ยัยซึมเศร้ากับนายเหงาคุง

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 วันเดินทางเพื่องานที่รัก (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ต.ค. 61




ตอนที่ 6

 

-ผมก็พึ่งตื่นเหมือนกันกัฟ-

หนุ่มพิมพ์แชทตอบกลับมา 1 ประโยค ก่อนจะที่เขาจะใช้วิธีโทรศัพท์ผ่านไลน์มาหาเธอแทน ซึ่งหากจะบอกว่าเป็นเพราะขี้เกียจพิมพ์ก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าแรกเริ่มตอนจีบเธอใหม่ๆ ชายหนุ่มจะสามารถพิมพ์คุยกับหญิงสาวได้ถึง 6 ชั่วโมง รวมทั้งสามารถสอนภาษาญี่ปุ่นโดยการพิมพ์คำศัพท์ด้วยตัวอักษรญี่ปุ่น 11 บรรทัดต่อเนื่อง นับเป็นความสามารถเฉพาะตัวสำหรับใช้แสดงความจริงใจที่ควรลอกเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง หากหวังจะชนะใจสาวน้อยสาวใหญ่ล่ะก็

“เดี๋ยวผมส่งรูปให้นะ ในมือถือผมที่พี่เหมียวถ่ายให้ผมกับพี่น่ะ” หนุ่มบอกนิล แล้วทยอยส่งรูปภาพของเขากับเธอไปให้ผ่านทางโซเชียลมีเดียของโทรศัพท์มือถือ ส่วนนิลเองก็ส่งรูปในโทรศัพท์มือถือของเธอไปให้เขาเช่นกัน อีกไม่นานทั้งคู่จะต้องแยกย้ายกันไปนอนแล้ว เพื่อเก็บแรงไว้ปฏิบัติภารกิจของตัวเองในวันรุ่งขึ้น

-ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้พี่นะคะ-

เธอพิมพ์บอกเขาจากใจจริง เพราะหากไม่รวมเรื่องที่เรียวกังแล้ว ทุกอย่างที่เขาทำให้ตั้งแต่แรกที่คบกันมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ประทับใจเธอเกินกว่าที่เธอเคยได้รับจากคนอื่นๆ รอบข้าง

-พรุ่งนี้ขอให้สนุกนะกัฟ-

เขาส่งสติกเกอร์เด็กผู้ชายหัวหยิกนั่งยกนิ้วโป้งฉีกยิ้มอยู่หน้าเครื่องคอมฯ มาให้ พร้อมข้อความตอบกลับที่ส่งสัญญาณว่าใกล้เวลาที่เขาจะต้องเข้านอนแล้ว และเธอเองก็ควรเข้านอนด้วยเช่นกัน

-ขอบคุณค่ะ หนุ่มก็ทำงานสู้ๆ นะ-

นิลเองก็ส่งสัญญาณว่าเธอพร้อมจะเข้านอนแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงหญิงสาวยังไม่ได้อาบน้ำเลยด้วยซ้ำไป ซึ่งแน่นอนว่าหากเขารู้ล่ะก็ จะต้องโทรกลับมาบ่นเธอจนหูชาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในเมื่อชายหนุ่มไม่ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงส่งเพียงข้อความบอกฝันดี กับสติกเกอร์หมาหอมแก้มและสติกเกอร์ I miss you. มาให้เท่านั้น

 

ความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางบวกกับการอดนอนมาแล้ว 3 คืน ทำให้นิลกับเหมียวหลับยาวจนพระอาทิตย์สาดแสงเข้ามาทางหน้าต่างห้อง ปลุกให้สองสาวลุกขึ้นจากเตียงเพราะหลงคิดว่าสายแล้ว ทั้งที่ความจริงพึ่งจะเป็นเวลา 7 โมงกว่าในหน้าร้อนของญี่ปุ่น สมเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย

“ตารางเที่ยววันนี้เอาไงล่ะนิล?” เหมียวเอ่ยถามหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวขนาดพอดีตัว เอี๊ยมยีนส์ขาสั้น กับรองเท้าผ้าใบคู่เดิม และขมวดผมไว้เหมือนมัดจุก มองดูด้านหลังคล้ายเด็กวัยรุ่นหนีเที่ยว

“เราจะไปปราสาทคานาซาว่ากันค่ะ ที่เที่ยวอื่นไว้หาเอาดาบหน้า เพราะนิลกะว่าจะไปภูเขาฮาคุแล้วดันไม่มีรถ เลยไม่ได้หาที่เที่ยวที่อื่นเอาไว้” นิลบอกเหมียว หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อแขนตุ๊กตาผ้าชีฟองสีชมพู คอบัว กางเกงขาสั้นเสมอเข่าสีแดง กับรองเท้าผ้าใบคู่เดิม ทว่าเพราะเสื้อดูบางเกินไปเธอจึงจำต้องหยิบเอาเสื้อไหมพรมสีโอวัลตินมาสวมทับด้วย

