณะที่มือทั้งสองยังโอบอุ้มถุงกระดาษที่มีอาหารสดอยู่เต็ม

          “ใช่ครับ ผมกับคาเงยามะเป็นเพื่อนกันที่ชมรม”

          “อืม” เธอตอบรับไปขณะมองไปที่เสื้อวอร์มชมรมที่คุ้นเคย “วันนี้ตอนแข่งเสร็จ คุณโค้ชเขาโทรมาหาฉัน บอกว่าช่วงนี้โทบิโอะขัดคำสั่งบ่อยมากจนทำให้บาดเจ็บและป่วย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะติดเพื่อนกับติดเที่ยวมากเกินไปหรือเปล่า เลยอยากจะให้พ่อกับแม่ช่วยเตือน”

          “...”

          “พรุ่งนี้ฉันจะคุยกับคุณพ่อเขาเรื่องที่โค้ชโทรมา และเรื่องที่ครูใหญ่จะรับปากช่วยดูแลผลการเรียนให้” เธอว่าแล้วเดินเข้ามาใกล้สึกิชิมะ “สึกิชิมะคุง...ฉันพอจะดูออกว่าความสัมพันของเธอกับโทบิโอะเป็นยังไง แต่ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อเขาหรอก ฉันขอร้องให้เธอหยุดความสัมพันนี้กับโทบิโอะ ทำให้ได้ไหม โทบิโอะเป็นลูกคนเดียวและเราคาดหวังในตัวลูกชายคนนี้มาก อยากให้เขามีชีวิตที่ดี แต่งงาน มีครอบครัว”

          “ผม...ขอโทษครับ” สึกิชิมะก้มหัวลง “ผมจะเลิกกับคาเงยามะครับ”

          “ฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเธอหรอกนะ เธอเป็นเด็กดี พ่อแม่ของเธอก็คาดหวังยากให้เธอมีชีวิตที่ดี แต่งงานและมีครอบครัวดี ๆ เหมือนกัน” ว่าจบเธอก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป

          สึกิชิมะยกหัวขึ้นเมื่อแม่ของคาเงยามะเข้าไปในบ้านแล้ว ความรู้สึกตอนนี้มันหน่วงไปหมด เพิ่งจะดีใจที่ได้เข้ารอบชิงแล้วแท้ ๆ กลับต้องมาเสียใจอย่างหนักในเวลาห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง เข้าใจผิดกับคาเงยามะยังขอคืนดีได้ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด แต่มันคือความจริงของชีวิต ความจริงของทุกสิ่งอย่าง คำพูดของแม่คาเงยามะเหมือนเป็นประกาศิตที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นจากฝัน สั้นจริง ๆ ชีวิตที่ได้ใช้ร่วมกันกับคาเงยามะในฐานะคนรัก มันสั้นกว่าที่เขาคิดไว้จริง ๆ


 




          มืออันเปียดชุ่มยกขึ้นมาปาดผมหน้าม้าขึ้นเพราะมีหยดน้ำไหลลู่ลงมาตามเส้นผมจนทำให้ใบหน้านวลนั้นเปียกโชกไปด้วยฝน คาเงยามะยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านเป็นคุณลุงแก่ ๆ ใจดียอมให้เข้าไปหลบฝนในบ้าน แต่เขาปฏิเสธเพราะจะให้เข้าไปหลบตอนนี้ก็สายไปแล้ว เสื้อวอร์มชมรมและเสื้อยืดข้างในเปียกชุ่มจนรู้สึกไม่สบายตัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรอให้ฝนหยุดตกถึงจะกลับบ้านได้

          เขาค่อย ๆ ลดมือลงมาลูบที่ลำคอยาวของตัวเองพลางคิดถึงสายตาอันปั่นป่วนของสึกิชิมะ เขาไม่เคยเห็นสึกิชิมะเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่คิดว่าคนที่ใจเย็นกับทุกเรื่องถึงสับสนได้ขนาดนี้ เรื่องที่เข้าใจผิดมันทำให้สึกิชิมะเป็นได้ขนาดนี้จริง ๆ เหรอ?

