[สนพ.จัสมิน] อุบายรักอสูรเถื่อน (ซีรีส์ตราบาปปรารถนา)

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 : หวนคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 ส.ค. 57

 

 

“โทนี่ มานี่หน่อย” ริโอเรียกลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่บริเวณประตูห้องทำงาน

“ครับคุณริโอ” รับคำพร้อมเดินเข้าผ่านฉากกั้นห้อง

“เอาแฟ้มนั่น และเอกสารตรงนั้น รวมทั้งสามแฟ้มตรงนี้ไปที่รถ แล้วกลับกันได้แล้ว”

“คุณริโอจะกลับแล้วเหรอครับ ทำไมวันนี้กลับไวล่ะ”

“คืนนี้ฉันมีนัด”

“อ้อ! ผู้หญิงสินะ คืนนี้เป็นคิวของใครครับ” เอ่ยถามพลางมองเจ้านายด้วยสายตารู้ทัน

ริโอไม่ตอบ จ้องลูกน้องนิ่งเป็นการเตือน อันโตนิโอรีบหยิบแฟ้มและเอกสารตามที่เจ้านายสั่ง ก่อนจะเดินนำออกจากห้อง ชะลอเท้าเมื่อออกมาจากห้องทำงาน ริโอเดินนำลูกน้องทั้งสองคนที่ช่วยกันถือแฟ้มเอกสาร

“คุณริโอจะกลับแล้วเหรอโทนี่” ฮวนเอ่ยถามพลางช่วยเพื่อนถือ

“อือ เห็นว่ามีนัดคืนนี้ นายรู้มั้ยว่าเป็นใคร”

“จะรู้ได้ยังไงล่ะ คุณริโอเป็นคนนัดนี่ ไม่ใช่ฉันซะหน่อย ใช่คุณนิก้า...ลูกสาวท่านรัฐมนตรีต่างประเทศรึเปล่า”

“ปกติคุณริโอไม่เคยนัดคุณนิก้าตอนกลางคืนนะ นัดแต่ตอนกลางวัน หรือวันหยุด”

“คุณริโอจริงจังกับคุณนิก้าหรือไง ถึงได้ไม่เคยพาขึ้นเตียง”

“นายคิดงั้นเหรอฮวน แต่ฉันว่าเพราะไม่จริงจังนี่ล่ะ จึงไม่พาขึ้นเตียง”

“ก็ถ้าไม่จริงจัง ทำไมไม่พาขึ้นเตียงล่ะ” ฮวนเลิกคิ้วอย่างสงสัย

แม้ฮวนจะเพิ่งเข้ามาเป็นลูกน้องคนสนิทของริโอ หรือเรียกอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นบอดี้การ์ด แต่ตลอดระยะเวลาเกือบแปดปีที่เขาเป็นคนสนิทคนหนึ่งของริโอ เขาไม่เคยเห็นริโอขาดแคลนผู้หญิง ทว่าก็ไม่มีคนไหนที่ริโอคิดจริงจังด้วย บางคนร่วมหลับนอนเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้ง ก็ถูกเมินเฉย บางคนอาจนานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน แต่ก็เป็นได้แค่คู่ควงหรือคู่นอนเท่านั้น ไม่มีใครที่จะทำให้ริโอสนใจเป็นพิเศษได้

“คุณริโอไม่ได้เห็นคุณนิก้าเป็นคู่ควงด้วยซ้ำ อาจจะเห็นเป็นแค่เพื่อนมากกว่า ฉันรู้จักคุณริโอดี ถ้าใครถูกใจ โดนใจ เตะตาหน่อยก็พาขึ้นเตียง แล้วก็อย่างที่เห็น...คุณนิก้าเองดูจะชอบคุณริโอมากอยู่ อ่อยอยู่บ่อยๆ ซะด้วยซ้ำ ถ้าคุณริโอคิดจะพาขึ้นเตียง ก็คงทำไปตั้งนานแล้วล่ะ”

“เลิกเถียงกันเองได้แล้ว ฉันไม่ได้นัดกับนิก้า” ริโอขมวดคิ้วมุ่นขณะรอลิฟต์

ลูกน้องคนสนิททั้งคู่จึงปิดปาก ทว่าฮวนที่นึกสงสัยเรื่องพินัยกรรมของคาร์ลอส จึงอดไม่ได้จะเอ่ยถามคนที่เป็นลูกไล่ริโอมาตั้งแต่เด็ก