“ดูน่าเกลียดไหมคะพี่เหมียว?” นิลก้มมองกางเกงสีแดงที่เธอได้รับการบริจาคมาอีกที ที่จริงเธอไม่อยากสวมกางเกงสีนี้สักเท่าไหร่ แต่เพราะไม่มีกางเกงสำหรับใส่เที่ยวจึงต้องตัดใจเอาใส่กระเป๋าเดินทางมาด้วย ส่วนเสื้อตัวที่สวมอยู่นี่ รวมไปถึงตัวที่สวมเมื่อวาน ตัวที่จะสวมในวันพรุ่งนี้ กับมะรืนนี้ก็เป็นมรดกตกทอดมาจากแม่ทั้งสิ้น ลำพังเสื้อผ้าที่เป็นของเธอเองจริงๆ นั้นแทบนับตัวได้ และมักเป็นเสื้อยืดที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านนำมาลดล้างสต็อกเสียเป็นส่วนใหญ่

“ไม่หรอก ก็ดูโอเคแล้วนะ” เหมียวมองการแต่งตัวของนิลแล้วตอบยิ้มๆ

สองสาวลงจากห้องพัก พวกเธอฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม ก่อนจะออกไปซื้อขนมปังที่มินิมาร์ท และรอขึ้นรถบัสที่จะพาพวกเธอไปยังปราสาทคานาซาว่า ซึ่งแม้จะศึกษาข้อมูลมาพอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากสถานีรถไฟคานาซาว่ามีประตูทางเข้าออกหลายประตู นิลจึงพาเหมียวไปรอรถบัสผิดป้าย ทว่าเพราะมองหาตารางรถบัสที่จะไปปราสาทคานาซาว่าไม่พบ นิลจึงถามชาวญี่ปุ่นที่มารอรถบัสอยู่บริเวณนั้น และใช้ความรู้งูๆ ปลาๆ แปลคำตอบออกมาได้ว่าเธอมารอรถบัสผิดที่

“เขาบอกว่าต้องมารอรถบัสที่ประตูนี้ค่ะ” นิลเดินนำเหมียวมายังประตูใหญ่ด้านหน้าของสถานีรถไฟคานาซาว่า ซึ่งมีซุ้มประตูใหญ่สีแดงลักษณะเหมือนฐานกลองญี่ปุ่นที่มีรูปร่างจากการสร้างด้วยไม้ขัดกันเป็นเสาสองด้านและมีเป็นแพไม้ขนาดใหญ่ตีตารางคล้ายขนมรังผึ้งวางเป็นหลังคาอยู่บนหัวเสาทั้งสองด้าน โดยซุ้มประตูนี้นับเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองที่มีชื่อเสียง ที่ใครต่อใครต่างต้องมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำครั้งมาเยือน คานาซาว่า เหมียวกับนิลก็เช่นกัน

“ไม่มีรถไปภูเขาฮาคุจริงๆ ด้วยค่ะ”

หลังเดินดูตารางรถบัสทุกป้าย นิลก็ถอดใจกับการเดินทางไปเก็บข้อมูลเขียนนิยายยัง 1 ในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น และจำต้องเปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวสำหรับวันนี้ทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการขึ้นรถบัสไปยังปราสาทคานาซาว่า ปราสาทเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1583 และมีการบูรณะใหม่อยู่หลายครั้งจากการถูกเผาทำลาย รวมไปถึงการผุพังไปตามกาลเวลา จนกลับมางดงามดังเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

“ทุกปราสาทนี่เราต้องเดินขึ้นเนินหมดเลยใช่ไหม” เหมียวหันไปหัวเราะกับนิล เมื่อลงจากรถบัสมาแล้วเห็นทางเดินขึ้นเนินเขารอต้อนรับอยู่ข้างหน้า โดยรถบัสในช่วงที่นิลและเหมียวไปนั้น เป็นรถบัสธรรมดาเหมือนรถบัสตามเมืองอื่นๆ ทว่าในบางช่วงก็มีรถย้อนยุคหน้าตาเหมือนรถยนต์ยุโรปเมื่อ 100 ปีที่แล้วออกให้บริการเช่นกัน

“คงจะเป็นชัยภูมิที่ดีต่อการทำสงครามน่ะค่ะ” นิลบอกเหมียว ขณะที่เข้าไปยืนดูแผ่นป้ายบอกแผนที่ทางไปปราสาทตรงบริเวณที่ทั้งคู่ลงจากรถ

สองสาวเดินพลางถ่ายรูปให้กันไปตลอดทางเดินขึ้นเนิน ซึ่งมีร้านค้าเล็กๆ เรียงรายไปตลอดทางอยู่ด้านซ้ายมือ และมีแนวต้นไม้สีเขียวร่มรื่นเรียงรายอยู่ทางด้านขวามือ มองขึ้นไปเห็นสะพานอิฐสีขาวคล้ายรูปแว่นตาครึ่งวงกลมที่ทอดยาวไปสู่ทางเดินเข้าปราสาท มีราวสะพานเหล็กดัดสีเขียวโศกสวยงาม และมีโคมไฟสีเดียวกันเป็นระยะๆ ส่วนปลายสุดของสะพานมีป้อมปราสาทสีขาวตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนกำแพงหินรอต้อนรับผู้มาเยือน ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่อาจจะเริ่มทวีคูณความร้อนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

