[Fic KnB] R O O M M A T E

ตอนที่ 5 : [Fic KnB] R O O M M A T E [5]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ก.ค. 57

Title: R O O M M A T E

Part : 5 "SMELL STORY"

Author: ammn

Pairing: AoKise, KagaKuro,MidoTaka,Akafuri

Rating: PG-13 

Genre: Yaoi

 

 

TELL ::  หายไปนานเลย มีรีดเดอร์เม้นท์ทวง ขอบคุณมากค่ะที่ยังไม่ลืมกันนน

 

 

 

 

 

 

 

 ยิ้ม ....

 

 

เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับของสิ่งนั้นมาซักพักหนึ่งแล้ว

 

 

 

 

 

 

คุโรโกะเห็นรูมเมทที่รักของตัวเอง นั่งมองผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก มันเป็นผ้าเช็ดหน้าสีเรียบ แต่ดูหรูหรา เขาคิดว่าคนที่ใช้มันก็คงจะเป็นคนที่เจ้าสำอางหรือไม่ก็พวกลูกคุณหนูเขาใช้กัน

 

 

 

 

แต่สไตล์ของคางามิคุงไม่ใช่คนที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าแบบนั้นได้เลย

 

 

 

 

 

และที่สำคัญเป็นกลิ่นดอกไม้นานาพรรณที่เลือกสรรสกัดมาเป็นน้ำหอมชั้นเลิศ แค่คุโรโกะแตะแค่เพียงปลายจมูก เขาเองรู้สึกชื่นใจ และเกือบหลงใหลไปด้วย

 

 

 

นี่แค่ผ้าเช็ดหน้า แล้วถ้าหากเป็นเจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ล่ะ

 

 

 

 

คุโรโกะรู้สังหรณ์ใจ

ว่ากลิ่นวานิลาที่เขาวางกับดักไว้ ... ใกล้จะหมดฤทธิ์แล้ว

 

 

 

 

แล้วแถมความกลัวที่ประดังประเดเข้ามาหาคุโรโกะในความคิดว่าคางามิ รูมเมทที่รักของเขาอาจจะลืมกลิ่นวานิลาเสียสิ้นจนไม่ทิ้งเค้าความหอมหวานแบบที่คุโรโกะชื่นชอบไว้แล้วก็ได้

 

 

 

 

ที่ร่างเล็กได้นั่งสงสัยแบบนี้ เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้สังเกตพฤติกรรมของคนตัวสูงที่หลงใหลได้ปลื้มกับกลิ่นใหม่ที่ติดใจกว่า

 

 

 

 

 

คุโรโกะรู้สึกเช่นนั้น

 

 

 

 

 

พอเข้าใจแล้วกลับเจ็บบาดลึกเข้าไปในใจ ทั้งที่คุโรโกะอยู่ใกล้ขนาดนี้

คางามิผู้นี้อยู่ใกล้เขาขนาดนี้

กลิ่นของคุโรโกะที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ทั้งที่อยู่ด้วยกัน

แต่เจ้าของผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอม ที่คางามิกำลังหลงใหลกลับตราตรึงเขากว่า....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้คางามิคุงดูยุ่ง ๆนะครับ “คุโรโกะเอ่ยทักเพื่อนไป แม้ว่าเพื่อนร่วมห้องตัวเล็กทักทาย แต่คางามิไม่ใช่คนที่จะไม่เอาใจใส่เพื่อนร่วมห้อง หรือละเลยใครที่ดีกับตัวเองง่าย ๆ

“ก็นิดหน่อยน่ะ แฮะ ๆ “คางามิตอบเพื่อนเสียงร่าเริงแบบที่เป็นอยู่ทุกวัน วันนี้เขาไม่มีกิจกรรมกีฬา หรือการเรียนแต่รายงานที่ค้างไว้มมากมายจนต้องอยู่ห้องเพื่อจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

 

 

 

แต่ร่างสูงก็มานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอีกแล้ว

 

 

 

เขาปฏิบัติกับคุโรโกะแบบเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม  ความรู้สึกต่างๆ ไม่เหมือนเดิม

เขาไม่หวั่นไหวกับคุโรโกะเสียแล้ว ไม่ติดกับดักนั่นแล้ว

จริง ๆเขาก็พูดเกินไปว่าคุโรโกะคนนั้นวางกับดัก แต่แค่เพื่อนตัวเล็ก รูมเมทของเขาน่ารักเสียจนเขาไขว้เขว ในก่อนหน้านี้

 

 

แต่ตอนนี้

 

 

 

 ตอนนี้

แน่ใจว่าตอนนี้ คางามิ  ไทกะผู้นี้ไม่หวั่นไหวกับคุโรโกะ เพื่อนตัวเล็กคนนี้แล้ว

อายุที่กำลังโตเป็นผู้ใหญ่ต้องรับรู้ได้ว่าตัวเองความรู้สึกเปลี่ยนไป

แต่คางามิเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเช่นนี้คืออะไรกันแน่ แต่คางามิแน่ใจว่า

ตอนนี้ กลิ่นวานิลาไม่สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้อีก

 

 

 

 

 

 

 

แต่หากเป็นเจ้าของกลิ่นดอกไม้ตราตรึงนี่ต่างหาก

กลิ่นนั้นยังติดจมูกเขาอยู่เลย ผมสีทอง หน้าหวานน่ามอง

ความนุ่มนวลด้วยน้ำเสียงอันสดใส บวกรอยยิ้มนั่นทำเอาคางามิตาพร่าไปเหมือนต้องแสงอาทิตย์เข้าดวงตาคู่นี้อย่างจัง

ตัวนิ่ม ๆที่ล้มทับเขาวันนั้น  คางามิคิดไปแล้วก็ตลกตัวเองที่ไม่เคยลืมความรู้สึกและสัมผัสนั้นได้เลย

 

 

 

อาจจะตกหลุมรักก็ได้นะ คางามิ ไทกะ

 

 

 

 

 

 

คุโรโกะ หันไปมองอีกคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้างแล้ว หลังจากที่ชื่นชมกับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น และเขาก็คิดว่าคงหลงไหลมันมากและแน่นอนเจ้าของผ้าผืนนั้นด้วยเขาไม่อยากถามอะไรร่างสูงอีกฝั่งห้อง ร่างเล็กกลับไปอ่านหนังสือเรียนในรายวิชาของตนเงียบ ๆ ไป แต่เนื้อหามันกลับไม่เข้าหัวเลย

 

 

 

 

คุโรโกะอิจฉาคน ๆ นั้น จริง ๆ

 

 

 

 

“คางามิคุงครับ  ผมขอโคล่าในตู้เย็นกระป๋องนึงนะครับ เดี๋ยวจะเอาเงินมาคืนให้”

“ห๊ะ?”