“แล้วตกลงว่าเรื่องพินัยกรรมนั่นที่คุณคาร์ลอสทิ้งไว้ คุณริโอจะทำตามนั้นเหรอ”

อันโตนิโอมองหน้าคนถาม ก่อนจะเหลือบมองร่างสูงใหญ่ของริโอที่เดินนำเข้าลิฟต์ สองหนุ่มปิดปากเงียบเสียง อันโตนิโอไม่ต้องเสียเวลาคิดก็ตอบคำถามของเพื่อนรักได้ทันทีว่ามันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วที่ริโอจะทำตามพินัยกรรม เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ริโอครอบครองบริษัทกลาเซียได้อย่างเต็มตัว

“เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้วช่วยเรียกพวกแม่บ้านทั้งหมดมาพบฉันด้วยนะ” ริโอเอ่ยเสียงเรียบขณะเดินนำออกจากลิฟต์

“คุณริโอมีธุระอะไรกับแม่บ้านเหรอครับ” อันโตนิโอเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว

“จะให้คนจัดห้องให้น้ามอลลี่ กับพริซซี่”

“แล้วห้องเดิมของคุณมอลลี่ล่ะครับ” อันโตนิโอเลิกคิ้วถาม

“ก็ห้องนั้นไง ถ้าย้ายให้ไปอยู่ห้องอื่น น้ามอลลี่ก็คงไม่ยอมหรอก”

“คุณริโอจะจัดห้องคุณพริซซี่ต่างหากเหรอครับ” อันโตนิโอยังคงซักต่อ

“โทนี่ นายเป็นพ่อฉัน หรือเป็นลูกน้อง ซักอยู่นั่นล่ะ เดี๋ยวกลับบ้านนายก็รู้อยู่ดีไม่ใช่รึไง”

“เอ้อ! ครับ จริงด้วย ผมก็ลืมไป”

ริโอลอบถอนหายใจกับท่าทางทะเล้นของอันโตนิโอ เมื่อพาตัวเองเข้ามาในรถลีมูซีนสีดำคันหรู ลูกน้องสองคนจึงพากันนั่งข้างหน้า โดยมีฮวนทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถ

จากบริษัทกลาเซียจนถึงคฤหาสน์กลาเซียใช้เวลาเพียงสิบนาที ทว่าตลอดทางนั้น...มีบริษัทสูงตระหง่านหลายแห่ง ที่ตอนนี้มีผู้บริหารเป็นคนๆ เดียวกัน นั่นก็คือเป็นของ ริโอ กลาเซีย ปัทมเดช...ชายหนุ่มที่มีนัยน์ตาสีน้ำเงิน ซึ่งมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการทำงาน ทั้งเด็ดขาด และจริงจัง ถ้าใครจะคิดว่าเขาไร้ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ เขาก็ไม่สนใจต่อคำว่าร้ายเหล่านั้น เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลกลาเซียบนป้ายบริษัทเหล่านั้น มันทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ

แม้เดิมที ตระกูลกลาเซียจะเคยเป็นตระกูลพ่อค้าธรรมดา ที่ไม่ได้อยู่ในวงสังคมไฮโซ หรืออยู่ในวงธุรกิจใหญ่ ทว่าตั้งแต่รุ่นทวดของริโอเริ่มลงทุนมากขึ้น พัฒนาการค้าจนเป็นธุรกิจ ในที่สุดก็ได้ก่อตั้งบริษัทนาฬิกากลาเซียขึ้น และคิดสัญลักษณ์ประจำตระกูลขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งผู้ที่จะได้ครอบครองสัญลักษณ์นี้ต้องเป็นลูกหลานสายตรง หรือผู้นำตระกูลกลาเซียโดยสมบูรณ์เท่านั้น

“คุณริโอจะให้ผมกับทนายโทมัสไปรับคุณมอลลี่มาเมื่อไหร่ครับ” อันโตนิโอเอ่ยถามขณะเปิดประตูด้านหลังให้เจ้านายลงจากรถเมื่อถึงคฤหาสน์กลาเซีย

“ฉันจะโทร.ไปคุยกับน้ามอลลี่ก่อน แล้วจะบอกนายอีกที”

“ครับ”

“อย่าลืมไปบอกแม่บ้านล่ะ เดี๋ยวฉันลงมา”

