I NeEd YOu 43 [Gyumyung]

ตอนที่ 3 : I nEed 343

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

 

 I nEaD 343




 

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้คิดต่อกับซองกยูฮยองอีกเลย เพราะหลังจากคัมแบคเสร็จ ก็ได้คิวเปิดกล้องซีรี่ย์เรื่องใหม่ของผมที่มีการโปรโมทอย่างหนักในช่วงแรก ไม่รู้จะอะไรนักหนา

 




 

 

และเพราะการที่ผมงานยุ่งเลยทำให้ขาดการติดต่อกับเมมเบอร์เล็กน้อย เพราะอย่างน้อยผมก็ยังคุยกับพวกเขาทุกวัน

 

 






ถึงจะทางโทรศัพท์ก็เถอะ

 

 

 






ผมต้องอ่านบททุกวันจนไม่ค่อยได้ยุ่งกับโทรศัพท์ บยอลเองก็คงจะเบื่อผมแล้วแน่ๆ เพราะทุกวันหลังจากกลับมาจากกองถ่าย ผมก็แทบจะไม่ปริปากพูดอะไรเลย นอกจากซะว่าบยอลจะเดินมาหาผม วันนี้เองผมไม่เห็นบยอลเพราะไม่รู้ว่าไอ้แมวอ้วนนั่นจะไหน แต่คงไม่ออกไปไหนหรอก แมวนั่นขี้เกียจจะตาย

 

 




 

นอกจากจะขี้เกียจแล้วยังหยิ่งอีกด้วย บอกผมทีว่าบยอลเป็นแมว

 





 

 

กิจวัตรประจำวันของผมไม่เคยมีอะไรไปมากนอกจาก ถ่ายซีรี่ย์ ซ้อมบท แล้วก็นอน วนอยู่อย่างนี้ได้เกือบเดือน ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่บทที่ผมได้มันยากสำหรับจริงๆ ผมไม่ใช่คนพูดมากและขี้เล่น หมายถึงกับคนเพิ่งรู้จักกันน่ะ คนที่รู้จักผมมานานแล้วก็คงรู้ว่าผมพูดมากขนาดไหน

 

 




 

 

แต่ก็นั่นแหล่ะ เพราะว่าผมยังขาดบุคลิกนี้ผมเลยต้องซ้อมหนักๆเพื่อที่จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงคนอื่นในกองถ่าย

 

 




 

 

แต่วันนี้คงเป็นวันเดียวที่ผมไม่ได้ไปกองถ่าย เพราะผมมีถ่ายรายการเล็กๆกับเมมเบอร์ ดังนั้นผมเลยรู้สึกผ่อนคลายกว่าวันอื่นๆที่ผ่านมานานนับเดือน การกลับมาเจอพวกเขาอีกครั้งทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก






 

 

 

แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องเดิม

 

 




 

 

“ช่วงนี้ซองกยูฮยองไม่ค่อยติดต่อมาเลย” ดงอูฮยองเอ่ยขึ้นหลังจากที่ถ่ายรายการเสร็จช่วงแรก ทำให้ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อย คิดว่าลืมได้แล้วเชียว พอได้ยินชื่อทีไรกลับคิดถึงทุกที ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

 

 




 

“ไม่ว่างหรือเปล่าฮยอง” ซองจงตอบทั้งๆที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ไม่รู้ว่าจ้องอะไรตั้งนาน เด็กนี่ยิ่งโตยิ่งนิสัยไม่ดีจริงๆ ดูซิเนี่ย ตอบไม่ดูเลย

 

 




 

 

 

“ไม่รู้สิ อูฮยอนฮยองเป็นแฟนกันอ่ะรู้มั้ย” ผมหันหน้าหนีทันทีหลังจากที่ได้ยินชื่อฮยองเขา ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะ แต่พอผมได้ยินแบบนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไรถึงเศร้าเวลาได้ยิน

 

 

 




 

“ไม่หรอก” พออูฮยอนฮยองเงียบไปทำให้ผมต้องหันกลับมามองฮยองอีกครั้ง แต่ครั้งกลับสร้างความจุกในลำคอของผม เพราะภาพที่ผมเห็น คืออูฮยอนฮยองนั่งก้มหน้าด้วยท่าทางเศร้าๆ คำที่เพิ่งเปล่งออกมานั้นบวกกับท่าทางของอูฮยอนฮยองตอนนี้แล้ว มันสร้างความสับสนให้พวกเราทุกคนที่นี่จริงๆ

 

 

 

 




 

“ไม่ใช่แฟนแล้ว” ก่อนจะพูดออกมาพร้อมหยดน้ำตา ทำให้หัวใจผมร่วงลงสู่พื้นทันที ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำนี้ ไม่ใช่สิ ถึงผมจะรู้สึกยังไงกับซองกยูฮยอง แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการแบบนี้ ผมอยากให้พวกเขารักกันตลอดไป แต่ทำไมถึง....

