สำหรับบล็อกวันนี้ ผมตั้งใจว่าอยากเขียนถึงคนที่ผมประทับใจอยู่หนึ่งคน ใครคนนั้นที่ทำให้ผมจำจดได้อย่างแม่นยำไม่เคยลืมโดยไม่ต้องเมมไว้ในโทรศัพท์หรือในสมุดก็คือพี่นุช
พี่นุชคนนี้ถ้าว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีความพิเศษไปกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆของผมหรอก พี่นุชก็เป็นเพื่อนที่มาๆหายๆเหมือนกับคนอื่น
และมาเติมมิตรภาพต่อกันเหมือนคนอื่น
วันนี้ก่อนจะเขียนบล็อกผมก็ไปสืบค้นข้อมูลบนนิยายว่า ผมกับพี่นุชคบกันมากี่ปี? ก็ได้คำตอบว่า หากนับเอาเม้นต์ที่พี่นุชมาเม้นต์ให้ผมครั้งแรกเลยก็อยู่ในเรื่อง นิยายกำลังภายในบ้าๆบอๆเรื่องนั้น
มีวันที่กำกับว่า 28สิงหาคม 2554 เวลา เที่ยงคืนสามวินาที
ก็นับได้รวม “สี่ปี”ที่ผมพบกับพี่นุช
ในวันนั้นพี่นุชเคยทำอะไรต่างๆด้วยความเป็นผู้ที่มีน้ำใจต่อผม
ทั้งการเม้นต์ ทั้งการทักทายอย่างเต็มใจ
ด้วยการที่ผมปลื้มพี่นุชมาตั้งแต่เห็นพี่นุชเคยเม้นต์นิยายเพื่อนที่แจ่มใส ผมเลยประทับใจเอามากตอนที่พี่นุชเข้ามาในไอดีผมครั้งแรก
จำได้ว่าอ่านเม้นต์แรกพี่นุชไปก็ยิ้มไปไม่เบื่อเลย
สำนวนการเม้นต์บอกตรงๆว่า เป็นการเม้นต์ที่ใช้ใจเม้นต์จริงๆ ยิ่งหลังๆท้ายเรื่องน่ะ สุดยอด! พี่นุชปล่อยพลังในการเม้นต์อย่างออกรส! พี่นุชคงไม่รู้หรอกว่า การเม้นต์แบบนั้นก็คือการ
“เสริมความเด่นให้นิยาย” ซึ่งเป็นการเม้นต์ที่ถูกต้อง
เพราะคนอ่านส่วนใหญ่มักจะอ่านเม้นต์ท้ายเรื่องเสมอๆ
แล้วเม้นต์พี่นุชก็ทำให้นิยายผมมีสีสันเพิ่มขึ้นมาเอามากๆ
เพราะคนอ่านจะมาอ่านเม้นต์พี่นุช แล้วเอาไปคิดตามว่า
ตรงนั้นตรงนี้ พี่นุชพูดมามันจริงไหม?
ตรงนี้พี่นุชชมน่ะ มันดียังไงกัน? เสร็จแล้วก็จะย้อนไปอ่านใหม่อย่างเนี๊ยะ
การเป็นนักเม้นต์ที่ดี ต้องอยู่ในเขตกำหนด
ไม่ควรออกเลยเถิดเกินไป เพราะจะทำให้อะไรๆในนิยายเขาเสีย
ซึ่งพี่นุชก็ไม่เคยทำอะไรเกินอย่างที่ว่ามาเลย มีแต่ว่า
คอยช่วยดู ช่วยทำให้นิยายโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้น
พี่นุชมาคบกับผมอย่างมากไมตรี ผมกับพี่นุชพูดคุยสารทุกข์กันแบบคนกันเองมาโดยตลอด และพี่นุชให้ความเอ็นดูต่อผมด้วยความสม่ำเสมอไม่เคยตกหล่น
พี่นุชในสายตาผมก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และให้ความเป็นเพื่อนต่อผู้อื่นอย่างจริงจังและจริงใจตลอดมา
ผมชอบความสดใสร่าเริงของพี่นุช เห็นถึงความเป็นคนมองโลกในแง่ดีที่พี่นุชแสดงออก โดยเฉพาะบล็อกล่าสุดของพี่นุชนี้
(รักไม่ใช่ดวงดาวที่พราวแสง) ซึ่งพี่นุชบอกให้พวกเรารู้ว่า
พี่นุชไม่เคยเศร้านานกับเรื่องอะไรทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะการจะเศร้ากับสิ่งใดๆก็ตามที่มันผ่านไปแล้ว และสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เราเหลือความรู้สึกดีๆอะไรเลยเราจะมามัวเสียเวลากับมันทำไมล่ะ?