“แดดเริ่มแรงแล้ว ดีที่พี่เอาร่มมา” เหมียวหยิบอาวุธคู่กายสีชมพูคันเดิม ออกมาจากกระเป๋าเป้สีดำใบเล็กที่เธอสะพายหลังมาด้วย แล้วเดินกางร่มให้นิลถ่ายรูปต่อ

ทั้งคู่เดินผ่านประตูที่เป็นกำแพงอิฐสีขาวดำ กับซุ้มประตูใหญ่สีขาวที่ทำด้วยไม้ อิฐ และหิน เข้าไปด้านในสวนสีเขียวที่ล้อมรอบปราสาท เป็นสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้าและสีเขียวเข้มของต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นทั่วอาณาบริเวณ มีสะพานไม้ข้ามคูน้ำ 2 สะพานบริเวณด้านหน้าทางเข้าปราสาทและด้านหลัง ตัวปราสาทแตกต่างจากปราสาทคาราสึ รวมไปถึงปราสาทโอซาก้าที่นิลเคยไปเยือน เพราะแทนที่จะก่อเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปด้านบน แต่กลับสร้างในแนวนอนและมีชั้นปราสาทตั้งอยู่บนกำแพงหินเพียงแค่ 2 ชั้น กับชั้นที่เป็นยอดปราสาทเล็กๆ อีกชั้นเท่านั้น

“พี่เหมียวดูอีกาสิคะ ตัวเท่าแมวบ้านเราแน่ะ” นิลชี้อีกาตัวยักษ์ที่ยืนนิ่งอยู่บนรั้วไม้ตรงทางเดินขึ้นเนินเขาไปยังจุดชมวิวแบบ 180 องศาให้เหมียวดู สองสาวเก็บภาพโดยรอบปราสาทจากมุมสูง ก่อนจะเดินลงจากเนินเขาเพื่อมองหาที่เที่ยวแห่งต่อไป ซึ่งนิลเลือกที่จะเปลี่ยนแนวทางการเที่ยวแบบคนชราของเธอไปเดินห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เพื่อหาซื้อเสื้อผ้าลดราคา และหาซื้อของกินสำหรับมื้อเที่ยงด้วย

“อืม... ไม่รู้จะซื้อร้านไหนดีค่ะพี่เหมียว” นิลพาเหมียวเดินวนชั้นนี้ ขึ้นชั้นโน้น ลงชั้นนั้น จนครบเกือบทุกชั้นภายในห้าง แม้ทุกร้านจะติดป้ายเซลล์ชนิดลดสะบั้นหั่นแหลก เธอก็ไม่ใช่มนุษย์ผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาของถูกโดยไม่ดูว่าตัวเองเหมาะกับชุดพวกนั้นหรือเปล่า แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นในที่สุดนิลก็เลือกเสื้อ 1 ตัว กับกระโปรง 2 ตัวได้จากร้านขายเสื้อผ้าสไตล์ที่เธอสวม ส่วนเหมียวก็ได้เสื้อผ้าจากร้านเดียวกัน 5 ตัว ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในคานาซาว่าของสองสาว

 

หลังกินมื้อเที่ยงจากมินิมาร์ทเสร็จ นิลก็พาเหมียวกลับไปยังสถานีรถไฟคานาซาว่า และขึ้นรถไฟไปยังสถานีโทยาม่า เพื่อต่อรถไฟอีกขบวนไปยังเมืองทาคายาม่าอีกทอด ที่นั่นคือจุดหมายปลายทางอีกแห่งที่เธอจะต้องเดินทางไปเก็บข้อมูลในการเขียนนิยาย ซึ่งมีหมู่บ้านชิราคาวะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และเป็นสถานที่ที่นิลใช้เป็นฉากหลังในนิยายแนววรรณกรรมเยาวชนของเธอด้วย แต่เพราะเวลาในการเดินทางเร็วกว่ากำหนดถึงกว่า 1 ชั่วโมง นิลจึงเริ่มมีปัญหากับรถไฟเที่ยวที่กำลังจะมาจอดเทียบที่สถานีรถไฟโทยาม่า อันเป็นคนละขบวนกับชื่อรถไฟที่เธอจดไว้ในบันทึก จึงไม่รู้ว่าจะสามารถพาพวกเธอไปส่งยังปลายทางที่เธอต้องการได้หรือไม่

“เขาบอกว่าไปได้น่ะค่ะ แต่มันมีประโยคอะไรต่อท้ายด้วยก็ไม่รู้อะ นิลฟังไม่ออก น่าจะต้องไปต่อขบวน แต่เราจะต้องไปต่อที่สถานีไหนเนี่ยแหละ” นิลบอกเหมียวพลางยิ้มเจื่อนๆ เพราะแม้จะตั้งคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ และพนักงานการรถไฟวัยกลางคนก็ฟังสิ่งที่เธอถามรู้เรื่อง ทว่าเธอกลับแปลความหมายในสิ่งที่อีกฝ่ายบอกไม่ได้ทั้งหมด