          “อยู่นี่เอง” ยามากุจิทักขึ้น

          คาเงยามะหันไปมองต้นเสียงก็ได้พบกับยามากุจิและฮินาตะที่ยืนอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกัน ใบหน้าของทั้งสองอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เพราะการแข่งขันวันนี้มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนเช่นทุกที

          “พอลงรสบัสนายก็หายตัวไปเลย พวกเราเป็นห่วงก็เลยรีบออกตามหา” ยามากุจิพูดขณะหุบร่มหลังจากเดินเข้ามาอยู่ใต้ชายคาแล้ว

          “ทะเลาะกันจริง ๆ สินะ”

          “อา...ฉันตามไปเคลียร์ที่บ้านแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่” คาเงยามะเหม่อมองออกไปนอกชายคาที่ตอนนี้ฝนยังตกหนักไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

          “ฉันสงสัยอยู่นานแล้วนายคบกับสึกิชิมะเหรอ?” ฮินาตะถามออกมาทำเอายามากุจิถึงกับถอนหายใจยาว อยากจะเขกหัวตอนนี้ก็ดูท่าไม่น่าจะช่วยทำอะไรให้ดีขึ้น

          “มันใช่เวลามาถามไหมฮินาตะ” ยามากุจิดุไปหนึ่งที

          “อย่าเพิ่งดุกันสิ” ฮินาตะว่าขณะเดินไปเกาะแขนคาเงยามะ “ตอนนี้กำลังคิดว่าจะง้อสึกิชิมะยังไงใช่ไหมล่ะ ฉันมีวิธีดี ๆ อยู่วิธีหนึ่ง”

          คาเงยามะชำเลืองมองฮินาตะด้วยสายตาดูแคลน เพราะเขาไม่เชื่อว่าคนแบบฮินาตะจะมีวิธีง้อคนอื่นได้







 

          เช้าวันวันแรกของการพักซ้อม คาเงยามะออกมาจากบ้านพร้อมกับลูกวอลเลย์คู่ใจของเขา แต่วันนี้เขาไม่ได้ออกมาซ้อม เขากำลังจะมาง้อแฟน แม้จะเคลือบแคลงสงสัยกับวิธีการง้อของฮินาตะอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เหมือนอยู่ในจุดที่ไม่มีทางเลือกมากมายนัก

          เขามาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของสึกิชิมะท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวเพราะเมื่อคืนฝนตกทั้งคืน เหมือนจะเป็นฝนปลายฤดูก่อนจะเข้าฤดูร้อนอย่างสมบูรณ์ เด็กหนุ่มถือลูกบอลอย่างเก้ ๆ กัง ๆ อยู่สักครู่แล้วเอื้อมมือไปกดกริ่งประตู ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างในตามด้วยเสียงเลื่อนประตู

          “หวัดดี!” คาเงยามะทักทายออกไปเมื่อเจอใบหน้าที่คุ้นเคย ไม่ทันไรประตูก็ปิดในทันที “เฮ้...นี่! สึกิชิมะ!


          ถ้าไม่ยอมคุยด้วยก็โยนลูกวอลเลย์เข้าบ้านไปเลย


          คาเงยามะทำตามที่ฮินาตะบอกแล้วรอผลอยู่ข้างนอก สึกิชิมะที่ยังไม่ไปไหนก็เดินไปหยิบลูกวอลเลย์ขึ้นมาดู

          คืนดีกันนะ ฉันจะอธิบายให้ฟังทุกอย่าง มีข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยบนลูกวอลเลย์

