(Chanyeol x you) กาหลงฟ้า

ตอนที่ 3 : Chapter 2 ที่ปรึกษา 100% อัพครบจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 558
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

     ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

คุณหนูคะคุณหนู!” เจ้าเอยสะดุ้งตัวตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตูและเรียกเธอ

“ใครคะ” เจ้าเอยตะโกนถาม

“พี่แอ๊วเองค่ะคุณหนู” สาวใช้ตะโกนตอบ

“พี่แอ๊วมีอะไรคะ”

“คุณธนกฤตมาหาค่ะ ตอนนี้รออยู่ที่สระว่ายน้ำ”

“ค่ะๆ บอกพี่หมอว่าเดี๋ยวเอยจะรีบลงไป เอยขออาบน้ำแต่งตัวก่อน”

“ค่ะ” เมื่อคุยกับสาวใช้เสร็จเจ้าเอยก็รีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัว เพราะเธอเผลอหลับไปนานมากจนลืมอาบน้ำ พอเสร็จแล้วก็รีบลงไปหาธนกฤตทันที

“พี่หมอ!

“น้องเอย!” เมื่อเจ้าเอยลงมาถึงก็เรียกชายหนุ่มแล้วโผเข้ากอดทันที พอกอดจนพอใจแล้วจึงผละออก

“เอยคิดถึงพี่หมอจังเลยค่ะ พี่หมอหายไปไหนมาคะ ช่วงนี้เอยไม่ค่อยได้เจอพี่หมอเลย” เจ้าเอยถาม

“ช่วงนี้พี่ยุ่งๆน่ะค่ะ งานที่โรงพยาบาลมีเต็มไปหมดเลย” ธนกฤตบอก

“ฮึก! หรอคะ” เจ้าเอยเริ่มร้องไห้ออกมา

“น้องเอย! ร้องไห้ทำไมคะ” ธนกฤตถาม

“น้องเอยแค่คิดถึงพี่หมอ ฮึก!” เจ้าเอยบอก

“โถ่! น้องเอย ไม่เอาสิคะไม่ร้อง พี่หมออยู่นี่แล้วไง พี่ไม่มาหาแค่อาทิตย์กว่าๆถึงกับกลายเป็นเด็กขี้แงเลยหรอ พี่ไม่เชื่อหรอก บอกความจริงพี่มาว่าเกิดอะไรขึ้น น้องเอยร้องไห้ทำไมคะ” ธนกฤตถาม

“พี่หมอนี่รู้ทันน้องเอยตลอดเลยนะคะ ฮึก!” เจ้าเอยบอก หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ธนกฤตฟัง…..

“ฮึก! พี่หมอคะ น้องเอยไม่เข้าใจ น้องเอยมันแย่ น้องเอยมันเลวขนาดนั้นเลยหรอคะ ฮึก! คุณพ่อกับคุณย่าแล้วก็พี่ตะวันถึงได้เกลียดน้องเอยแบบนี้ ฮึก!” เจ้าเอยถาม

“ไม่เอานะคะ อย่าพูดแบบนั้น ทุกคนเค้าไม่ได้เกลียดน้องเอยหรอกนะ เค้าคงแค่อยากให้น้องเอยทำตัวดีๆ ไม่ดื้อ ไม่ก้าวร้าว พี่หมอบอกแล้วไงคะว่าถ้าเราโกรธใครอ่ะ ให้นับ1-10ในใจหรือนับไปเรื่อยๆแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ใช่ให้ก้าวร้าว เท่าที่พี่หมอฟังมา...น้องเอยผิด แต่พี่หมอเข้าใจว่าที่น้องเอยทำไปเพราะน้องเอยมีเหตุผลของตัวเอง เหตุผลที่ว่าคือ...หึงไอ้ตะวัน ใช่มั้ยคะ” ธนกฤตถาม

“ค่ะ น้องเอยยอมรับก็ได้ว่าน้องเอยหึงพี่ตะวันแล้วก็ไม่พอใจยัยอิงด้วย” เจ้าเอยพลางก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดที่ตัวเองแสดงท่าทีหน้าไม่อายแบบนั้น

“น้องเอย...น้องเอยรู้สึกผิดใช่มั้ยคะ” ธนกฤตถามอย่างดูออก

“พี่หมอรู้...” เจ้าเอยถาม

“ใช่ค่ะ น้องเอยอย่าลืมสิว่าพี่เป็นจิตแพทย์นะ แล้วอีกอย่างเราสองคนก็รู้จักกันมานานทำไมพี่หมอจะดูไม่ออก” ธนกฤตบอก

“งั้นน้องเอยขอถามอะไรพี่หมอหน่อยได้มั้ยคะ” เจ้าเอยถาม

“ว่ามาสิคะ” ธนกฤตบอก

“สิ่งที่น้องเอยเป็น ถือว่าป่วยทางจิตรึเปล่าคะ” เจ้าเอยถาม

“ฮ่าๆๆ ทำไมอยู่ๆน้องเอยถึงถามแบบนี้ล่ะคะ” ธนกฤตถามอย่างขบขัน เพราะไม่คิดว่าเจ้าเอยตัวแสบของเขาจะถามอะไรแบบนี้

“น้องเอยก็แค่อยากรู้นี่คะ” เจ้าเอยบอกพร้อมกับทำหน้ามุ่ยใส่ธนกฤตที่หัวเราะตน

“งั้นพี่หมอขอถามอะไรหน่อยสิ” ธนกฤตถาม

“อะไรหรอคะ”

“เวลาเราน้อยใจหรือว่าเสียใจ เราเคยคิดที่จะทำร้ายตัวเองบ้างมั้ย แล้วเคยคิดว่าตัวเองไร้ค่ารึเปล่า” ธนกฤตถาม

“ก็...เคยนะคะ น้องเอยเคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ทำอะไรก็ผิดไปหมด น้องเอยเคยคิดด้วยว่าน้องเอยอยากจะหลับไปเลยแบบไม่ต้องตื่นมารับรู้อะไร หรือว่ามาทำอะไรให้ใครไม่พอใจอีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้ในสายตาของทุกคนเอยก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กเอาแต่ใจ ขี้อิจฉา หรือว่านางมารร้ายที่ชอบทำร้ายหรือรังแกยัยอิง” เจ้าเอยบอกอย่างเศร้าๆ