“ถ้าไปได้ก็ไป ดีกว่ารออยู่ที่นี่อีกชั่วโมงนึง” เหมียวตัดสินใจแทนน้องสามี จากนั้นสองสาวก็ก้าวขึ้นรถไฟหน้าตาธรรมดาๆ คล้ายรถไฟประเทศไทยแบบไปตายเอาดาบหน้า ผ่านทุ่งหญ้า ทุ่งนา ป่าเขา ลำเนาไพร กระทั่งรถไฟไปจอดเทียบยังสถานีเล็กๆ ท่ามกลางวิวชนบทอันปราศจากตึกรามบ้านช่องใดๆ เป็นเวลาครู่ใหญ่ โดยไม่มีใครลงจากรถไฟ หากแต่นั่นกลับทำให้นิลคิดว่าเธอกับเหมียวอาจต้องลงไปต่อรถไฟที่สถานีนี้ก็เป็นได้

“อิเอะ อิเอะ” เจ้าหน้าที่หญิงภายในสถานีรถไฟเล็กๆ ซึ่งนิลพาเหมียวลงไปถามถึงขบวนรถไฟที่จะพาพวกเธอไปทาคายาม่าโบกมือพลางรุนหลังให้สองสาวกลับขึ้นไปบนรถไฟ แล้วพยายามบอกอะไรสักอย่างที่ทั้งนิลและเหมียวฟังไม่ออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ทั้งคู่จึงจำต้องกลับไปนั่งลงที่ตำแหน่งเดิม ด้วยท่าทางงุนงงเสมือนไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ จึงเป็นหน้าที่ของเด็กสาวเจ้าบ้านชาวญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ด้วยกันที่จะบอกสองสาวถึงประโยคชวนงงประโยคนั้น

“เอ่อ... You... Inotani Station… Train to Takayama ... Inotani Station” เธอค้นหาขบวนรถไฟที่จะพานิลและเหมียวไปยังจุดหมายปลายทางจากโทรศัพท์มือถือของเธอ แล้วพยายามบอกสองสาวเป็นภาษาอังกฤษบวกกับภาษาใบ้ จนนิลเข้าใจว่าพวกเธอจะต้องไปต่อรถไฟที่สถานีอิโนะทานิ นับเป็นอีกหนึ่งความประทับใจของนิลที่มีต่อชาวญี่ปุ่น ในเมื่อเป็นที่รู้กันว่าประชากรประเทศนี้แทบไม่มีภาษาอังกฤษอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาเลย

“อะริกะโตะ โกไซมัส” นิลขอบคุณเด็กสาวผมเกรียนพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทั้งในตอนที่ตัวเธอได้รับคำตอบจากความพยายามของอีกฝ่าย และทั้งตอนที่อีกฝ่ายกำลังจะลงจารถไฟยังสถานีก่อนหน้าสถานีที่พวกเธอจะต้องลง

ในที่สุดสองสาวก็มาถึงสถานีทาคายาม่าอันเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายในวันนี้ โดยโรงแรมที่ทั้งคู่ต้องเข้าพักตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีมินิมาร์ทอยู่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม นั่นเองที่ทำให้นิลพาเหมียวเข้าไปเดินวนหาทางเข้าโรงแรมอยู่ในมินิมาร์ทพักใหญ่ ก่อนจะพบว่าบันไดทางขึ้นไปยังโรงแรมอยู่ข้างมินิมาร์ทด้านนอกร้าน

“โรงแรมนี้สินะ ที่นิลเผลอจองแบบตัดบัตรพี่หมอไป?” เหมียวถามถึงวีรกรรมความเผอเรอของน้องสาวสามี ทำเอาเจ้าตัวยิ้มเจื่อนๆ ออกมาอีกรอบ

สองสาวเช็คอินที่หน้าเคาน์เตอร์กับพนักงานอาวุโสชายในชุดสูทอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา แล้วหอบสัมภาระของตัวเองขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพัก ซึ่งมีขนาดห้องกว้างกว่าโรงแรมที่ผ่านๆ มาเล็กน้อย เช่นเคยที่นิลรีบส่งข้อความรายงานหนุ่ม เกี่ยวกับการเดินทางถึงจุดหมายปลายทางด้วยสภาพอันทุลักทุเลของพวกเธอ แต่เพราะเป็นเวลาเย็นที่ชายหนุ่มยังไม่เลิกงาน จึงไม่มีข้อความตอบกลับใดๆ มา

“พี่เหมียว เราไปเดินเที่ยวกันไหมคะ?

การมาถึงโรงแรมเร็วกว่ากำหนดเวลาในตารางเที่ยวของนิล ทำให้เธอคิดจะออกไปเดินเที่ยวเก็บภาพเมืองเก่า และหาของกิน เหมียวเองก็ไม่อยากขัดน้องสามี เพราะเธอเองก็อยากถ่ายภาพบรรยากาศที่ไม่มีในประเทศไทยไปอวดเพื่อนๆ ด้วยเหตุนี้ หลังจากหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเมื่อครู่แล้ว สองสาวจึงรีบลงจากห้องพักในช่วงที่ยังมีแสงอาทิตย์รำไรอยู่ ก่อนจะเดินเตร็ดเตร่ไปตามทางเดินแถวโรงแรม เพื่อสำรวจพื้นที่และเก็บภาพยามเย็นไปจนย่ำค่ำ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงสะพานสีเขียว สะพานสีแดง อันเป็นสะพานราวเหล็กสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับข้ามแม่น้ำมิยากาวะ ซึ่งเริ่มจะตื้นเขินแล้วในฤดูร้อนเช่นนี้

