[Fic KnB] R O O M M A T E

ตอนที่ 4 : [Fic KnB] R O O M M A T E [4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 พ.ค. 57

Title: R O O M M A T E

Part : 4 "SMELL & shaking"

Author: ammn

Pairing: AoKise, KagaKuro,MidoTaka,Akafuri

Rating: PG-13 

Genre: Yaoi 

 
 
 
 

“อืม..”

 

 

 

หน้าหวานนิ่วหน้าเล็กน้อย ความรู้สึกวิงเวียนยังคงอยู่

 

 

 

 

แต่ว่า...มาอยู่... มานอนอยู่ที่ได้ไง

 

 

 

 

 

“อึ่ก” คิเสะนึกย้อนไปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ น่าจะ...เมื่อคืนหรือเปล่านะ

 

 

 

คนที่มาช่วยเรา คน ๆ นั้น

 

 

 

 

คิเสะได้ยังเสียงใครคุยอยู่ข้าง ๆ

ที่ที่ตัวเองนอนอยู่ พอลืมตาขึ้นมาก็เจอชายสองคนที่ยืนคุยอยู่ไม่ห่างเท่าไรนัก

 

 

 

“ตื่นแล้วหรือ”

“”....”

 

 

อีกคนที่คิเสะไม่รู้จัก เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าทักทาย คิเสะยังเรียบเรียงอะไรไม่ค่อยได้ จึงหันไปหาอีกคนที่รู้จัก

 

 

 

นายโรคจิตของเขานั่นล่ะ

 

 

 

“คน ๆ นี้ รุ่นพี่ของฉันเอง มิโดริมะ ชินทาโร่ เรียนหมอ ปี 2 เขาเป็นคนช่วยนาย ขอบคุณเขาซะล่ะ”

 

 

 

ช่วย ?

 

 

 

สองคนหันไปคุยอะไรอีกซักครู่ ที่คิเสะฟังไม่ถนัดหลังจากนั้น รุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จักก็เข้ามาใกล้ร่างของเขาที่นอนอยู่บนเตียง

 

“นอนพักซักหน่อยนะ นายโดนยานอนหลับค่อนข้างแรง มันก็จะวิงเวียนแบบนี้ล่ะ แถมนายยังมีไข้ด้วย  ทานอาหารอ่อนๆ นอนพัก แล้วก็ทานยาที่ฉันเอามาให้ด้วย ถึงจะยังไม่เป็นหมอ ฉันก็พอมีความรู้อยู่บ้าง...”

 

 

คุณหมอจำเป็นไม่พูดอะไร แววตาเป็นประกายสีมรกตที่เขาสบสายตาด้วย เป็นแววตาที่ใจดี สมเป้นคุณหมอในอนาคตจริง ๆ

 

 

“ขอบคุณครับรุ่นพี่” คิเสะยิ้มตอบอย่างจริงใจ และบอกขอบคุณไป อีกคนพยักหน้าให้

 

 

“เอาล่ะ ฉันจะต้องไปแล้ว อาโอมิเนะ นายเป็นรูมเมทเขาก็ดูแลกันหน่อย ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน”

 

“คร๊าบ ๆ “ อาโอมิเนะรับคำอย่างขอไปที คิเสะเห้นแล้วก็ค่อนขอดอยู่ในใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกไป

 

รุ่นพี่ตัวสูงพอ ๆ กับอาโอมิเนะเดินออกไปแล้ว ร่างสูงผิวคล้ำยังคงรั้งตัวเองอยู่ในห้อง

 

“ทีหลังก็อย่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนอีกล่ะ”

 

 

 

คิเสะก็คิดอยู่แล้วว่าคน ๆ นี้จะทำอะไรเท่ ๆ แบบนั้นได้ยังไง

 

ถึงแม้ว่าจะโดนยาแรงขนาดนั้น แต่ก่อนจะที่คิเสะจะหลับไป ก็ยังรู้ว่ามีคนมาช่วย แต่พอนึกย้อนไปแล้ว

 

 

แต่ว่า....ไม่ใช่หมอนั่น...จริงๆ น่ะหรอ

 

 

ความจำมันออกจะเลืองลางเสียหน่อย แต่เขาเดาผิดยังนั้นหรือ ?

แม้ว่าจะไม่เชื่อว่าความอบอุ่น ณ ตอนนั้น ตอนที่โดนช่วยจะเป็นอาโอมิเนะจริงๆ

แต่ในตอนนั้นที่เอ่ยปาก เรียก ‘ไอ้โรคจิต’ ออกไป

..ถึงแม่จะไม่ได้หวังหรือคิดว่าจะเป็นหมอนั่นก็เถอะ

คนอย่างไอ้โรคจิตคนนั้นก็ไม่คิดสนใจอะไรฉันเป็นพิเศษ

นันสินะ เป็นคุณรุ่นพี่คนนั้น อาจจะยังน่าเชื่อว่า

 

 

 

 

แต่ก็ยังงมีอะไรที่ติดใจคิเสะอยู่ดี

 

 

 

::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

“นายแน่ใจนะ ว่าจะไม่บอกอะไรมากกว่านั้น กับรูมเมทนายน่ะ ไดกิ”

“ก็...ช่างเถอะ”

 

 