          สึกิชิมะโยนลูกลอยข้ามประตูออกมา คาเงยามะรับเอาไว้ได้ทันที

          “สึกิชิมะ ฉันกับคินดะอิจิไม่ได้มีอะไรกันจริง ๆ นะ” คาเงยามะโยนลูกโด่งกลับเข้าไปอีกรอบ แต่คราวนี้เจ้าของบ้านกระโดดตบอัดลูกออกมาอย่างกับประตูบ้านเป็นเน็ต “ไนส์คิล!” คาเงยามะเผลอร้องออกมาอย่างลืมตัว นี่ถ้าประตูบ้านไม่ทึบคงกระโดดบล็อคไปแล้ว

          “กลับไปได้แล้ว หนวกหู!” สึกิชิมะร้องกลับมาแล้วหนีเข้าบ้านไป 'ที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องนั้นแล้ว'

          คาเงยามะเดินไปหยิบลูกวอลเลย์ของตัวเองขึ้นมากอดไว้แล้วมองที่ประตูบ้านนั้นอย่างอ่อนใจ เขาล้วงกระเป๋าหยิบมือถือออกมาโทรหาฮินาตะเพื่อรองรับอารมณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน 4...3...2...1

          “เจ้าโง่!” คาเงยามะตะเบ็งเสียงผ่านมือถือทำเอาปลายสายถึงกับร้องจ๊าก “วีธิบ้าบออะไรของแกฟะ เจ้าของบ้านแม่งกระโดดตบลูกคืนมา เอาซะโคตรสวยเลย!

          “ก็นึกว่าเจอกันด้วยวอลเลย์จะง้อด้วยวอลเลย์สำเร็จนี่นา” ฮินาตะตอบกลับมาแต่ดูเหมือนไม่อยากรับผิดชอบความผิดพลาดนี้มากนัก “ลองใช้วิธีของยามากุจิดูดิงั้น ยามากุจิเป็นเพื่อนสนิทของหมอนั่น อาจจะได้ผลก็ได้”

          “ให้ตายสิ” คาเงยามะตัดสายไปแล้วนึกถึงวิธีที่ยามากุจิบอกเมื่อวาน


          บุกบ้านเข้าไปเลย สึกกี้บอกว่าพรุ่งนี้ไม่มีคนอยู่บ้าน


          คาเงยามะมองประตูอยู่สักครู่แล้วส่ายหน้า เพราะไม่คิดว่าวิธีนี้จะเวิร์คกับคนที่กำลังโกรธอยู่ อีกอย่าง...นี่มันเป็นวิธีที่คิดโดยเพื่อนสนิทจริง ๆ เหรอ เขาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โดยพิมพ์ข้อความแชทหาโออิคาวะซังเพื่อขอปรึกษาวิธีง้อแฟน ไม่นานนักโออาวะซังก็โทรกลับมาทันที ท่าทางรุ่นพี่คนนี้จะว่างจัด นี่เรียนมหาวิทยาลัยอยู่แน่เหรอ

          “ถ่ายรูปนู๊ดส่งให้ดูในไลน์สิ”

          “ใครจะไปทำแบบนั้นกันล่ะครับ อีกอย่าง...ตอนนี้ผมอยู่หน้าบ้านเขาด้วย”

          “นั่นแหละยิ่งดี ทำหน้าอ้อน ๆ ดึงเสื้อให้เห็นไหปลาร้าหน่อย แล้วเขียนข้อความส่งไปด้วยว่า ร้อนจังเลย เชื่อฉัน แว่นคุงต้องรีบออกมาเปิดประตูทันที” โออิคาวะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

          “จะลองดูครับ” ว่าจบคาเงยามะก็ดึงเสื้อลงข้างหนึ่งให้เห็นไหปลาร้า ด้วยอากาศที่ร้อนจัดในวันนี้ ทำให้ใบหน้าและเนื้อตัวของเขาเริ่มมีเหงื่อ จากนั้นก็ถ่ายเซลฟี่ตามที่โออิคาวะบอกพร้อมกับข้อความ ร้อนจังเลย พลางคิดในใจว่านี่ฉันต้องมาทำอะไรขนาดนี้เลยเหรอวะ?