 

 

คุโรโกะวางหนังสือปังลงบนโต๊ะจนคางามิตกใจหันมอง เดินตรงดิ่งไปที่ตู้เย็น หยิบโคล่ากระป๋องเล็กขึ้นมา เป็นของคางามิผู้ชื่นชอบโคล่าเป็นชีวิตจิตใจ เขาซื้อมันมาเสียเต็มตู้ ร่างเล็กแปลกใจที่คนตัวเล็ก ร้องขอให้สิ่งที่ไม่ชอบ คางามิที่เป็นคนใส่ใจเพื่อนเสมอ รู้แล้วว่าคุโรโกะรูมเมทคนนี้ไม่ชอบโคล่า เขาบอกว่าพอดื่มไปแล้วมันรู้สึกแปลก ๆ แล้วท้องของคุโรโกะเองก็ไม่ค่อยรับกับอะไรแบบนี้

 

 

“เดี๋ยว คุโรโกะ”

 

คางามิรั้งร่างเล็กไว้ไม่ทัน หน้าหวานที่ไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรเลย แค่พูดแต่ยิ้มแค่มุมปากเพื่อบอกว่ากล้ามเนื้อบนหน้ายังใช้การได้ คางามิเห็นคุโรโกะแสดงเพียงแค่นั้น

 

ตอนนี้เขาไม่รู้หรอกว่ารูมเมทตัวเล็กเป็นอะไร แต่ถึงขั้นต้องดื่มอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ คงมีอะไรแน่ๆ

 

 

 

“จะถามดีมั้ยนะ”

 

 

คางามิลังเลใจ เขาวางผ้าเช็ดหน้าที่กลิ่นดอกไม้หอมที่ถืออยู่ลงแล้วเดินไปยังหน้าห้องเพื่อน

 

 

 

มีความจริงอีกอย่างว่าช่วงหลัง ๆ คางามิก็ระแวงการเข้าใกล้คุโรโกะอยู่นิดหน่อย

แต่เขาก็พอมีภูมิต้านทานบ้างแล้ว

 

 

 

“คุโรโกะ นายเป็นอะไรมั้ย“

“ผมไม่เป็นไร”

“แน่ใจนะ นายดูไม่ค่อยโอเค”

“ไม่หรอกครับ ....”

“อะ โอเค งั้นฉันไม่กวนนายแล้ว”

 

 

 

หลังจากประโยคนั้น คุโรโกะปฏิเสธโดยให้เสียงทะลุประตูออกมาว่าไม่เป็นไร เขาควรเชื่อและไม่ควรไปเซ้าซี้

น้ำเสียงก็ดูติดหงุดหงิดนิดหน่อยเสียด้วย แต่อย่างนั้นก็ยังเป็นห่วงเพราะคุโรโกะในก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยแสดงอาการแบบนี้จากที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสัปดาห์ ๆ แถมก็ไม่ดูใช่คนที่จะแสดงกิริยาหงุดหงิดบ่อย ๆ

 

ปล่อยให้อยู่คนเดียวก่อนแล้วกัน

 

 

 

 

คุณต่างหาก .... ที่ไมโอเคน่ะ

คุโรโกะอยากจะบอกแบบนั้น

แล้วก็อยากจะแถมอีกประโยคให้

 

 

ด้วยความหงุดหงิด แม้จะรู้สึกว่าเขาทำตัวเสียมารยาทประพฤติตัวไม่ดีตามแบบที่แม่ได้อบรมมา แต่ว่าคุโรโกะหงุดหงิด จริง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ทั้งที่คุโรโกะอยากจะให้คน ๆ นั้นเข้าใกล้ตัวเองได้มากกว่านี้และเขาก็อยากจะเข้าใกล้ให้มากกว่านี้ ทั้งที่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว

 

บ่นซ้ำไปซ้ำมา ก็นึกอิจฉาในใจ

 

กลิ่นดอกไม้หอมแสนเย้ายวนที่ตราตรึงกว่ากลิ่นวานิลาที่ดูนิ่มนวลแต่อ่อนแอกว่า

 

 

 

 

 

ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนมีปีศาจในใจมาสุมไฟร้อน ๆในอกแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

 

ทั้ง ๆ ที่อยู่แค่เอื้อม และวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แต่กลิ่นวานิลานั้นก็จางหายไป

แทนที่ด้วยกลิ่นใหม่ที่ตราตรึง

กลิ่นดอกไม้หอม...

 

 

 

 

 

มือเล็กยกโคล่ากระป๋องเล็ก เปิดออกแล้วกระดกดื่มมันอย่างหิวกระหาย

 

“ผมอยากจะบอกคุณว่า กลิ่นดอกไม้นั่น ไม่เข้ากับกลิ่นโคล่าเลยซักนิด คางามิคุง”

 

 

:::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทาคาโอะพยายามจะทำใจไม่คิดมาก แต่หากว่า นายแบบสุดหล่อคนนั้นมาหามิโดริมะ เพื่อนของเขาถึงห้องพัก

 

 

ทาคาโอะพยายามทักทายรุ่นน้องนายแบบสุดหล่อโดยเป็นมิตรมากที่สุด ทาคาโอะทำได้แนบเนียน แต่เขาก็ไม่สบอารมณ์นิดหน่อย เพราะอีกฝ่ายรบเร้าอยากจะเจอชินจังของเขามากเหลือเกิน

“เข้ามานั่งในห้องก่อนสิ” ทาคาโอะเชิญชวนรุ่นน้อง คิเสะบอกว่า วันนี้ไม่มีเรียนแล้ว และก็บอกรูมเมทอย่างอาโอมิเนะแล้วว่าจะมาขอบคุณมิโดริมะ จากที่ช่วยเมื่อวันก่อน ถึงจะผ่านมาหลายวันก็ยังไม่ได้ขอบคุณจริง ๆจัง ๆ เพราะรุ่นพี่หมอคนนี้ทั้งเรียนและกิจกรรมมากมาย

 

 

 

“คิเสะคุง อยากขอบคุณชินจังด้วยตัวเองสินะ”

“ใช่ครับ  แล้วก็ผมอยากจะถามเขาบางอย่าง”

 

ทาคาโอะคาดว่าอาจจะเป็นสิ่งที่มิโดริมะบอกไว้ก่อนหน้าว่า อาจจะเป็นสัญชาติญาณของรุ่นน้องนายแบบคนนี้เริ่มสังเกตอะไรออกแล้วก็ได้

 

 

ทาคาโอะลุ้นให้คิเสะคิดออกเร็ว ๆ

เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก เป็นคนนิสัยไม่ดีขี้หวงมากเกินไปด้วยซ้ำ

คิเสะ เรียวตะคนนี้ดูน่าหลงใหลมากเหลือเกิน กลัวที่สุดว่าถ้าชินจังของเขาอาจจะ.....

 

 

 

ดอกไม้หอม ๆ แบบนี้ ใคร ๆก็อยากเข้าใกล้

กลิ่นหมึกพิมพ์ กลิ่นหนังสือมันไม่รัญจวนแบบนั้นหรอก

 

 

“อะไรที่ว่าน่ะคืออะไรหรอ บอกฉันได้มั้ย” ทาคาโอะลองถามดู เผื่อจะได้รับคำตอบ แต่อีกฝ่ายอ้ำอึ้ง 

 

 

“ผมแค่สงสัย”

“อื้ม ๆ “

“เอาจริงๆ ผมก็ดูโง่ ๆแต่ก็ไม่โง่ขนาดนั้นน่ะ “

“แต่แค่อยากจะถามเอาความจริงจากรุ่นพี่มิโดริมะน่ะครับ”

 

 

ทาคาโอะเดินไปเอากระป๋องน้ำผลไม้สองกระป๋องมาเสิร์ฟให้รุ่นน้องที่นั่งรออยู่ คิเสะผงกรับและบอกขอบคุณ ร่างเพรียวของทาคาโอะลงนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆที่คิเสะนั่งอยู่ เขายิ้มส่งให้รุ่นน้องอีกครั้ง

 

“ความจริงอะไรล่ะ คิเสะคุงคิดว่ามันมีความจริงอะไรอื่นนอกจากที่ชินจังกับไดกิคุงบอกอีกงั้นหรอ” ใบหน้ายิ้มละไมของรุ่นพี่ถามคิเสะ มือเรียวถือกระป๋องน้ำผลไม้แน่น ไม่แน่ใจ แต่ก็อยากจะถามให้รู้เรื่อง

“ครับ ผมคิดว่ามีแต่ไม่รู้สิผมอาจจะโง่จริงๆ ก็ได้ที่คิดย้ำไปๆมาๆแบบนั้น” คิเสะบอกทาคาโอะ พลางก้มไม่คิดไม่ตก นายแบบหน้าหวานที่พาตัวเองมาที่นี่ มารบกวนรุ่นพี่ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ามันจะมีความจริงที่คิเสะคิดเอาเองนั่นรึเปล่า

 

 

“ผมคิด... ผมมารบกวนรุ่นพี่..”