ทั้งสองคน มิโดริมะ และ อาโอมิเนะ ออกมายืนคุยกันนอกห้อง ถือว่าเป็นการมาส่งและขอบคุณรุ่นพีที่เขารบกวน ด้านนอกนั้นมีเพื่อนของรุ่นพี่ ทาคาโอะ คาสึนาริ รออยู่ด้วย ซึ่งเขาเป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลาของคุณหมอในอนาคตคนนี้ เขาเรียนพยาบาลศาสตร์ แต่เป็นมือฉมังในชมรมหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย เป็นเหยี่ยวข่าวที่ถือว่าไม่มีเรื่องไหนที่เขาไม่รู้ในที่นี่เลยก็ว่าได้

 

 

 

“ทำตัวเหมือนพระเอกหลังฉากไปได้”

“ไม่ใช่ซักหน่อยหน่า”

 

ทาคาโอะได้ติดตลกให้รุ่นน้องฟัง อาโอมิเนะก็ปฏิเสธทันที

 

 

 

 

 

เพราะหมอนั่นมัวแต่ละเมอออกมาว่า ไม่ใช่นายแน่ ๆ ไม่ใช่นาย หลังจากพูดฉายาที่คน ๆ นั้นเรียกเขาอยู่ทุกวัน

 

 

“ไอ้โรคจิต...”

......

“ไม่ใช่นายแน่ ๆ “

 

 

แล้วนายแบบตัวขาวคนนั้นก็ไม่พูดอะไรนอกจากประโยคนั้น

แม้แค่คิดว่า เขาจะสามารถเป็นฮีโร่ไปช่วยคนๆนั้นได้ คนๆนั้นยังไม่อยากให้มันเป้นไปได้เลย

เอาแต่คิดว่า มันไม่ใช่เขาแบบนี้

 

 

 

มันไม่ใช่ความรู้สึกน้อยใจนะ แต่ไม่อยากให้อีกคนนั้นผิดหวัง เพราะถ้าเป็นเขาไปช่วยจริงๆ

 

 

 

นายแบบคนนั้นคงจะผิดหวัง..ขึ้นมาจริงๆ

 

 

ก็อย่างนั้น

 

 

 

 

 

“ไดกิ..”

รุ่นพี่มองรุ่นน้องของตัวเองที่ตกลงไปในห้วงของความคิดซักพักก็ปลุกให้เขาขึ้นมา แม้จะต้องเรียกอยู่สองสามครั้ง ก็ตาม

“ฉันไม่รู้ว่านายกับรูมเมทมีความสัมพันธ์ลบบวกกันขนาดไหน “

“...”

มิโดริมะแตะที่ขอบแว่นตาของเขาด้วยมือที่พันผ้าพันแผลเป็นปกตินิสัยที่ทำ ทาคาโอะที่ยืนอยู่ข้างก็เงียบรอฟัง

 

 

 

ดูท่าคู่นี้จะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ ตั้งแต่แรกที่มาอยู่เลยสิน้า ทาคาโอะคิด

 

 

 

 

 

“แต่ก็ดูแลเขาดี ๆ นายแบบคนนั้น ท่าทางจะขี้เหงาน่าดู”

“รุ่นพี่ทำอย่างกะผมไม่ดูแลเขาอย่างนั้นล่ะ”

“แต่การแสดงออกของนายมันไม่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น”

 

 

 

อาโอมิเนะยกยิ้มจากที่ก้มหน้าอยู่ เขาเงยหน้าช้า ๆ มองรุ่นพี่ อยากให้ตอบคำถามเขา

 

 

“แล้วทำไมผมต้องทำแบบนั้นล่ะเนี่ย”

“ก็เพราะนายอยากทำมัน ‘ไงล่ะ”

"ผมนี่น่ะหรอ?"

 

 

หลังจากนั้น เพื่อนรุ่นพี่ของเขาทั้งสองคนก็จากไป ทิ้งห้วงความคิดให้อาโอมิเนะได้ทิ้งตัวอยู่ในนั้น

 

“ทำไมต้องอยากทำด้วยล่ะวะ”

 

 

 

 

กลับไปคิด

ในเวลานั้น เขาแค่บังเอิญไปได้ยินและเห็นพอดี

แต่จริงๆ สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุบังเอิญแบบนั้นก็เพราะต้องไปตามหารูมเมทของเขานั่นล่ะ

 

 

 

ตอนนั้นขาของเขาก็รีบออกเดินไปหาทันที ก่อนหน้าจะคว้าร่างบางมาไว้ในอ้อมกอดเขาได้

 

 

ตอนนั้นก็แค่ทำตามที่ความรู้สึกสั่งมา แค่คนที่กำลังลำบาก ก็ต้องช่วย

 

 

 

เมื่อเจ้านายแบบมาอยู่ในการโอบอุ้ม เจ้านั่นก็เอาแต่บ่นทั้งที่ตัวเองใกล้จะหมดสติแล้วแท้ คิดว่าคงจะกลัวมากพอสมควร ต่อหน้า ตอนมีสติดีๆอยู่ก็รั้นเสียจนน่าหมั่นไส้

 

 

 

เหมือนลูกหมาที่เอาแต่ขู่ใส่คนที่ไม่ไว้ใจ แต่ใกล้หมดแรงสู้ก็กลัวจนตัวสั่น

 

 

อีกเรื่องก็คือ เจ้าลูกหมานี่เอาแต่บ่น พอหลังจากอุทานชื่อฉายาของเขาที่เรียกอยู่ประจำ บอกว่าไม่ใช่เขา

มันจะเป็นเขาไม่ได้เลยงั้นสิ?