          สึกิชิมะที่นั่งดูทีวีดูดน้ำอัดลมเย็น ๆ อยู่ในบ้านได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาดูทันที หลังจากได้เห็นรูปถ่ายถึงกับสำลักน้ำอย่างบ้าคลั่ง

          “ให้ตายสิ!” สึกิชิมะกดเซฟรูปเอาไว้กันหายแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อหยิบน้ำเย็นจากตู้เย็นเดินไปหน้าบ้าน แล้วก็โยนข้ามประตูออกไป คาเงยามะเห็นขวดน้ำที่ลอยข้ามประตูออกมานั้นก็รู้ได้ทันทีว่าวิธีนี้ก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี

          คาเงยามะถอนหายใจแล้วเดินจากไป สึกิชิมะแอบแง้มประตูออกมาดูก็พบว่าคาเงยามะเดินจากไปแล้วก่อนจะปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าบ้าน




          ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีผู้คนอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะ โชคดีที่คาเงยามะมาถึงตอนมีลูกค้าลุกออกไปพอดี เขาเลยได้ที่นั่งตรงบาร์เหมาะกับการมากินข้าวคนเดียว เพราะตอนนี้เข้าหน้าร้อนแล้วและกำลังอยู่ในช่วงปิดเทอม ภายในร้านจึงเต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นที่ออกมากินข้าวกับกลุ่มเพื่อน ไม่ก็มาออกเดตหวานแหว๋ว

          “เอาข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษครับ” คาเงยามะสั่งอาหารมื้อใหญ่ เพราะวันนี้หมดพลังงานไปเยอะ

          ขณะนั่งรออยู่นั้นก็มีสียงเตือนข้อความเข้ามา เด็กหนุ่มหยิบมือถือขึ้นมาดูฆ่าเวลา

          โทบิโอะจัง ผลเป็นไงบ้าง เป็นข้อความจากโออิคาวะ

          เขาโยนขวดน้ำข้ามประตูบ้านออกมาให้ครับ

          งั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนหญิง ไม่ก็ชุดเมด รับรองคราวนี้ไม่พลาด

          “ให้ตายสิ ฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย” คาเงยามะบ่นกับตัวเอง ซึ่งในขณะเดียวกัน ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษของเขาก็ถูกวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ในเสี้ยววินาทีหนึ่งเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพียงเพราะกลัวเสียสึกิชิมะไป เลยต้องเขียนจดหมายตอบกลับและขอคบ จนสุดท้ายมันเลยเถิดมาขนาดนี้ เรื่องที่กลัวที่สุดกำลังเกิดขึ้นกับเขาแล้วจริง ๆ การมีความรักมันไม่ได้ส่งผลดีต่อเขาเลยสักนิด เหมือนอย่างที่หวั่นใจไว้เลยไม่มีผิด...

 


          ตรู๊ดดด

          “ครับพ่อ?”

          “ตอนนี้อยู่ที่ไหน กลับบ้านมาคุยกันหน่อย”

          “ผมกินข้าวเสร็จแล้วจะกลับครับ”

          “เดี๋ยวนี้...”


          คาเงยามะวางสายด้วยความสงสัย ตอนนี้พ่อเขาน่าจะยังทำงานอยู่ ทำไมวันนี้พ่อกลับบ้านมาเร็ว ดูเหมือนจะมีเรื่องด่วนอีกด้วย เขารีบกินข้าวอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งกลับบ้านไปโดนลืมเรื่องของสึกิชิมะไปเสียสนิท

          ไม่นานนักเขาก็มาถึงห้องนั่งเล่นโดยมีพ่อกับแม่ของเขานั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด เด็กหนุ่มค่อย ๆ หย่อนกายลงบนเก้าอี้โซฟาตัวหนึ่งแล้วจ้องไปที่ใบหน้าของพ่อและแม่สลับกันเพื่อรอฟัง