 

 

 

 




 

“มยองซู!! ผมสะดุ้งเฮือกขณะรอถ่ายรอบสุดท้ายก็ได้ยินดงอูฮยองตะโกนเรียกเรียกผม ผมเอามือทาบอกเพื่อเรียกขวัญตัวเองกลับคืนมา เวลาทุกคนเรียกผมทีไร ต้องเรียกดังๆตลอดเลย คิดว่าผมหูหนวกหรือไงกันนะ

 




 

 

 

 

“เฮ้อ...ตามหาแทบแย่ ทำไมต้องทำตัวให้ตามหายากอยู่เรื่อย” ดงอูฮยองยืนหอบอยู่ตรงหน้าผม จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่านี่จะรีบตามหาผมทำไม กลัวผมหายงั้นหรอ ผมคนนะ ไม่ใช่ผี ไม่เห็นต้องรีบเลย

 

 

 




 

“จะไปรู้มั้ยเล่าว่าฮยองจะตามหาผม” ผมตอบกลับพลางยื่นน้ำให้ดงอูฮยองก่อนที่ฮยองเขาจะรับไปดื่มอย่างรวดเร็วไม่กลัวสำลัก นี่ก็รีบไม่ดูร่างกายตัวเองเลยจริงๆ

 

 

 




 

“ว่าแต่มีอะไรหรอ ใกล้ถึงคิวผมแล้วนะ” หลังจากที่ฮยองเขากินเสร็จ ผมทก็ถามฮยองเขาทันทีเพราะกลัวไปไม่ทันคิวตัวเอง

 

 

 

 




 

“เปล่าหรอก แค่อยากรู้น่ะ วันนั้นที่นายไปหาซองกยูฮยองกับซองยอล ฮยองเขามีอะไรแปลกๆมั้ย” ถามอีกแล้ว ทำไมไม่ไปถามซองยอลบ้างล่ะ ทำไมต้องถามผมด้วย

 

 




 

 

 

“ทำไมหรอฮยอง”ผมถามกลับแบบไม่รู้ไม่ชี้ ซองกยูฮยองจะแปลกหรือไม่แปลก มันไม่เกี่ยวกับผมอีกต่อไปแล้ว ทำไมนะ เวลาที่ผมกำลังจะก้าวออกจากเรื่องนี้ได้ ทำไมมันต้องเหมือนมีมือมาดึงผมกลับมาทุกครั้งเลย ผมบอกแล้วไงว่าไม่อยากยุ่ง ให้ตายสิ

 

 

 




 

“ก็แค่คิดว่าฮยองเขาเปลี่ยนไปจริงๆ” เขาก็เป็นของเขาแบบนั้นแหล่ะ เคยเป็นคนดียังไงก็แบบนั้น เปลี่ยนไปตรงไหนกัน

 

 

 




 

“ไม่นะ ไม่เปลี่ยนหรอก แต่กล้ามเยอะขึ้นนะ” ผมตอบกลับกวนๆซื่อๆ ผมไม่รู้จะพูดยังไงต่อ อยากจะตอบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก เขายังเป็นคนดีเหมือนเดิมก็คงจะถามผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไม่อยากตอบ

 

 



 

 

“ไม่ใช่เรื่องนี้ซะหน่อย” ดงอูฮญองตอบกลับ ผมได้แค่เม้มปากเบาๆ ก่อนจะพูดในสิ่งที่คิดออกไป

 

 

 

 



“อย่าคิดมากเลยน่า พวกเขาทะเลาะกันไม่นานหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินแบบนี้สักหน่อยนะครับ” ใช่ ทุกครั้งที่พวกเขาจะพูดแบบนี้ จะพูดให้ผมตกใจแบบนี้บ่อยครั้ง ไม่นานพวกเขาก็จะกลับมาคืนดีกัน ดังนั้นแล้วผมเลยไม่อยากรับรู้เรื่องของสองคนนี้ให้ตัวเองช้ำใจอีก