“ไม่น่าเชื่อเลยนะ ฤดูร้อน แต่อากาศที่นี่เย็นมาก” เหมียวเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำ ท่ามกลางร้านรวงที่ทยอยปิดสมกับเป็นเมืองชนบท เธอยังคงอยู่ในชุดเดิมเช่นเดียวกับนิล จะต่างก็ตรงที่เวลานี้นิลสวมรองเท้าแตะสีขาวดำที่พกติดกระเป๋ามาด้วย เนื่องจากนิ้วเท้าของเธอพองจากการใช้งานเท้ามากเกินไปตลอด 3 วันที่ผ่านมา

สองสาวแวะซื้อของกินที่มินิมาร์ทชั้นล่างของโรงแรม แล้วกลับขึ้นห้องพัก อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กินมื้อเย็น เตรียมตัวเข้านอน เพื่อภารกิจแต่เช้าตรู่ในวันถัดไป ทว่าแม้พรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้ากว่าทุกวัน นิลก็ยังรอการติดต่อกลับมาของหนุ่ม

“อ้าว... ทำไมออนไลน์แล้วถึงไม่ตอบกลับมาล่ะ” นิลมองหน้าจอสมาร์ทโฟนของเธอ และรอการตอบกลับของหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่ยอมพิมพ์อะไรส่งไปอีก ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีข้อความใดๆ ตอบกลับมาจากเขา

“เดี๋ยวพี่ส่งแชทไปถามให้ อะ... พิมพ์ไปแล้ว ถามว่าจะคุยกับนิลไหม” เหมียวเสนอตัวช่วยเหลือน้องสามี และไม่นานหนุ่มก็ส่งข้อความตอบกลับเหมียวมา “เขาบอกว่าทอดไข่ก่อน”

นั่นคือคำตอบจากหนุ่มที่ทำให้นิลยอมนั่งรอข้อความจากเขาต่อไป แต่ผ่านไปนานแล้วเขาก็ยังไม่ได้ตอบกลับมา และนิลก็รู้ว่าปกติหนุ่มไม่เคยทอดไข่นานขนาดนี้

-จะนอนแล้วนะคะ-

หญิงสาวส่งข้อความผ่านไลน์ไปให้เขาด้วยอาการน้อยใจ ที่จริงเธอยังไม่ได้ จะนอน อย่างที่พิมพ์บอกไป เพียงแค่อยากรู้ว่าเขาจะตอบเธอกลับมาไหม และจะตอบกลับมาว่าอย่างไร

-ฝันดีนะกัฟ-

นั่นคือข้อความที่หนุ่มตอบกลับมา โดยไม่รู้ว่ามันยิ่งทำให้คนที่กำลังอ่านข้อความของเขาน้อยใจหนักขึ้นหลายร้อยเท่า หญิงสาวเคยบอกเขาแล้วว่าเธอเป็นคนขี้งอน ขี้น้อยใจ และยังขี้หึงด้วย แต่เธอจะไม่แสดงออก แล้วเขาก็ต้องอ่านอาการของเธอให้ออกเอง

-ไม่อยากคุยกับพี่เหรอ-

-อ้าว ก็พี่บอกว่าจะนอนแล้วนี่กัฟ-

แต่ละข้อความที่หนุ่มตอบกลับมาทำให้นิลรู้สึกเหนื่อยใจและอ่อนใจ ดูเหมือนเขาจะอ่านความรู้สึกของเธอไม่ออกเลย แน่ล่ะ! เขาเองก็เคยบอกเธอเหมือนกันว่าที่ผ่านมา แฟนแต่ละคนเลิกกับเขาเพราะเขาไม่ชอบง้อผู้หญิง มิหนำซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่าพวกเธองอน

-งั้นไม่คุยก็ได้ ไปนอนก็ได้-

และเพราะประโยคที่พิมพ์กลับไปประโยคนี้เองที่ทำให้หนุ่มรู้ว่านิลกำลัง งอน มันทำให้เขาต้องโทรศัพท์ผ่านไลน์มาหาเธอ ก่อนที่อีกฝ่ายจะงอนมากกว่านี้และง้อยากกว่านี้

“เป็นอะไรล่ะ งอนอะไรเนี่ย?” เขาถามหญิงสาวกลั้วเสียงหัวเราะขบขันเล็กน้อย ตามประสาคนอารมณ์ดี เอ่อ... ถ้าไม่นับเวลาเขาโมโหล่ะก็นะ

“ก็หนุ่มไม่อยากคุยกับพี่นี่ บอกให้พี่ไปนอน” นิลตอบห้วนๆ เพราะหากไม่ทำอย่างนั้น เธอจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่

“เอ้า! ก็พี่บอกว่าจะนอนแล้วนี่ ผมน่ะคุยได้ ผมนอนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พี่น่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเที่ยวอีกนะ ไปตะลอนๆ อย่างนั้นเหนื่อยจะตาย ไม่รีบนอนเดี๋ยวก็ไปไม่ไหวหรอก”