“อืมมม...ถ้างั้นพี่ว่าพี่พอจะรู้นะ ถ้าจะให้พี่ตอบตรงๆ ก็ถือว่าใช่นะคะ สิ่งที่น้องเอยเป็นถือว่าเป็นการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง เค้าเรียกว่าBorderline Personality Disorder” ธนกฤตบอก

“หืม!?...ไอโรคนี้มันคืออะไรหรอคะ” เจ้าเอยถาม

“มันก็คือโรคที่มีอารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว หงุดหงิด โมโห คิดไปเอง กลัวว่าคนอื่นจะไม่รัก กลัวว่าคนอื่นจะไม่ต้องการ และโรคซึมเศร้าคืออยากทำร้ายตัวเอง ตรงมั้ยคะน้องเอย” ธนกฤตอธิบายและถามกลับ

“ตรงค่ะ ตรงมากๆ แล้วถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปจะเป็นยังไงหรอคะ มีวิธีการจัดการมั้ย” เจ้าเอยบอกและถามต่อ

“ก็มีนะคะ คือถ้าน้องเอยเป็นแบบนี้บ่อยๆแล้วปล่อยอารมณ์เหนือเหตุผลเนี่ยก็จะมีโอกาสเป็นบ้าได้เลยนะ น้องเอยจะต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ แยกแยะอะไรให้ออก ปล่อยวาง อย่าเครียด อย่าคิดมาก แล้วก็อย่ามองโลกในแง่ร้าย ท่าบำบัดทางการแพทย์โดยใช้ยาเนี่ยคุณหมอเค้าก็จะให้ยาเยอะแยะเต็มไปหมดเลย เช่น Topamax Lamictal แล้วก็ยาตัวอื่นๆ ส่วนถ้าบำบัดทางกายเนี่ยพี่หมอแนะนำว่าให้ออกกำลังกายเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ปล่อยวางอย่างที่พี่หมอบอก พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ตรงเวลา แล้วก็นั่งสมาธิบ่อยๆ มันก็จะช่วยได้นะคะ” ธนกฤตอธิบาย

“ขอบคุณนะคะพี่หมอสำหรับคำแนะนำ แต่สำหรับน้องเอยมันคงจะแก้ยาก” เจ้าเอยบอก

“ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของน้อยเอยหรอกค่ะ น้องเอยรู้มั้ยว่าสำหรับพี่หมอน้องเอยเป็นเด็กที่น่ารักคนนึงเลยนะ เพราะว่าเวลาน้องเอยทำผิดน้องเอยจะสึกนึกผิดเสมอ ซึ่งนั่นแสดงว่าน้องเอยเป็นคนมีจิตสำนึก แต่แค่เวลาที่น้องเอยรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจอะไรจะตอบโต้กลับไปแบบผิดวิธีเท่านั้นเอง แค่น้องเอยต้องใจเย็นๆ ใครจะมองน้องเอยยังไงก็ช่าง น้องเอยยังมีพี่หมออยู่ซะอย่างจะกลัวอะไร” ธนกฤตบอก

“ขอบคุณนะคะพี่หมอ ขอบคุณจริงๆ น้องเอยจะพยายามนะคะ แต่อย่างที่บอก มันยากสำหรับน้องเอยมากในการปรับตัว ขอเวลาน้องเอยหน่อยนะคะ ถ้าวันพรุ่งนี้หรือวันไหนๆน้องเอยยังทำพฤติกรรมแบบเดิมอีกก็อย่าถือสาเอยเลยนะคะ ขอแค่พี่หมอรู้ว่าเอยจะพยายามทำตามที่พี่หมอบอกก็พอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง” เจ้าเอยบอก

“เฮ้อ! ถ้าเป็นแบบนั้น...ก็ได้ค่ะไม่เป็นไร พี่หมอเข้าใจว่ามันยากสำหรับการเปลี่ยนแปลง พี่หมอจะรอวันนั้น วันที่น้องเอยพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะคะ” ธนกฤตบอกและส่งยิ้มไปให้แบบให้กำลังใจ

“ขอบคุณค่ะพี่หมอ เอยขอกอดพี่หมอหน่อยได้มั้ยคะ” เจ้าเอยบอก ธนกฤตไม่ตอบอะไรแต่พยักหน้าให้แทน แล้วทั้งสองก็กอดกัน

                ทางด้านตะวันฉาย

ตะวันฉายออกมาสูดอากาศยามค่ำที่ระเบียงแต่แล้วสายตาก็ดันไปสบกับภาพตรงหน้าของชายหญิงที่กำลังยืนกอดกันกลมที่ริมสระว่ายน้ำของฝั่งบ้านตระกูลพิทักษ์ดำรงกุล

“เหอะ! เธอนี่มัน...น่าไม่อายจริงๆ พาผู้ชายเข้าบ้านไม่พอยังมากอดกันในที่สาธารณะอีก ทุเรศสิ้นดี นี่น่ะหรอที่บอกว่ารักฉันนักรักฉันหนา ฉันเกลียดผู้หญิงแบบเธอที่สุดเลยเจ้าเอย” ตะวันฉายต่อว่าเจ้าเอยอยู่คนเดียวพลันสายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่สองคนนั้นไม่วางตา.....

                เช้าวันรุ่งขึ้น

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“อิงฟ้า! อิงฟ้าลูก!” คุณหญิงอนงค์เคาะประตูเรียกหลานสาวสุดที่รัก

“”ขาคุณย่า! มาแล้วค่ะมาแล้ว” อิงฟ้าตะโกนตอบกลับแล้วมาเปิดประตูให้ย่าของเธอทันที

“นี่ย่ามากวนหลานรึเปล่า” คุณหญิงอนงค์ถาม

“ไม่เลยค่ะ ว่าแต่คุณย่ามีอะไรรึเปล่าคะ” อิงฟ้าถาม

“จำที่ย่าบอกได้มั้ยว่าย่ามีของขวัญจะให้หนู ตอนนี้ของขวัญของหนูมาถึงแล้วนะ” คุณหญิงอนงค์บอก

“อะไรหรอคะคุณย่า” อิงฟ้าถามด้วยความสงสัย

“ลงไปดูข้างล่างสิจ๊ะ” ว่าแล้วคุณหญิงอนงค์ก็พาอิงฟ้าลงไปข้างล่างทันที

“นี่ไงล่ะ...ของขวัญที่ย่าอยากจะให้หลาน” คุณหญิงอนงค์บอกซึ่งนั่นทำให้อิงฟ้าหันไปมอง...