 

 

 

แม้นึกโกรธอยู่นิดหน่อย แต่คนในอ้อมกอดเขาตอนนั้นแสดงความกลัวออกมาในช่วงใกล้หมดสติได้ดีเยี่ยม ทั้งตัวสั่น ทั้งน้ำตาที่หยาดอยู่ที่ปลายตา คิ้วขมวดเป็นปมใหญ่

 

 

 

 

คนในวงการบันเทิงจะต้องเจอโรคจิตแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่า

แล้วหมอนี่เจอมาเท่าไหร่กันถึงได้กลัวมากแบบนี้

 

 

 

เขาจำได้ว่าพอเจ้านั่นสลบไปจริงๆ ในอ้อมกอดเขา

อ้อมกอดจากแขนเขาของก็รัดร่างแน่นขึ้นไปอีกโดยมันเป็นไปเอง

แค่รู้ว่าจะต้องทำอะไรซักอย่าง

เพื่อปกป้อง..ก็น่าจะเพียงเท่านั้น

 

 

 

“ไร้สาระจริงโว้ย” อาโอมิเนะครุ่งคิดอยู่หน้าประตูอยู่นาน สบถเบาๆ ออกมา แล้วก็เปิดประตูเข้าห้อง

 

 

 

 

 

“เห้ย ออก..ออกมาทำไม ไปนอน”

 

ร่างสูงเปิดประตูไปเจอคิเสะที่เพิ่งฟื้นตัว เห็นออกมาเดินเหินแบบนี้ ท่าทางยโสแบบเก่ากลับมาแล้ว

 

“รุ่นพี่คนนั้นชื่ออะไรนะ “ ร่างบางถาม แต่เสียงนั้นยังไม่มั่นคงด้วยพิษไข้บาง ๆ

“มิโดริมะ ชินทาโร่ อย่าลืมไปขอบคุณเขาล่ะ” ตอบจบ อาโอมิเนะก็ผลักออกไป แต่อีกคนรั้งชายเสื้อเอาไว้ ร่างสูงหยุดอยู่กับที่ รออีกฝ่ายพูดอารามนึกแปลกใจ

 

 

แต่หากร่างบางพร้อมพิษไข้ไม่พูดธุระของตัวเองเลย

 

 

“ไม่มีอะไร ..” หลังจากนั้นมือบางก็ปล่อยชายเสื้อร่างสูงไป มันมีอะไรติดใจคิเสะอยู่จริงๆ แต่ถ้าหากบอกไป ถ้าไม่ใช่ เขาก็หน้าแตกสิ จริงมั้ย

 

 

 

ถ้าเกิดไม่ใช่หมอนั่น แล้วเราหวังอะไรอยู่งั้นหรอ

หวังให้หมอนั่น คนโรคจิตพรรค์นั้นมาช่วย

 

 

 

“เอ้า ยังยืนอยู่อีก ไปนอนเซ่ เป็นลมเป็นแล้งไปก็ยุ่งอีก ข้าวต้มอยู่ในห้องแล้วด้วย ไปกินซะ” คนโรคจิตของคิเสะตะโกนข้ามฟากมาก่อนร่างสูงนั้นจะเข้าห้องไป

 

“ไอบ้าเอ๊ย”

 

 

 

 

แม้จะสองจิตสองใจ แต่คิเสะก็ตัดเรื่องที่ติดใจนั้นออกไป เขาไม่ใช่คนที่มาคิดอะไรซับซ้อน

แต่มันก็ยังรบกวนอยู่ดี

พอเห็นรุ่นพี่ ความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนที่ช่วยเขาจากอันตรายนั่นก็มี..แต่มันรู้สึกไม่ใช่

เพราะเจ้าโรคจิตนั่นล่ะ ก็เลยทำให้เขาต้องใช้ความคิดเยอะแยะ

คล้ายว่า คนโรคจิตนั่นไม่พูดอะไรออกมา..ทั้งหมด

แล้วก็อีกเรื่องหนึง ที่คิเสะยังนึกไม่ออก มันยังเหมือนมีอะไรค้างคา

 

 

กลิ่นนั้น..

 

 

“ต่อไปจะนึกออกไปมั้ยนะ”

 

 

 

 

 ::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

 

“นี่ชินจัง “ ทาคาโอะ เอ่ยถามขึ้น ตอนนี้ทั้งคู่มาอยู่ในห้องที่ตัวเองเป็นรูมเมทกันละกัน

 

 

“เรืองไดกิน่ะหรอ?”มิโดริมะพูดอย่างรู้ทันความคิดเพื่อนสนิท

“อือ คิดว่าไดกิคุงแปลก ๆน่ะ “

“....สัญชาตญาณชอบปกป้องคนอื่นของไดกิล่ะมั้ง เพราะไดกิมีนิสัยแบบนั้นมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วนี่”

 

 

เขากับรุ่นน้องเรียนมัธยมมาด้วยกัน แถมเป็นเด็กที่เจอกันได้ตามทางกลับบ้านด้วย ตรงสนามบาสใกล้ๆ รุ่นน้องของเขาจะมาเล่นบาสกับเด็กประถม ไม่ก็รุ่นเดียวกัน และเพื่อคอยดูแลเด็ก ๆพวกนั้น ไม่ให้พวกคนไม่ดีมาทำร้ายด้วย จริงๆ แถวนั้นค่อนข้างอันตราย แต่ก็มีสนามที่มีเด็ก ๆผ่านไปมาบ่อย พ่อแม่ของไดกิเป็นตำรวจทั้งคู่ ก่อนที่เขาจะเสียไป ความรู้สึกที่อยากปกป้องคนอื่นคงจะสืบสายมาถึงลูกชายคนเดียวของเขา