“ลองเล่ามาดูซิ ว่าความจริงที่ว่า ที่นายคิดติดใจอยู่มันคืออะไร”

 

 

 

อีกคนที่มาใหม่ เจ้าของห้องอีกคนมาแล้ว

คนที่คิเสะรออยู่

มิโดริมะ ชินทาโร่ รุ่นพี่ผู้ใจดีที่ช่วยเหลือในวันนั้น

 

“ผมไม่ได้จะสงสัยเรื่องที่รุ่นพี่ไปช่วยผมหรอกครับ” คิเสะรีบบอกปัก ป้องกันความเข้าใจผิด มิโดริมะจัดการข้าวของและหนังสือกองใหญ่ในมือ วางมันไว้บนโต๊ะกลางห้องโถงของห้องพักของเขา เดินตรงไปที่ตู้เย็นหยิบกระป๋องขนาดคุ้นเคยมือดี เป็นกระป๋องน้ำถั่วแดงที่มิโดริมะชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ คิเสะก็ค่อนข้างแปลกใจที่เห็นแต่ก็ไม่คิดอะไร เพราะนั่นก็เข้ากับบุคลิคของรุ่นพี่หมอคนนี้ดี ทาคาโอะมองตามสายตาที่คิเสะมองก็ลอบขำ เพราะรู้ว่ารุ่นน้องคงคิดแบบที่ตัวเองคิด

 

 

“อือ ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไร พูดต่อสิ” รุ่นพี่คนนี้ทำให้คิเสะรู้สึกเกรงใจเป็นสองเท่ายิ่งกว่าตอนอยู่กับทาคาโอะ เพราะเป็นคนที่มีบุคลิคผุ้ใหญ่ แถมยังเรียนหมอ ดูสุขุมเป็นทวีคูณ คิเสะก็เรื่มเกร็ง

 

ถ้าเขาบอกว่า เขาสงสัยว่ารุ่นพี่มิโดริมะไม่ใช่คนที่ช่วยเขา จะโดนว่ากลับมารึเปล่า ทั้งที่รุ่นพี่อุตส่าห์ดูแลอาการเขาแบบนั้น

 

 

“รุ่นพี่...ช่วยผมจริงๆ ใช่มั้ยครับ ...”

มิโดริมะยิ้มเล็กน้อยก่อนจิบน้ำถั่วแดงกระป๋องในมืออีกครั้ง เขานั่งในท่าทางสบายๆ เหมือนกำลังดูเชิงคิเสะ

“ขอโทษนะฮะที่ผมสงสัย ผมก็ยังคิดว่าตัวเองอาจจะจำสับสน เพราะตอนนั้นฤทธิ์ยาก็รุนแรงมากเลย...”

 

 

มิโดริมะลุกขึ้นมาหารุ่นน้องที่นั่งอยู่อีกฝั่ง แต่ไม่ไกลกัน

 

 

“ก็ลองทดสอบดูมั้ย ?”

 

 

 

มิโดริมะวางฝ่ามือทาบบนโต๊ะ โน้มตัวเข้าใกล้คิเสะได้ใช้ประสาทรับรู้ด้านกลิ่น กลิ่นแบบมิโดริมะที่ติดตัวเสมอก็ไม่พ้นจำพวกน้ำซุปถั่วแดง มิโดริมะกินมันเป็นประจำ รวมไปทั้งกลิ่นพวกเครื่องมือแพทย์ที่ติดมาจากที่เรียน และกลิ่นหมึกพิมพ์ กลิ่นหนังสือจากคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดที่มีแทรกจากกลิ่นประจำตัวลอยวนอยู่ด้วย

 

 

 

ทาคาโอะตกใจที่มิโดริมะเข้าใกล้คิเสะขนาดนั้น

เริ่มไม่ชอบใจแล้วสิ...ทาคาโอะคิดพลางย่นคิ้วขมวด แต่ก็ไม่พูดอะไร แค่มองว่ามิโดริมะจะทำอะไรต่อให้อีกฝั่งหวั่นไหวแบบที่เขากลัวรึเปล่า

 

 

 

 

“คนเรามีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะนะ คิเสะ” มิโดริมะถอยออกห่างจากคิเสะแล้ว ร่างเพรียวบนเก้าอี้ตกใจที่รุ่งพี่ที่จู่ ๆโน้มตัวเข้ามาใกล้แบบนั้น หน้าหวานขึ้นสีเล็กน้อย ด้วยความตกใจ อายและขัดเขินอีกด้วย

 

 

 

แต่มันก็ทำให้คิเสะได้รู้ว่า

 

 

ไม่ใช่ความรู้สึกแบบนี้ กลิ่นนี้.... คิเสะคิด

 

 

 

 

หลังจากไล่คิเสะกลับ ใช่คิเสะโดนไล่กลับไป โดยมิโดริมะเองที่บ่นบอกว่าเหนื่อยจากการเรียน วันนี้จึงอยากพัก แต่จริงๆ เขาอยากให้รุ่นน้องคนนั้นไปหาความจริงจากอาโอมิเนะ รุ่นน้องเขาเองมากกว่า ก่อนที่จะโดนไต่สวนไถ่ถามไปมากกว่านี้

 

 

ก็สัญญาแบบลูกชายไว้แล้วนี่ว่าจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

 

 

แต่แค่ใบ้ไปคงไม่เป็นไรมั้ง คิเสะคนนั้นจมูกไว จะว่าไปก็ดูคล้ายๆ หมาน้อยเลยล่ะ คิเสะคนนั้น

 

 

 

มิโดริมะมองคนที่โดนไล่กลับไป คิเสะเดินเข้าลิฟต์ของหอพักไปแล้ว ร่างสูงหันกลับไปมองเพื่อนรักที่นั่งจ้องเขาเขม็งเหมือนมีคำถามอะไรอยู่ มิโดริมะยิ้มมุมปาก ทาคาโอะเห็นแบบนั้นก็จิ๊ปากหงุดหงิด แล้วก็ผลักลุกจากเก้าอี้ตรงมาหาร่างสูงที่ยืนพิงขอบประตู มองแล้วกวนประสาทเหยี่ยวข่าวคราบพยาบาลคนนี้เป็นที่สุด

 

 

 

“ชินจังทำให้ฉันหงุดหงิดนะ”

มิโดริมะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโกรธเป็นจริงเป็นจัง ในตอนนั้น เขาตั้งใจจะให้คิเสะลองทดสอบสิ่งที่เขาคิดอยู่จริงๆ แต่ก็อาจจะใช้วิธีที่ถึงเนื้อถึงตัวไปหน่อย

“แล้วโกรธเรื่องอะไรล่ะ”

“ก็ที่ชินจังทำแบบเมื่อกี้กับคิเสะคุงน่ะ”

“ไม่ได้ทำอะไรเลย” มิโดริมะยิ้มกว้างขึ้นอีกหน่อย เขารู้อยู่แล้วว่าทาคาโอะรู้สึกเช่นไรกับเขา

 

 

เพราะว่าเขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับทาคาโอะ

แต่แค่ระหว่างทั้งสองมันมีกำแพงสูงชันที่เรียกว่าเพื่อนกั้นอยู่ กำแพงช่างสูงจนแทบมองไม่เห็นขอบบนสุดของกำแพง

 

 

 

มากที่สุดก็ได้แค่แหย่ให้หวงกันไปมา แล้วก็ตบด้วยมุกว่าฉันหวงเพื่อน ก็เพียงแค่นี้

 

 

“ชินจังน่ะ ชอบแกล้งฉัน!”