“รถ!” อิงฟ้าอุทานออกมาด้วยความตกใจและดีใจ

“คุณย่า! นะนี่คุณย่าซื้อรถให้อิงหรอคะ” อิงฟ้าถามย่าของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่จ่ะ” คุณหญิงอนงค์ตอบอิงฟ้าด้วยรอยยิ้มที่เอ็นดูและรักใคร่

“อิงขอบคุณมากนะคะคุณย่า ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ อิงรักคุณย่าที่สุดเลย” อิงฟ้าพูดพร้อมกับโผเข้ากอดย่าของตนด้วยความดีใจ

“ย่าก็รักหลานนะ รักมากที่สุดเลย” คุณหญิงอนงค์บอก แล้วทั้งสองก็ผละออกจากกัน

“ไปดูรถใกล้ๆสิ หรือจะลองขับเลยก็ได้นะ” คุณหญิงอนงค์บอกหลานสาว

“ค่ะคุณย่า” ว่าแล้วอิงฟ้าก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปดูรถที่จอดอยู่ที่โรงรถหน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น เพราะปกติแล้วอิงฟ้าไม่ขับรถ แต่จะมีคนไปรับไปส่งมากกว่า เพราะส่วนมากทางผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อกับแม่ของเธอไม่ค่อยอยากให้เธอขับเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เว้นก็แต่เจ้าเอยที่มีรถขับเป็นของตนเอง เพราะรายนั้นหัวดื้อและชอบความเป็นส่วนตัวบวกกับนิสัยและความเก่งในการขับรถของเจ้าเอยแล้วจึงทำให้พ่อกับแม่วางใจและตามใจซื้อรถให้อย่างขัดไม่ได้

“ว่าแต่...ทำไมคุณย่าถึงซื้อรถให้อิงล่ะคะ ทั้งๆที่ก็มีน้าบุญสมอยู่แล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ว่าอะไรหรอคะที่คุณย่าซื้อรถให้อิงแบบนี้” อิงฟ้าถาม

“ตอนแรกก็ไม่ยอมนั่นแหละ แต่ย่าก็เห็นว่าหนูโตแล้ว ย่าเห็นว่าเราก็ขับรถเป็นตั้งแต่อายุ18 ถึงจะไม่แข็งเท่ายัยเอย แต่ก็ถือว่าขับได้ แล้วอีกอย่างเวลาไปไหนมาไหนจะได้คล่องตัว เผื่อว่าหนูมีถ่ายละครหรือว่าไปทำงานก็จะได้ไปได้เลยไม่ต้องรอไอ้บุญสม แล้วอีกอย่างย่าก็ไม่รู้จะให้อะไรเป็นของขวัญวันรับปริญญาของหนู ย่าก็เลยซื้อรถให้ซะเลย” คุณหญิงอนงค์บอกกับหลานสาว

“ฮ่าๆ ขอบคุณนะคะคุณย่า อิงรักคุณย่าที่สุดเลย” อิงฟ้าบอกแล้วโผเข้ากอดย่าของตนอีกครั้งด้วยความรักโดยไม่รู้เลยว่าสายตาของใครบางคนมองดูอยู่จากด้านบน

                ฟรึบ!!! เคร้งงง!!!

 เสียงปัดของและทำลายข้าวของกระจัดกระจายเต็มพื้นห้องโดยฝีมือของเจ้าเอย

“กรี๊ดดดดดดดด!!!! นี่คุณย่าถึงกับซื้อรถให้แกเลยหรอนังอิงฟ้า!” เจ้าเอยพูดขึ้นมาอย่างคับแค้นใจ เสียใจ และน้อยใจ พลันสมองก็นึกย้อนถึงอดีตอีกครั้ง

                เมื่อ 3 ปีก่อน (ตอนนี้เจ้าเอยอายุ 22 ปี ตอนนี้เจ้าเอยเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี)

“นี่เป็นของขวัญวันรับปริญญาของลูก เก็บรักษาไว้ดีๆนะเจ้าเอย พ่อกับแม่ตั้งใจเลือกให้หนูเลยนะ” นิษฐาบอกเจ้าเอย

“โห! นี่มัน...จี้สร้อยคอกับกำไลข้อมือรูปหงส์หนิคะ” เจ้าเอยพูด สิ่งที่เธอได้รับมาเป็นจี้รูปหงส์สีเงินกับกำไลหงส์สีทองที่ประดับไปด้วยเพชรกับมุกเม็ดเล็กๆแต่มันทั้งสวยงามและมีมูลค่ามาก

“ใช่จ่ะ จี้สร้อยคอน่ะของพ่อ ส่วนกำไลข้อมือน่ะของแม่ ของสองสิ่งนี้จะเป็นของแทนใจของพ่อกับแม่ นอกจากมันจะมีมูลค่าทางวัตถุแล้ว มันยังมีมูลค่าทางจิตใจอีกนะลูก” นิษฐาบอกกับลูกสาว

“แล้วทำไมถึงเป็นหงส์ล่ะคะ” เจ้าเอยถาม

“ก็เพราะว่าหงส์เป็นสัตว์ที่สง่า สวยหรูดูแพง นิ่มนวล อ่อนโยน นำพามาซึ่งความมั่งคั่ง และคู่ควรแก่การเคารพนับถือ” นิกรอธิบาย

“แต่ที่คุณพ่อพูดมาดูไม่ค่อยจะเป็นเอยเลยนะคะ ดูเหมือนจะเป็นยัยอิงฟ้ามากกว่า โดยเฉพาะไอตรงนิ่มนวลอ่อนโยนเนี่ย” เจ้าเอยบอกอย่างประชดบวกขัดใจนิดๆที่มันไม่ตรงกับสิ่งที่เธอเป็น