 

 

“แล้วแบบนั้นไดกิคุง จะปิดนายแบบสุดหล่อคนนั้นได้อีกนานแค่ไหน คนเรียนบริหารไม่โง่หน่า..” ทาคาโอะผู้รอบรู้เอ่ย ถ้าเป็นเรื่องข้อมูลพื้นฐาน ล่ะก็ คนดังอย่างคิเสะ เรียวตะเขาน่ะไม่พลาดอยู่แล้ว

 

 

“ก็ไม่ได้คิดว่าแบบนั้นหรอก ทาคาโอะ เจ้าไดกิน่ะ มันมีเอกลักษณ์ของมัน   ถ้าสังเกตหน่อย นายแบบคนนั้นก็รู้เอง”

“หืมม” ทาคาโอะอุทาน พลางคิด เอกลักษณ์ของไดกิงั้นหรอ เหนียวข่าวผู้รอบรู้เงยหน้าจนสุด มองฝ้าเพดาน ครุ่นคิด ที่บอกว่าคิเสะนั้นไม่โง่แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะช่างสังเกตซะหน่อย

 

 

แต่มีเรื่องที่มิโดริมะก็สงสัยอีกอย่าง

 

 

พอเป็นเรื่องคิเสะได้รับอันตรายที่มาเยือนคิเสะจนต้องเป็นแบบนั้น อาคาชิ เซย์จูโร่ผู้ไม่เคยใส่ใจใครเป็นพิเศษ และไม่เคยใส่ใจไปกว่าแค่ฐานะเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย กลับลงมาจัดการนักเรียนแพทย์ผู้ฝ่าฝืนกฏคนนั้น คนที่ทำร้ายคิเสะ นักเรียนแพทย์คนนั้นเป็นพวกแฟนคลับคลั่งคิเสะจึงคิดวิธีแปลกพิสดารแบบนั้นออกมา และอาคาชิ เซย์จูโร่คนนั้นก็ลงดาบเองโดยไม่ปรานี เล่นเอาคนที่รู้เรื่องแบบเขาและทาคาโอะตกใจไปตามๆ กัน แถมยังเป็นห่วงคิเสะ โดยไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเพราะกลัวอีกคิเสะที่มีตำแหน่งพ่วงถึงนายแบบดังต้องหมองไปด้วยเรื่องแบบนี้

 

 

“จริงๆ ก็สงสัยเรื่องเซย์จูโร่กับคิเสะด้วยสินะ แต่คิดว่าคงจะสนิทกันในระดับครอบครัวด้วย ฐานะทางบ้านของทั้งคู่มันก็เป็นไปได้นะ” ทาคาโอะพูดออกมา เหมือนรู้ใจเพื่อนสนิทของเขา มิโดริมะพยักหน้าเห็นด้วย

“ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เซย์จูโร่เป็นห่วงคิเสะน่ะ เลยแปลกใจ “

“ชอบหรือเปล่า ชินจัง อาคาชิคุงคงจะชอบ..”

 

ฟังทาคาโอะเสร็จ เขาก็นำมาประมวลผล

ถ้าหากอาคาชิ เซย์จูโร่คนนั้นจะชอบใครซักคน

คิเสะ เรียวตะก็คงไม่เลวหรอกนะ ถ้าให้เปรียบความเหมาะสม แต่ว่าคนแบบอาคาชิ เซย์จูโร่ที่ได้ชื่อว่าจักรพรรดิไร้หัวใจแบบนั้นน่ะหรอ

 

 

“ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะชินจัง แต่คนเรา ต่อให้ใครว่าเขาว่าไร้หัวใจ มันก็ไม่จริงนี่หน่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจ คุณหมอก็แบบชินจังก็รู้”ทาคาโอะชี้นิวมาทางมิโดริมะ ออกความเห็นน่าคิดออกมา แม้จะรู้เรื่องธรรมดาว่าคนเราก็มีหัวใจอยู่แล้วก็เถอะ เขาก็ยังไม่แน่ใจ แต่ถ้าคิเสะคนนั้นจะทำให้เพื่อนของเขามีหัวใจหรือทำลายน้ำแข็งในหัวใจได้

 

 

เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริง ๆ

 

 

 

“ชินจัง”

“อือ”

“อีกอย่างน่ะนะ”

“หือ?”