สู้เอาเวลาที่เหลืออยู่ ไปหาสิ่งใหม่ๆที่สดใสกว่ามิดีเหรอชีวิตนี้จะได้มีความสุข ชีวิตคนเรามันสั้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะนะครับ
การจะหาความสุขใส่ตัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
หากจะมาเอาความทุกข์ทับถมเข้าไปให้เราทุกข์หนักไปอีกไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง
และพี่นุชก็เป็นคนนั้นที่ไม่เคยเอาความทุกข์เข้าใส่ตัว
พี่นุชปล่อยวางและเปิดใจว่างเสมอมา ทำอะไรด้วยความสุข
มองสิ่งต่างๆในแง่มุมที่เป็นคนให้อภัยและมองอะไรสองด้านเสมอ
จิตใจพี่นุชเลยสงบ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ได้ความสุข
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆแค่นี้ และอายุแค่นี้
จะมีอะไรเหมือนคนที่เคยเห็นโลกมานานและสามารถจัดการกับปัญหาในจิตใจได้แบบสุดยอดเช่นนี้
ไม่รวมที่พี่นุชปฏิบัติธรรมอยู่ประจำรวมถึงแผ่ส่วนบุญให้เพื่อนๆเสมอมา
มีคนเคยคิดว่า ทำไมผมถึงได้มาทำอะไรให้พี่นุช?
ทำไมผมจึงอยู่กับพี่นุชคล้ายกับว่าพี่นุชเป็นคนสำคัญที่สุดของผม?
ผมจะตอบว่า
ที่ผมห่วงใย และสนใจกับเรื่องพี่นุชเพราะว่า
พี่นุชมาห่วงใยผมก่อน
พี่นุชเอาคำว่า “มิตรภาพ”มามอบให้ผมด้วยความตั้งใจมาก
พี่นุช เก็บทุกๆสิ่งที่มันเป็นคำว่า “เพื่อน”ของผมไว้จนหมด
พี่นุชไม่เคยทิ้งผมไว้ให้อยู่เดียวดาย แต่คอยดูแลตลอดมาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ทั้งหมดนี้ พี่นุชทำมันมาแล้วตั้งแต่เมื่อเจอกับผมครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน
และ...
ในพศ 2558 ปัจจุบัน และก็เวลานี้ วันนี้...
พี่นุชก็ยังคงทำมันอยู่ด้วยความเต็มใจ...
คุณคิดดูนะครับว่า...
ใครบ้างที่จะทำให้คุณได้ขนาดนี้ทำทั้งที่ผมก็ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง
คำว่าเพื่อน มันหมายความได้เยอะนะครับ...
และเพื่อนเราก็เยอะ...
แต่จะมีเพื่อนสักกี่คนครับที่จะทำให้เรารู้สึกแบบนี้ได้...
ก็เรียกว่า “เพื่อนเยอะแต่หาเพื่อนไม่ได้เยอะ”ไงครับ
วันนี้ของพี่นุชกับผมมันก็ยังเหมือนวันนั้นตลอดมา
และคิดว่า จะไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอกครับ...
เครดิต
แบกกราวนด์ ญามี่
เพลง
Carpenters - Only Yesterday
จาก
https://www.youtube.com/watch?v=evETS8_WFGE
ความคิดเห็น