“ไม่ใช่อย่างนั้นยัยเอย ที่พ่อกับแม่ซื้อมาก็เพื่อจะบ่งบอกว่าถึงลูกจะก้าวร้าวหรือทำตัวไม่ดียังไง แต่สำหรับพ่อกับแม่แล้วลูกก็ยังเป็นหงส์ที่มีความสวย สง่า เป็นพี่ใหญ่ของบ้าน ถึงแม้จะหยิ่งทระนงตัวแค่ไหน แต่ในใจลึกๆของลูก หนูก็ยังเป็นผู้หญิงที่น่ารักอ่อนโยนคนนึง ใช่ว่าลูกจะก้าวร้าวเกเรกับทุกคนซะที่ไหน แล้วอีกอย่างที่พ่อกับแม่เลือกหงส์ก็เหมือนเป็นคำอวยพรกลายๆ โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภหรือความมั่งคั่ง และถ้าหนูรู้สึกโมโหหรือโกรธใครให้นึกถึงหงส์นะลูก เพราะหงส์เป็นอนุสรณ์แห่งความดี”  นิษฐาอธิบาย

“อืมมม...ค่ะ งั้นเอยจะเก็บรักษามันอย่างดีเลยนะคะ ขอบคุณคุณพ่อกับคุณแม่มากนะคะ เอยรักพ่อกับแม่ที่สุดเลย ฟอด!ฟอด!” เจ้าเอยพูดแล้วโผเข้าไปกอดพ่อกับแม่ของตนพร้อมกับหอมแก้งทั้งสองไปฟอดใหญ่

“อ๊ะ! คุณย่ามา! คุณย่าขาคุณย่า!” เมื่อเจ้าเอยผละออกจากนิกรและนิษฐาแล้วก็เอ่ยเรียกย่าของตนและเดินเข้าไปหาท่านทันที

“อะไรยัยเอย” คุณหญิงอนงค์ตอบด้วยสีหน้าและท่าทางเรียบตึง

“เอยเรียนจบทั้งที คุณย่ามีอะไรจะให้เอยมั้ยคะ” เจ้าเอยถามพร้อมแสดงท่าทีออดอ้อน

“โอ้ย! ไม่มีหรอกย่ะ! แค่มีเงินส่งให้เธอเรียนจนจบก็มากพอแล้ว ยังจะมาหวังอะไรอีก แกสองคนก็เหมือนกัน ตามใจลูกจนเคยตัว ระวังเถอะ จะโดนมันสูบเลือดสูบเนื้อ” คุณหญิงอนงค์ว่า

“คุณย่า...ทำไมคุณย่าต้องว่าเอยขนาดนี้ด้วยคะ เอยก็แค่ถาม” เจ้าเอยถามอย่างไม่เข้าใจ

“เหอะ! แค่ถามงั้นหรอ  แล้วนี่อะไร! ไหนเอามาดูซิ!” คุณหญิงอนงค์ถามแล้วฉวยเอาของที่อยู่ในมือเจ้าเอยมาดู

“สร้อยกับกำไรรูปหงส์งั้นหรอ ฮ่าๆ นี่แกสองคนให้ของพวกนี้กับยัยเอยงั้นหรอ ฮ่าๆ ตลกสิ้นดี ฉันจะบอกอะไรแกให้นะยัยเอย ว่าของพวกนี้น่ะ มันไม่เหมาะกับแกเลยซักนิด เพราะอย่างแกมันก็เป็นได้แค่...อีกา!” คุณหญิงอนงค์พูดแล้วปาของลงพื้นทันที แต่โชคยังดีที่ไม่เสียหายอะไร ก่อนที่จะเดินข้ามไป…..

                กลับมาปัจจุบัน

กริ๊ง! กริ๊ง!เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าทำให้เจ้าเอยหลุดออกมาจากภวังค์

“ฮัลโหล”

“น้องเอยคะ นี่พี่หมอเองนะ วันนี้ว่างรึเปล่า ไปทำบุญแล้วก็ไปเที่ยวกันมั้ย พอดีวันนี้พี่ว่าง”

“ไปสิคะ” เจ้าเอยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเย็นชาเพราะยังโกรธอยู่

“โอเคค่ะ งั้นอีก10นาทีเจอกันนะคะ” พอคุยกันเสร็จก็กดวางสายแล้วฉวยเอากระเป๋าปราด้าสีน้ำตาลอ่อนออกจากห้องไปทันที เนื่องจากบ้านของธนกฤตอยู่ใกล้กับเจ้าเอยเพราะทั้งสองครอบครัวนั้นรู้จักและสนิทชิดเชื้อกันดี เวลาไปมาหาสู่กันจึงค่อนข้างเร็ว

                เมื่อก้าวขาออกจากบ้านได้ไม่กี่ก้าว เจ้าเอยก็ถูกทักจากน้องสาวอันเป็นที่รัก ไม่สิ ที่ชังมากกว่า

“อ้าวพี่เอย! จะไปไหนคะ” อิงฟ้าถาม

“ไม่ใช่เรื่องของแก” เจ้าเอยตอบ

“หนิยัยเอย! น้องก็แค่ถามดีๆ พูดดีๆกับน้องไม่เป็นหรือไง” คุณหญิงอนงค์ดุเจ้าเอย

“...........” เจ้าเอยเพียงแต่แสดงสีหน้าและท่าทีเบื่อหน่ายเท่านั้นก่อนจะตัดสินใจตอบไปอย่างไม่ค่อยจะยี่หระอะไรนัก

“ไปข้างนอก มีอะไร” เจ้าเอยบอกอิงฟ้า

“อิงก็แค่คิดว่าอยากจะชวนพี่เอยไปขับรถเล่นเป็นเพื่อนอิงน่ะค่ะ พอดีอิงขับรถไม่แข็งเท่าพี่เอย ก็เลยอยากให้พี่เอยช่วยสอนให้ด้วย” อิงฟ้าบอก

“เหอะ! สอนขับรถงั้นหรอ... ขอโทษนะพอดีไม่ว่าง มีนัดกับพี่หมอ กะว่าจะไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับ...เจ้ากรรมนายเวรซักหน่อย” เจ้าเอยบอกอย่างเน้นเสียงโดยเฉพาะวลีสุดท้ายพร้อมกับหันมามองหน้าอิงฟ้า

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพี่เอยไม่ว่างก็ไม่เป็นไร” อิงฟ้าบอกด้วยสีหน้าที่พยายามกักเก็บอารมณ์ถึงแม้จะรู้ว่ากำลังโดนหลอกด่าอยู่ก็ตาม ส่วนเจ้าเอยก็ได้แต่แสยะยิ้มมุมปากให้เบาๆแล้วเตรียมที่เดินออกไป แต่...