 

มิโดริมะมองเพื่อนช่างสงสัย ปลายนิ้วที่ก็พันผ้าแผลด้วยแตะขอบแว่นตาสีเข้มเบาๆ

 

“กลัวน่ะสิ ว่าถ้าคิเสะ เรียวตะไม่ช่างสังเกตแบบที่ชินจังว่า เขาอาจจะคิดว่าชินจังเป็นฮีโร่ แล้วก็จะมาหลงปลื้มชินจังของฉันน่ะ” ทาคาโอะ พูดต่อ นักเรียนหมอเสมองไปที่ร่างบางอีกคนที่ยังสรรหาท่านั่งแปลกๆ อย่างเอาขาพาดโต๊ะ หน้าหล่อนัยน์ตาสีเขียวมรกตยกยิ้ม

 

 

“หวงเพื่อนไม่เข้าท่า”

“ก็มีคนเดียวนี่หน่า”

 

 

ทาคาโอะ หันมองหน้าเพื่อนสนิทตรงหน้า หน้าคมของคุณหมอในอนาคตเหมือนกำลังหยอกเย้าเขาอยู่

“ชินจังนี่น้า”

 

 

มิโดริมะไม่พูดอะไรต่อไป เขาหันไปกลับไปอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนแพทย์ของเขาต่อบนโซฟาของห้อง ทาคาโอะที่นั่งไม่ห่างก็หันไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ ตามแบบฉบับเหยี่ยวข่าวที่จำเป็นต้องรับรู้อะไรมากมาย แต่ก็มีตำราของนักเรียนพยาบาลใกล้มือบนโต๊ะกลางห้องที่กว้างพอจะวางได้

 

 

“ชินจัง”

“อือ”

“วันนี้อยากไปกินข้าวข้างนอกอ่ะ”

“ก็เอาสิ”

“ไม่เอาราเมงแล้วนะ”

“เป็นอาหารจีนมั้ยล่ะ?”

“ดีสิ! ใครน้าจะรู้ใจฉันดีไปกว่าชินจัง”

 

มิโดริมะไม่ต่อบทสนทนา แต่ก็แอบยิ้มอยู่ข้างหลัง ทาคาโอะฮัมเพลงเบาๆอย่างพอใจ จนนักเรียนหมอต้องบอกให้เงียบเพราะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ทาคาโอะก็เงียบตามที่เขาขอ แต่หากยังไม่หยุดยิ้ม

 

 

ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ดีเนอะ 

ถ้าฉันไม่ทำลายอะไรระหว่างความสัมพันธ์ก้ำกึ่งเป็นบ้าของเราทั้งสองคนนะ ชินทาโร่....

...  ทาคาโอะคิด

 

 

::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์นั้นมาไม่กี่วัน พอเปิดเรียน คิเสะเองก็ต้องเตรียมตัวอะไรหลายอย่าง เพราะก่อนเปิดเรียนเขาแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเกี่ยวกับการเรียนเลย

 

 

แถมพ่อของเขายังโทรมากดดันเขาอีกแบบนั้น

 

 

“ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ นี่จะเป็นสิ่งที่แกจะใช้แก้ตัวจากหลายสิงที่แกทำ ทำให้พ่อพอใจกับแกได้ เดี๋ยวฉันจะส่งรถตามที่แม่แกขอไปให้ แล้วก็อย่าริสร้างปัญหาอะไรให้กับทางนั้น แกน่าเจอเขาแล้ว “

 

 

เขารู้ดีว่า เขา ของพ่อคืออาคาชิ เซย์จูโร่คนนั้น  หนึ่งคนในตระกูลอาคาชิที่พ่อเกรงใจอยู่เสมอ ตั้งแต่พ่อยันลูกเลยสินะ ก็ใช่สิ หมอนั่นเป็นถึงรองประธานเครืออาคาชิกรุ๊ปนี่

“ครับพ่อ”

 

คิเสะไม่อยากต่อเถียงกับพ่อ เพราะในตอนนั้นเขายังไม่หายดี ไม่มีแรงพอจะไปเถียงใครได้ด้วยเหตุผล

 

 

“คิดเรื่องพ่อแล้วหงุดหงิด ปวดหัวชะมัด” ร่างบางหน้าหวานบ่นคนเดียว มือเรียวยกขยี้ผมจนแทบไม่เป็นทรง แต่พอนึกได้ก็จัดทรงผมซะใหม่ เพราะต้องออกไปเรียนอีกในวันนี้

 

 

พลางคิดไป..

 

 

ยังมีอะไรที่ติดใจคิเสะ เรียวตะคนนี้ นำมันกลับมาคิดอีกครั้ง

 

 

รูมเมทของคิเสะคนนั้น แม้ว่าก็จะกวนประสาท หื่นกามให้เห็นแบบเดิม แต่หากคิเสะเป็นคนที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นคนรับความรู้สึกคนอื่นได้ไวจนอ่อนไหว เขาสัมผัสได้ว่าหมอนั่นแปลกไป

 

 

แต่ว่าไป เขาอาจจะคิดไปเองก็ได้

 

 

 

“นี่นายโรคจิต  รุ่นพี่คนนั้นเขารู้ได้ไงว่าฉันพักห้องไหน?”

“เพื่อนสนิทพี่เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ของชมรมในมหาลัย มันไม่ยากที่เขาจะรู้”

 

 

 

มิน่าล่ะ ก็เพราะเขาเป็นคนในวงการด้วยล่ะมั้ง  คิเสะคิด

 

 

“ ขอเลขห้อง หรือวิธีติดต่อรุ่นพี่หมอของนายคนนั้นหน่อยสิ”

อาโอมิเนะเงยหน้าละจากหนังสือคอลเลคชั่นวาบหวิวของตัวเอง เขียนเลขห้องในหอพักให้คิเสะไป 
“เบอร์ติดต่อ อยากจะให้ไปขอกับเจ้าตัวเอง เพราะฝั่งนั้นเขารักความเป็นส่วนตัว”

อาโอมิเนะอธิบายหลังจากยื่นกระดาษที่บันทึกเลขห้องนั้นส่งให้คนขอ

 

 

 

“อือ รู้แล้ว ขอบใจ...”