 

 

 

 




 

“นั่นสินะ ว่าแต่นายเถอะ ไปหาฮยองเขาบ้างหรือเปล่า” ผมเม้มปากให้กับคำถามที่เพิ่งได้ยิน ไปไม่ไปทำไมชอบถามกันจัง ทำไมมาถามผม ผมไม่ได้อยากตอบคำถามพวกนี้

 

 

 




 

 

“ยังเลย ไม่ว่างตั้งแต่วันนั้นเลย เย็นนี้มีถ่ายพรีของละคร” ผมตอบปัดๆไปพร้อมเสมองไปทางอื่น

 

 

 




 

“ยุ่งจริงๆ” ฮยองเขาพึมพำออกมาเบาๆ

 

 

 




 

“ไว้ผมว่างผมจะมาชวนฮยองไปด้วย” ผมตอบกลับพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม

 

 




 

 

“ขอเลี้ยงหลานเถอะ” และคำตอบก็ทำให้ผมถึงกับขำพรืด ฮยองเขารักหลานมาก จนผมอดอิจฉาเด็กน้อยไม่ได้ เสียดายที่ไม่ค่อยได้เล่นกับน้องเลย

 

 

 




 

“ฮ่าๆๆๆ รักหลานมากเลยสินะครับ”

 

 

 




 

“มีคนเดียวนี่” ดงอูฮยองถอนหายใจออกมาเบาๆ

 








“ฮ่าๆๆ”

 

 

 

 




 

“แอล!!! ถึงคิวนายแล้ว” หัวเราะได้ไม่นานเสียงเมเนฮยองก็ดัวขึ้น ทำให้ผมกับดงอูฮยองมองหน้ากันอย่างเอือมๆ ก่อนที่ผมจะรีบลุกและตอบเมเนฮยองไป

 




 

 

 

“ไปเดี๋ยวนี้เหล่ะครับ”

 

 

 













 

-2 วันต่อมา-

 

 

 




“เหนื่อยเลยนะ”  เมเนฮยองที่ขับรถมาส่งผมเอ่ยขึ้น คือถ้าจะให้เล่าให้ถูกคือเมื่อเช้านี้ผมตื่นสาย เมเนฮยองเลยต้องไปตามถึงที่ ผมเองก็เกือบตื่นแทบไม่ทันเลยให้เมเนฮยองไปส่ง

 

 




 

จริงๆแล้วมันแปลกใช่มั้ยครับที่ผมขับรถไปกองถ่ายเอง สำหรับคนอื่นอาจแปลกแต่ผมไม่แปลกหรอก เพราะเมเนฮยองรู้อยู่แล้วว่าผมไม่เหลวไหล เลยให้อิสระผม แต่เพราะเมื่อคืนผมซ้อมหลายอย่าง เลยทำให้เหนื่อย ไม่น่าเลยผม

 

 

 



 

“ไม่เท่าไหร่ครับฮยอง” ผมตอบไปทั้งๆที่ตัวเองเหนื่อยมาก แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ผมต้องทำอีหต่างหาก แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ

 

 

 



 

“วันนี้เลิกเร็วน่ะ จะไปไหนมั้ย”

 

 

 




 

“คิดว่าไม่นะครับ แต่อยากวอร์มเสียงหน่อย”

 

 

 




 

“เดี๋ยวเจ็บคอเอาหรอก” เมเนฮยองพูดขึ้น ทำเอาผมเงียบ เพราะผมรู้ว่าช่วงนี้ผมทำงานหนักมาก ผมแทบไม่มีเวลานอน แต่ก็แล้วไงล่ะ ผมอยากทำงาน แค่ทำงานมันแปลกตรงไหน ร่างกายผมจะเป็นยังไงก็ช่างสิ แต่งานก็ต้องเสร็จก่อนไม่ใช่หรอ

 

 

 




 

“เก่งมากเลยนะช่วงนี้” เมเนฮยองพูดต่อ ทำเอาผมยิ้มไม่หยุดเพราะผมเพิ่งได้คำชมครั้งแรกในรอบเดือน ให้ตายสิ

 

 

 

 




 

“เก่งมาตั้งนานแล้วครับ” ผมตอบยิ้มๆไป เมเนฮยองเลยส่ายหน้าเอือมๆกลับ

 




 

 

 

“ไปหาซองกยูบ้างนะ” ผมเงียบเมื่อได้ยินแบบนั้น

 