“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวให้ตะวันฉายไปเป็นเพื่อนแล้วสอนให้ก็ได้ลูก รายนั้นคงเต็มใจ ปะ เข้าบ้านกันดีกว่านะ เดี๋ยวย่าโทรตามตะวันฉายให้” คุณหญิงอนงค์บอกกับอิงฟ้าแล้วหันมาแสยะยิ้มให้เจ้าเอยก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไปพร้อมอิงฟ้า เจ้าเอยที่ได้ยินและเห็นแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกำมือแน่นอย่างโกรธเคืองและต้องข่มอารมณ์แบบสุดๆเมื่อได้ยินชื่อตะวันฉาย เพราะตัวเองก็มีนัดกับธนกฤต ก่อนที่จะตัดสินใจเดินสะบัดบ๊อบออกไปหน้าบ้านเพื่อไปรอธนกฤตแม้ในใจจะยังคงลุกเป็นไฟก็ตาม.....

ณ ห้องทำงานของตระกูลไกรฤกษ์นุสรณ์

                กริ๊ง! กริ๊ง! (เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า)

“ฮัลโหลครับ” ตะวันฉายวางมือจากงานที่ทำมารับโทรศัพท์ทันที

“ตะวันฉายหรอลูก นี่ย่าเองนะ คุณหญิงอนงค์” คุณหญิงอนงค์บอก

“อ่อครับ คุณย่ามีอะไรรึเปล่าครับ” ตะวันฉายถาม

“นี่ย่าโทรมากวนเรารึเปล่า” คุณหญิงอนงค์ถาม

“อ๋อ เอ่อ...ก็ไม่เท่าไหร่ครับ คุยได้ครับ” ตะวันฉายบอก

“คืองี้นะลูก ย่าอยากจะให้ตะวันฉายพายัยอิงไปขับรถเปิดหูเปิดตาข้างนอกหน่อย พอดีว่าย่าเพิ่งซื้อรถคันใหม่ให้ยัยอิงเป็นของขวัญวันรับปริญญา แต่ว่ายัยอิงขับรถไม่แข็งเท่ายัยเอย ย่าก็เลยขอให้ยัยเอยช่วยสอนน้องขับรถให้แข็งๆหน่อย เหอะ! แต่รายนั้นน่ะไม่ยอมช่วย แถมยังพูดจาไม่ดีกับน้องอีก ย่าก็เลยอยากจะรบกวนตะวันฉายช่วยสอนน้องหน่อย ได้มั้ยลูก” คุณหญิงอนงค์บอก

“รบกงรบกวนอะไรกันครับคุณย่า ถ้าเป็นน้องอิงเนี่ยผมเต็มใจอยู่แล้วครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะรีบเคลียร์งานแล้วเดินไปหาที่บ้านนะครับ” ตะวันฉายบอก

“จ่ะ ขอบใจมากนะตะวันฉาย” คุณหญิงอนงค์บอก

“ครับ ไม่เป็นไรครับ” พอคุยเสร็จตะวันฉายก็รีบเคลียร์งานและพาอิงฟ้าไปขับรถเล่นทันที

                ณ วัดxxx กรุงเทพฯ

“เป็นอะไร มัวแต่ใจลอยคิดถึงใครอยู่” ธนกฤตถามเจ้าเอยที่ตอนนี้ดูเหม่อลอยในขณะที่กำลังให้อาหารปลาไปด้วย

“เปล่าค่ะ...ไม่ได้เป็นอะไร น้องเอยก็แค่รู้สึก...เบื่อๆ เบื่อทั้งตัวเอง เบื่อทั้งคนอื่น” เจ้าเอยบอกพลางให้อาหารปลา

“ทะเลาะกับใครมาอีกล่ะสิ พี่เห็นหน้าบึ้งมาตั้งแต่อยู่ในรถละ แต่พี่ไม่กล้าถาม กลัวน้องเอยเหวี่ยงใส่ ฮ่าๆ” ธนกฤตบอก

“พี่หมอก็...” เจ้าเอยทำหน้าตามู่ทู่ใส่ธนกฤตทันที

“ฮ่าๆๆ พี่ล้อเล่น เอาเถอะ...พี่จะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าพี่จะถามว่าตอนนี้รู้สึกยัง สบายใจขึ้นกว่าเมื่อวานบ้างมั้ย” ธนกฤตถาม

“ก็สบายขึ้นเยอะเลยค่ะ รู้สึกเงียบสงบดี อากาศวันนี้นี่ดีจังเลยนะคะ แดดก็ไม่แรง ลมก็เย็น ถือว่าโดยรวมโอเค” เจ้าเอยบอก

“ดีแล้วแหละค่ะ แล้วนี่หิวรึยัง จะเที่ยงแล้วพี่ว่าไปหาอะไรกินกันดีกว่านะ” ธนกฤตบอก

“ก็ดีเหมือนกันนะคะ” แล้วทั้งคู่ก็เตรียมจะเดินออกไป แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อทั้งสองเดินไปชนกับใครคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าเธอหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

ผลัก! พรึบ!

“ว๊าย! คุณน้า! คุณน้าเป็นอะไรรึเปล่าคะ” เจ้าเอยถามผู้หญิงที่เดินชน

“คุณน้าไหวรึเปล่าครับ เจ้าเอยพี่ว่าเราพาคุณน้าไปนั่งในศาลาริมน้ำก่อนดีกว่านะ” ธนกฤตถามผู้หญิงคนนั้นแล้วหันไปพูดกับเจ้าเอย

“ค่ะ ไปนั่งพักก่อนนะคะคุณน้า” เจ้าเอยบอกแล้วพาผู้หญิงคนนั้นไปนั่งพักทันที

“นี่ค่ะยาดม” เจ้าเอยค้นหายาดมในกระเป๋าที่พกติดตัวไว้แล้วเอาขึ้นมาให้ผู้หญิงคนนั้นทันทีพร้อมกับใช้มือพัดๆให้หญิงสาวตรงหน้า

 “ขอบใจมากนะหนู” เธอคนนั้นบอกเมื่อรู้สึกดีขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะ” เจ้าเอยบอก