“ไปขอบคุณพี่หมอโน่น” คิเสะยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็โดนตัดบทจากร่างสูงบนโซฟาไป และแสดงสัญญาณว่าจะไม่ฟังประโยคหลังจากนั้นของร่างบางโดยยกหูฟังที่เสียบเครื่องเล่นเพลงขนาดเล็กครอบหู

 

 

เจ้าหมอนี่... ก็จะขอบคุณที่อย่างน้อยนายก็เปิดห้องให้ตอนพี่เขาพาฉันมาส่งในตอนนั้นไง

 

 

 

“อย่าไปเถลไถลจนคนอื่นเดือดร้อนต้องไปช่วยอีกล่ะ” เสียงทุ้มเข้มทะลุผ่านมาก่อนที่คิเสะจะปิดประตูออกห้องพัก

“กลัวฉันจะไปรบกวนเวลานายหื่นกับหนังสือพรรค์นั้นของนายรึไงห๊ะ” คิเสะเอ่ยคาดโทษอาโอมิเนะเบาๆ ก่อนผลักประตูออกไป

 

 

อาโอมิเนะเอียงตัวไปดูจนร่างบางลับประตูไป ที่ครอบหัวเขาอยู่ หูฟังนั่นน่ะไม่ได้แสดงประสิทธิภาพของมันเลย มือใหญ่ของอาโอมิเนะไม่ได้กดเล่นเพลงด้วยซ้ำ

 

 

 

อาโอมิเนะเป็นคนทำตามสัญชาตญาณ ซื่อสัตย์กับความคิด ความรู้สึกจากก้นบึ้งในใจหัวเสมอ แม้การแสดงออกต่อหน้าผู้คน และสำหรับบางคนจะตรงกันข้ามก็ตาม ซึ่งแม้เจ้าตัวเองก็ไม่รู้และไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไม

 

 

“ฉันกลัวจะไปช่วยนายไม่ทันตังหาก เจ้าลูกหมาจอมหยิ่ง”

 

 

 

 ::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

“สวัสดีครับ คางามิคุง”

“อะ ..อื้อ”

นั่นเป็นบทสนทนาที่คางามิกับรูมเมทอย่างคุโรโกะพูดกันซ้ำ ๆ อยู่ทุกวัน และจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปมากกว่านั้น

 

ไม่กีวันที่ผ่านมา คางามิก็ไม่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ พอเห็นว่าอีกคนก็ตื่นมาพร้อมกัน คางามิที่ยังรู้สึกแปลก ๆ เมื่ออยู่กับรูมเมทตัวเล็กจึงขอตัวออกมาก่อน รู้สึกว่าตัวเขาเองเป็นไอ้บ้าอย่างไรไม่รู้ อาจเผลอทำเอาอีกคนกลัวก็ได้ แต่ถ้ายิ่งอยู่ด้วยกันบ่อย เดี๋ยวจะทำเอาคุโรโกะกลัวเข้าจริง ๆ

 

ตั้งแต่เริ่มเปิดเทอม หลายคณะก็มีการสอนก่อนไปแล้ว หรือบางคณะอาจเปิดสอนวันเปิดเทอม (แต่ใครจะไปเรียนมั้ยก็ตามเรื่อง) คางามิพยายามไม่ขาดเรียนเป็นที่ดีสุด แม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบการเรียนขนาดนั้น แต่ถ้าจะต้องอยู่ห้องกับความรู้สึกแปลก ๆ  คางามิก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ความคิดแปลกก็ดูเหมือนจะคุกคามอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวไปด้วย เขามองตัวเองเป็นโรคจิตไปกว่าครึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะให้คุโรโกะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นอันตราย เพราะหากว่าจะต้องอยู่ร่วมกันไปอีกเป็นปี ถ้าอีกฝ่ายเกิดไม่พอใจ แล้วไปแจ้งอะไรซักอย่างกับประธานหอปี2 ที่ชื่ออาคาชินั่น เขาก็อาจจะมีชีวิตลำบากในมหาวิทยาลัยก็เป็นได้

 

ไม่รู้ว่าอีกคนตั้งใจ หรือไม่รึเปล่า แต่ทำเอาหน้าหวาน ตาแป๋วๆ เข้ามาอยู่ในความคิดของคางามิตลอด จนเขาต้องตั้งสมาธิทำให้หายไปซักพัก

 

ถ้าตั้งใจทำให้เขาเป็นแบบนี้ รูมเมทของเขานี่ร้ายน่าดู

 

 

แล้วอีกฝ่ายจะไปทำแบบนั้นทำไมล่ะ ฉันนี่สิโรคจิตที่ไปคิดถึงเขามาก ๆ แถมบางทียังคิดไปในทางไม่ดีเสียอีก  ฉันเป็นผู้ชายประเภทไหนวะเนี่ย...คางามิสู้กับความคิดของตัวเองแบบนี้ตลอดที่ผ่านมา

 

 

“ชักจะแย่แล้วแฮะเรา ลืมวานิลาไปซักพัก จะทำได้มั้ยนะ”

 

 

 

 

 

 

“โอ๊ยย “

 

 

ร่างสูงแบบนักกีฬาที่เดินคิดเรื่องราวของรูมเมทตัวเล็ก ไม่ทันระวังตัว ก็เผลอชนคนเข้าอย่างจัง จนเซล้มไปทั้งคู่ คางามิโอบร่างนั่นไว้ ด้วยความช่วยเหลือของเขาร่างปริศนานั่นไม่เป็นอะไร แต่เขากลับเอนหลังกระแทกพื้นแทน แต่ไม่แรงเพราะมือของคางามิยันพื้นไว้ได้

 

 

 

ดอกไม้?