“ครับ” อันโตนิโอค้อมศีรษะให้เจ้านาย

ริโอสาวเท้าเข้าบ้าน ก้าวเท้าขึ้นห้องนอนพลางกดโทรศัพท์หานิรมล เขามองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองเพื่อเทียบเวลากับประเทศไทยในขณะนี้ ระหว่างรอสาย ชายหนุ่มก็ปลดเสื้อสูทวางพาดบนเตียงกว้าง

“สวัสดีค่ะคุณริโอ”

“น้ามอลลี่เป็นยังไงบ้างครับ”

“สบายดีจ้ะ เอ่อ...รู้เรื่องของพริซซี่รึยัง”

“ครับ แล้วนี่เธออยู่แถวนั้นรึเปล่าครับ”

“เข้าห้องนอนดูทีวีแล้วล่ะ ที่นี่จะห้าทุ่มแล้วนะคะ คุณริโอจะคุยกับพริซซี่รึเปล่า”

“ไม่ล่ะครับ คุยกับน้ามอลลี่ก็เหมือนกัน ก็อย่างที่น้ารู้นั่นล่ะครับ ยังไงพริซซี่ก็คงไม่ได้ไปเรียนต่อ ผมจะให้โทนี่กับอาโทมัสเดินทางไปรับน้ามอลลี่กับพริซซี่มาที่นี่ น้ามอลลี่คิดว่าจะต้องเก็บข้าวของอะไรบ้างครับ”

“พวกของใช้สามารถเก็บใส่กระเป๋าหรือใสกล่องได้น่ะ ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แต่เครื่องดนตรีของพริซซี่นี่สิ”

“มีอะไรบ้างเหรอครับ” ขมวดคิ้วมุ่น

“จริงๆ ก็หลายชิ้นอยู่ ทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ ดูท่าว่าจะลำบากนะคะ”

ริโอขมวดคิ้วมุ่น แม้จะรู้ว่าเธอเรียนสาขาดนตรี แต่ไม่คิดว่าเธอจะเล่นเครื่องดนตรีคลาสสิกได้หลายประเภทขนาดนี้ ทว่ามันจะไปยากอะไรล่ะ ซื้อใหม่ยกชุดซะก็จบ เมื่อตัดสินใจได้เขาจึงบอกปลายสายทันที

“เครื่องดนตรีไม่ต้องเอามาหรอกครับ ถ้าเธออยากได้ ก็มาหาซื้อที่นี่เอาละกัน แต่ถ้ามีชิ้นโปรดที่พกพาได้ ก็ไม่มีปัญหา แล้วก็บอกให้เธอเข้าใจนะครับว่าผมจะให้เธอมาอยู่สเปน แต่ไม่ต้องบอกเรื่องพินัยกรรม เรื่องนั้นผมจะพูดเอง”

“ได้ค่ะ ถ้างั้นเก็บสักสามสี่วันก็น่าจะเรียบร้อย”

“ถ้าอย่างนั้นอีกสี่วัน ผมจะให้คนของผมไปรับที่เมืองไทย”

“ค่ะ”

“ถ้างั้นแค่นี้ล่ะครับ น้ามอลลี่จะได้พักผ่อน”

เมื่อปลายสายวางสายไปแล้ว ริโอจึงนวดขมับของตัวเอง การทำงานทำให้เขาเครียดก็จริงอยู่ แต่ที่เครียดยิ่งกว่าคงเป็นเรื่องที่เขาจะต้องหาวิธีพูดให้พิชสินียอมเออออกับเขาด้วยนี่ล่ะ

ยอมเออออเหรอ?’ ริโอยกมุมปาก หึ! จะเออออหรือไม่เออออก็ช่าง ยังไงซะเขาก็ต้องบังคับเธอให้สาบานรักต่อหน้าพระเจ้า และจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ เธอก็เลี่ยงมันไปไม่ได้ จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาที่บังคับเธอไม่ได้ หากจะโทษ...ต้องโทษบิดาของเขาที่เขียนพินัยกรรมขึ้นมาผูกมัด ทั้งที่เขาต้องการแค่บริษัทกลาเซียเท่านั้น!

 

.................................................................................................................