“แล้วนี่คุณน้ามาทำบุญที่วัดคนเดียวหรอครับ” ธนกฤตถาม

“เปล่าหรอกจ่ะพ่อหนุ่ม คือน้ามากับลูกชายน่ะ แต่ว่าตอนนี้น้าใช้ให้ไปซื้อน้ำ” เธอคนนั้นบอก

“แม่!” เสียงเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายตะโกนเรียกแม่อย่างตกใจที่เห็นว่าแม่ของตนนั้นดูอาการไม่ค่อยดีนัก

“นั่นไงจ๊ะลูกชายของน้า” เธอบอก

“เอ่อ...สะสวัสดีครับ เกิดอะไรขึ้นหรอครับ” เด็กหนุ่มผู้มาใหม่เอ่ยถาม

“แม่แค่เป็นหน้ามืดนิดหน่อยน่ะต้นกล้า” หญิงคนนั้นบอกกับลูกชาย

“แล้วแม่โอเคมั้ยครับ” เด็กหนุ่มนามว่าต้นกล้าถามผู้เป็นแม่ต่อ

“แม่โอเคลูก” เธอตอบ

“งั้นกล้าว่าเรากลับบ้านกันดีกว่านะจ๊ะแม่ กล้าไม่น่าพาแม่มากรุงเทพเลย เพราะแปลกที่แปลกทาง แม่เลยต้องมาเป็นแบบนี้” ต้นกล้าบอกพลางโทษตัวเอง

“ไม่หรอกลูก แม่อยากมา” เธอบอก

“นี่มาจากที่ไหนกันหรอครับ แล้วมากันยังไง” ธนกฤตถาม

“เราสองคนมาจากเชียงใหม่ครับ พอดีว่าแม่อยากมาเที่ยวกรุงเทพฯผมก็เลยพาแม่นั่งรถโดยสารมา” ต้นกล้าบอก

“แล้วมากันกี่วันแล้วหรอ” เจ้าเอยถามต้นกล้า

“สองวันแล้วครับพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็กลับกันแล้ว” ต้นกล้าบอก

“แล้วมากันแค่สองคนเองหรอ แล้ว...พ่อของเราล่ะ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เจ้าเอยถามออกไปแบบนั้น

“เอ่อ...พ่อของผมท่านเสียแล้วครับ เสียตั้งแต่ตอนที่ผมอายุได้แค่5ขวบ” ต้นกล้าพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด

“เอ่อ...พี่ขอโทษนะที่ถามแบบนี้ พี่ไม่รู้จริงๆ เสียใจด้วยนะ” เจ้าเอยบอกพลางรู้สึกใจกระตุกขึ้นมาแปลกๆเมื่อได้ยินแบบนั้น

“เอ่อ...เอางี้มั้ยครับคุณน้า เดี๋ยวผมอาสาไปส่งคุณน้ากับต้นกล้าเอง” ธนกฤตบอก

“ไม่ต้องหรอกจ่ะพ่อหนุ่ม น้าเกรงใจ เดี๋ยวน้ากับต้นกล้านั่งแท็กซี่กลับกันเองก็ได้” เธอบอก

“ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวนี้แท็กซี่มันอันตรายแถมแพงอีกต่างหาก คุณน้าให้พวกเราไปส่งเถอะนะคะ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่เดินชนคุณน้าเมื่อกี้” เจ้าเอยบอก

“ผมเห็นด้วยครับ ให้ผมไปส่งเถอะนะครับ” ธนกฤตบอก

“งั้น...ก็ได้จ่ะ ขอบใจพวกหนูมากนะจ๊ะ ขอบคุณพี่เค้าสิต้นกล้า” เธอบอก

“ขอบคุณนะครับ” ต้นกล้าบอก

แล้วธนกฤตกับเจ้าเอยก็มาส่งทั้งสองถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

“ขอบใจพวกหนูสองคนอีกครั้งนะจ๊ะ น้าจะไม่ลืมบุญคุณพวกหนูเลย” เธอบอก

“ใช่ครับ แล้วก็ขอบคุณมากจริงๆนะครับที่ช่วยแม่ผม จริงสิ! ว่าแต่พวกพี่ชื่ออะไรกันหรอครับ” ต้นกล้าถาม

“พี่ชื่อธนกฤต อะ นี่นามบัตรของพี่ มีอะไรให้พี่ช่วยเหลือก็โทรบอกได้นะพี่เป็นหมอ” ธนกฤตบอก

“ส่วนนี่นามบัตรของหนูค่ะคุณน้า หนูชื่อเจ้าเอยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เจ้าเอยบอกแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย

เมื่อมาถึงห้อง เธอก็หยิบนามบัตรของเจ้าเอยขึ้นมาดูแล้วไล่อ่าน

“เจ้าเอย อัยย์ญาดา พิทักษ์ดำรงกุล....ทำไมนามสกุลคุ้นๆ.....” เธอพูดพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่

“พะพิทักษ์ดำรงกุล!!!” เธอพูดขึ้นมาเสียงดังเหมือนนึกอะไรออก แต่ไม่มีใครได้ยินเนื่องจากเธออยู่ในห้องนอนของเธอซึ่งมันเก็บเสียง

“ระหรือว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็น...ละลูกแม่  หนูคือเจ้าเอยลูกของแม่จริงๆใช่มั้ยลูก ฮึก! ในที่สุดแม่ก็ได้เจอหนู ฮึก! ลูกแม่” หญิงนามว่านฤมลร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจเมื่อได้รู้ความจริงบางอย่าง

ทางด้านเจ้าเอย (หลังจากที่ส่งสองคนแม่ลูกเสร็จ)

“เจ้าเอย” ธนกฤตเรียกในขณะที่ขับรถอยู่หลังจากที่เห็นคนข้างๆเอาแต่นั่งเงียบมาตลอดทางเมื่อส่งสองคนนั้นเสร็จ

“...........” แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ

“น้องเอย!

“............”