“ทำไมทุกคนต้องให้ผมไปหาฮยองเขาด้วย ทีคนอื่นยังไม่ไปเลย แถมยังว่างกว่าผมด้วยซ้ำ ทุกคนเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นผม” ผมยู่หน้าด้วยความไม่ชอบใจ

 

 

 


 

“นายเคยสัญญาอะไรไว้ต้องทำตามสิ ตอนนี้เจ้านั่นไม่ได้แข็งแรงแบบที่คิดหรอกนะ” สัญญาที่ว่า คือสัญญาที่ผมเคยพูดไว้ครั้งนึงตอนฮยองไม่สบายเมื่อนานมาแล้ว ผมจำได้ว่า ผมบอกให้ฮยองกินยา แต่ฮยองกลัวตื่นไม่กลัวผม ด้วยความรำคาญของผมในวันนั้น ผมเลยตอบกลับไปว่าจะอยู่ข้างๆฮยองเสอม หลังจากวันนั้นฮยองเขาก็เห่อคำสัญญาของผม เที่ยวบอกคนนู้นคนนี้ไปทั่ว

 

 




 

 

“ไปบ่อยๆก็ไม่ดีหรอกครับ” ผมพูดขึ้นโดยเสมองออกไปนอกรถ

 

 

 




 

“ช่วงนี้ซองกยูคงเศร้ามาก ไหนจะเรื่องอูฮยอน”

 




 

 

 

“มีหลายเรื่องหรอครับ” ผมถามกลับทัน ผมไม่รู้ว่าฮยองเขาต้องคิดอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ตอนนี้ที่ไม่รู้ ไม่ว่าตอนไหน ผมก็ไม่รู้ ว่าฮยองเขาคิดอะไร

 

 

 

 




“ตามประสานิสัยผู้นำนั่นแหล่ะ”

 

 



 

“เอาเถอะครับๆ ในเมื่ออยากให้ผมไปมากเดี๋ยวผมไปก็ได้” ผมรับคำอย่างปัดพร้อมขอให้เมเนฮยองไปส่งผมที่คอนโด เพื่อที่ผมจะได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และไปหาฮยองเขา







เมเนฮยองเล่าให้ผมฟังว่า ที่พวกเขาทั้งสองเลิกกันก็เพราะว่าอูฮยอนฮยองเป็นคนขอเลิก ด้วยเหตุผลที่อูฮยอนฮยองเพิ่งรู้ใจตัวเองว่าอูฮยอนฮยองไม่ได้รักซองกยูฮยองไปมากกว่าพี่น้อง ฟังแล้วก็แปลกดีนะครับ รักมานานซะขนาดนั้น เพิ่งจะมารู้หัวใจตัวเอง

 

 




 

“ที่ไปเพราะถูกบังคับหรอ”

 

 

 


 

“ไม่ได้มีใครบังคับให้ผมสักหน่อย” ต่อจากนี้ต่างหากที่ผมต้องบังคับใจตัวเอง ไม่ให้หลวมตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างเรื่องต่างหาก

 

 

 

 

 









 

 

 

 

ทันทีที่ผมมาถึงคอนโดผมก็รีบขึ้นรถเพื่อบึ่งมาที่ค่ายทันที ถามว่าผมใจร้อนแค่ไหน ก็คงไม่ร้อนมากหรอกแต่ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันเกือบเดือน และเพราะจากที่ฟังมาฮยองเขาคงจะมีเรื่องทุกข์ใจมาก อยากให้มานักก็รีบมาแล้วกัน





 

ผมเดินลงมาจากรถด้วยความกังวลภายในใจ ดังนั้นผมจึงสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อข่มสติตัวเอง ก่อนจะเดินมาหาฮยองเขาที่นั่งอยู่ตรงที่เดิมในวันนั้น และคงเพราะผมโทรมาบอกก่อนถึงทำให้ฮยองออกมารอนานแบบนี้

 

 





“ฮยอง” ผมหยุดอยู่ข้างหลังและเรียกฮยองเขาเบาๆ

 

 



 

 

“มาแล้วหรอ”

 

 

 




 

“พูดเหมือนรอผมเลย”

 

 

 

 




“สบายดีมั้ยครับ” ผมเอ่ยคำถามที่ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้คำตอบ เพราะสีหน้าของซองกยูฮยองบ่งบอกเอาไว้อย่างชัดเจน

 

 

 



 

“แย่กว่าวันนั้นนิดหน่อย” ผมไม่เคยพลาดเรื่องนี้ซะด้วยสิ

 