          “โค้ชโทรมาคุยกับแม่ บอกว่าช่วงนี้แกขัดคำสั่งโค้ชหลายครั้งแล้ว” พ่อของเขาเข้าเรื่องทันที “โค้ชบอกว่าพยายามคุยกับแกแล้ว แต่แกไม่ยอมพูด”

          “แต่ก็แข่งชนะมาได้ไม่ใช่เหรอครับ”

          “โค้ชกลัวว่าร่างกายแกจะได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถลงแข่งได้” พ่อของเขาพูดเสียงเข้ม “ทางสมาคมส่งจดหมายกำหนดการเก็บตัวมาแล้ว หลังแข่งระดับจังหวัดจบ แกจะต้องไปโตเกียวทันที”

          “ตอนนี้เลิกติดเที่ยวกับติดเพื่อนได้แล้ว แกเป็นทีมชาติ มีภาระและหน้าที่ที่ต้องทำ เข้าใจไหมโทบิโอะ?”

          “ครับ” คาเงยามะก้มหน้ายอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

          “ส่วนเรื่องไปติวบ้านเพื่อน...ไม่ต้องแล้ว อาจารย์ทาเคดะจะทำเรื่องโควต้านักกีฬาให้ล่วงหน้า ครูใหญ่อนุมัติแล้วว่าจะช่วยดูแลเรื่องผลการเรียนให้ ตั้งแต่วันนี้ต่อไปก็ตั้งใจซ้อมให้เต็มที่ เข้าใจไหม?”

          “เข้าใจแล้วครับ” คาเงยามะลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นห้องไป แม่เขามองตามลูกชายด้วยความเป็นห่วง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คือสิ่งที่ดีที่ที่สุดที่พ่อกับแม่จะทำเพื่อลูกแล้ว





 

          เช้าวันพักวันที่สอง คาเงยามะออกมาวิ่งตั้งแต่พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เพราะเมื่อวานเขาเอาแต่ไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอย่างอื่นจนไม่ได้วิ่ง วันนี้เขาสวมเสื้อวอร์มสีดำยี่ห้อ ซึ่งเป็นสีและรุ่นเดียวกันที่เคยซื้อกับสึกิชิมะตอนไปเที่ยวศูนย์การค้า แต่ระหว่างที่วิ่งอยู่นั้นก็พลันเห็นสึกิชิมะในชุดวอร์มแบบเดียวกันกำลังนั่งลูบแมวจรจัดที่กำลังนอนเอนกายให้มือใหญ่นั้นลูบไล้อยู่บนกำแพงเตี้ย ๆ ระดับเอว ซึ่งตั้งใจสร้างให้เป็นกระถางต้นไม้เพื่อปลูกไทรเกาหลี*

          “หน้าตานี่คุ้น ๆ เหมือนคนคนหนึ่งเลย” สึกิชิมะไม่ยอมพูดกับเขาแต่กลับพูดกับแมวได้เป็นเรื่องเป็นราว “หน้าเหมือนคนคนหนึ่งที่ฉันรักมาก ๆ ด้วย” เด็กหนุ่มเอามือใหญ่ลูบที่หัวเจ้าแมวสีขาวดำตัวเล็ก ใบหน้าของมันมีขนดำแซมที่ใบหน้าเหมือนเป็นผมหน้าม้าดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

          “เกือบครึ่งปีที่ฉันตามตื้อหมอนั่น แต่คบกันได้แค่อาทิตย์เดียวก็เป็นเรื่องซะแล้ว” สึกิชิมะยังดึงดันจะคุยกับแมวต่อ “แกรู้หรือเปล่าว่าจดหมายที่ตอบกลับมาหมอนั่นเขียนว่าไงบ้าง”

          เมี้ยว...