 

พิชสินีมองกล่องลังสี่เหลี่ยมที่บรรจุข้าวของของเธอไว้หลายลัง หญิงสาวเม้มปากแน่น แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดริโอจึงไม่ให้เธอเรียนต่อ แต่ก็ไม่คิดจะถามเขาด้วยตัวเอง นั่นก็เพราะอีกฝ่ายต้องการให้เธอกลับไปอยู่สเปน เธอเคยคิดว่าจะไม่อยากกลับไปที่นั่น...ประเทศที่ทำให้เธอเจ็บปวด ทว่าเมื่อได้กลับไป เธอก็จะหาโอกาสล้างแค้นแทนบิดามารดาให้ได้

ล้างแค้น...’ ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มแน่น แม้จะไม่ได้เห็นกับตาว่าบิดามารดาเสียชีวิตหรือไม่ แต่ภาพติดตาเพียงเท่านั้น เธอก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ในตอนนั้น...เธอไม่ใช่เด็กๆ ที่จำความไม่ได้ แต่โตมากพอจะเข้าใจสถานการณ์

ตระกูลวอลเดซของบิดาเคยเป็นตระกูลมาเฟีย สืบทอดกันมาหลายรุ่น ทว่าในรุ่นของคุณปู่กลับถูกมาเฟียของตระกูลหนึ่งรวบเข้าด้วยกัน แม้จะเป็นคำบอกเล่าของคุณปู่ที่เธอจำได้เลือนราง เพราะยังเด็กมากนักตอนที่คุณปู่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ที่เธอจำได้อย่างแม่นยำคือแววตาใจดีของท่านที่มองเธอ การตัดสินใจยอมอยู่ใต้อำนาจของตระกูลมาเฟียอื่นนั่นก็เพื่อไม่ให้ลูกน้องและทายาทของตัวเองสละชีวิตโดยไม่จำเป็น

ลูอิซ...บิดาของเธอเคยบอกกับเธอจนจำได้ขึ้นใจว่ามาเฟียแก๊งวอลเดซซ่าของตระกูลวอลเดซนั้นใช่ว่าจะไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรี ทว่าหากต้องแลกชีวิตกับศักดิ์ศรี ก็ควรละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อจะมีชีวิตต่อ แม้ศักดิ์ศรีจำเป็นก็จริงอยู่ แต่ชีวิตนั้นสำคัญกว่า การที่จะยอมสละชีวิตเพื่อใครสักคนนั้น คนๆ นั้นจะต้องเห็นค่าของตัวเอง และมีชีวิตอยู่ต่อไป นั่นจึงทำให้เธอยอมมีชีวิตอยู่ต่อ แม้จะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร และสิ่งใด แต่ชีวิตที่บิดามารดายอมสละเพื่อเธอ ทำให้เธอคิดเสมอว่าจะต้องมีชีวิตแทนคนทั้งสอง และตอนนี้ถึงเวลาที่เธอจะกลับไปหาคำตอบที่ค้างคาใจ ว่าใครคือคนฆ่า และเอาคืนให้สาสม

“เก็บเสร็จรึยังพริซซี่”

นิรมลปลุกให้คนตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองหันมอง หญิงร่างเล็กเงยหน้ามองร่างบอบบางสูงโปร่งพลางคลี่ยิ้ม พิชสินียิ้มรับ ก่อนจะปัดความคิดของตัวเองเมื่อครู่ทิ้งไป

“ค่ะ แล้วเครื่องดนตรีล่ะคะ”

“คุณริโอบอกให้ไปซื้อใหม่ที่โน่น ถ้าอยากได้อะไรก็...”

“แค่ฟลูตได้มั้ยคะคุณแม่ แค่ฟลูตที่พริซซี่ไม่ยอมทิ้งไว้ที่นี่ ฟลูตของหม่าม๊า”

มือบางแตะกล่องสีดำที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนเป็นภาษาคาสตีล...เป็นของขวัญที่มารดาได้รับจากบิดา ซึ่งคาร์ลอสส่งมันมาพร้อมรูปถ่ายครอบครัวเมื่อแปดปีก่อน นิรมลคลี่ยิ้มเอ็นดู

“ได้สิพริซซี่ คุณริโอไม่ใจร้ายจนคิดพรากสิ่งที่พริซซี่รักหรอก”

“คนไม่ใจร้ายของคุณแม่เป็นคนตัดโอกาสเรียนต่อของพริซซี่นะคะ”