เหตุผลของหนุ่มทำให้นิลต้องลอบถอนหายใจ ในเมื่อเขาพูดถูกทุกประการ และเธอก็ไม่สามารถสรรหาคำพูดอะไรมาเถียงได้เลย

“นอนก็ได้” เธอตอบเขาเสียงอ่อย สองหนุ่มสาวบอกลากันผ่านโทรศัพท์ ก่อนที่คนหนึ่งจะแยกไปนอน และอีกคนนั่งกินข้าวไข่เจียวเพื่อเตรียมตัวเข้านอนเช่นกัน

 

รุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือนในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา และเหมียวกับนิลก็จำต้องรีบตื่นแต่เช้าตรู่อย่างที่หนุ่มพูดไว้ เพราะต้องไปขึ้นรถบัสซึ่งนิลทั้งจองที่นั่งทั้งจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้วโดยใช้บัตรเครดิตของพี่หมอ สำหรับการเดินทางไปยังหมู่บ้านชิราคาวะ เพื่อเก็บข้อมูลในการเขียนนิยายของนิล

...ดูเหมือนงานนิยายของนิลจะวนเวียนอยู่กับเรื่องภูตผีปีศาจเสมอๆ เพราะนิยาย 2 เรื่องแรกของเธอที่ได้ตีพิมพ์ก็มีภูตผีเข้ามาเกี่ยวข้อง มิหนำซ้ำงานวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแรกของเธอเรื่องนี้ เธอก็ยังเลือกหัวข้อจากสำนักพิมพ์ได้เรื่องที่ต้องมีวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี ไหนๆ ก็ไหนๆ นิลเลยเลือกตำนานญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์หญิงหิมะมาเขียน แล้วใช้ฉากหลังเป็นสถานที่จริงในญี่ปุ่น หมายรวมถึงภูเขาฮาคุและหมู่บ้านชิราคาวะด้วย

แน่นอนว่าหากต้องการให้นิยายสมจริง ก็จำเป็นต้องมาเก็บข้อมูลถึงที่ นิลจึงใช้จุดนี้นำไปเขียนคำตอบชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินเกี่ยวกับเหตุผลที่อยากไปญี่ปุ่น และเมื่อคำตอบของเธอแปลกแหวกแนวไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมือง เธอจึงได้รับรางวัลสมใจ

“สถานีรถบัสอยู่ข้างหน้าโรงแรมนี่เองค่ะพี่เหมียว แต่ว่านิลอยากแวะไปดูสะพานเมื่อคืนอีกรอบน่ะค่ะ อยากจะเก็บภาพเมืองเก่าเอาไว้ไปเขียนนิยายเสียหน่อยอ เมื่อคืนมันมืดแล้ว” นิลบอกพี่สะใภ้ระหว่างที่ทั้งคู่เดินหอบสัมภาระลงมาฝากไว้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม หลังจากกินขนมปังและมาม่าถ้วยที่ซื้อตุนไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมียวก็ไม่ได้ขัดใจน้องสามี เธอยอมเดินไปเป็นเพื่อนนิล แม้สะพานที่ว่าจะอยู่ห่างจากโรงแรมเป็นระยะทางกว่า 800 เมตรก็ตามที

“คนญี่ปุ่นนี่ เขาปลูกต้นไม้ดอกไม้น่ารักๆ ไว้หน้าบ้านกันแทบทุกหลังเลยเนอะ” เหมียวเดินถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้นไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น ตรงข้ามกับนิลที่พยายามเดินเร็วเพื่อให้กลับมาทันเวลาขึ้นรถบัสที่จองไว้ แม้หญิงสาวจะแวะถ่ายรูปกระถางต้นไม้ดอกไม้สีสวยหน้าร้านค้าและบ้านพักตามทางอยู่บ้าง แต่ตาของเธอก็ยังคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอดเวลา

การเดินย้อนกลับมาบนถนนสายเก่าที่พวกเธอเคยเดินมาเที่ยวแล้วเมื่อคืน ทำให้นิลกับเหมียวได้รู้ว่า พื้นถนนบริเวณนี้ปูด้วยอิฐบล็อกแทนที่จะเป็นการเทคอนกรีต ซึ่งแม้จะมีรถแล่นผ่านอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก อาจเพราะยังเป็นเวลาเช้าตรู่ ร้านรวงยังไม่เปิดให้บริการ และผู้คนยังไม่ออกจากบ้าน นานๆ ทีจะมีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมขี่จักรยานผ่าน ถึงอย่างนั้นถนนทั้งสายก็ยังดูโล่งราวกับเป็นเมืองร้าง

“เราต้องขึ้นรถบัสคันนั้นค่ะ” นิลชี้มือไปที่รถบัสที่จอดรออยู่ตรงสถานีรถบัส ซึ่งเป็นอาคารสองชั้นขนาดไม่ใหญ่นัก เธอพาเหมียวเดินเร็วเข้าไปหาพนักงานขับรถ พร้อมกับหยิบเอกสารการจองส่งให้อีกฝ่าย ไม่นานสองสาวก็ได้ขึ้นมานั่งบนรถบัสเที่ยวแรกของวันที่มีผู้โดยสารเพียงแค่ 4 คน ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งหมดจะได้ออกมาโลดแล่นบนถนนที่ถูกขนาบข้างด้วยภูเขา ด้วยเพราะที่นี่เป็นเมืองในหุบเขา ไม่ต่างจากหมู่บ้านชิราคาวะที่นิลกับเหมียวกำลังจะไปเยือน

ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง ทั้งนิลและเหมียวต่างผลัดกันถ่ายภาพวิวทิวทัศน์แบบรัวๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนภายในเมือง ตั้งแต่ภาพการเดินเรียงแถวไปโรงเรียนของบรรดาเด็กอนุบาลโดยการนำของนักเรียนประถม ไปจนถึงภาพแม่น้ำ ทุ่งนา และภูเขาสูงที่เขียวชอุ่มด้วยต้นไม้ที่รายล้อมทุกเส้นทางที่รถแล่นผ่าน กับบ้านไม้สองชั้นบ้าง ชั้นเดียวบ้าง ที่มีหลังคาหน้าจั่วแบบบ้านชนบททั่วไปในญี่ปุ่น

หลายครั้งที่รถแล่นผ่านอุโมงค์ที่สร้างทะลุผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ย้ำเตือนให้นิลนึกถึงคำพูดของไกด์ที่เคยเล่าให้ลูกทัวร์อย่างพวกเธอฟังว่า ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก โดยเฉพาะการตัดถนนที่ปราศจากการระเบิดภูเขาและทำลายป่า หากแต่จะใช้วิธีเจาะภูเขาสร้างอุโมงค์แทน แม้จะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าหลายเท่า รวมทั้งมีวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่ามาก แต่พวกเขาก็ยังคงเลือกตัดถนนด้วยวิธีการเช่นนี้มาโดยตลอด

“โห อากาศเย็นมากเลยค่ะพี่เหมียว” นิลลงจากรถบัสมายืนรับอากาศเย็นๆ กลางฤดูร้อน ซึ่งดูไม่เหมือนฤดูร้อนเลยเมื่อมาอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขาเช่นนี้ หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อถักแขนสั้นสีชมพูอ่อน กับกางเกงขาสั้นคลุมเข่าสีขาว และสวมเสื้อไหมพรมตัวเดิมกับรองเท้าผ้าใบคู่เดิม ขณะที่เหมียวยังคงกระชากวัยด้วยการมัดผมจุก และสวมเสื้อแขนยาวสีเนื้อ กระโปรงยีนส์สั้น กับรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง มองอย่างไรก็เหมือนเด็กสาววัยรุ่นพาคุณป้ามาเที่ยวชัดๆ

“สะพานมันแกว่งด้วยอะพี่เหมียว”

โรคกลัวความสูงของนิลเกิดกำเริบ เมื่อหญิงสาวต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโชวะความยาวกว่า 70 เมตร ซึ่งทอดยาวจากลานจอดรถไปยังอีกฟากฝั่งอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชิราคาวะ โดยตัวสะพานเป็นพื้นกรวดผสมปูน มีราวสะพานเป็นเสาเหล็กร้อยด้วยเส้นลวดขนาดใหญ่ และแม้ว่าเวลานี้แม่น้ำจะค่อนข้างตื้นเขินจนมองเห็นก้อนหินก้อนกรวดมากมายไม่ต่างจากแม่น้ำอื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ความสูงกับการสั่นสะเทือนของมันต่างหากที่ทำให้นิลรู้สึกกลัว

“ไม่เป็นไรหรอกนิล สะพานมันแข็งแรงจะตาย” เหมียวเดินข้ามสะพานนำหน้าไปแบบสบายๆ มิหนำซ้ำยังเรียกให้นิลช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ภารกิจตากล้องบวกกับภารกิจเก็บภาพและข้อมูลสำหรับการเขียนนิยาย ทำให้นิลจำต้องข่มความกลัวของตัวเอง เดินข้ามสะพานพลางถ่ายรูปเก็บภาพแม่น้ำด้านล่าง กับภาพต้นไม้และภูเขาที่รายล้อมอยู่รอบด้าน กระทั่งขาของเธอพาร่างแข็งทื่อเดินไปจนถึงปลายสุดของสะพาน ซึ่งมีโคมไฟหินสไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนกองหินกับเสาโทริอิสีขาวอมเทารอต้อนรับอยู่

“เดี๋ยวพี่จะช่วยถ่ายรูปนะ นิลจะได้มีข้อมูลไปเขียนนิยายเยอะๆ”

แม้จะเอาแต่ใจอยู่บ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่เหมียวก็เป็นพี่สะใภ้ที่น่ารักเสมอ เธอช่วยนิลถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ตรงจุดที่นิลต้องใช้ในการเขียนนิยายมาตั้งแต่เมื่อวาน โดยที่น้องสามีคนนี้ไม่จำเป็นต้องร้องขอ