 

 




 

“เป็นอะไรมากมั้ยครับ” ผมเอ่ยถาม ถึงจะเป็นคำถามเรียบๆ แต่ผมก็รู้ว่าฮยองเขารู้ว่ามันหมายความว่าอะไร

 

 




 

“เหนื่อยน่ะสิ” ซองกยูฮยองตอบพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ผมเองได้แต่เงียบ เพราะไม่กล้าพูดอะไรมากจนกว่าฮยองเขาจะเปิดประเด็นเอง

 

 

 

 




เพราะเมื่อไหร่ที่ฮยองพูด ตอนนั้นคือตอนที่ฮยองต้องการคนรับฟัง

 

 

 






และแน่นอน ผมคือคนรับฟังเอง

 

 


 




 

“สู้ๆนะครับ” ผมเอ่ยขึ้น พวกเราสองคนเงียบอยู่สักพัก ผมปล่อยให้ฮยองคิด ไม่สิ ให้ฮยองทำใจก่อน อีกไม่ช้าเดี๋ยวฮยองเขาก็พูดออกมาเอง

 

 

 



 

“วันนี้เพิ่งว่างสินะ” ฮยองพูดออกมาเบาๆ ผมเลยมองหน้าที่มองดูก็รู้ว่าเจ้าของใบหน้ามีความทุกข์ใจแค่ไหน ดวงตาเรียวเล็กที่สั่นระริกทำให้ผมรู้ว่าฮยองต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ

 

 

 




 

“เสร็จงานก็รีบมาเลยครับ” ผมยิ้มตอบไปอย่างอ่อนโยน  ผมใช้สายตาปลอบประโลมคนข้างๆที่เอาแต่ถอนหายใจ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความกังวล ความสิ้นหวัง ทำให้ผมรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นฮยองเป็นแบบนี้

 

 

 




 

“รู้ใช่มั้ยว่าอูฮยอนเลิกกับฮยองทำไม” ในที่สุดฮยองก็พูดออกมา ผมเม้มปากเข้ากัน พลางมองฮยองที่พูดด้วยสายตาเหม่อลอย ริมฝีปากที่เปล่งเสียงออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทำให้หัวใจผมไม่อยู่นิ่ง ผมกระวนกระวาย ไม่รู้จะทำยังไงดี

 

 

 




 

“ฮยองเขาเพิ่งรู้ตัว ไม่เป็นไรนะครับ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เป็นช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกัน” ผมพูดโดยที่ไม่มองหน้าฮยองเขา แต่มองไปทางเดียวกันกับที่ซองกยูฮยองมอง พลางยิ้มน้อยๆให้กับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า

 

 

 








เหนื่อยที่จะต้องเห็นฮยองเป็นแบบนี้







 

 

 

“รู้ใช่มั้ยว่ามันเจ็บ” ซองกยูฮยองพูดออกมาเบาๆราวกับไม่อยากให้ผมได้ยิน เม็ดเหงื่อผุดออกมาตามไรผม

 

 








 

ซองกยูฮยองกำลังประหม่า....

 






 

 

กำลังกลัว.....

 

 

 

 





“แต่ต้องอดทนไว้นะครับ” ผมหันกลับมายิ้มให้ซองกยูฮยองที่ไม่ได้หันหน้ามาทางผม ก่อนจะพูดต่อ

 

 

 

 






“เข้มแข็งไว้ อย่าเป็นแบบนี้ ซองกยูฮยองไม่เคยร้องไห้กับเรื่องมีสาระนะครับ” ผมพูดติดตลกทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ได้ตลกเลยสักนิด มันกำลังพรากรอยยิ้มของคนๆนึงไป ริมฝีปากที่คอยยกมุมขึ้นสูงตลอดเวลา ตอนนี้กลับกลายเป็นเส้นตรง

 





 

ทั้งๆที่คิดมาตลอดว่าเส้นตรง เป็นศิลปะที่สื่อถึงความมั่นคง แต่ไม่รู้ทำไมในสถานการณ์แบบนี้ เส้นตรงแบบนี้ ผมไม่อยากเห็นเอาซะเลย

 

 

 




 

“นายนี่พูดเก่งไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ” ซองกยูฮยองยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ

 

 

 





 