“แม่เชื่อว่าคุณริโอมีเหตุผลนะ” ยิ้มกว้างพลางแนบฝ่ามือผอมกับแก้มเนียนราวกับจะปลอบเธอ

พิชสินีเก็บกรอบรูปถ่ายใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ก่อนจะรูดซิปปิด เสียงทุ้มที่เอ่ยขออนุญาต ทำให้พิชสินีหันมองผู้ชายสองคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องของเธอ

“กล่องพวกนี้ยกไปได้เลยใช่มั้ยครับ” ภาษาคาสตีลจากหนุ่มร่างสูงผิวสีแทนเอ่ยถาม

พิชสินีพยักหน้ารับ ขณะอุ้มเจ้าซูกัสขึ้นสู่อ้อมแขน ลูบสะโพกสีขาวของเจ้าสุนัขขณะยิ้มน้อยๆ อันโตนิโอลอบมองว่าที่ภรรยาของเจ้านายก่อนจะเกาข้างแก้มอย่างครุ่นคิด

สวย ดึงดูด แต่เหินห่าง...เหมือนพระจันทร์ลอยเด่นบนท้องฟ้า

อันโตนิโอให้คำนิยามผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง ซึ่งหากเทียบกับผู้หญิงคนอื่นในประเทศนี้ พิชสินีเป็นผู้หญิงที่มีความสูงพอๆ กับผู้ชายบางคนในประเทศไทยด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อเทียบกับเขาที่สูงกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เธอจึงสูงเลยบ่าเขาเพียงนิดเท่านั้น นั่นทำให้เขานึกถึงเจ้านายหนุ่มที่มีความสูงเกือบสองเมตร พิชสินีคงเหมาะสมกับเจ้านายของเขาไม่น้อย

“เครื่องออกกี่โมงล่ะโทนี่”

“หกโมงเย็นครับ เอ่อ...ผมคิดว่าออกเดินทางเลยก็ดีนะครับ เพราะนี่ก็เหลือแต่กระเป๋าเสื้อผ้าของคุณมอลลี่กับคุณพริซซี่เท่านั้น”

“กล่องฟลูตนั่นด้วยนะโทนี่”

“ได้ครับ เอ่อ...ก่อนผมจะเดินทางมาที่นี่ อากาศที่มาดริกค่อนข้างเปลี่ยน เพราะอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ถ้ายังไงเตรียมเสื้อโค้ทหรือเสื้อหนาวไปด้วยนะครับ” อันโตนิโอตั้งใจบอกคนที่ยืนกอดสุนัข

“น้าบอกพริซซี่ไว้แล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกโทนี่”

“ครับ” รับคำพร้อมยิ้มกว้างให้นิรมล “เสร็จรึยังโฮเซ่” หันไปถามญาติผู้น้องน้องที่เดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบ

“เหลือกระเป๋าคุณพริซซี่ครับพี่โทนี่ เอ่อ...กล่องนี่ด้วยรึเปล่าครับ” โฮเซ่หันไปถามพิชสินีที่เพียงพยักหน้ารับ

อันโตนิโอลอบถอนหายใจเมื่อเดินออกจากห้องนอนของพิชสินี เขาและคนของเขา รวมถึงโทมัสเดินทางมาถึงประเทศไทยก่อนเที่ยงวัน รีบนำรถยนต์ที่ริโอสั่งให้ทางบริษัทกลาเซียสาขาประเทศไทยเตรียมไว้มาที่นี่ จึงได้เห็นว่าข้าวของทุกอย่างถูกบรรจุลงกล่องแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงเสื้อผ้าของพิชสินีที่เจ้าตัวกำลังเก็บลงกระเป๋าเสื้อผ้า ขณะที่นิรมลนำผ้าขาวออกมาคลุมข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน

“ไปรอแม่ข้างนอกนะพริซซี่ เดี๋ยวแม่จะเอาผ้ามาคลุมเปียโนกับเตียงนี่ไว้ก่อน”

“เดี๋ยวพริซซี่ช่วยค่ะ” บอกก่อนจะปล่อยซูกัสให้ลงจากอ้อมแขน

พิชสินีช่วยนิรมลคลุมเปียโน และเตียงนอนที่ยังไม่ได้คลุมผ้า เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงพากันเดินออกจากห้อง โดยมีซูกัสเดินตามเจ้านายสาวของตัวเองต้อยๆ หญิงสาวพาดเสื้อโค้ดไว้กับท่อนแขน ขณะที่บ่าบอบบางสะพายกระเป๋าใบกระทัดรัด