สองสาวแวะถ่ายรูปกับพุ่มดอกไฮเดรนเยียหรือดอกอะจิไซในภาษาญี่ปุ่น ดอกไม้ที่มีลักษณะใกล้เคียงดอกเข็มซึ่งมีทั้งสีขาว สีขาวอมม่วง สีม่วงอมคราม และสีชมพู ช่อใหญ่ขนาดหน้าคน รวมไปถึงดอกลิลลี่ เบญจมาส และดอกไม้ต่างๆ ประเภทดอกอะรูมิไร้ หรือดอกอะไรมิรู้ ตามมุกที่ไกด์นำเที่ยวญี่ปุ่นเคยใช้ตอนที่นิลพาแม่ของเธอมาเที่ยว ในยามที่มีลูกทัวร์ถามคำถามเกี่ยวกับต้นไม้ดอกไม้แล้วไกด์ตอบไม่ได้

“เราซื้อตั๋วเข้าไปดูบ้านหลังนั้นกันค่ะพี่เหมียว” นิลเดินนำเหมียวเข้าไปที่หน้าบ้านไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมุงหลังคาด้วยหญ้าเป็นรูปคล้ายคนพนมมือ เพื่อให้ความลาดเอียงช่วยถ่ายเทหิมะออกจากหลังคาในช่วงฤดูหนาว เช่นเดียวกับบ้านหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตของผู้คนภายในหมู่บ้าน ตั้งแต่ถ้วยชามรามไห หม้อ เตาโบราณ ทัพพี ตะเกียบ โต๊ะสำรับ จอกเหล้า ชุดฟางกับรองเท้าฟางสำหรับเผชิญหิมะ ไปจนถึงรูปภาพอาหารที่ชาวบ้านรับประทาน อุปกรณ์จับปลา และคลิปวีดีโออธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น พื้นบ้านเป็นไม้ขัดเงา ปูเสื่อทาทามิที่ทำจากหญ้าและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไว้เพียงบางจุด ประตูไม้บางบานบุกระดาษเพื่อให้แสงแดดลอดเข้าไปในบ้านได้ มีบางบานที่เป็นประตูไม้ธรรมดา ทว่าเขียนลวดลายสวยงามเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีห้องพระที่มีโต๊ะหมู่โลหะลวดลายประณีต แสดงถึงความศรัทธาในศาสนา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรังไหมและตัวไหมที่บ่งบอกถึงอาชีพของชาวบ้านนอกเหนือจากการทำนาอีกด้วย

“ว้าว! มีห้องใต้หลังคาด้วยล่ะ” เหมียวออกอาการตื่นเต้น ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดไม้ชันๆ ไปยังห้องใต้หลังคาของบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินและดำรงชีวิตเช่นกัน โดยโครงหลังคาทำจากไม้ต้นใหญ่มัดต่อๆ กันด้วยเชือกอย่างแน่นหนาและแข็งแรง มีกี่เจาะหน้าต่างไว้สำหรับเปิดรับอากาศบริสุทธิ์

แน่นอน... เหมียวกับนิลย่อมไม่พลาดการเก็บภาพมุมสูงจากหน้าต่างที่ว่า ซึ่งทำให้พวกเธอได้ภาพความเขียวขจีของทุ่งนาและทุ่งหญ้า กับบ้านไม้โบราณหลังคามุงหญ้าหลายสิบหลังที่รายล้อมด้วยภูเขาเขียวชอุ่ม ไกลออกไปเป็นแม่น้ำไหลเอื่อย ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าที่มีกลุ่มเมฆสีขาวมองดูคล้ายปุยนุ่นลอยได้

สองสาวช่วยกันเก็บภาพเพื่องานนิยายของนิล แล้วจึงกลับออกมาขึ้นรถบัสเที่ยวที่จองและจ่ายเงินไว้แล้วเช่นเดิม หลังจากนี้พวกเธอจะต้องกลับไปเอาสัมภาระที่โรงแรม แล้วรีบขึ้นรถไฟต่อแล้วต่อเล่ารวมทั้งสิ้นอีก 5 ขบวน เพื่อไปให้ถึงสถานีคาวากูจิโกะก่อนค่ำ เพราะความอยากที่จะกลับไปเห็นภูเขาไฟฟูจิอีกสักครั้งของนิลแท้ๆ

เพียงแต่... พวกเธอจะทำเวลาทันรถไฟไหมเท่านั้น ในเมื่อบางขบวนมีเวลาต่อรถไฟเพียงแค่ 5 นาที นั่นคือปัญหาใหญ่ที่รอสองสาวอยู่!!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #14 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 22:10

    อารมณ์ผู้หญิงอะนะ รอแฟนตอบกลับแต่เขาดันลืม ความน้อยใจต้องมี


    แต่ก็อย่างว่านะ นิลบอกจะนอน หนุ่มก็ต้องคิดว่าจะนอนจริงๆนั่นแหละ ตรงนี้ นิลก็งอนแบบไม่มีเหตุผลนะจ๊ะ ตัวเอง

    #14
    1
  2. #13 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 20:21

    อ่านแล้วอยากเที่ยวญี่ปุ่นเลยคะ เจ้าของบ้านใจดีทุกคนเลย

    #13
    1
    • 24 ตุลาคม 2561 / 21:32
      เหมือนจะแล้วแต่เราไปเจอด้วยอะค่ะ บางคนไป เขาก็บอกไม่มีใครช่วยเขาเลย
      #13-1