“โอเค ยอมแล้ว ผิดเอง ฉันผิด โอเค ๆ “ ทาคาโอะหันหน้าหนีขวับ สะบัดหน้าใส่คุณหมอในอนาคต กำลังจะเดินเข้าห้อง แต่มิโดริมะรั้งข้อมือไว้ก่อน

“เดี๋ยวสิ”

“เดี๋ยวทำไม วันนี้โกรธจริงๆ ด้วย ทำเกินไปแล้ว คุณหมอรูปหล่อ”

 

ร่างบางกว่ายังคงถูกรั้งไว้ด้วยแขนแกร่ง มิโดริมะก้าวเข้าใกล้ร่างบางของทาคาโอะอีกก้าว เกือบประชิดแผ่นหลังบางของเจ้าของร่างที่กำลังโกรธงอนเป็นฟืนเป็นไฟ

 

 

มิโดริมะรู้ดีว่าทำแบบนั้น ทาคาโอะก็จะโมโห

ความจริงก็คือเขาชอบให้ทาคาโอะโกรธเขาในเรื่องแบบนี้

มันแสดงว่ามิโดริมะคนนี้สำคัญกับทาคาโอะคนนี้ขนาดไหน

 

ทาคาโอะที่ยังโกรธอยู่พยายามแกะมือเหนียวแน่นนั่นออก แต่ก็ลำบากเพราะอีกฝ่ายทั้งตัวใหญ่และแรงมากกว่า แต่ก็คงใช้เวลามากพอสมควรเพราะเผลอรู้ตัวเข้าอีกที เขาก็โดนร่างสูงใหญ่อบอุ่นนี้สวมกอดจากข้างหลังเข้าแล้ว

 

แต่เพราะถูกแกล้งแบบนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งทิ่มิโดริมะคนนี้แสดงให้ทาคาโอะเห็นก็ได้ว่าทาคาโอะสำคัญกับเขาขนาดไหน

 

คุณหมอขี้แกล้งยังไม่ยอมหยุดแกล้งทาคาโอะ มิโดริมะยกมือใหญ่ขยี้ผมนุ่มสีเข้มจนยุ่งนั่นทำให้ทาคาโอะจอมหวงหล่อต้องแอบหันมาค้อนอีกฝ่าย หน้าคมเพียงยิ้มบางเบาให้ เสียงทุ้มกระซิบเข้าหูแผ่วเบาให้จั๊กจี้ ถามตัวทาคาโอะตอนนี้เขาไม่ได้เขินแล้วหรอกนะ มีแค่ความรู้สึกว่าโดนแกล้งแบบนี้อีกแล้ว

 

 

 ทีอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ทำห่างเหินเชียว แต่พออยู่กันแค่สองคน.....

ชินจังเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย

ชินจังบ้าจริงๆ !

 

 

 

“วันนี้เหนื่อยมากเลย ขอกอดหน่อยนะ”

 

 

 

 

กลิ่นหมึกพิมพ์ กลิ่นหนังสือที่บางคนอาจหลงใหล กลิ่นของหวานสไตล์เก่าแก่ที่บางคนติดใจ

เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

 

 

 

 :::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิเสะไม่ค่อยเข้าใจรุ่นพี่มิโดริมะเท่าไหร่ แต่ก็ได้อะไรที่ทำให้เขาหายสงสัยไปเปราะหนึ่ง

 

ร่างบางพาตัวเองเดินกลับเข้าลิฟต์จนมาถึงชั้นห้องของตัวเองแล้ว

 

สิ่งที่คิเสะสงสัยที่ไม่อยากบอกโดยตรงกับคุณหมอรุ่นพี่นั่น เขาถามไปตรงๆ รุ่นพี่ไม่ตอบ แต่แค่ให้พิสูจน์.....

 

 

 

 

ถึงแม้จะสะลืมสะลืนแต่หากว่าอ้อมกอดอุ่น ๆ นั้น แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้

เขาไม่กล้าบอกให้รุ่นพี่มิโดริมะกอดหรอกหน่า รุ่นพี่ทาคาโอะจ้องเสียเขาไม่กล้าขยับแบบนั้น

ถึงจะสงสัยในความสัมพันธ์ก็เถอะ แต่สองคนนั้นเขาดูรักกันชะมัด

 

 

นี่จะไปยุ่งเรื่องของรุ่นพี่เขาทำไมล่ะ..

 

 

ข้ามไปพูดเรื่องกลิ่น... วันนั้น อ้อมกอดที่ช่วยเขา

เขาจำได้แล้ว จำได้หลังจากวันนั้น ฤทธิ์ยาที่ทำให้เขามึนงงอยู่นานเป็นวัน

เมื่อตอนนี้อาการดีขึ้น คิเสะก็คิดออกว่า สิ่งที่ติดใจเขานั้นคือกลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบธรรมชาติที่คิเสะได้รับตอนที่คน ๆนั้นมาช่วยเขาซึ่งสิ่งนี้ที่เขาคิดออกแว้บมาให้สมองนั้นเป็นสิ่งที่เขาติดใจอยู่นั่นเองว่ามันค้านกับความรู้สึกลึก ๆในใจของคิเสะว่ารุ่นพี่มิโดริมะไม่ใช่คนที่ช่วยเขาอย่างแท้จริงคนแรก

 

“ต้องไปคาดคั้นเอาจากไอ้โรคจิตซะแล้ว”
 

 

 

 

 

 

“เรียวตะ”

 

เสียงทุ้มนุ่มเรียกชื่อคิเสะดังมาจากทางด้านหลัง คิเสะย่อมรู้ดีว่าเสียงนี้เป็นของใคร

 

 

“เซย์..จูโร่”

 

 

“เป็นไงบ้าง”

คำว่าเป็นไงบ้างของอาคาชิ เซย์จูโร่คนนี้คือการถามถึงทุกอย่างครอบจักรวาล คิเสะไม่รู้จะเลือกตอบอะไรก่อน อยากจะเดินหนี คิเสะหาทางเลี่ยงคน ๆนี้อยู่เสมอ เขาเป็นคนที่ใจดี แต่จริงๆ แล้วน่ากลัวกว่าที่คิดมากทีเดียว ถึงแม้จะไม่เคยทำอะไรเขา แต่คิเสะก็คิดว่าห่างๆ ไว้ก็ดี คนตระกูลนี้อันตราย

 

 

“ก็โอเคแล้วนะ เซย์จูโร่คงจะรู้แล้วสินะ”

“ถ้าเป็นเรื่องนาย ฉันก็ไม่เคยไม่รู้อยู่แล้ว” อาคาชิตอบตามความเป็นจริง คิเสะเองก็ไม่เข้าใจว่าร่างโปร่งหน้าหล่อเรียบนิ่งคนนี้สนใจอะไรในตัวเขาหรือไม่ หรือแค่นึกสนุกแบบคนใหญ่คนโตที่อยากเล่นอะไรกับใครก็ได้ แต่ผู้ชายคนนี้เข้าใกล้เขาเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ก็ใกล้มาก..

 

 

อาคาชิเดินเข้าประชิดตัวแบบไม่ทันได้ระวัง คิเสะเกือบก้าวถอยหลังแต่คิดว่าไม่ควรทำจะดีกว่า มือแกร่งของชายผมแดงตรงข้ามคว้ามือเรียวของคิเสะเบามือ

“นายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อยู่ที่นี่นายจะไม่เป็นอะไรแน่นอน ต่อจากนี้....”