 

 

คางามิอาจคิดว่าตัวเองเป็นพวกจมูกไว เพราะเขาจะนึกสิ่งสัมผัสด้วยประสาทรับกลิ่นก่อนเป็นอันดับแรก อาจะเพราะรับรู้ได้ง่ายที่สุด

 

 

 

ร่างบางที่อยู่บนตัวคางามิเงยหน้ามองคนที่เขาชนโดยไม่ตั้งใจ

เผยยิ้มน่ารักอย่างสดใส ผมสีทองรับกับใบหน้าหวานขาวนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

กลิ่นหอมของดอกไม้ที่น่าจะมาจากน้ำหอมชั้นดีที่แม้จะลอยแตะจมูกของคางามิได้ไม่นาน แต่ตราตรึงที่สุดที่เคยพบ

 

 

คางามิจ้องมองหน้าหวานนั้นไม่วางตา อีกคนเอียงคออย่างงงงวยนิดหน่อย แต่ยังยิ้มอย่างเดิม ซึ่งมันเจิดจ้าเหลือเกิน คางามิเผลอโอบเอวร่างบนร่างตัวเองแน่นขึ้นอีก

 

 

 

หัวใจแทบหยุดเต้น

 

 

 

 

“ขอโทษน้า “  เจ้าของร่างบางเอ่ยขอโทษเสียงเบา หวานเสียจนคางามิอยากจะฟังอีกครั้ง

 

 

 

 

แล้วกลิ่นวานิลาก็เริ่มจางหายไป…จริงๆ

 

 

 

 

 ::: R O O M M A T E ::: 

 

 

 

“โอเค แค่นี้นะ” เสียงทุ้มกล่าวกับคนในสายโทรศัพท์ เขาวางไปไม่นาน ส่ายหัวไล่ความล้า หลังจากที่เขาทำงาน จัดการเอกสาร ..ก็ประมาณสามชั่วโมงเห็นจะได้

 

 

อาคาชิเอียงคอเล็กน้อยไล่ความล้า หลับตาซักครู่เพื่อผ่อนคลาย

 

 

เรียวตะจะ เป็นอย่างไรบ้าง

 

 

ในตอนนี้เขานึกไปถึงร่างบางจอมซุ่มซ่ามที่เขารู้จักครั้นตั้งแต่ยังอายุไม่เท่าไหร่ จนมาถึงมหาวิทยาลัยเนื่องด้วยฐานะทางบ้านและระดับสังคมเดียวกัน

 

 

หากนึกย้อนไปก่อนจะเข้าที่นี่ คำขอที่อาคาชิคนลูกขอผู้เป็นพ่อเอาไว้

 

 

พ่อครับ ช่วยทำให้เรียวตะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันกับผมได้มั้ยครับ

 

 

คำขอไม่อีกครั้งที่อาคาชิคนนี้ขอผู้เป็นพ่อ และก็ได้รับการตอบรับอย่างทันใจ ผู้เป็นพ่อเองก็ไม่คัดค้านอะไร แต่ก็แปลกใจว่าทำไมลูกชายของเขาถึงขออะไรเช่นนี้

 

 

“ผมสนใจเขาน่ะ”

 

ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วแปลก มีหรือที่เขาจะไม่รู้ ทั้งที่ลูกชายที่เขาเลี้ยงมาอย่างดี ลูกย่อมนิสัยเหมือนพ่อ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ชื่นชอบอะไรก็ต้องนำมาไว้ใกล้ตัว ก็เหมือนกัน

 

 

จักรพรรดิพึงพอใจสิ่งใดก็ต้องได้ นี่คือสิ่งที่อาคาชิคิด

 

 

แต่มีความรู้สึกที่อาคาชิรู้ดีว่ามันรบกวนจิตใจเขาอยู่ มันเป็นอะไรที่เขาคนนี้ไม่เข้าใจ และเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่มันอยู่ในใจเขาแล้ว

 

 

มนุษย์นี่สัญชาตญาณแข็งแกร่งจริงๆ

หรือเขาเป็นสัตว์ป่าร่างคนหรือเปล่านะ

 

 

 

 

อาคาชินึกได้ว่า เขาเองก็พอมีเส้นสายรุ่นน้องในคณะบริหารที่คิเสะเรียนอยู่จึงส่งเมสเสจไปถามไถ่ และก็คงจะได้คำตอบในอีกซักพักใหญ่ อย่างที่เขาจะอดใจรอได้

 

 

“ก็แค่สิ่งสวยงามชั้นดีที่เป็นของประดับของจักรพรรดิ” อาคาชิเอ่ยพึมพำกับตัวเอง

 

 

 

 

ในขณะเดียวกันที่อีกร่าง..ที่แทบจะไม่อยู่ในสายตาของอาคาชิ

 

 

รูมเมทของเขา ฟุริฮาตะ โคคิ

 

 

 