“พริซซี่ได้บอกเพนนีรึเปล่าที่จะไปอยู่สเปน”

“บอกแล้วค่ะ แต่เพนนีกำลังยุ่งๆ เรื่องฝึกงานน่ะค่ะ”

“งั้นก็ไม่ได้ไปส่งน่ะสิ”

“ค่ะ พริซซี่เกรงใจเพนนีด้วย เลยไม่ได้บอกว่าจะไปเมื่อไหร่”

“ระวังหนูเพนนีงอนเอานะ รายนั้นขี้งอนจะตายไป”

“ไม่หรอกค่ะ พริซซี่บอกไว้แล้วว่าไม่ต้องมาส่ง ไว้ถึงที่โน่นแล้วค่อยแชทคุยกันก็ได้”

เมื่อโฮเซ่ยกกระเป๋าเดินทางของพิชสินีและนิรมลขึ้นท้ายรถกระบะ อันโตนิโอจึงกดโทรศัพท์หาโทมัสที่ไปทำธุระตามคำสั่งของริโอ เพื่อจะบอกให้โทมัสทราบว่าเขาจะพาพิชสินีและนิรมลไปที่สนามบิน อันโตนิโอปล่อยให้โฮเซ่ขับรถที่บรรจุข้าวของออกไปก่อน เพื่อจัดการขนของขึ้นเครื่อง ก่อนจะหันมาทางผู้หญิงสองคนที่ยืนรอเขาหน้าบ้าน อันโตนิโอยิ้มทะเล้นก่อนจะเชื้อเชิญให้มั่งคู่ขึ้นรถ

อันโตนิโอกดโทรศัพท์หาเจ้านายที่กว่าจะรับสายก็ทำให้ลูกน้องคนสนิทต้องกดโทร.หาอยู่หลายครั้ง เมื่อริโอรับสายด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ เขาจึงเพียงแจ้งให้ทราบว่าเครื่องบินจะออกจากประเทศไทยกี่โมง และเดินทางไปถึงสนามบินมาดริด-บาราคัสของสเปนกี่โมง ในขณะที่พิชสินีเพียงฟังภาษาคาสตีลของชายหนุ่มผิวแทน นึกสงสัยนักว่าริโอเป็นคนแบบไหนกันถึงได้มีอำนาจขนาดนี้

พิชสินีไม่ต้องตรวจคนออกนอกประเทศที่ด่านตรวจ เมื่อถึงสนามบินเธอก็สามารถเดินขึ้นเครื่องบินได้ทันที หญิงสาวมองสัญลักษณ์สีน้ำเงินเข้มบนหางเครื่องบิน...พระจันทร์เสี้ยวตั้งบนฐานในแนวนอน ด้านข้างทั้งสองถูกโอบด้วยกิ่งมะกอก ฐานที่วางพระจันทร์เสี้ยวคือตัวอักษรศิลป์ภาษาอังกฤษตัวจี และตัวซีกลับด้าน ซึ่งมาจากนามสกุล ‘กลาเซีย’ เธอจำได้ว่าเครื่องบินส่วนตัวลำที่เธอนั่งเมื่อครั้งยังเด็ก ไม่ใช่ลำนี้ แม้จะเลือนลางแต่เธอก็มั่นใจว่าไม่ใหญ่ขนาดนี้

“ลำนี้ลำใหม่เหรอโทนี่”

“ครับคุณมอลลี่ คุณริโอเพิ่งซื้อเมื่อสามสี่ปีก่อน ลำเก่ามันหลายปีแล้ว ต้องซ่อมบ่อย คุณริโอเลยซื้อใหม่”

อันโตนิโอเพียงยิ้มกว้างก่อนจะให้ผู้หญิงสองคนเดินขึ้นเครื่องบิน เขาสังเกตหญิงสาวที่กระชับเข็มขัดนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่ ในขณะที่นิรมลนั่งอยู่ด้านหน้าของเธอเคียงโทมัส...ทนายประจำตระกูลกลาเซีย เขาจึงเลือกนั่งอีกแถวเดียวกับหญิงสาว โดยเว้นช่องทางเดินไว้ แม้จะแปลกใจที่พิชสินีไม่นั่งเคียงข้างนิรมล แต่เขาก็ไม่ได้เปิดปากถาม เพราะอยากสังเกตพิชสินีด้วยสายตาของตัวเองให้มากที่สุด