“ผมพูดน้อย ผมเป็นเจ้าชายลึกลับนะ” ผมยิ้มสู้กลับจนตาหยี แต่ในใจกำลังตะโกนออกมา ว่าให้ผมหยุดเสแสร้งทำเป็นเข้มแข็งซักที แต่เพราะว่าผมไม่สามารถเห็นฮยองที่เจ็บปวดได้ และถ้าผมเข้มแข็ง ฮยองต้องยิ้มออกมาได้แน่ๆ

 

 

 




 

“นั่นต่อหน้ากล้อง ไอ้เด็กพูดมาก” และมันก็สำเร็จ ฮยองยิ้มออกมาจริงๆ พร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมายีหัวผม ริมฝีปากที่ยกมุมขึ้นทั้งข้างทำให้ผมอดยิ้มตามไม่ได้

 

 

 




 

“กล้าพูดมาได้ว่าเด็ก”

 

 




 

 

“เด็กตลอดแหล่ะนาย เมื่อไหร่จะโตสักที”

 

 

 




 

“พอเลยๆ ยิ่งพูดผมยิ่งเด็ก”

 

 

 

 




“อูฮยอนเป็นไงบ้าง” ผมหยุดหายใจอีกครั้งเมื่อฮยองถามถึงคนนั้น เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย แล้วทำไม ทำไมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อกี้ กลับกลายเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังแบบนี้ล่ะ

 

 

 

 



“ก็...”

 

 



 

 

“สบายดีสินะ” รอยยิ้มแสนสมเพชที่ฮยองเหยียดออกมาไม่ใช่รอยยิ้มที่ยิ้มให้คนอื่นคนไกล แต่เป็นยิ้มที่ให้ตัวเอง นั่นผมให้ผมไม่ชอบ

 

 



 

 

“...” ผมทำได้แค่เงียบ ฮยองกำลังพูดออกมา ผมรู้ดีว่าฮยองไม่ไหว

 

 

 


 

 

“คงจะ...ไม่คิดถึงกันเลย”

 

 

 

 



“...”

 

 



 

 

“ยิ้มได้เสมอสินะ”

 

 

 


 

“...”

 

 

 


 

“รู้ใจตัวเองแล้วนี่”

 


 

 

 


“บ่นเป็นตาแก่ขี้บ่นไปได้” ผมตัดบทเมื่อไม่สามารถทนรับฟังคำพูดจากปากของฮยองที่พรั่งพรูถ้อยคำตอกย้ำตัวเองต่อไปได้

 

 

 



 

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อปลอบใจฮยองนะ มาที่นี่เพราะอยากเห็นยิ้มนะ” ผมพูดออกมา แสร้งทำใบหน้าเป็นน้อยใจนักหนา ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ผมยิ้มไม่ไหวจริงๆ

 

 



 

 

“หึ”

 

 

 



 

“มา” ผมตบไหล่ตัวเองสองสามครั้งแต่ไม่แรงมาก

 

 



 

 

“อะไร” ซองกยูฮยองเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

 



 

 

 

“ให้ยืมไหล่”

 

 



 

 

“ยืมทำไม”

 

 

 



 

“จะร้องก็ร้องออกมาเถอะฮยอง ไม่มีใครว่าหรอก มีแค่ผมที่รู้” พอผมพูดจบซองกยูฮยองก็นิ่งไป ดวงตาเรียวจ้องค้างมาที่ผม ผมยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะพูดต่อ

 

 




 

 

“มาเถอะน่า ถึงจะไม่ใช่จุดประสงค์ แต่เห็นฮยองร้องไห้ก็ยังดีกว่าเห็นฮยองนั่งหน้าอมทุกข์แล้วกัน” ผมดึงตัวฮยองเข้ามากอด พร้อมกับลูบหลังเบา ไม่นานนัก แขนแกร่งก็กอดตอบผม พร้อมกับความรู้สึกร้อนชื้นที่ไหล่ผม ผมได้แต่นั่งนิ่งๆให้ฮยองปลดปล่อยออกมา ความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่าของฮยอง ผมสัญญาว่าไม่จะสักกี่ครั้ง ผมจะอยู่ข้างๆฮยองเอง ผมจะไม่ลืมสัญญา...











.......................................................




#ineedyou43





มาแล้วๆๆๆ  น้องมยองดูรู้ใจพี่กยูดีจังเลย จริงมั้ยคะทุกคน~~~






เม้นให้ไรท์หน่อยน้าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #4 Maya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 23:53

    รู้สึก ถึงความดร่าม่า แง่ๆๆจะลงเอย ยังไงค่ะนี่

    #4
    0