ณ ครั้งแรกที่ก้าวเข้าห้องนี้มา เขาไม่คิดว่าชีวิตจะ บิงโก! ขนาดนี้ มันคล้ายของโดนอะไรซักอย่างทุบลงที่ต้นคอ รู้สึกหนักไปหมด พอฟุริฮาระได้พบหน้ารูมเมทของตัวเอง คิดว่าโลกของฟุริฮาระคงใกล้อวสาน

 

 

อาคาชิ เซย์จูโร่

 

 

อยากตายสุดๆ ไปเลย

 

 

ฟุริฮาตะพอรู้จักชื่อเสียงของตระกูลนี้ดี ยิ่งในเกียวโตที่เป็นถิ่นใหญ่ของตระกูลนี้ (แม้ว่าตระกูลอาคาชิจะมีอิทธิพลในระดับประเทศด้วย) ฟุริฮาตะ ที่อาศัยอยู่ในเกียวโตแทบจะทั้งชีวิต ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยที่นี่ เพราะเรียนและสอบติดจนได้ทุนศึกษาต่อ เขาดีใจมากที่จะได้มาเรียนที่นี้ แต่คิดว่าย้ายกลับตอนนี้จะทันหรือเปล่า

 

“คุณฟุริฮาตะ”

 

ฟุริฮาตะคิดเรื่องอยากตาย หรือจะตายอย่างไร อยู่นาน ก็ได้ยินเสียงยมบาลในชีวิตเขาตอนนี้ อาคาชิ เซย์จูโร่เอ่ยชื่อเรียกเขา ฟุริฮาตะรู้สึกเป็นเกียรติเหลือเกิน

 

 

“คะ..ครับ”

 

อาคาชิยกยิ้มมุมปาก สาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่รักใคร่ชื่นชอบความหล่อระดับร้ายกาจเห็นแล้วจะต้องกรีดร้อง แต่ฟุริฮาตะอยากตายเมื่อได้เห็นมันตอนนี้

 

 

จะฆ่าเรารึเปล่าวะ .. ริอ่านมาอยู่ห้องเดียวกับจักรพรรดิ

 

 

 

“ทำตัวทำตามสบายนะ ผมจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย”

“เอ่อ..ครับ”

ฟุริฮาตะรับคำ ไม่ริสอบถามใดๆ กับรูมเมทรุ่นพี่ร่วมห้องเท่าใดนัก แม้ว่าตอนนี้จะไม่ดึกดื่น ไม่เลยเวลาเข้าหอพัก แต่ก็สงสัยว่าเขาจะไปไหน

 

 

“ผมจะไปเอาเอกสารที่ห้องทำงาน “

“อ๋อ. คะ..ครับ”

 

 

 

เหมือนจักรพรรดิจะรู้ความคิดของเขาเลยบอกออกมา คนร่างเล็กกว่าตกใจที่เขาเดาถูก อาคาชิจึงเผยยิ้มขำให้เห็น และฟุริฮาตะก็เผลอค้อนกลับให้อีกฝ่ายพอได้เห็นอาคาชิยิ้มขำใส่เขาเช่นนั้น โดยลืมไปชั่วขณะว่านั่นคือคนที่ตัวเองกลัวหนักหนา

 

 

 

อาคาชิก็ใช่ว่าจะไม่สังเกตเห็น

ก่อนหน้าก็กลัวเขาแทบตาย แต่เมื่อไม่พอใจก็เผลอแสดงอารมณ์ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ออกมาต่อหน้า

เป็นคนซื่อจริงๆ

 

 

 

ซักครู่เมื่อร่างสูงหยิบสัมภาระเล็กน้อยติดมือและผลักตัวออกไปจากห้อง แต่ร่างเล็กของฟุริฮาตะยังวิ่งตามออกมาด้วย ขายาวของอาคาชิหยุดเดิน สงสัยว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร

 

 

 

“จาก..จากนี้ไป รบกวนด้วยนะครับ รุ่นพี่”

 

 

 

ฟุริฮาตะพูดจบและส่งยิ้มให้ ความเป็นมิตรภาพสะท้อนออกมาจากยิ้มแสนซื่อ เหมือนจะเตรียมใจมาซักครู่นึง

 

 

 

อาคาชิเบิกตาเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนี้จากลูกหมาตัวเล็กขี้กลัว

 

 

“ครับ ผมเองก็เช่นกัน”

 

 

 

อาจจะเป็นของประดับที่ไม่โดดเด่นที่ทำให้จักรพรรดิละความสนใจจากสิ่งอื่นได้

 
 
 
 
 
TBC ...
 
 
 
 
TALK :: ออลคิเสะจงเจริญ / ขอโทษจริงๆ ค่ะ คนเขียนเป็นแม่ยกคิเสะคุง Kiss
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #10 Yuie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2558 / 20:24
    ไม่มีคู่ของมุราซากิบาระกับฮิมูโระเหรอค่ะ^_^
    #10
    0
  2. #8 Nat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 16:49
    คิเสะ. โดนรุม คุโรโกจิ ช่วยด้วยยยยยย
    #8
    0
  3. #3 DarkPierro (@--francis--) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 21:09
    ฮึกๆ อาคาฟุริ อาคาฟุริ อาคาฟุริ อาคาฟุริ .......//เริ่มเพ้อ
    ชิวาว่าคุง ดาเมจนายกระแทกตามาก ToT//หลุดจากมโนมาเม้น
    (อาคาฟุริ อาคาฟุริ อาคาฟุริ อาคาฟุริ  อาคาฟุริ//แล้วก็กลับไปบ้าต่อ)
    #3
    0