 

อาคาชิพูดอย่างจริงจัง เขาดูข่มขื่นเล็กน้อยที่พูดคำว่าต่อจากนี้ เพราะก่อนหน้านี้ คิเสะมีอันตราย ร่างโปร่งนึกคิดว่าทำไมแค่คิเสะ เรียวตะคนเดียว เขาถึงดูแลไม่ได้

 

สิ่งที่จะกลายเป็นของของอาคาชิผู้นี้จะต้องไม่มีตำหนิ หรือร่องรอยของใครแตะต้อง

 

แต่เขาเผลอปล่อยให้ของชิ้นนี้ลับตาแค่เพียงครู่เดียว

 

ก่อนหน้าที่อาคาชิจะมาที่นี่ เขาได้คุยเรื่องนี้กับมิโดริมะ เป็นประเด็นที่หนักสำหรับเขา เพราะอาคาชิโกรธที่ตัวเองดูแลของของตนเองไม่ดี แม้ว่าคิเสะ เรียวตะจะอยู่ในอาณาบริเวณที่อาคาชิผู้นี้สามารถดูแลเขาได้ แต่ก็ไม่ทั่วถึง

 

 

ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้ลูกหมาที่เขาหมายตาต้องคลาดสายตา

 

 

 

“เซย์จูโร่ ปล่อยมือฉันได้แล้ว” คิเสะเอ่ยเตือน อาคาชิจับมือคิเสะจนแน่นและเริ่มเจ็บเล็กน้อย ร่างโปร่งผมสีแดงได้ยินก็เอ่ยขอโทษกลับไป ยิ้มบางเบาส่งให้เพื่อเป็นการขอโทษอีกครั้ง

 

 

คิเสะเผลอคิดไปเล่นๆ ว่าคนที่ช่วยเขาคืนนั้น ถ้าเป็นเซย์จูโร่คนนี้ล่ะ

แต่ตอนนี้คิเสะอยู่ใกล้ร่างโปร่งจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นประจำกาย แต่หากว่าไม่ใช่

 

กลิ่นชาราคาแพงยี่ห้อดังที่อาคาชิดื่มเสมอ คิเสะจำได้ เพราะตระกูลคิเสะมักจะเป็นแขกในช่วงเวลาน้ำชาของตระกูลอาคาชิบ่อยครั้ง

 

 

“อยากได้อะไร อยากไปไหน หรือทำอะไร เรียวตะต้องมาบอกฉันนะ”

 

อีกฝ่ายเอ่ยบอก สีหน้าก็จริงจังอีกแล้ว คิเสะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร

ยากที่จะรับความรู้สึกนั้นมาจริง ๆ

“ฉันดูแลนายได้” อาคาชิกำชับบอกอีกครั้งว่าเขาสามารถดูแลคิเสะคนนี้ได้ แต่เพราะคิเสะชอบคาดสายตาเขาอยู่เรื่อย เพราะรู้จักกันจนสามารถหลบหลีกได้ ทั้งที่เขาเป็นจักรพรรดิที่เก่งกาจและสามารถดูแลคนนึงได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

 

“ไม่อยากลำบากเซย์จูโร่หรอก”

“ถ้าเป็นนายก็ไม่ลำบากอะไรหรอกเรียวตะ...

 

..... ฉันยังสนใจ ..ในตัวนายอยู่”

 

 

คิดอยู่แล้วว่ามันยากที่จะปฏิเสธ ...

 

“แล้วฉันจะรอที่เรียวตะรับความรู้สึก...ของฉัน” อาคาชิยกยิ้มบางเบาอีกครั้ง แตะมือคิเสะด้วยมือแกร่งแผ่วเบา และจากไป ในทางตรงข้ามอีกฝั่ง

 

 

เป็นคนที่เข้าใจยากจริง ๆ

คิเสะก็อยากจะเข้าใจเขา แต่เขากลับให้ความรู้สึกที่คิเสะไม่อยากเข้าใจมาให้ด้วยน่ะสิ

 

“ฉันไม่ชอบคำว่า"สนใจ"ของนายเลยจริง ๆเซย์จูโร่”

 

อาคาชิผลักจากคิเสะมา แม้ว่าจะไม่อยากทำ คิดอยากจะอยู่กับร่างบางที่เขาสนใจให้นานกว่านี้ซะหน่อย แต่คิดไป ตอนนี้ลูกหมาก็คงตื่นกลัวอยู่  เพราะเหตุการณ์นั้น และเขาเองก็คงอาจจะทำอีกฝ่ายตกใจ หลังจากนี้เขาจะไม่พลาดอีก เพราะเขามีหูตาที่คอยสอดส่องคิเสะไว้แล้ว หากใครแตะต้องของที่เขาสนใจอีก อาคาชิคนนี้ก็จะทำในสิ่งที่ต้องทำเหมือนกัน

 

 

จักรพรรดิย่อมไม่ใช้ของร่วมกับใคร

 

 

 

“หืม..”

 

อาคาชิร้องอุทานอย่างเผลอตัว หยุดคิดเรื่องก่อนหน้านี้ทันที  ขายาวก้าวเดินกลับถึงห้องพัก ก็เจอกลิ่นบางอย่างที่เขาไม่ค่อยคุ้นเคยนัก แต่รู้ว่ามันคือกลิ่นขนมปังอบใหม่ ๆ อาคาชิไม่ใช่คนชอบขนมปังแต่ก็ไม่ได้เกลียดอะไร แต่กลิ่นที่คลุ้งทั่วห้องขนาดนี้...

 

“คุณคงชอบกินขนมปังสินะ ฟุริฮาตะซัง”

 

อีกคนที่นั่งหน้าซีดล่วงหน้าตั้งแต่อาคาชิเปิดประตูเข้ามา และอย่างที่อาคาชิว่าเขาชอบขนมปังมากเพราะมันอร่อยและถูกด้วย วันนี้เขาทำเงินหายทั้งกระเป๋า ดีที่ยังเก็บเงินเล็กๆน้อยๆ ซ่อนไว้ในซอกกระเป๋ากางเกงบ้าง และก็ได้ขนมปังมาประทังชีวิต และรอให้คุณแม่โอนมาใหม่ก็คงเป็นพรุ่งนี้

 

“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ...” ฟุริฮาตะทำได้แค่ขอโทษปะหลกๆ ขนมปังอบใหม่กลิ่นมักจะส่งกลิ่นหอมไปไกลเป็นธรรมดา อาคาชิไม่ติดใจเรื่องกลิ่นขนมปังคลุ้งแบบนี้แต่สงสัยว่ารุ่นน้องรูมเมทของเขาทำถึงซื้อขนมปังมากินแทนที่จะเป็นข้าวเย็นในเวลานี้

 

 

“คุณกินข้าวเย็นรึยัง”

“เอ่อผม..” ฟุริฮาตะก็ไม่รู้จะตอบยังไงให้ดูสมเพชน้อยที่สุด แต่สุดท้ายเขาก็ต้องบอกว่า เขาทำเงินหายหมดทั้งกระเป๋าตอนไปเรียน มันอาจจะหล่อนตอนที่วิ่งไปทำงานที่ห้องอาจารย์สลับกับห้องเรียนที่ต้องเปลี่ยนตึกไปเรื่อย ฟุริฮาตะเป็นจอมซุ่มซ่ามอยู่แล้ว

 

“งั้นรอซักครู่นะ” อาคาชิทำให้ฟุริฮาตะต้องแปลกใจ ภายในไม่กี่วินาทีข้าวห่อไข่ร้อน ๆ ดูน่ากินก็มาเสิร์ฟตรงหน้าเขาแบบไม่ทันตั้งตัว

“เอ๋!! “

 

มือแกร่งปลดสายผ้ากันเปื้อนออก และกำลังจะเข้าห้องพักไป โดยไม่พูดอะไร ฟุริฮาตะหายอึ้งแล้วจึงวิ่งไปดักหน้าพร้อมถือจานข้าวห่อไข่ไปตรงหน้าร่างโปร่งรุ่นพี่ผู้นั้น

 

“คุณทำให้ผมหรอ?”