          “ฮ่ะ ๆ อยากรู้ล่ะสิ” สึกิชิมะเอามือเรียวเกาคางมันเบา ๆ จนมันครองออกมา “ลายมืออ่านก็ยาก เขียนผิดเยอะอีกต่างหาก ในนั้นไม่มีอะไรนอกจากเรื่องวอลเลย์ ทั้งหน้ากระดาษมีคำว่าวอลเลย์เกือบ 50 คำได้ล่ะมั้ง ตอนท้ายบอกว่าอยากลองคบกับฉันดูเพราะเห็นว่าฉันก็รักวอลเลย์บอลเหมือนกัน ชีวิตหมอนั่นมีแต่วอลเลย์จริง ๆ เลยนะ”

          สึกิชิมะเงียบไป แต่มือของเขายังลูบไล้แมวตัวนั้นอยู่

          “ทำไมฉันถึงตกหลุมรักหมอนั่นเหรอ แกคงอยากรู้ใช่ไหมล่ะ” เจ้าแมวไม่ตอบ มันเอาแค่ครางในลำคอเบา ๆ “ไม่อยากรู้เหรอ?”

          “เมี้ยว...” คาเงยามะร้องออกไปทำเอาสึกิชิมะถึงกับหยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นมามองต้นเสียง ทันทีที่คาเงยามะปรากฎตัวขึ้น เจ้าแมวขี้อ้อนที่หน้าตาเหมือนเขาก็กระโดดหนีเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว คนอะไรทำให้ทั้งเด็กกับสัตว์กลัวได้ถึงขนาดนี้

          “มีแมวอีกตัวอยากฟังสินะ มานั่งก่อนสิ ฉันจะเล่าให้ฟัง” สึกิชิมะเอามือเรียวตีขอบกระถางเพื่อเรียกให้เจ้าแมวใหญ่หน้ามุ่ยนั้นเข้าไปนั่งใกล้ ๆ

          คาเงยามะเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ สึกิชิมะแล้วจ้องใบหน้าขาวซีดนั้น ไม่คิดว่าตลอดคืนเขาจะคิดถึงใบหน้านี้จนเก็บเอาไปฝัน

          “ฉันรักหมอนั่นเพราะเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับเส้นทางของตัวเอง หมอนั่นทำให้ฉันรู้จักตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต เป็นคนไม่ลังเลที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง พยายามพาตัวเองไต่เต้าไปยังจุดสูงสุดของชีวิต ดูภายนอกเหมือนไอ้พวกบ้าที่สมองมีแต่กล้ามเนื้อ แต่เชื่อเถอะว่าหมอนั่นไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่เป็นคนที่น่านับถืออย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ”

          สึกิชิมะเอื้อมมือไปจับมือของคาเงยามะ พลางค่อย ๆ ใช้นิ้วโป้งไล้ปลายเล็บที่กุดสั้นและผิวหนังที่แห้งและสากจากการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก

          “ถ้าลองมาคิดดูดี ๆ ตัวฉันเองนี่แหละคืออุปสรรคตัวใหญ่ที่ขวางกั้นทางของหมอนั่นเอาไว้ ถ้าฉันรู้จักหักห้ามใจสักนิด เรื่องราวต่าง ๆ คงไม่เลยเถิดมาถึงขนาดนี้ ป่านนี้เจ้าบ้านั่นคงไปซ้อมเซ็ตลูกที่ไหนสักแห่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ไม่ก็ลากฮินาตะไปซ้อมเทคนิคใหม่ ๆ ไม่ต้องมาเสียเวลากับคนแบบฉัน”

          สึกิชิมะช้อนตาขึ้นมามองคาเงยามะที่น้ำตากำลังไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง

          “ฉันควรจะทำไงดีเจ้าเหมียว?” เขาจ้องไปที่ดวงตาสีบลูเบอรี่ที่มีน้ำตาเอ่อไหลออกมา

          “นายควรจะเลิกกับหมอนั่นดีกว่านะ” คาเงยามะพูดเคล้าน้ำตาแล้วยกมืออีกข้างขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากหน้า แต่ยิ่งปาดเหมือนมันยิ่งไหลขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

          “แมวตัวนี้พูดได้ด้วย พูดออกมาที...ทำฉันอยากร้องไห้เลย” สึกิชิมะสอดนิ้วไปใต้แว่นเพื่อกดหัวตาเอาไว้ไม่ให้ต่อมน้ำตาทำงาน แต่จนแล้วจนรอดน้ำใส ๆ ก็เอ่อล้นไหลลู่ลงมาตามนิ้วเรียวอย่างควบคุมไม่ได้

          “ฉันนี่มันน่าสมเพชจริง ๆ” สึกิชิมะพูดตัดขัดเพราะบังคับไม่ให้ตัวเองสะอื้น “คำว่ารักยังไม่เคยได้ยินสักครั้ง แต่โดนบอกเลิกซะแล้ว”

          คาเงยามะดึงมือที่สึกิชิมะกุมเอาไว้ออกแล้วลุกขึ้น สึกิชิมะได้แต่มองร่างบางนั้นเหมือนว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มองในฐานะคนรัก รูปร่างสูงยาวเข่าดีจากพันธุกรรมที่ดี ผิวหนังแม้จะแห้งแต่มันคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่ถูกสื่อออกมาทางกายภาพ คอเรียวยาวระหงส์ที่เขาเคยเชยชมครั้นตอนได้ใกล้ชิดกันอย่างแนบแน่น ดูเหมือนว่ากำลังจะถูกตัดสิทธิ์แล้วในวินาทีนี้เป็นต้นไป

          “แต่กระแสคู่จิ้นอะไรนั่นเราก็คงต้องทำให้ถึงที่สุดล่ะนะ” คาเงยามะหันกลับมามองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “เพราะมันเป็น สิ่งที่ต้องทำเพื่อชมรม ของเราไม่ใช่เหรอ?”

          “ใช่ เพื่อชมรม ของเรา” สึกิชิมะเน้นย้ำกับตัวเองแล้วก้มหน้ามองพื้นเพื่อยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต่อไป...




ต้นไทรเกาหลี คลิก


ไรท์อยากคุย: คิดว่าคาเงยามะเป็นลูกคนเดียว น่าจะลูกคนเดียวแหละ ไม่งั้นคงพูดถึงพี่น้องไปแล้ว 5555+ มโนสุด แล้วเหมือนบ้านคาเงยามะจะเป็นบ้านคนมีกะตังด้วย พ่อกับแม่คงจะค่อนข้างเข้มงวดมาก ๆ

ตอนนี้เขียนจาก ปสก. โดยตรงที่โดนครอบครัวแฟนปฏิเสธไม่ให้คบเพศเดียวกันค่ะ คือหน่วงสุด ๆ แต่ครอบครัวไรท์คือเปิดกว้างกับเพศที่สามมาก บอกว่าจะเป็นเพศอะไรก็ช่าง ขอให้เป็นคนดีก็พอ

ตอนนี้ค่อนข้างเรียลและอิงสังคมมาก จะเครียดเกินไปไหมน้อ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #39 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 13:02

    แง๊งงงงงง เศร้าเลย

    #39
    0
  2. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:22
    เรือล่ม....
    #19
    1
    • #19-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 11)
      16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:26
      ราชาโจรสลัดของเราเรือล่มแล้ว
      #19-1
  3. #17 Nutto21 (@Nutto21) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:02
    ;;-;;

    ขอร้องไห้ได้ไหม.....
    #17
    1
    • #17-1 amopa (@amopa) (จากตอนที่ 11)
      16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:25
      กอดคอร้องไห้กับรีดเดอร์ T T
      #17-1