“พริซซี่หิวรึเปล่า”

“ไม่ค่ะคุณแม่ ให้เครื่องขึ้นก่อนก็ได้ค่ะ”

อันโตนิโอมองผู้หญิงสองคนที่พูดคุยกันด้วยภาษาคาสตีลก็อดไม่ได้ที่จะมีคำถามในใจ จริงอยู่ว่าพิชสินีเป็นลูกครึ่ง มีมารดาเป็นคนไทยเช่นเดียวกับริโอ และใช้ชีวิตวัยเด็กที่ประเทศสเปน ทว่าตลอดเวลาสิบเอ็ดปีที่เธออยู่ประเทศไทยกับนิรมล ทั้งคู่ก็ยังใช้ภาษาคาสตีลพูดคุยกัน นั่นล่ะที่ทำให้เขาประหลาดใจ แม้นี่จะไม่ใช่บทสนทนาแรกที่เขาได้ยิน แต่เขาก็นึกสงสัยตลอดเวลาตั้งแต่ที่ได้ยิน

“คุณพริซซี่อยากทานอะไรก็บอกได้เลยนะครับ กว่าจะถึงสเปนก็ประมาณสิบสองชั่วโมง ด้านในมีห้องนอน ยังไงก็ไปนอนพักได้นะครับ”

พิชสินียิ้มให้อันโตนิโอ “ขอบคุณมากค่ะ”

อันโตนิโอยิ้มกว้าง ดูเหมือนว่านี่คือคำพูดคำแรกที่พิชสินีพูดกับเขา แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนเงียบขรึม เห็นได้จากการพูดคุยระหว่างเธอและนิรมล ทว่าเธอมีกำแพงหนาที่ไม่ยอมให้ใครก้าวข้ามไป ผลักทุกคนให้ออกห่างไปให้ไกลที่สุด เขาจับความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเธอไม่เชื่อใจใครเลย แม้กระทั่งกับนิรมล เธอก็ยังไม่สนิทใจพอจะเชื่อ ชายหนุ่มทอดถอนใจ นึกเป็นห่วงเจ้านายเสียแล้วสิว่าจะบังคับคนที่ไม่สนใจต่อสิ่งใดอย่างพิชสินีอย่างไร

ริโออาจเป็นคนไม่แยแสต่อคนรอบข้างนัก ทว่าหากใครคือคนในครอบครัว ริโอก็ไม่เคยปล่อยปละละเลย ไม่เคยมีกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเองกับคนในครอบครัว แต่พิชสินีไม่ใช่แบบนั้น เธอไม่เหมือนริโอสักนิด เธอทำตัวเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ คนรอบกาย และสิ่งรอบข้างเหมือนธาตุอากาศที่หมุนวนรอบกายตัวเอง เส้นทางของเธอมีเพียงคำว่า ‘ลำพัง’ นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าเธอปิดกั้นหัวใจของตัวเอง ไม่อนุญาตให้ใครก้าวเข้าไปได้ แม้กระทั่งนิรมลที่อันโตนิโอเชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของพิชสินี ทว่า...พิชสินีคงไม่ได้คิดเช่นนั้น

พระจันทร์ดวงนี้...ช่างว้าเหว่นัก เหมือนเป็นพระจันทร์บนท้องฟ้าว่างเปล่า มีเพียงดวงเดือนที่ไร้ซึ่งดวงดาว เงียบเหงา และเศร้าสร้อย อันโตนิโอรู้ว่าการสูญเสียบุพการีของเธอเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นเหตุให้พิชสินีเป็นเช่นนี้ เขาก็นึกกลัวเสียเหลือเกินว่าริโออาจไม่ได้เจอผู้หญิงว่าง่ายอย่างที่คิด เพราะใบหน้ายิ้มน้อยๆ ของพิชสินี ไม่ใช่รอยยิ้มจากใจ แต่เป็นรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้น นั่นคงเป็นการยากที่จะคาดเดาจิตใจของเธอว่ากำลังคิดอะไร

อันโตนิโอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะที่เครื่องบินกำลังเคลื่อนไปบนรันเวย์ เพื่อทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าไปยังจุดหมายที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมสองทวีป...ประเทศสเปน

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

10 ความคิดเห็น