“ครับ กินแค่นั้น เช้าพรุ่งนี้คุณคงไม่มีแรงตื่นไปเรียนหรอก”

 

 

 

แม่ครับ ผมจะถ่ายรูปไปให้แม่ ว่าอาคาชิ เซย์จูโร่ลูกนักธุรกิจโครตดังทำข้าวห่อไข่ให้ผมกิน!

 

 

 

“ขอบคุณมากครับ!”

ฟุริฮาตะยิ้มสดใส ดีใจโค้งขอบคุณแต่ก็ไม่ทันระวังจนเสียเกือบทำจานข้าวหล่นพื้น อาคาชิก็เลยต้องช่วยประคองระวังไม่ให้หล่อน ร่างผอมบางตัวเล็กกว่าของฟุริฮาตะวิ่งกลับไปที่โต๊ะใหญ่ นั่งกินข้าวจานนี้อย่างอารมณ์ดี เพราะความหิวไม่เคยปรานีใครอยู่แล้ว

 

 

อาคาชิเห็นอาการเทนชั่นเกินเหตุ ดีใจเป็นชิวาว่าได้อาหารชั้นยอด ถ้าเขาหลอนเสียหน่อยคงเห็นฟุริฮาตะมีหางกระดิกสะบัดจนขนแทบหลุด

 

 

 

รอยยิ้มบางเบาในรอบหลายครั้งของวันนี้ ที่เกิดขึ้นบนหน้าหล่อหมดจดของอาคาชิ นี้ไม่ได้มาจากแค่คิเสะ เรียวตะ แต่เป็นรูมเมทแสนธรรดมาฟุริฮาตะอีกด้วย

 

 

 

“คุณฟุริฮาตะ ในตู้เย็นมีชารสดี ถ้าไม่รังเกียจก็เชิญได้นะ”

“ได้หรอครับ คือจะว่าผมก็ได้นะ แต่ผมหิวจนจะเป็นหมาบ้าแล้ว”

 

 

ดูอีกฝ่ายเปรียบเทียบตัวเองแบบนั้น อาคาชิยิ่งยกยิ้มขำพร้อมกับประหลาดใจในตัวเองไปด้วย เห็นดังนั้นอาคาชิจึงกลายเป็นบริกรจำเป็นให้โดยเต็มใจ เพราะอยากเห็นอะไรมากกว่านี้จากรูมเมทแสนธรรมดา

 

“ไม่เป็นไรครับ รุ่นพี่พักผ่อนเถอะ ผมเกรงใจจะแย่แล้ว พรุ่งนี้แม่ผมจะโอนเงินมาเพิ่มให้ ผมจะคืนคุณนะครับ”

 

ฟุริฮาตะพูดจบหลังจากกลืนข้าวคำสุดท้ายหมด จักรพรรดิประหลาดใจที่อีกฝ่ายกินเร็วเสียจนไม่ทันดู มือแกร่งยกเสิร์ฟชาทันพอดี ฟุริฮาตะรีบลุกขึ้นไปรับไว้อย่างเกรงใจ

 

“ขอบคุณมากจริงๆ นะครับ รุ่นพี่ “

“ถือว่าเป็นการต้อนรับรุ่นน้องก็แล้วกันครับ”

 

ฟุริฮาตะรับชาที่อาคาชินำมาให้ อีกฝ่ายยกยิ้มให้อย่างสุภาพเสียจนฟุริฮาตะเกรงใจซ้ำแล้วซ้ำอีก โค้งขอบคุณจนนับรอบไม่ได้ และหน้าแสนซื่อนั้นยังส่งยิ้มแย้มให้ไม่หยุด

 

ร่างโปร่งสูงกำลังจะเดินเข้าห้องไป แต่เสียงหวานอีกฝ่ายรั้งเขาไว้

 

 

“รุ่นพี่เรียกผมแบบธรรมดา ๆก็ได้ครับ พูดสุภาพกับผม ....คือแบบว่า...” ฟุริฮาตะยังสรรหาคำต่อประโยคไม่ได้ แต่จักรพรรดิกลับต่อให้ในใจว่า คงจะทำตัวลำบาก  

 

 

“งั้นก็เรียกโคคิคุงก็แล้วกันนะ”

 

“อ่ะครับ!! “

 

ฟุริฮาตะรับคำ อีกฝ่ายพยักหน้ารับก่อนกลับเข้าห้องไป

 

 

“จริงๆ เขาก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเนอะ ต้องบอกแม่ใหม่แล้วว่าลูกชายคนนี้คงไม่โดนฆ่าตายก่อนเรียนจบ”

 

 

อาคาชิปิดประตูลับหลังได้ไม่นาน เขาก็กลับโดนนินทาเสียแล้ว แต่ประโยคนั้นเป็นประโยคที่ดูตลกจริงๆ เขาไม่ใช่ฆาตกรซะหน่อยจะไปฆ่าใครได้ล่ะ แถมเขามีภาพพจน์น่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ

 

 

รอยยิ้มขำขันปรากฏหน้าหล่ออีกครั้ง

 

 

เป็นคนที่น่าสนใจ......

 

 

 

อาคาชิแปลกใจตัวเองที่มีความคิดนี้ขึ้นมาในสมอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ

 

จักรพรรดิยิ้มแย้มเมื่อเจอของถูกใจ

 

สงสัยจักรพรรดิคนนี้คงจะถูกโฉลกกับหมาน้อยเป็นพิเศษล่ะมั้ง

 

 

 

กลิ่นชาอ่อน ๆ ที่อาจจะเข้ากับกลิ่นขนมปังอบใหม่ได้อย่างลงตัว..

 

 

 

 

 

 :::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

 

 

“เฮ้อ “

 

คิเสะพาร่างบางกลับถึงห้องได้เสียที เขาเจออาคาชิทีไรก็รับมือลำบาก พาเหนื่อยใจทุกครั้ง เขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะรับศึกหนักกับคน ๆ นี้ได้บ่อย ๆเสียด้วย

 

 

แต่ถึงจะเลี่ยงอย่างไร ถ้าอาคาชิคนนั้นตามหาเขา แค่ไม่กี่วินาทีก็เจอเสียแล้วล่ะ

 

 

กลับมาถึงเรื่องที่เขาคิดติดใจ

 

 

“ยังไงก็ต้องทำให้หมอนั่นพูดจนได้นั่นแหละ”

 

 

ความจริงเป็นอย่างไร เพราะไปพิสูจน์กับรุ่นพี่มิโดริมะมาแล้ว (และเผลอพิสูจน์กับอาคาชิด้วย)

สุดท้ายก็เข้าใจว่า โดนโกหกเข้าแล้ว

 

 

“ทำตัวเป็นพระเอกไปได้” คิเสะค่อนแคะรูมเมทร่างสูงในใจ ก่อนเปิดประตูเข้าห้องพักของตนเอง

 

 

“เห้ย! “ คิเสะตกใจเมื่อจู่ ๆลูกบาสที่ไม่รู้ลอยมาจากไหนพุ่งตรงมาหาเขา

 

“ระวัง!” ร่างสูงนักกีฬาวิ่งมาตามความเร็วที่ทำได้ เข้าประคองคว้าเอวบางไว้ทัน สุดท้ายก็ล้มไปกับพื้นเพราะทรงตัวไม่อยู่ แต่หากแรงล้มไม่มากนัก ร่างบางในวงแขนแกร่งของอาโอมิเนะ ร่างสูงเจ้าของวงแขนถอนหายใจที่คว้าร่างของคิเสะโดยไม่ได้รับบาดเจ็บถึงแม้จะล้มลงไปก็ตาม จากลูกบาสที่เขาทำกระเด็นมาทางประตูเมื่อครู่ได้

 

 

 

 

 

กลิ่นนี้......กับกอดแบบนี้

 

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรนะ”

“โกหก..”