“น้องเอยคะ!!!” ธนกฤตตะโกนเรียกอีกครั้ง

“คะ พี่หมอกฤตมีอะไรคะ” เจ้าเอยถามเมื่อรู้สึกตัว

“น้องเอยเหม่ออีกแล้วนะคะ น้องเอยเป็นอะไรรึเปล่า ตั้งแต่ส่งคุณน้าคนนั้นกับต้นกล้า น้องเอยก็เงียบมาตลอดทางเลย” ธนกฤตถามด้วยสงสัยและเป็นห่วง

“น้องเอยขอโทษค่ะพี่หมอ แต่น้องเอยแค่รู้สึก...” เจ้าเอยพยายามจะพูดความรู้สึกของตัวเองที่มันแปลกๆไปหลังจากที่เจอสองคนนั้น

“รู้สึกอะไรคะ” ธนกฤตถาม

“น้องเอยรู้สึกแปลกๆ มันเป็นความรู้สึกที่น้องเอยไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยค่ะพี่หมอหลังจากที่ได้เจอสองคนนั้น น้องเอยรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ได้คุยกันที่วัดและในรถกับพวกเค้า น้องเอยรู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายใจมากกว่าครั้งไหนๆ แล้วก็มีแวบนึงที่น้องเอยรู้สึกเหมือนน้องเอยรู้จักกับคุณน้า เหมือนเคยเจอกันมาก่อน แต่...แต่จำไม่ได้ ไม่รู้สิคะ” เจ้าเอยบอกพลางทำสีหน้าที่คิดไม่ตก

“อืมมม...ก็อาจจะเคยเจอตอนน้องเอยไปเที่ยวเชียงใหม่มั้งคะหรืออาจจะเคยเจอกันที่ไหนซักที่แต่แค่มันอาจจะนานแล้วก็ได้มั้ง” ธนกฤตบอก

“ก็...คงจะใช่มั้งคะ” เจ้าเอยบอก

พอทั้งสองคุยกันไปได้สักพักก็ถึงร้านอาหารที่ทั้งคู่จะมาทาน พอทั้งคู่เดินเข้ามาในร้านก็มีพนักงานเดินออกมาต้อนรับ

“สวัสดีค่ะ มากี่ท่านคะ” พนักงานถาม

“สองครับ” ธนกฤตบอก แล้วหลังจากนั้นพนักงานก็โฆษณาโปรโมชั่นใหม่ของทางร้าน บลาๆ ธนกฤตก็ทำหน้าที่ตอบ ในขณะที่เจ้าเอยก็กวาดสายตาหาที่นั่ง แต่แล้วก็ไปสะดุดกับโต๊ะๆหนึ่ง

“อุ๊ย! นั่นมันยัยอิงฟ้ากับพี่ตะวันหนิคะพี่หมอ” เจ้าเอยหันไปพูดกับธนกฤต

“จริงด้วย” ธนกฤตบอก แต่อยู่ๆเจ้าเอยก็แสยะยิ้มเหมือนนึกอะไรสนุกๆออก

“เราเข้าไปทักกันเถอะค่ะ” เจ้าเอยไม่รีรอรีบจูงมือธนกฤตเดินเข้าไปหาทั้งสองทันที

“สวัสดีค่ะพี่ตะวัน ยัยอิง บังเอิญจังเลยนะคะ” เจ้าเอยทักตะวันฉายด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แต่ทักน้องสาวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

“เจ้าเอย/พี่เอย” ทั้งสองพูดด้วยท่าทีที่แปลกใจและไม่ค่อยยินดีอะไรสักเท่าไหร่ แต่เจ้าเอยไม่สนกลับถือวิสาสะเข้าไปนั่งข้างตะวันฉายพร้อมกับเกาะแขนตะวันฉายด้วยความเคยชิน

“เอ่อ...ฉันขอนั่งด้วยคนนะไอ้ตะวัน น้องอิง” แม้จะเห็นว่าเจ้าเอยไปนั่งแล้ว แต่ธนกฤตก็ไม่วายเอ่ยขอตามมารยาท

“ได้ค่ะพี่หมอ” อิงฟ้าตอบ ส่วนตะวันฉายพยักหน้าให้เป็นคำตอบแทนตามประสาเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกัน

“แล้วนี่สั่งอะไรกันไปรึยังคะ” เจ้าเอยถามตะวันฉาย

“สั่งไปบ้างแล้วค่ะ” แต่อิงฟ้าตอบแทน

“หรอ งั้นเราสั่งกันเถอะค่ะพี่หมอ น้องคะ!” เจ้าเอยบอกแล้วตะโกนเรียกพนักงาน

“ครับ รับอะไรดีครับ” พนักงานถาม

“ขอเป็นxxx กับxxx แล้วก็น้ำxxxนะ แล้วพี่หมอล่ะคะ” เจ้าเอยถาม

“ผมขอเป็นxxxกับxxxแล้วก็น้ำxxxครับ” ธนกฤตบอก

“ครับ รอสักครู่นะครับ” พนักงานบอกแล้วเดินออกไป

“แล้วนี่ก่อนหน้านี้ไปไหนกันมาหรอคะ” เจ้าเอยถาม

“ก็ไปเที่ยวเรื่อยๆ แล้วพี่ก็มาสอนน้องอิงขับรถให้แข็งๆ เพราะมีบางคนใจดำไม่ยอมสอน” ตะวันฉายบอกแต่ก็ไม่วายแขวะเจ้าเอย

“เหอะ! หรอคะ” เจ้าเอยพูดอย่างไม่ค่อยจะยี่หระสักเท่าไหร่ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายหันไปส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปให้กับน้องสาว

“เอ่อ...แล้วพี่หมอกับพี่เอยล่ะคะไปไหนกันมาบ้าง” อิงฟ้าหลบตาแล้วถามบ้าง

“ก็ไปเที่ยวเรื่อยๆนั่นแหละจ่ะ แล้วก็ไปทำบุญ” ธนกฤตบอก

“ไปอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับน้องอิง เอ้ย! เจ้ากรรมนายเวรน่ะ” เจ้าเอยแสร้งทำเป็นพูดผิด

“เจ้าเอย!/น้องเอย!” ตะวันฉายและธนกฤตเอ่ยปราม

“อุ๊ย! อาหารมาแล้ว ทานกันดีกว่าค่ะ น้องเอยหิวจะแย่อยู่แล้ว” เจ้าเอยทำเป็นไม่สนใจแล้วหันไปสนใจอาหารตรงหน้าที่เพิ่งมา