“ห๊า?”

 

อาโอมิเนะก้มถามร่างในอ้อมแขน แต่กลับได้รับคำตอบรับไปคนละทาง

 

 “นายโกหก”

“อะไรเล่าที่ว่าน่ะ” อาโอมิเนะไม่เข้าใจ จู่ ๆก็โดนว่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้  ร่างบางในอ้อมแขนของอาโอมิเนะลอบถอนหายใจ มือเรียวขยำเนื้อผ้าเสื้อสืดของร่างสูงจนยับยู่ กระชากให้ร่างสูงมองตาตรง ๆ

 

 

“คน โก หก ”

 

 

อาโอมิเนะมองหน้าหวานที่ทำหน้าตาบึ้งตึง จะว่าโกรธหรืองอนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อาโอมิเนะก็มีเรื่องสงสัยว่าทำไมอยู่ ๆถึงโดนว่าแบบนี้ ตาคู่คมมองกลับ ประสานสายตากับอีกฝ่าย ดวงตาแสนซุกซนนั้นมีแววตาความสงสัยแฝงอยู่ด้วย ต่างคนต่างสงสัย

  

“กลิ่นของนายน่ะ! จำได้แล้วนะ!"

 

 

จู่ ๆนายแบบเกิดพูดเรื่องที่เข้าไม่เข้าใจอีกเรื่อง กลิ่น เเล้วมันอะไรกัน อาโอมิเนะนิ่วหน้างงใส่คิเสะ หน้าหวานมองหน้านิ่งนั้นก่อนยกมือตีเข้าที่อกแกร่ง 

 

"อะไรล่ะเนี่ย พูดให้เคลียร์หน่อยสิ พ่อนายแบบ"

 

“...กลิ่น..ก็...ตอนที่ถูกอุ้มโดนช่วยมา ฉันเรียกนายแบบนั้นฉันจำนายได้  แต่นายปฏิเสธ ฉันก็คิดว่าอาจจะตาฝาด เพราะฤทธิ์ยา แต่ความอบอุ่นกับกลิ่นแบบของนาย..."

“พูดแบบนี้รู้สึกแปลก ๆนะเนี่ย” อาโอมิเนะแกล้งคิเสะขมวดคิ้วแกล้งสงสัย แถมยังทำท่าแขยงแปลก ๆให้มือเรียวต้องฟาดเข้าแขนซักที

“กลิ่นแบบนั้นมันทำให้อุ่นใจ....อ้า ยังไงดี ก็แบบว่า มันทำให้ฉันจำได้ตอนที่นายเผลอกอดฉันตะหากงี้เล่า” อาโอมิเนะเผลอยิ้มจากคำสารภาพของอีกฝ่ายก่อน หน้าหวานเริ่มขึ้นสีแล้ว เพราะที่บอกอออกไปนั้นมันก็ดูแปลกจริงๆ อย่างที่เขาว่า ร่างบางนั่งจุ้มปุกตรงหน้าอาโอมิเนะห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรเริ่มยกมือเรียวขยี้ผมแก้เขิน

 

“เป็นหมารึไงถึงจำกลิ่นคนอื่นเขาได้เนี่ย “

“ฮึ๊ ไม่ใช่ซักหน่อย”

“แล้วงั้นก็บอกหน่อยซิ”

“หือ?”

 

 

อาโอมิเนะโน้มตัวเข้าหาร่างบางจนหลังไปพิงกับผนังใกล้ ๆตัว  จนปลายจมูกห่างกันแค่เพียงระยะปลายนิ้วสัมผัสได้ หน้าหวานเริ่มขึ้นสีอีกแล้ว

“บอกหน่อยว่า กลิ่นของฉันมันเป็นยังไง” เสียงทุ้มพูดเบาบางตรงหน้า คิเสะเบิกตากว้างตกใจที่ร่างสูงเข้าใกล้มากขนาดนี้ มือเรียวยกขึ้นยันอกอีกฝ่ายไม่ให้เข้าใกล้มากกว่านี้

 

 

สายตาแบบนั้น...

ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่เป็นสายตาที่สะกดคิเสะได้ แถมทำให้เขินได้หลายระดับ

 

 

“ว่าไง...” อาโอมิเนะย้ำอีกครั้ง

“ก็.....”คิเสะกระพริบปริบ ๆ เขาจะนิยามกลิ่นของคนนี้ว่าเป็น....

“กลิ่นในธรรมชาติ ฉันก็บรรยายไม่ถูกหรอก...คล้ายกลิ่นหลังฝน  ...ประมาณนั้นมั้งนะ” อาโอมิเนะฟังไปก็งงไปนิ่วหน้าคิดว่าตัวเองใช้น้ำหอมแบบนั้นหรือเปล่า แต่จะว่าไปเขาก็ชอบไปเล่นกีฬากลางกลางทรายตลอด ยิ่งบาส ต่อให้เล่นที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นจะแดดจะฝนก็ตาม มันมาจากตอนนั้นหรือเปล่า จะว่าไป เขาก็ชอบไปที่ริมลำธารใกล้ ๆ เป็นลำธารธรรมชาติที่เห็นได้ไม่มากนัก แต่ก็ผ่อนคลายนั่นก็เป็นกลิ่นที่ติดตัวเขามาหรือเปล่า

 

 

"เป็นกลิ่นที่ดีนะ.."คิเสะทิ้งท้ายไว้ต่อ 

 

 

 "ก็เป็นกลิ่นที่รู้สึกมันปลอดภัยน่ะ..จำได้แล้วล่ะ ที่นายกอดฉันก็จำได้แล้วด้วย โกหกไม่ได้แล้วนะ..."

 

อาโอมิเนะทำหน้าไม่ถูก เขาเอนกลับไปนั่งในระดับเดิม คิเสะดันรู้เรื่องเสียแล้ว แต่เขาคิดว่าไม่น่าจะมีใครบอก รุ่นพี่มิโดริมะกับรุ่นพี่ทาคาโอะไม่ใช่คนแบบนั้นแล้ว..

 

“ไม่ต้องทำหน้าสงสัยแบบนั้น รุ่นพี่ไม่ได้บอกอะไรฉัน ฉันคิดของฉันเอง”

“หา??”

“นายเป็นคนช่วยฉัน อุ้มฉันมา มาที่ห้อง ดูแลฉันด้วยใช่มั้ย แล้วยังทำเป็นพระเอกไม่บอกว่าตัวเองเป็นคนช่วย ขอเหตุผลดี ๆหน่อยซิ ว่าโกหกทำไม”

 

นายแบบหนุ่มพูดชัดถ้อยชัดคำ พลางจ้องหน้าผู้ถูกถาม อาโอมิเนะเสหน้าหันมองไปอีกทาง โดยไร้ข้อแก้ตัว

 

“บอกมา!”

“ก็นายละเมอพูดว่า ไม่ใช่ฉันแน่นอน ไม่ใช่แน่ ๆ ทำอย่างกับว่าผิดหวังถ้าฉันจะมาช่วยอย่างงั้นแหละ ใครมันจะไปกล้าบอกกัน”

“เอ๊ะ??”

 

คิเสะร้องอุทาน เขาเคยพูดแบบนั้นด้วยงั้นหรือ ตาสวยเบิกกว้างงงงวย เพราะแบบนี้รูมเมทของเขาถึงไม่ยอมพูดความจริงงั้นหรือ

 

 

รู้สึกผิด...คิเสะไม่รู้ตัว คงเพราะละเมอ และอคติกับคนตรงหน้าที่มีอยู่จากก่อนหน้านี้

 

"...ขอโทษนะ"...

 

 

 

 

อาโอมิเนะไม่ได้นึกคาดโทษอะไรหรอกแต่เขาก็แค่รู้สึกไม่อยากให้เจ้าหมานี่ผิดหวัง ถ้าโกหกแล้วจะรักษาหัวใจนั่นได้ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร

 

 

 

 เจ้าหมาอ่อนแอเอ๊ย

 

 

ฮึ

 

 

 

 

มือใหญ่ยกมือลูบผมนุ่มเบา ๆ คิเสะยู่คอรับโดยไม่ขัดขืน ให้อีกฝ่ายลูบแบบนั้นอยู่ซักครู่

 

 

 

“ฉันไม่ใช่อัศวินของนายนะ ที่จะไปช่วยทุกครั้งได้ ไปไหนก็ระวังตัวหน่อยสิ”

 

 

ดวงตาคู่สดใสเบิกกว้าง ประโยคเมื่อครู่ของรูมเมทตัวโตโรคจิตของเขาจะพระเอกเกินไปแล้ว อยู่ ๆอีกฝ่ายก็แสดงความเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงทุ้มเบาตรง ๆ ก็ทำเอานายแบบหนุ่มขัดเขินได้เหมือนกัน  

 

 

 

 

“ก็มาเป็นสิ”

“หือ?”

“อัศวิน ว่างอยู่ไม่ใช่รึไง ก็มาเป็นซะสิ”

 

 

 

อาโอมิเนะมองหน้าหน้าหวานอย่างอึ้ง ๆกับคำตอบที่ได้รับ จู่ๆ ก็พูดออกมาแบบนี้ อะไรของเขากัน

“คิดว่าฉันว่างขนาดนั้นรึไง”

 

 

 

 

 

คิเสะค้อนมองอีกฝ่าย

จริงๆ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าพูดออกได้อย่างไรกัน ไอ้ประโยคเมื่อครู่นี้

แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนช่วยเขาออกมาก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

และรู้สึกอีกไปว่า ถ้าอยู่กับเขาคนนี้จะปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ

 

 

 

 

 

“ก็ได้” คิเสะจมในความคิดอยู่นานเท่าใดก็ไม่รู้ แต่อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธแบบนี้ก็ยิ่งเป็นคำตอบที่ชวนให้คนหน้าหวานอึ้งกว่าเดิม

“ตกลงกันง่าย ๆ แบบนี้...เนี่ยนะ!”

“อัศวินของนายก็ต้องมีค่าจ้างสิ”

 

 

 

 

"อ๋อ...นั่นน่ะซี่"

 

คิเสะร้องอ๋อ และค้อนใส่ให้อีกที ก็เป็นพวกหน้าเลือด เห็นเงินสำคัญสินะ มือเรียวยกมือผลักอกคนตรงหน้า ร่างสูงเซไปเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มขำ และพร้อมจะบอกค่าจ้างของเขา

 

 

 

“อย่ามาแย่งบะหมี่ของฉันก็พอ”

 

"หา?"

 

 

หน้าหวานแสดงสีหน้างงอีกหลายระดับ ค่าจ้างแบบไหนของหมอนี่กันล่ะเนี่ย

อัศวินของคิเสะเพี้ยนจริงๆ ด้วย

 

“ตาบ้า!”

 

 

 

 

 

 

 

 

SPE AOKI

 

 

 

“ดอกไม้...” อาโอมิเนะพูดขึ้นมาลอยๆ คิเสะนิ่วหน้างง

“กลิ่นดอกไม้ จากตัวนายน่ะ ...”

“เอ๋??”

คิเสะร้องตกใจ แต่ก็นึกออกว่าเป็นกลิ่นประจำตัวของตัวเองอยู่แล้ว เพราะร่างบางชอบพวกเครื่องหอมกลิ่นแนวนี้เป็นพิเศษ จึงเป็นกลิ่นที่ใครที่สนิทก็จะจำได้

 

 

ตาบ้านี่จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา.. ไปรู้กลิ่นประจำตัวของเราตั้งแต่เมื่อไหร่..คิเสะคิด

 

 

 

“มองอะไรเล่า”

“ก็เปล่า”

“มองอยู่ชัด ๆ เลยน่ะ”

“เงียบได้มั้ยเนี่ย”

“ก็ถามอยู่ก็ตอบสิ”

“หมาน้อยตัวนี้ดื้อจริง ๆ”

“ใครเป็นหมากันห๊ะ?”

“ก็คนที่ชอบจำคนนั้นคนนี้ด้วยกลิ่น ก็คล้ายอยู่ไม่ใช่รึไง “

“อะไรนะ!”

 

กลายเป็นการเถียงไม่รู้สิ้น เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปเสียแล้ว

 

กลิ่นจากธรรมชาติไม่ว่าอย่างไรก็ผสมผสานกันกลายเป็นหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC,.... 

 

TALK:: ไม่ได้มาต่อนานเลยย ยาวหน่อยเนอะ 

เห็นมีรีดเดอร์ที่ถามถึงเรื่องนี่้ด้วย ดีใจมากเลยค่ะที่ยังไม่ลืมกัน

มันเป็นเรื่องยาวที่ปกติไม่ค่อยได้เขียน เลยต้องหาฟีลนิดหน่อย555

เรื่องนี้จริงๆ อาจดูแปลกใหม่ ในเรื่องคาแรคเตอร์ อยากจะนำเสนอในหลายๆแแต่จะไม่พยายามให้หลุดคาแรคเตอร์จริงไปมากกว่านี้ค่ะ55 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาอ่านนะคะ

จะพยายามแต่งเรื่องนี้ และพยายาม ทำให้คนที่อ่านหลงรักเรื่องนี้ให้ได้เลย555=)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #13 ชื่อไรว่ะ. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 23:03
    อยากอ่านต่ออ่ะ

    //มาช้าไปใช่มั้ย?

    😂😂😂
    #13
    0
  2. #12 อดีต reader เงา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 08:20
    อยากอ่านต่อแล้ววว ไรต์อย่าทิ้งเรื่องนี้น้าาา
    #12
    0
  3. #11 Yuie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2558 / 20:40
    มาต่อเร็วๆน้าค้าาาา
    #11
    0
  4. #9 Nat (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 17:00
    เอาอีกๆๆๆๆ. ไวๆๆน่ะครับ. สนุกมากกกก
    #9
    0
  5. #4 DarkPierro (@--francis--) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 / 14:44
    นายน้อย....หลงชิวาว่าคุงแล้วสินะคะ >w<b คุโรจังก็สู้ๆนะ ส่วนคิเสะ....เสน่ห์แรงไปหน่อยนะ =*= ถ้าชิวาว่าน้อยอกหักเค้าจะฆ่านาย!!! (ได้ข่าวว่าคู่หลักคือฟ้าเหลืองนะ ไหงส่วนใหญ่ในเม้นถึงเป็นแดงฟุริหล่ะ//ไรต์  =w=ก็ไม่รู้สินะฮุๆ//DarkPierro)
    #4
    0