“พี่ตะวันขา น้องเอยอยากกินทอดมันกุ้ง แต่ว่าน้องเอยตักไม่ถึง พี่ตะวันตักให้น้องเอยหน่อยสิคะ” เจ้าเอยบอกตะวันฉายอย่างอ้อนๆ ตะวันฉายไม่ตอบแต่ตักทอดมันกุ้งให้เจ้าเอยตามคำขอ เพราะไม่อยากมีปัญหา

“ขอบคุณค่ะ พี่ตะวันน่ารักที่สุดเลย ฟอดดด!”  เจ้าเอยบอกแล้วหอมแก้มตะวันฉายไปฟอดใหญ่

“เจ้าเอย!/น้องเอย!” ตะวันฉายกับธนกฤตพูดขึ้นด้วยความตกใจ

“ทำไมคะ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยหนิคะ น้อง เอยก็หอมพี่ตะวันออกจะบ่อย มากกว่าหอมก็ยังเคยมาแล้วเลย” เจ้าเอยพูดอย่างยั่วอารมณ์อิงฟ้า อิงฟ้าที่เห็นแบบนั้นก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เริ่มรู้สึกจุกที่อก ส่วนตะวันฉายก็ได้แต่พยายามมองอิงฟ้าอย่างต้องการจะอธิบาย แต่เจ้าเอยก็พูดขึ้นอีก

“ทานข้าวกันต่อเถอะนะคะ นี่ค่ะพี่ตะวัน ทานเยอะๆนะคะ เอยรู้ว่าพี่ตะวันชอบ” เจ้าเอยบอกแล้วถือวิสาสะตักต้มยำกุ้งให้ตะวันฉายอย่างเอาใจ แต่ตะวันฉายดูไม่ค่อยจะสนใจเจ้าเอยเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ผู้หญิงคนเดียวที่เค้าสนใจคืออิงฟ้า ซึ่งนั่นทำให้เจ้าเอยไม่พอใจ

“อิงฟ้า น้ำเธอหมดแล้ว ส่งมานี่สิเดี๋ยวเติมให้” เจ้าเอยบอก

 “ค่ะพี่เอย” พูดจบอิงฟ้าก็ส่งแก้วน้ำไปให้เจ้าเอย เจ้าเอยรับมาแล้วใส่น้ำกับน้ำแข็งให้ตามปกติแล้วส่งคืน แต่...

พรึบ! ซ่า!

“ว๊าย!” อิงฟ้าร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเจ้าเอยทำน้ำหกใส่เธอเต็มไปหมด

“น้องอิง!” เสียงตะวันฉายกับธนกฤตก็พูดขึ้นด้วยความตกใจเช่นกัน

“อุ๊ย! โทษทีมือมันลื่นน่ะ” เจ้าเอยบอกพร้อมกับแอบแสยะยิ้มไปให้

“เธอทำบ้าอะไรของเธอเจ้าเอย!” ตะวันฉายต่อว่าเจ้าเอย

“ก็น้องเอยบอกไปแล้วไงคะว่ามือลื่น!” เจ้าเอยบอก

“มือลื่นหรอ... มานี่เลย!” ตะวันฉายว่าแล้วกระชากเจ้าเอยออกมาจากตรงนั้น

“พี่ตะวันฉายปล่อยนะ จะพาเอยไปไหน!” เจ้าเอยโวยวายเมื่อตะวันฉายลากเธอออกมา ตะวันฉายลากเจ้าเอยมาจนถึงหลังร้านซึ่งเป็นจุดลับตาคนแล้วเหวี่ยงร่างเจ้าเอยมาให้ยืนข้างหน้าของตน

“โอ๊ย! เจ้าเอยเจ็บนะ!” เจ้าเอยว่า

“เหอะ! อย่าทำเป็นสำออยหน่อยเลย ฉันรู้นะว่าเธอตั้งใจยั่วโมโหน้องอิงแล้วก็แกล้งทำน้ำหกใส่” ตะวันฉายว่า

“อย่ามากล่าวหาเอยนะ พี่ตะวันรู้ได้ไงว่าเอยตั้งใจ ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรก็อย่ามาพูดมั่วๆดีกว่า” เจ้าเอยบอก

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกเสแสร้งซักทีเจ้าเอย อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นิสัยเธอนะ” ตะวันฉายบอก

“ทำไม! นิสัยเอยมันเป็นยังไง!” เจ้าเอยถาม

“ก็เป็นอย่างนี้ไง! ฉันไม่เข้าใจเลยนะว่าไอหมอทนเธอได้ยังไง เหอะ! ไอหมอคงจะหูหนวกตาบอดที่หลงเสน่ห์จอมปลอมของเธอ เธอมันก็เป็นแค่ผู้หญิงที่สวยแต่รูปจูบไม่หอม!” ตะวันฉายว่า

เพี๊ยะ!

“อย่ามาว่าเอยกับพี่หมอนะ!” เจ้าเอยตบตะวันฉายอย่างเดือดดาล

“ทำไมฉันจะว่าไม่ได้ก็ในเมื่อฉันพูดความจริง! แล้วอย่าคิดที่จะทำอะไรน้องอิงอีก เพราะฉันจะไม่ยอมแน่ๆ จำไว้!” ตะวันฉายบอกแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน ส่วนเจ้าเอยก็ได้แต่ยืนน้ำตาตกอย่างนิ่งๆพร้อมกับกำมือแน่นด้วยความโกรธ น้อยใจ และเสียใจ

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าเอยจะทำอะไรอิงฟ้าไม่ได้ เอยก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพี่ตะวันจะทำอะไรเอย...” เจ้าเอยพูดขึ้นมาคนเดียวอย่างนิ่งๆทั้งน้ำตาแห่งความโกรธ น้อยใจ และเสียใจ…..








Talk:

อัพครบแล้วนะคะ คริคริ ถ้าพิมพ์ผิดหรือตกหล่นตรงไหนอะไรยังไงก็ขอโทษด้วยจริงๆค่ะ ไรท์มึนกับตัวหนังสือ ตาลายไปหมดแล้วค่ะ555 บางทีพิมพ์ไปแล้วมันไม่ขึ้นให้ต้องพิมพ์ซ้ำเพราะคีย์บอร์ดค้าง555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #8 ชานไบเล่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 07:48
    อารมณ์เหมือนดูละคร สู้ๆไรต์ !!
    #8
    0
  2. #7 Mr. happy :D (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 05:25
    รอมาต่อๆ 5555
    #7
    0